- หน้าแรก
- ถึงจะเป็นบอส แต่หม่ามี้ก็ขี้เกียจเป็นนะ
- บทที่ 27 ลูกหลานตระกูลฉู่ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยง!
บทที่ 27 ลูกหลานตระกูลฉู่ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยง!
บทที่ 27 ลูกหลานตระกูลฉู่ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยง!
บทที่ 27 ลูกหลานตระกูลฉู่ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยง!
ฉู่ฉือเชินหรี่ดวงตาอันตรายลง มองดูเธอโดยไม่พูดอะไรออกมา
"เสียมารยาทจริงๆ"
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ตอบ คุณนายเสิ่นก็ตำหนิเขา "แกนี่ไม่รู้จักแม้แต่มารยาทพื้นฐานที่มีต่อผู้หลักผู้ใหญ่ เสียของจริงๆ ที่เกิดมาหน้าตาดีขนาดนี้!"
พูดจบ เธอก็เดินอ้อมตัวเขา หวังจะเข้าไปในบ้าน
เสิ่นเชียนฮุ่ยรีบขวางทางเธอไว้ "คุณแม่คะ วันนี้ไม่ค่อยสะดวกจริงๆ ค่ะ..."
ฉู่ฉือเชินเพิ่งกลับมาที่เมืองไห่ และยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเขานัก
แต่คุณนายเสิ่นต้องรู้จักคุณนายฉู่อย่างแน่นอน
จากที่เสิ่นเชียนฮุ่ยรู้จักคุณนายเสิ่นมา ทันทีที่เธอเห็นคุณนายฉู่ในห้องนั่งเล่น เธอคงจะคุกเข่าลงตรงหน้าอีกฝ่ายเป็นแน่
ถ้าคุณนายเสิ่นประจบประแจงแบบนั้นจริงๆ สถานะของตระกูลเสิ่นและตระกูลฉู่ก็จะเกิดความไม่เท่าเทียมกันทันที ซึ่งจะทำให้เสิ่นรั่วจิงวางตัวลำบากในภายหลัง
แม้ว่าเสิ่นเชียนฮุ่ยจะเป็นคนอ่อนไหวเพราะกำพร้าพ่อแม่และให้ความสำคัญกับความรักความผูกพันในครอบครัวมากที่สุด แต่เธอก็ไม่เคยดูถูกตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอมีลูกสองคนแล้ว เธอไม่อยากให้ลูกสาวต้องรู้สึกต่ำต้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าตระกูลฉู่
คุณนายเสิ่นแค่นเสียงหยัน "ไม่สะดวกอะไรกัน? หลีกทางไป..."
เธอผลักเสิ่นเชียนฮุ่ยไปด้านข้างและทำท่าจะเดินเข้าไปในบ้านตระกูลเสิ่น
แต่แล้วเธอก็เห็นเสิ่นรั่วจิงยืนขวางทางเข้าประตูอยู่ หญิงสาวหลุบตาลงพลางเขี่ยเล็บเล่น "วันนี้ คุณเข้าบ้านนี้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ"
คุณนายเสิ่นชะงักฝีเท้าทันที
แน่นอนว่าเธอย่อมรู้ดีว่าหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้มีดีแค่ไหน เธอยังจำได้ดีว่าตอนที่จิงจิงอยู่ป.3 เด็กหญิงเคยทำให้คุณนายเสิ่นโกรธ คุณนายเสิ่นเลยแกล้งไปรับแค่เสิ่นรั่วถงหลังเลิกเรียน ทิ้งจิงจิงไว้คนเดียว แล้วเธอก็เห็นพวกอันธพาลข้างถนนหลายคนเดินเข้ามาล้อมกรอบจิงจิงเอาไว้
ตอนแรกเธอคิดว่านี่จะเป็นบทเรียนให้จิงจิงและทำให้เด็กหญิงเลิกทำตัวดื้อรั้น แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าสองชั่วโมงต่อมา จิงจิงจะกลับมาในสภาพที่โชกไปด้วยเลือด
ตอนนั้นเสิ่นเชียนฮุ่ยเพิ่งเลิกงานและตกใจกับสภาพของจิงจิงจนแทบจะเป็นลม เธอรีบวิ่งเข้าไปหา สำรวจดูจิงจิงตั้งแต่หัวจรดเท้า อยากจะรู้ว่าลูกสาวบาดเจ็บตรงไหนบ้าง
เด็กหญิงร่างผอมบางเช็ดเลือดออกจากใบหน้าแล้วยิ้ม "หนูไม่เป็นไรค่ะ นี่เลือดคนอื่นทั้งนั้นเลย"
จิงจิงในตอนนั้นดูราวกับปีศาจร้าย!
คุณนายเสิ่นก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ไม่กล้าพูดเรื่องจะเข้าบ้านอีก เธอหันไปมองเสิ่นเชียนฮุ่ยแทน "ก็ได้ ในเมื่อแกไม่ให้ฉันเข้า ฉันก็ไม่เข้า... งั้นพรุ่งนี้แกก็กลับไปทำงานได้เลย ฉันเก็บตำแหน่งในบริษัทไว้ให้แกตลอดนั่นแหละ"
เสิ่นรั่วจิงแค่นหัวเราะ "แค่ตำแหน่งฝ่ายขายถึงกับต้องเก็บไว้ให้เป็นพิเศษเลยเหรอคะ?"
คุณนายเสิ่นกัดฟันกรอดด้วยความโมโหที่ถูกยั่วโมโห ก่อนจะพูดต่อ "ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายต่างหาก! แกอยากเป็นผู้จัดการฝ่ายขายมาตลอดไม่ใช่เหรอ? เชียนฮุ่ย แกก็เห็นตระกูลเสิ่นเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ แกมีความผูกพันกับบริษัทตระกูลเสิ่นไม่ใช่เหรอ?"
เสิ่นเชียนฮุ่ยชะงักไปเล็กน้อย
ตำแหน่งที่เธอทุ่มเททำงานมาตลอดห้าปีเพื่อให้ได้มา บัดนี้มากองอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
แต่เธอกลับไม่รู้สึกดีใจและคาดหวังเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
เธอก้มหน้าลง "คุณแม่คะ หนูขอเวลาคิดดูก่อนนะคะ คุณแม่กลับไปก่อนเถอะค่ะ"
"มีอะไรต้องคิดอีก?"
คุณนายเสิ่นปรายตามองเธอ แล้วก็ต้องกัดฟันอีกครั้ง "นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว เราจะให้ค่าคอมมิชชันแกด้วย หนึ่งเปอร์เซ็นต์เป็นไงล่ะ?"
ทว่าเสิ่นเชียนฮุ่ยกลับพูดซ้ำประโยคเดิม "หนูขอคิดดูก่อนค่ะ"
เธออยู่ในตระกูลเสิ่นมานานกว่าสี่สิบปีและมีความผูกพันกับที่นี่อย่างลึกซึ้ง
อาจพูดได้ว่าตระกูลเสิ่นเป็นคนให้ที่พักพิงแก่เธอ แม้เธอจะรู้มาตลอดว่าคุณนายเสิ่นปฏิบัติต่อเธอแตกต่างจากน้องชายทั้งสองคน แต่เธอก็พอใจมากแล้ว
เธอเคยเห็นสายตาอันโหยหาของเด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
เธอหวาดกลัวการไม่มีบ้านให้กลับ
ต่อมา แม้ว่าเธอจะมีครอบครัวเล็กๆ เป็นของตัวเองกับจิ่งเจินและมีลูกแล้ว แต่ความทุ่มเทและความพยายามที่จะเอาใจตระกูลเสิ่นก็กลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว
ตอนนี้ที่คุณนายเสิ่นมีท่าทีอ่อนลง หัวใจของเธอก็เริ่มไขว้เขวเล็กน้อย... คุณนายเสิ่นพยายามหว่านล้อมต่อไป "ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูแกมาตั้งหลายปี ถึงแกจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของฉัน แต่ฉันก็ปฏิบัติกับแกเหมือนลูกในไส้มาตลอด เชียนฮุ่ย แกจำตอนที่แกป่วยตอนเด็กๆ ได้ไหม ฉันเฝ้าแกทั้งคืนเลยนะ! เฝ้าแกทั้งคืนจริงๆ! แล้วก็มีอีกครั้งที่ฝนตกหนัก แกไข้ขึ้นสูงถึงสี่สิบองศา ฉันก็แบกแกขึ้นหลังพาไปส่งโรงพยาบาล... เรื่องที่เกิดขึ้นคราวที่แล้วมันเป็นความโง่เขลาของฉันเอง แต่แม่ลูกจะโกรธเกลียดกันข้ามคืนได้ยังไง? ฉันมาขอโทษแกถึงที่แล้ว แกยังอยากให้ฉันทำยังไงถึงจะยอมยกโทษให้? จะให้ฉันก้มหัว หรือคุกเข่าให้แกเลยไหมล่ะ?"
เสิ่นเชียนฮุ่ยรีบพูดขึ้นมา "คุณแม่คะ หนูไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ หนูแค่ขอเวลาคิดดูก่อน..."
เธอสัญญากับจิ่งเจินไว้ว่าจะเปิดบริษัทบันเทิงหรือสตูดิโอ ถ้าเธอไปทำงานตอนนี้ แล้วจิ่งเจินจะทำยังไงล่ะ?
"แล้วแกยังต้องคิดอะไรอีก?"
คุณนายเสิ่นขมวดคิ้ว คิดว่าเธอไม่พอใจกับข้อเสนอ หญิงชราหลุบตาลงแล้วพูดอย่างจริงจัง "เชียนฮุ่ย อย่าหาว่าฉันพูดตรงๆ เลยนะ ตอนนี้แกไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย... ฉันรู้ว่าแกเป็นคนมีความสามารถจนกรุ๊ปแซดสนใจ แต่ถึงอย่างนั้น แกก็เป็นแค่พนักงานกินเงินเดือน กรุ๊ปแซดจะยกย่องแกในฐานะเจ้าของบริษัทได้ไหมล่ะ?"
เธอเกลี้ยกล่อม "ถ้าแกกลับบ้าน แกก็ยังเป็นคุณหนูตระกูลเสิ่น แล้วทีนี้การหาคู่ครองให้เสิ่นรั่วจิงก็จะง่ายขึ้นด้วย เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบห้า จะปล่อยให้ใช้ชีวิตล่องลอยแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอกนะ จริงไหม? มีลูกติดตั้งสองคน ตอนนี้เธอก็หาได้แค่ผู้ชายหน้าขาวมาคบเล่นๆ เท่านั้นแหละ ครอบครัวดีๆ ที่ไหนเขาจะยอมแต่งงานกับเธอ? ขอแค่แกกลับมา ฉันรับรองเลยว่าจะหาครอบครัวดีๆ ฐานะคู่ควรให้เธอได้แน่!..."
ขอบตาของเสิ่นเชียนฮุ่ยแดงก่ำ
ทุกสิ่งที่คุณนายเสิ่นพร่ำบอกมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้ผลชะงัดเท่ากับประโยคสุดท้ายนี้เลย
เธอยอมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเสิ่นรั่วจิง ต่อให้ต้องกลับไปตกระกำลำบากที่ตระกูลเสิ่น แต่อย่างน้อยก็เพื่อสร้างภูมิหลังที่ดีให้กับลูกสาว
เธอนึกถึงความอัปยศอดสูที่จิ่งเจินได้รับจากพวกตระกูลเศรษฐีในงานเลี้ยงของตระกูลหลิน
เธอไม่กลัวที่จะถูกหยามเกียรติ แต่เธอไม่อยากให้ลูกสาวต้องรู้สึกต่ำต้อยในอนาคต
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ "คุณแม่พูดถูกค่ะ... เพื่อจิงจิง เราควรจะกลับไป..."
เมื่อเห็นว่าเสิ่นเชียนฮุ่ยมีท่าทีอ่อนลง เสิ่นรั่วจิงก็เลิกคิ้วขึ้นโดยไม่พูดอะไร และหันไปมองจิ่งเจิน
ดวงตาดอกท้ออันงดงามของจิ่งเจินเบิกกว้างขึ้น เขาพูดอย่างจริงจัง "แม่ยายครับ ครอบครัวที่ฐานะคู่ควรที่คุณแม่ตั้งใจจะหาให้รั่วจิงคือครอบครัวแบบไหนเหรอครับ? ลองบอกเรามาก่อนสิครับ เราจะได้ไปสืบดูนิสัยใจคอของอีกฝ่าย"
เสิ่นเชียนฮุ่ยเหลือบมองฉู่ฉือเชิน
เธอไม่เคยคิดว่าตระกูลฉู่จะยอมรับลูกสาวของเธอ ท้ายที่สุดแล้ว ฉู่ฉือเชินก็ดูเย็นชาและไม่ใช่ลูกเขยในอุดมคติของเธอเลย เธอมองไปที่คุณนายเสิ่นด้วยความสงสัยเช่นกัน
คุณนายเสิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น "ลูกชายคนที่สองของครอบครัวน้องเขยรองของแกไง ปีนี้เขาน่าจะอายุ 28 แล้วมั้ง? เขาชอบจิงจิงมาตลอดไม่ใช่เหรอ? ถ้าฉันเป็นคนออกหน้าล่ะก็ ไม่น่าจะมีปัญหานะ"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ใบหน้าของเสิ่นเชียนฮุ่ยก็ซีดเผือดลงทันที
เธอถามด้วยความประหลาดใจ "เด็กทึ่มจากตระกูลหลี่คนนั้นน่ะเหรอคะ?"
คุณนายเสิ่นแสดงความไม่พอใจออกมาทันที "เด็กทึ่มอะไรกัน? ตระกูลหลี่กับตระกูลเสิ่นของเราถือว่าเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ลูกชายคนที่สองของพวกเขาอาจจะมีปัญหาทางสมองนิดหน่อย แต่ถ้าเขาเป็นปกติ เขาจะยอมแต่งงานกับเสิ่นรั่วจิงงั้นเหรอ?"
จิ่งเจินเออออห่อหมกพลางยิ้มมุมปาก "เป็น 'ครอบครัวที่ดี' จริงๆ ด้วย"
เสิ่นรั่วจิงที่อยู่ข้างๆ แอบเบ้ปาก
คุณพ่อจอมเล่นใหญ่ของเธอมักจะมีวิธีเปิดโปงธาตุแท้ของคุณนายเสิ่นด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวเสมอ
เธอหันไปมองเสิ่นเชียนฮุ่ย และก็เป็นอย่างที่คิด เธอเห็นแม่ของตัวเองกัดริมฝีปากแน่น "คุณแม่คะ นี่คือวิธีที่คุณแม่ทำดีกับจิงจิงเหรอคะ?"
คุณนายเสิ่นรู้สึกขัดใจจึงแค่นเสียงหยัน "นี่มันการแต่งงานที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนแล้ว? สองครอบครัวจะได้เกี่ยวดองกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้น ผู้หญิงดอกไม้ริมทางที่มีลูกติดเป็นเด็กเหลือขอสองคนอย่างเสิ่นรั่วจิงจะไปหาครอบครัวแบบไหนได้อีกล่ะ? แน่นอนว่าฉันจะกำชับให้ตระกูลหลี่ดูแลเด็กสองคนนั้นอย่างดี ส่วนเรื่องแบ่งสมบัติน่ะเลิกคิดไปได้เลย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ส่งเสียให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งมันก็ดีกว่าพ่อจนๆ ของพวกเด็กนั่นตั้งเยอะ!"
ฉู่ฉือเชินทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ลูกหลานตระกูลฉู่ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยงหรอก"
...