- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 42 เหล่าเฉินกลับมาแล้ว
บทที่ 42 เหล่าเฉินกลับมาแล้ว
บทที่ 42 เหล่าเฉินกลับมาแล้ว
ปลายฤดูใบไม้ร่วง พายุฝนกระหน่ำพัดพาใบไม้สีเหลืองในภูเขาร่วงหล่นเป็นบริเวณกว้าง เผยให้เห็นหินสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเขาต้าเฮยซาน ท่ามกลางม่านฝนและหมอกควัน ภูเขาลูกนี้ยิ่งดูมืดสลัวและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
หวังเซวียนไม่หันกลับไปมอง พุ่งทะยานฝ่าม่านฝนออกไป
มือปืนซุ่มยิงทั้งหกคนนั้นมากประสบการณ์และลงมืออย่างเหี้ยมโหด เพราะกลัวว่าหวังเซวียนจัดการชายชุดดำเสร็จแล้วจะมาจัดการพวกมันต่อ จึงตัดสินใจใช้ปืนใหญ่เลเซอร์ยิงถล่ม โดยไม่สนความเป็นความตายของชายชุดดำเลยแม้แต่น้อย
คนพวกนี้คือนักฆ่ามืออาชีพ เพื่อเงินทองและของมีค่า พวกมันพร้อมจะทำให้มือตัวเองเปื้อนเลือด และเพื่อรักษาชีวิตรอด พวกมันก็พร้อมจะทอดทิ้งและลงมือสังหารแม้กระทั่งนายจ้างของตัวเองได้อย่างเด็ดขาด
หลังจากจัดการพวกมันเสร็จ หวังเซวียนก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย เพียงแต่การฆ่าคนเป็นครั้งแรก ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง เขาออกวิ่งเต็มฝีเท้าฝ่าม่านฝน เพื่อระบายความรู้สึกอันยากจะอธิบายนั้น ย่ำเท้าลงบนแอ่งน้ำจนโคลนเลนสาดกระเซ็น
เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี วิ่งสปรินต์ฝ่าม่านฝนด้วยความเร็วสูงสุด ไม่หยุดพักเลยตลอดระยะทางหลายสิบลี้ เหงื่อชุ่มโชกผสมปนเปไปกับน้ำฝน จนกระทั่งวิ่งเข้าสู่ตัวเมืองเล็กๆ
เขาผ่อนฝีเท้าลง ปรับลมหายใจ ไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาเปลี่ยนแทนเสื้อตัวนอกที่ขาดวิ่น จากนั้นก็กางร่มเดินเล่นริมทะเลสาบเล็กๆ ในเมือง
เขากำลังทบทวนว่าควรจะเอายังไงต่อไปดี นับตั้งแต่เริ่มฝึกศาสตร์เก่า ชีวิตอันเงียบสงบของเขาก็หายวับไปไม่มีวันหวนกลับ เมื่อทอดสายตามองทะเลสาบเล็กๆ ท่ามกลางสายฝนพรำ เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา
ในเมื่อไม่อาจเลือกทางเดินใหม่ได้ หากต้องการรักษาชีวิตอันสงบสุขและปลอดภัยไว้ ก็มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นให้มากกว่านี้ ก้าวไปให้ถึงจุดสูงสุดตามตำนานบนเส้นทางศาสตร์เก่าให้จงได้!
"ชิงมู่ เหล่าชิง นาย... ถึงกับบล็อกเบอร์ฉันเลยงั้นเรอะ?!" หวังเซวียนพยายามติดต่อไปหาชิงมู่ แต่โทรยังไงก็ไม่ติด จึงตระหนักได้ว่า เขาอาจจะถูกบล็อกเบอร์ไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้วก็ได้
เขาถึงกับพูดไม่ออก ก่อนที่คำสาปแช่งอันลึกล้ำที่สุดจากเสี่ยวหวังจะหลุดออกจากปาก "ชิงมู่ คิวต่อไปคือนายแน่ๆ ยังไงก็หนีไม่พ้นหรอก!"
ณ คฤหาสน์แห่งหนึ่งบนดาวใหม่ เหล่าเฉินสวมชุดนักพรตเต๋ายันต์แปดทิศไว้ข้างใน คลุมทับด้วยจีวรพระสีม่วงทอง มือหนึ่งถือบาตร อีกมือถือแส้ปัด ใบหน้าเต็มไปด้วยยันต์อักขระสีแดงฉานที่วาดด้วยชาด เขามีสีหน้าอิดโรย ขอบตาดำคล้ำ ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว หากยังรอผู้ทรงศีลท่านนั้นไม่มา ภายในสองวันนี้เขาจะกลับโลกเก่าแล้ว
เมื่อพยัคฆ์ดำโทรศัพท์ไปหาชิงมู่ เพื่อแจ้งว่าเสี่ยวหวังกำลังตามหาเขาอยู่ นิ้วที่คีบบุหรี่ของชิงมู่ถึงกับสั่นเทา ไม่อยากจะรับสายเลยจริงๆ
แต่หลังจากนั้น เฟิงเจิงและเหล่ามู่ก็ทยอยติดต่อมาหาเขาอีก บอกว่าเสี่ยวหวังมีเรื่องคอขาดบาดตายจะคุยด้วย
ชิงมู่ถอนหายใจ จำใจต้องติดต่อไปหาหวังเซวียน อยากจะหลบไปพักหูสักสองสามวันก็ทำไม่ได้ เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลยจริงๆ
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่โทรติด เขาก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจจากปลายสาย "เหล่าชิง นายเสร็จแน่ ฉันสังหรณ์ใจว่าคิวต่อไปต้องเป็นนายชัวร์ๆ!"
ชิงมู่ชักจะทนไม่ไหว "หุบปากไปเลยนะ เวลาอยู่คนเดียวนายมัวแต่พูดจาพล่อยๆ สาปแช่งฉันอีกล่ะสิ?"
"เปล่าซะหน่อย นายอย่าคิดมากสิ ทางฉันเกิดเรื่องแล้ว!" หวังเซวียนเล่าเรื่องการดักซุ่มโจมตีอันเลวร้ายที่ภูเขาต้าเฮยซานให้ฟังอย่างสั้นกระชับและรวดเร็ว
"เหล่าชิง องค์กรสำรวจของพวกเราไม่ได้ร่วมมือกับรัฐบาล มีสถานะกึ่งทางการหรอกเหรอ? แต่ทำไมในช่วงเวลาแค่ครึ่งเดือน ฉันถึงถูกลอบสังหารไปตั้งสามครั้ง องค์กรสำรวจช่างไร้น้ำยาจริงๆ บางคนช่างทำตัวเหนือกฎหมาย เห็นโลกเก่าเป็นอะไร เป็นสวนหลังบ้านของพวกมันงั้นเรอะ? กลุ่มอิทธิพลแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนหรือเกี่ยวข้องกับแวดวงไหน จะปล่อยไว้ดูเล่นช่วงปีใหม่โดยไม่ถอนรากถอนโคนหรือไง?!"
แม้จะคุยกันผ่านโทรศัพท์ แต่ชิงมู่ก็สัมผัสได้ถึงความโกรธเกรี้ยวของหวังเซวียน
ชิงมู่เอ่ยว่า "เอาล่ะ นายไม่ต้องพูดแล้ว เดี๋ยวฉันจะให้คนไปจัดการเรื่องนี้ทันที ช่วงนี้นายก็ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน อย่าให้มันไปกระทบการใช้ชีวิตตามปกติของครอบครัวและเพื่อนๆ นายล่ะ"
ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่หวังเซวียนต้องการอยู่พอดี ท้ายที่สุดแล้ว ในภูเขาต้าเฮยซานมีศพทิ้งไว้ถึงเจ็ดศพ หากมีคนไปพบเข้า หรือเขาเป็นฝ่ายไปแจ้งความเอง เมืองเล็กๆ แห่งนี้จะต้องเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่แน่ๆ และชีวิตอันสงบสุขของครอบครัวกับเพื่อนๆ ก็จะต้องถูกทำลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
องค์กรสำรวจมีสถานะกึ่งทางการ การให้ชิงมู่หาคนออกหน้าไปจัดการเรื่องนี้ จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด
หลังจากวางสาย หวังเซวียนก็ตรงดิ่งกลับบ้าน อาบน้ำชำระล้างร่างกาย แล้วก็ล้มตัวลงนอนทันที ตอนนี้ในใจเขายังคงรู้สึกไม่สบายใจนัก ก่อนจะหลับไป เขาได้ทำสมาธินึกภาพเพื่อจัดระเบียบอารมณ์ ปรับสภาพจิตใจให้กลับมาสงบสุขและผ่อนคลายอีกครั้ง
อันที่จริง สภาพจิตใจของเขาเข้มแข็งมาก ขนาดกล้านึกภาพนักพรตหญิงที่มีคราบเลือดสองสายบนใบหน้า ให้กลายเป็นเทพธิดาผู้งดงาม และร้องรำทำเพลงกับนางในความฝันได้ แน่นอนว่าเขาย่อมสามารถจัดการกับปัญหาในตอนนี้ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
ช่วงเย็น หวังเซวียนตื่นขึ้นมา ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง จิตใจแจ่มใสสดชื่น ปัดเป่าความหมองหม่นก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น เขาก้าวข้ามผ่านเรื่องนี้ไปได้แล้ว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะรับมือกับอนาคตด้วยสภาพจิตใจที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ภายนอก เมฆสีแดงฉานอาบย้อมไปทั่วท้องฟ้า เมฆรูปปุยฝ้ายก้อนโตเป็นสัญญาณว่าพรุ่งนี้อากาศจะแจ่มใส อารมณ์ของหวังเซวียนก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามไปด้วย เขากินมื้อค่ำกับพ่อแม่อย่างเจริญอาหาร
ตกค่ำ หวังเซวียนนั่งดูทีวีและพูดคุยกับพ่อแม่ จนกระทั่งสามทุ่มกว่าถึงจะกลับเข้าห้องตัวเอง เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะหนังสือเบาๆ พลางทบทวนประสบการณ์ในวันนี้อย่างละเอียด มันช่างอันตรายจริงๆ
ชายชุดดำคนนั้นแข็งแกร่งถึงขั้นนั้น มีความสำเร็จในแวดวงศาสตร์เก่าอย่างลึกซึ้ง จนทำเอาหวังเซวียนหมดเรี่ยวหมดแรง นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นขยับตัวแทบไม่ได้ เกือบจะถูกยิงทิ้งเสียแล้ว
"แดนเบื้องใน... บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป ควบคุมไม่ได้เลยจริงๆ" เขาทอดถอนใจ วันนี้เขาโชคดีที่สามารถกระตุ้นสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติได้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ทำให้เขารอดพ้นจากความตายมาได้
แต่เขาจะยึดเอาสภาวะพิเศษนี้เป็นที่พึ่งไม่ได้หรอก ใครจะรับประกันได้ล่ะว่าครั้งหน้าจะโชคดีแบบนี้อีก?
เขามีเหตุผลให้เชื่อว่า หากมีความคิดพึ่งพาสิ่งนี้เมื่อไหร่ ครั้งหน้าต้องตายหยั่งเขียดแน่ๆ ถ้าเขาคิดเอาเองว่าในยามวิกฤตอาจจะกระตุ้นสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติได้ขึ้นมา งั้นสถานการณ์นั้นจะยังเรียกว่าเป็นอันตรายถึงชีวิตอยู่อีกหรือ? ร่างกายและจิตใต้สำนึกย่อมต้องคิดว่ามันไม่ใช่อย่างแน่นอน!
หากเป็นเช่นนั้น มันก็คือทางตัน ต่อให้เขามีเก้าชีวิตก็คงไม่พอให้ตายหรอก!
ดังนั้นหวังเซวียนจึงได้แต่ถอนหายใจ หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้มา การจะกระตุ้นสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก นักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉินน่าจะมีวิธีพื้นฐานอะไรบางอย่างแน่ๆ
น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะเป็นตำราไผ่ต่างๆ หรือคัมภีร์ของสำนักโบราณ ล้วนตกไปอยู่ฝั่งดาวใหม่หมดแล้ว เขาอยากจะค้นคว้าก็ไม่มีหนังสือให้อ่าน
"ฉันควรจะเริ่มจากการทำสมาธิดีไหม ตามทฤษฎีแล้ว หากเข้าสู่สภาวะการทำสมาธิขั้นสูงสุด ที่เรียกว่าโพธิสัตว์รู้แจ้ง ก็จะสามารถหยัดยืนท่ามกลางกาลเวลาอันว่างเปล่าสว่างไสวได้" หวังเซวียนครุ่นคิด
วิธีการในตอนนี้ของเขา ที่เรียกว่าสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติ น่าจะจัดอยู่ในหมวดหมู่ 'หลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน' ของลัทธิเต๋า แน่นอนว่าพุทธศาสนาก็มีเส้นทางที่คล้ายคลึงกัน
"การจะเข้าสู่สภาวะการทำสมาธิขั้นสูงสุดเนี่ย มันยากเอาการเลยนะ" หวังเซวียนขมวดคิ้ว สิ่งที่เรียกว่าพระอริยสงฆ์ ฝึกฝนปฏิบัติธรรมมาทั้งชีวิตก็ยังยากที่จะเข้าสู่สภาวะนั้นได้ คนที่มีประสบการณ์แบบนั้นได้สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคเก่าแล้ว
เช้าวันอาทิตย์ ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอก แสงอรุณอาบย้อมไปทั่วเมืองเล็กๆ อย่างที่คาดไว้ หวังเซวียนถือของขวัญไปหาเพื่อนสมัยเด็กสองคน คนหนึ่งชอบโมเดลยานรบรุ่นใหม่ๆ ส่วนอีกคนชอบฟิกเกอร์สาวสวยหลากหลายสไตล์
ภูเขาต้าเฮยซานน่ะไปไม่ได้เด็ดขาดแล้ว หวังเซวียนเมื่อเจอเพื่อนทั้งสอง ก็บอกพวกเขาว่าในภูเขาลูกนั้นมีหมีควายอาศัยอยู่ เพื่อความปลอดภัย ถ้าไม่มีธุระอะไรก็อย่าเข้าไปเลย
"โมเดลยานรบอวกาศรุ่นนี้ ฉันโคตรชอบเลย ฝากคนหิ้วมาหลายรอบก็ไม่มีของ วันนี้ในที่สุดก็สมหวังซะที!" เจ้ามั่วดีใจมาก ก่อนจะหันไปแขวะหลินเซวียนที่อยู่ข้างๆ "ไอ้เด็กไม่รู้จักโตเอ๊ย!"
หลินเซวียนกำลังจัดท่าทางฟิกเกอร์สาวสวยอยู่ สวนกลับทันควัน "ลูกผู้ชายตัวจริงคือวัยรุ่นตลอดกาลเว้ย มีหัวใจที่อ่อนเยาว์เสมอ รักในสิ่งสวยงามตลอดไป เอ็งเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ ก็เลิกชอบสาวสวยซะแล้ว แสดงว่าใจเอ็งมันแก่เกินวัย ดูอย่างฉันกับหวังเซวียนสิ พวกเราวัยรุ่นตลอดกาล รู้จักชื่นชมความงาม แถมยังมีสายตาที่คอยสอดส่องหาสิ่งสวยๆ งามๆ อยู่เสมอด้วย"
เจ้ามั่วเถียง "อีกไม่ถึงปีฉันก็จะแต่งงานแล้วเว้ย เอ็งก็ไปเล่นฟิกเกอร์ของเอ็งต่อไปเถอะ ส่วนหวังเซวียนน่ะ เหอะๆ รสนิยมความงามเขายกระดับหลุดพ้นจากฟิกเกอร์ไปตั้งนานแล้วเว้ย เขาชอบของจริงต่างหากล่ะ"
ทั้งสองคนอุ้มกล่องกระดาษมาใบหนึ่ง ข้างในมีลูกหมาสีเหลืองตัวน้อย รูปร่างกำยำแข็งแรง บอกว่าเป็นลูกหมาพันธุ์พื้นเมืองสำหรับเฝ้าภูเขาขนานแท้เลย ให้หวังเซวียนเอาไปเลี้ยงที่เมือง
หวังเซวียนส่ายหน้า "ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาดูแลมันหรอก ไม่เลี้ยงดีกว่า"
เมื่อก่อนตอนที่เขาอายุสิบเอ็ดสิบสอง เขาเคยเลี้ยงลูกหมาลายด่างตัวหนึ่ง แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันถึงครึ่งปีมันก็ตาย ทำเอาเขากินข้าวไม่ลงไปตั้งสองวัน เสียใจหนักมาก ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่กล้าเลี้ยงหมาอีกเลย
เมืองอวิ๋นเฉิงมีขนาดไม่ใหญ่นัก หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ทั้งสามคนก็เดินเล่นรอบเมือง พูดคุยกันอยู่นาน หวังเซวียนรู้ดีว่าชีวิตอันแสนสงบสุขแบบนี้กำลังจะจากเขาไปแล้ว เขาจึงหวงแหนช่วงเวลาตรงหน้านี้มาก
เขารู้สึกว่า อีกไม่นานเขาคงต้องเดินทางไปดาวใหม่แล้ว
…
ช่วงบ่าย หวังเซวียนเอ่ยลาพ่อแม่ ก้าวขึ้นรถเดินทางกลับมายังเมืองอันเฉิง ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเขา
หลายวันต่อจากนั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างสงบสุข กลางวันหวังเซวียนก็ศึกษาคัมภีร์เต้าจั้ง กลางคืนก็ฝึกเคล็ดวิชาพื้นฐานและวิชาทางร่างกาย เขารู้สึกว่าชีวิตช่างเติมเต็มเหลือเกิน
ด้วยความห่วงใยในตัวเพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่ ระหว่างนั้นเขาจึงโทรศัพท์ไปหาชิงมู่ ฝากความคิดถึงไปให้เหล่าเฉิน และถือโอกาสถามด้วยว่า สหายเหล่าเฉินจะกลับมาเมื่อไหร่
ชิงมู่แทบจะปาโทรศัพท์ทิ้ง เพราะเพิ่งจะวันนี้เอง มีคนรู้จักที่เพิ่งกลับมาจากดาวใหม่ฝากข้อความมาบอกเขา ว่าเหล่าเฉินวานให้เขาช่วยไปเตรียมที่พักในอารามโบราณพันปีนอกเมืองให้หน่อย เหล่าเฉินจะไปพักอยู่ที่นั่นสักพัก นั่นหมายความว่า... เหล่าเฉินกำลังจะกลับมาแล้ว!
ชิงมู่เริ่มลนลาน เพราะเห็นได้ชัดว่า เหล่าเฉินหนีไปดาวใหม่ก็ยังเอาไม่อยู่ ยังคงโดนป่วนจนแทบเป็นบ้า สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หวังเซวียนพูดเป๊ะๆ คือยังไงก็ต้อง "กลับสู่บ้านเกิด" อยู่ดี
แน่นอนว่าเขานึกถึงคำพูดของหวังเซวียนขึ้นมาทันที ว่ารายต่อไปก็ถึงคิวเขาแล้ว ในใจเริ่มไม่มั่นคง กลัวว่าจะโดนปากศักดิ์สิทธิ์สั่งได้ของเสี่ยวหวังสบถใส่เข้าให้จริงๆ
เขาแสร้งทำเป็นใจเย็น บอกข่าวสารเรื่องหนึ่งให้หวังเซวียนฟัง "ชายชุดดำคนนั้นมีภูมิหลังไม่ธรรมดาเลยนะ เคยเป็นแขกวีไอพีของพวกตาเฒ่าระดับบิ๊กๆ ในกลุ่มทุนบางแห่ง เขาชื่อซุนหรงคุน เป็นนักวิชาการและศาสตราจารย์ ฝีมือเมื่อก่อนเคยร้ายกาจสุดๆ แต่มาบาดเจ็บสาหัสตอนอายุสี่สิบ ร่างกายเกิดปัญหาใหญ่ ทำให้ฝีมือตกลงไปเยอะ ไม่งั้นคงร้ายกาจกว่านี้อีกมาก"
หวังเซวียนตกใจไม่น้อย ชายชุดดำแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก เป็นคนที่เดินบนเส้นทางศาสตร์เก่าไปได้ไกลและมีความสำเร็จอย่างล้นเหลือจริงๆ
"ในเมื่อรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขาแล้ว งั้นก็สืบต่อไปเถอะ พวกมันลงมือถึงสามครั้ง ไม่ใช่แค่พุ่งเป้ามาที่ผม แต่ถือเป็นการยั่วยุองค์กรสำรวจอย่างรุนแรงด้วยนะ" หวังเซวียนยุยง เรื่องนี้จะจบลงง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด ต้องมีบทสรุปให้ได้
ตามคำพูดเป็นนัยๆ ในเชิงลบของชายชุดดำ บางคนบางกลุ่มทุนไม่ใช่สิ่งที่เขาจะไปตอแยหรือต่อกรด้วยได้ ให้ทนๆ เอาเถอะ
แต่การถูกลอบสังหารครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังต้องมาทนกลืนความโกรธแค้น ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่สไตล์ของหวังเซวียนหรอกนะ เขาจะต้องแอบสืบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
วันรุ่งขึ้น เหล่าเฉินก็กลับมา และเข้าพักในอารามโบราณพันปีนอกเมือง
ชิงมู่ในใจลนลาน ประจวบเหมาะกับที่ไม่ได้อยู่ในเมืองอันเฉิงพอดี จึงให้พยัคฆ์ดำไปวิ่งเต้นจัดการเรื่องต่างๆ เพื่อให้เหล่าเฉินพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบาย
วันนั้นเหล่าเฉินโทรศัพท์คุยกับชิงมู่ บอกเขาว่าอย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด ห้ามบอกหวังเซวียนว่าเขากลับมาแล้วเด็ดขาด ตอนนี้เขาไม่อยากเจอหน้าไอ้เด็กนั่นเลยจริงๆ
อันที่จริง หวังเซวียนตอนนี้ก็ไม่ได้อยากเจอเขาเหมือนกัน ใครจะว่างไปกระโดดลงหลุมพรางเป็นครั้งที่สองล่ะ ไปขอเข้าพบ 'คนแก่ที่พกความโชคร้าย' ด้วยตัวเองงั้นเรอะ?
ในตอนนี้ หน้าที่สำคัญที่สุดของเขาคือการยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเอง ดังนั้น ในช่วงสุดสัปดาห์ เขาจึงตื่นแต่เช้าตรู่ เดินทางออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่อารามโบราณพันปีแห่งนั้น เขาอยากจะไปดูว่าที่นั่นมีของล้ำค่าหายากอย่าง 'หินอวี่ฮว่า' อยู่หรือไม่
(จบบท)