- หน้าแรก
- แค่ตบยุงก็ไร้เทียมทาน มหกรรมไล่ทุบยอดนักรบ
- ตอนที่ 21 หวังต้าลี่กับเจตนาแอบแฝง
ตอนที่ 21 หวังต้าลี่กับเจตนาแอบแฝง
ตอนที่ 21 หวังต้าลี่กับเจตนาแอบแฝง
ตอนที่ 21 หวังต้าลี่กับเจตนาแอบแฝง
"เฮ้ยๆๆ! พวกทหาร นี่มันใช้อำนาจในทางที่ผิดชัดๆ! ทำไมหมอนั่นถึงออกนอกเมืองได้ แต่พวกเราออกไม่ได้ล่ะ?!"
"ใช่เลย! ดูยังไงก็อายุน้อยกว่าพวกเราแถมยังไม่ได้ใส่ชุดต่อสู้ด้วยซ้ำ มือใหม่เห็นๆ ทำไมไม่กลัวว่าเขาจะไปเจออันตรายข้างนอกบ้างล่ะ?!"
"นั่นสิ ทำไมถึงไม่ขอตรวจป้ายนักรบของเขาห๊ะ?"
หัวหน้าหน่วยมองกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังโวยวายด้วยสีหน้าแปลกประหลาด แต่ก็ไม่ได้โต้เถียงอะไรกลับไป
เขาเพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมาอย่างเงียบๆ ปลดล็อกหน้าจอ เปิดอัลบั้มภาพ เลือกรูปภาพหนึ่งขึ้นมา แล้วยื่นให้กลุ่มวัยรุ่นดูพร้อมกับพูดว่า
"ดูเอาเองละกัน"
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นจึงรีบมุงดู วินาทีที่เห็นภาพถ่าย ดวงตาของพวกเขาก็เบิกโพลงขึ้นทันที พร้อมกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
"ซี๊ดดด! แมวเงางั้นเหรอ? สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลาง แมวเงาเนี่ยนะ? ที่เขาลากอยู่ข้างหลังนั่นคือแมวเงาใช่ไหม? ซากแมวเงาสิบตัว?!!!?"
"บ้าไปแล้ว!! หรือว่าพ่อหนุ่มหน้าหล่อคนนั้นจะเป็นคนฆ่าพวกมันทั้งหมดนี่? เขาล่าแมวเงาสิบตัวด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ?!"
"จะเป็นไปได้ยังไง? หมอนั่นแข็งแกร่งระดับไหนกันแน่? ต่อให้เป็นพวกอัจฉริยะตัวเต็งอันดับหนึ่งในการสอบยุทธ์ของเมืองสวี่เจียงก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้เลยมั้ง!?"
หัวหน้าหน่วยมองดูกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่กำลังยืนอึ้งและลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลอบสะใจอยู่ลึกๆ
"ทีนี้รู้หรือยังล่ะว่าทำไมฉันถึงปล่อยให้เขาผ่านไป? ถ้าพวกนายคนไหนมีความแข็งแกร่งได้สักเสี้ยวของเขา ต่อให้ไม่มีป้ายนักรบระดับหนึ่ง ฉันก็ยอมให้ผ่านไปได้แบบไม่มีเงื่อนไขเลย!"
...
ณ เมืองร้างแห่งเดิม ซากกำแพงที่พังทลายและเศษหินกองพะเนินถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ ร่องรอยของป้ายชื่อที่หลงเหลือจากอารยธรรมมนุษย์ในอดีตยังพอมองเห็นได้ลางๆ
ภายในอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ชายหนุ่มผมดำรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วคมเข้มดุจคมดาบ กำลังยืนเผชิญหน้ากับแมวเงาตัวหนึ่งที่มีขนสีดำขลับและมีขนาดตัวใหญ่โตยิ่งกว่าเสือโคร่งไซบีเรีย
การต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรขนาดยักษ์ที่ปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเช่นนี้ หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงสติแตกไปนานแล้ว
ทว่าสีหน้าของชายหนุ่มกลับสงบนิ่ง ไม่เพียงแค่สงบนิ่ง แต่เขายังเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ดาบยาวในมือขวาถูกลากไปตามพื้นแข็งจนเกิดประกายไฟ ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงจนเห็นเพียงเงาเลือนลาง
เขาพุ่งเข้าใส่กระหน่ำโจมตีอย่างดุดัน
เคร้ง!
ท่ามกลางแสงสลัว เงาดาบสีดำทมิฬตวัดวูบ ราวกับสายฟ้าที่ฟาดฟันแหวกอากาศ
ฉัวะ! ศีรษะสีดำที่มีแววตาดุร้ายเบิกโพลง ลอยละลิ่วขึ้นสู่กลางอากาศท่ามกลางละอองเลือดที่สาดกระเซ็น
[ติ๊ง! สังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลาง แมวเงา ได้รับพลังปราณ +0.005]
ชื่อ: หลี่จื่ออวี่
ระดับขั้น: นักรบระดับหนึ่งขั้นสูง
ทักษะการต่อสู้: เพลงดาบวายุคลั่งขั้นต้น, เคล็ดวิชาหล่อหลอมกายากระทิงเถื่อนขั้นต้น, ทักษะเพลงดาบขั้นกลาง, ทักษะท่าร่างขั้นต้น
ระบบ: ระบบเทพยุทธ์
ฟังก์ชัน: สามารถดูดซับสรรพสิ่งเพื่อเพิ่มพูนพลังปราณ ส่วนฟังก์ชันอื่นๆ รอให้โฮสต์ค้นพบเพิ่มเติม
ตอนที่เขาทดสอบที่สมาคมนักรบ ค่าพลังปราณของเขาก็พุ่งไปถึง 5.99 แล้ว หลังจากเข้ามาในเมืองร้าง เขาก็จัดการฆ่าสัตว์อสูรไปตัวหนึ่งอย่างง่ายดาย ซึ่งนั่นก็ทำให้ระดับขั้นของเขาเลื่อนขึ้นเป็นขั้นสูงทันที
"พอระดับสูงขึ้น พลังปราณที่ได้จากการฆ่าสัตว์อสูรที่ระดับต่ำกว่าก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ"
"ก่อนหน้านี้ ฆ่าแมวเงาตัวนึงได้พลังปราณตั้ง +0.01 แต่ตอนนี้ลดลงไปครึ่งนึงเลยแฮะ"
"ดูเหมือนว่าฉันต้องเข้าไปให้ลึกกว่านี้ ไปยังพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากกำแพงเมือง เพื่อล่าสัตว์อสูรระดับสูงขึ้นแล้วสินะ!"
หลี่จื่ออวี่จัดการเก็บเกี่ยวซากแมวเงาอย่างคล่องแคล่ว พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
เขาอยู่ในเขตแดนรกร้างมานานแค่ไหนก็ไม่รู้ และจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าสังหารแมวเงาไปกี่ตัว
รู้แค่ว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่สามารถแบกซากแมวเงาทั้งหมดกลับไปได้ไหว
ตัวที่ล่าได้ในบริเวณใกล้ๆ เขาก็เอาซากมากองรวมกันไว้ที่เดียว กะว่าพอล่าเสร็จค่อยเรียกคนมาช่วยขนกลับ
ส่วนตัวที่อยู่กระจัดกระจายออกไปไกลหน่อย เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทิ้งมันไป
หลี่จื่ออวี่รู้สึกปวดใจเหลือเกิน ซากแมวเงาพวกนี้มันคือเงินทั้งนั้น!
แต่ละตัวมีมูลค่าตั้งหลายหมื่น
ถึงกระนั้น ผลพลอยได้จากการเดินทางมายังเขตแดนรกร้างในครั้งนี้ก็นับว่ามหาศาลมาก
เคล็ดวิชาหล่อหลอมกายากระทิงเถื่อนระดับสองที่เขาได้รับมาจากสมาคมนักรบ ตอนนี้เขาฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว!
หลังจากที่บรรลุวิชานี้ ความรู้สึกเดียวที่เขามีคือ ร่างกายของเขาแข็งแกร่งและทนทานขึ้นกว่าเดิมมาก!
พลังปราณก็ให้ความรู้สึกราวกับถูกสกัดและควบแน่นขึ้น ทั้งยังหนาแน่นและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม!
หลี่จื่ออวี่ได้ทำการทดสอบดูแล้ว
หลังจากฝึกฝนเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายา คุณภาพพลังปราณของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละยี่สิบ!
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทั้งพลังป้องกัน ความอดทน และพละกำลังของเขา ล้วนเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ในทุกๆ ด้าน!
ก่อนหน้านี้ ตอนเผชิญหน้ากับแมวเงา ต่อให้ใช้ทักษะวายุคลั่งก็ยังต้องฟันถึงสองดาบกว่าจะฆ่ามันได้
แต่ตอนนี้ เขาสามารถปลิดชีพมันได้ภายในการฟันเพียงครั้งเดียว!
น่าสะพรึงกลัว ร้ายกาจมากจริงๆ!
มิน่าล่ะ ทักษะการต่อสู้ถึงได้มีราคาแพงหูฉี่ขนาดนั้น ที่แท้ผลลัพธ์ของมันก็ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้นี่เอง
หลี่จื่ออวี่รำพึงในใจ
หลังจากนั่งพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง หลี่จื่ออวี่ก็แหงนหน้ามองท้องฟ้า
ท้องฟ้ายังคงสว่างจ้า เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู แม้ในเขตแดนรกร้างจะไม่มีสัญญาณ แต่ก็ยังพอดูเวลาได้
16:00 น.
"ยังเร็วไปที่จะลงจากเขา ยังไงฉันก็เตรียมเสบียงแห้งมาพออยู่แล้ว เพราะงั้นลุยเข้าไปล่าสัตว์อสูรระดับสูงให้ลึกกว่านี้ต่อเลยดีกว่า!"
เมื่อเลือกทิศทางได้แล้ว หลี่จื่ออวี่ก็กระชับดาบในมือทั้งสองข้างให้แน่น แล้วค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามแนวอาคาร มุ่งหน้าลึกเข้าไปในดินแดนรกร้างอย่างระมัดระวัง
...
เมืองสวี่เจียง หอฝึกยุทธ์หงซู
"นายบอกว่ามีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่ผลทดสอบพลังปราณเพิ่งจะอยู่ที่ 0.8 เมื่อไม่กี่วันก่อน แต่มาวันนี้กลับพุ่งพรวดไปถึง 5.99 เลยงั้นเหรอ?"
ภายในห้องฝึกซ้อมอันกว้างขวาง หวังต้าลี่มองดูไป๋ฮ่าวหรานที่กำลังฟาดฟันหุ่นซ้อมอย่างบ้าคลั่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ
คราวก่อน เขาบังเอิญเจอไป๋ฮ่าวหรานพาเพื่อนหญิงมาทดสอบพลังปราณที่นี่ เขาเลยเอ่ยปากชวนแบบผ่านๆ ว่าสนใจจะสมัครคอร์สติวเข้มเร่งรัดของเขาไหม
ผ่านไปสองวันก็ยังไม่มีวี่แวว หวังต้าลี่ก็เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ
ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ วันนี้ไป๋ฮ่าวหรานจะโผล่มาหาเขาที่หอฝึกยุทธ์หงซู แถมยังเจาะจงมาเพื่อสมัครคอร์สเร่งรัดของเขาโดยเฉพาะ
เรื่องนี้ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้น ก็แหงล่ะ เงินตั้งหนึ่งแสนหยวนเชียวนะ ต่อให้เขาจะเป็นนักรบระดับหนึ่งขั้นสูงสุด แต่นี่ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย
แถมไอ้คอร์สเร่งรัดอะไรนั่นมันก็ไม่มีอยู่จริงหรอก แค่หลอกกินเงินอีกฝ่ายไปวันๆ แล้วตบท้ายด้วยการให้กินยาลูกกลอนกระตุ้นพลังปราณแบบชั่วคราวก็เท่านั้น
นี่มันก็เหมือนได้เงินมาฟรีๆ ชัดๆ
"นายช่วยเล่าเรื่องเพื่อนคนนั้นให้ฟังเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม?" หวังต้าลี่เอ่ยถาม นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์
ไป๋ฮ่าวหรานรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่มีคนพูดถึงหลี่จื่ออวี่ เขาจึงเล่าข้อมูลทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับหลี่จื่ออวี่ให้หวังต้าลี่ฟังอย่างไม่ใส่ใจนัก
หวังต้าลี่รับฟังเงียบๆ เขาก้มหน้าลง แววตาของเขากลิ้งกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังใช้ความคิดคำนวณบางอย่างอยู่ในหัว
หากไป๋ฮ่าวหรานหยุดฟันหุ่นซ้อมสักนิด เขาคงจะได้ยินเสียงหวังต้าลี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ
"เพิ่มพลังปราณได้มหาศาลขนาดนั้นภายในสามวัน ต่อให้เป็นพวกที่ปลุกพรสวรรค์สายพลังปราณได้ก็ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้"
"ไอ้เด็กที่ชื่อหลี่จื่ออวี่นั่น มันต้องไปเจอโชคหล่นทับ หรือของวิเศษอะไรมาแน่ๆ!"
ชั่วครู่ต่อมา ประกายความอำมหิตก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาของหวังต้าลี่ เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพูดกับไป๋ฮ่าวหรานว่า
"ฉันเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระต้องไปจัดการ การฝึกวันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน!"
พูดจบ เขาก็ทิ้งไป๋ฮ่าวหรานที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตกเอาไว้ แล้วเดินถือดาบออกจากห้องฝึกซ้อมไปทันที