- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 35 งดงามดุจเทพเซียนทว่าเย้ายวนดุจปีศาจ
บทที่ 35 งดงามดุจเทพเซียนทว่าเย้ายวนดุจปีศาจ
บทที่ 35 งดงามดุจเทพเซียนทว่าเย้ายวนดุจปีศาจ
ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย? หวังเซวียนนึกฉุนตัวเอง ในสถานที่รกร้างและบรรยากาศชวนขนลุกเช่นนี้ ไม่ควรพูดจาส่งเดชเด็ดขาด
ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ จู่ๆ ดวงจันทร์สีขาวซีดก็ปรากฏขึ้นกลางสวรรค์ ท่ามกลางซากปรักหักพังอันมืดสลัวมีกอหญ้าพงขึ้นรกชัฏ ภาพเบื้องหน้าเริ่มดูไม่ชอบมาพากลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
หญิงสาวผู้นั้นปล่อยผมยาวสยายปรกหน้า ลอยคว้างอยู่ใต้ก้นบึ้งนภาราตรี ห่างจากหวังเซวียนไปไม่กี่ฉื่อ รองเท้าคู่เล็กสีแดงสดคู่นั้นลอยอยู่ตรงหน้าพอดี
หวังเซวียนใจเต้นระรัว นี่คือพลังงานจิตที่หลงเหลือของนักพรตหญิงงั้นหรือ? อีกอย่าง ทำไมถึงมีดวงจันทร์โผล่มาได้ล่ะ? มันไม่ใกล้เคียงกับคำว่านวลผ่องเลยสักนิด กลับดูคล้ายกับใบหน้าที่ไร้สีเลือดและซีดเซียวอย่างถึงที่สุดมากกว่า
เขาเลิกเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ความเงียบคือทองคำ การนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวคือทางออกที่ดีที่สุด
เขาเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาพื้นฐานของนักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ชักนำปัจจัยลี้ลับจากความว่างเปล่า ปลิวร่วงหล่นลงมาเป็นจุดประกายแสง ท่ามกลางซากปรักหักพังอันพิลึกพิลั่นและน่าสะพรึงกลัว
หญิงสาวกลางอากาศไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ อีก ทำเพียงลอยคว้างอยู่ตรงนั้น อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะดุดตายิ่งนักท่ามกลางความมืดมิด แม้ทรวดทรงจะสูงโปร่งงดงาม ทว่าเส้นผมที่ยาวสยายกลับปรกคลุมใบหน้าจนมิดชิด ทำให้นางดูคล้ายกับผีพรายไร้หน้า เงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ชวนให้ขนหัวลุกจับขั้วหัวใจ
หวังเซวียนรออยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวใต้แสงจันทร์สีซีดก็ยังคงเงียบงัน ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เอาแต่เผชิญหน้ากับเขาอยู่อย่างนั้น
เขารู้สึกว่าการรอต่อไปเช่นนี้ไม่ใช่ทางออก จึงเอ่ยปากอย่างจริงจังและจริงใจว่า "ผมไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกิน เพียงแต่จับพลัดจับผลูเข้ามาในแดนเบื้องในแห่งนี้ ในฐานะคนรุ่นหลัง คำพูดคำจาและกิริยามารยาทอาจไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมของยุคก่อนราชวงศ์ฉิน แต่นั่นไม่ใช่เพราะผมขาดความเคารพ
เพียงแต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว คนยุคนี้เขาพูดคุยกันแบบนี้ หากผู้อาวุโสรู้สึกว่าต้องมีธรรมเนียมปฏิบัติใดๆ ผมก็ยินดีจะทำชดเชยให้ครับ"
ทว่า ท่ามกลางซากปรักหักพังที่มีกอหญ้าพงขึ้นรกชัฏ ก็ยังคงเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง หญิงสาวผู้นั้นไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
หวังเซวียนครุ่นคิด หรือว่าเขาควรจะขยับตัวให้มากกว่านี้? แค่ฝีเท้าทำให้เกิดสายลมแผ่วเบาเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ไม่แน่ว่าพลังงานจิตในอดีตที่หลงเหลืออยู่เหล่านี้อาจจะสลายไปเอง
เขาคิดจะเดินอ้อมหญิงสาวไป เพื่อออกจากซากปรักหักพังแห่งนี้
ภายใต้การเคลื่อนไหวของเขา เศษกระเบื้องบนพื้นและกำแพงที่พังทลายลงมาครึ่งหนึ่งล้วนสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ทว่าหญิงสาวผู้นั้นก็ยังคงลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไร้สุ้มเสียงและไร้ร่องรอย วินาทีที่เขาเดินอ้อมไป นางก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหันอีกครั้ง รองเท้าสีแดงสดคู่นั้นลอยอยู่ในระดับเดียวกับหว่างคิ้วของเขาพอดี
หวังเซวียนตระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากล สันหลังเย็นวาบ แดนเบื้องในเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นแล้วจริงๆ หญิงสาวผู้นี้มีบางอย่างแปลกไป
เมื่อครู่นี้นางปรากฏตัวขึ้นมาได้อย่างไร? อสนีบาตสายหนึ่งฟาดผ่าลงมาจากสรวงสวรรค์ สว่างจ้าจนบาดตา จากนั้นนางก็เผยโฉมออกมา หากเป็นภูตผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายจริงๆ ก็ควรจะหวาดกลัวสายฟ้าสิ แล้วสภาพของนางในตอนนี้มันคืออะไรกันแน่?
กลุ่มก้อนพลังงานจิตที่หลงเหลืออยู่อย่างหนาแน่นงั้นหรือ? หวังเซวียนเบี่ยงตัวหลบนางแล้วเดินออกไปนอกซากปรักหักพัง ทว่าในระหว่างนั้น หญิงสาวกลับลอยตามมาติดๆ และเอาแต่ลอยรักษาระดับอยู่ตรงหน้าหว่างคิ้วของเขาเสมอ
หวังเซวียนเริ่มปวดหัว นี่เขาถูกเพ่งเล็งและล็อกเป้าเข้าให้แล้วใช่ไหม นางต้องการจะทำอะไรกันแน่? แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี เขาก็เลิกหวาดกลัว คนตายไปตั้งสามพันปีแล้ว แค่พลังงานจิตที่หลงเหลืออยู่จะทำอะไรได้?
เขาไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ จึงเดินออกจากซากปรักหักพังแล้วลงมือร่ายรำวิชากายาทองคำตามลำพัง ทำเป็นมองไม่เห็นนาง พลังทั่วร่างไหลเวียน ประกายแสงสีทองกะพริบไหวในดวงตาของเขา
พลังจิตของเขาเต็มเปี่ยม จิตใจสงบนิ่งและเยือกเย็น หากมีภูตผีปีศาจอยู่จริง พลังหยางในตัวเขาก็ควรจะเข้มข้นจนน่าตกใจ ท้ายที่สุดเขาก็เป็นชายหนุ่มที่เลือดลมกำลังสูบฉีดถึงขีดสุด ย่อมไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งลี้ลับ
หวังเซวียนใจเย็นมาก เขาฝึกฝนวิชากายาทองคำ ท่วงท่าของวิชาสายร่างกายชนิดนี้ย่อมต้องขยับเขยื้อนอย่างกว้างขวาง มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาบังเอิญไปสัมผัสโดนหญิงสาวในชุดขาวรองเท้าแดงเข้า
เสียงฟุบดังขึ้นเบาๆ นางสลายตัวและหายวับไปในทันที
หวังเซวียนยังคงเยือกเย็น ไม่ได้รู้สึกยินดีอะไร เขายังคงร่ายรำไปตามจังหวะของตัวเอง เมื่อเห็นสิ่งแปลกประหลาดแต่ไม่ทำตัวประหลาดใจ สิ่งประหลาดนั้นก็จะพ่ายแพ้ไปเอง!
ความแข็งแกร่งของเขากำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างมั่นคง การได้หยัดยืนอยู่ท่ามกลางกาลเวลาอันว่างเปล่าสว่างไสว ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับนักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉิน เพราะนี่คือหนึ่งในต้นกำเนิดพลังของพวกเขา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหวังเซวียนในขั้นปัจจุบันเลย เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป ผิวกายของเขาสั่นสะเทือน เวลาที่เดินลมปราณวิชาทางร่างกายอันทรงพลัง จะปรากฏประกายแสงสีทองจางๆ ขึ้น
จนกระทั่งเขารู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจอีกครั้ง จึงได้หยุดพัก ถึงเวลาที่เขาต้องเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาพื้นฐานเพื่อชักนำปัจจัยลี้ลับแล้ว
จู่ๆ เขาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ มีลมเย็นเยียบชวนขนลุกเป่ารดที่ต้นคอ จนถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า หญิงสาวที่ลอยอยู่ตรงหน้าเขาเปลี่ยนที่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขาหมกมุ่นกับการฝึกวิชากายาทองคำมากเกินไปจนละเลยทุกสิ่งรอบกาย ตอนนี้เมื่อหันกลับไปก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวดุจหิมะที่พลิ้วไหว พร้อมด้วยรองเท้าสีแดงเตะตานั้น กำลังลอยอยู่เบื้องหลังเขาพอดิบพอดี
"มีลม..." เรื่องนี้ทำให้ใจเขาเต้นรัว สถานการณ์ยิ่งดูไม่ชอบมาพากล หรือว่าพลังงานจิตที่หลงเหลืออยู่ของนักพรตหญิงจะสามารถแทรกแซงแดนเบื้องในได้?
เขาหันตัวกลับ ทว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับตามติดเป็นเงาตามตัว เคลื่อนไหวตามเขา และเอาแต่ลอยอยู่เบื้องหลังเขาเสมอ รองเท้าสีแดงคู่นั้นแทบจะสัมผัสโดนไหล่เขาอยู่รอมร่อ
ความรู้สึกเหมือนมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ข้างหลังนี้ ทำเอาเขาแทบจะทนไม่ไหวจริงๆ
เขาเริ่มวิเคราะห์ว่านี่มันสถานการณ์แบบไหนกันแน่ ในทางทฤษฎีแล้ว คนตายก็เหมือนตะเกียงที่ดับมอด ย่อมไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก
นักพรตหญิงสิ้นชีพไปเมื่อสามพันปีก่อน หากนางยังสามารถฟื้นคืนชีพได้ ก็คงไม่รอมาจนถึงป่านนี้
"พลังงานจิตที่หลงเหลืออยู่..." เขามั่นใจว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่นี่ ตกลงว่ามันกระจัดกระจายอยู่ในแดนเบื้องในตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรือว่า... เพิ่งจะถูกเขานำติดตัวเข้ามาเมื่อครู่นี้?!
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ในข้อหลัง หวังเซวียนก็ขนลุกซู่ เขาทำลายหินอวี่ฮว่า ปัจจัยลี้ลับและพลังงานจิตที่หลงเหลือของนักพรตหญิงที่อยู่ในนั้นจึงพุ่งตามเข้ามาด้วย เลยทำให้เกิดความผิดปกติเช่นนี้งั้นหรือ?
ในทางทฤษฎี คนตายไม่มีทางฟื้นคืนชีพ แต่แดนเบื้องในนั้นแตกต่างจากโลกแห่งความเป็นจริง จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ แม้แต่คนโบราณก็ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน มันลึกลับเกินหยั่งรู้ หากจะเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นที่นี่ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
"ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก หรือเป็นผมที่พาท่านเข้ามา ตกลงแล้วท่านมีความคิดหรือความต้องการอะไร ช่วยชี้แนะให้ผมรู้ชัดๆ ได้ไหมครับ? เอาแต่ตามผมอยู่แบบนี้มันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาเลย"
หวังเซวียนหันหลังให้นาง ไม่ได้หันกลับไปอีก เขาอยากจะรู้ให้แน่ชัดว่า กลุ่มก้อนพลังงานจิตที่หลงเหลืออยู่นี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่
เขาไม่ได้มีความคิดโรแมนติกชวนฝันอะไรเลยสักนิด ไอ้คำกล่าวที่ว่า 'ภรรยาแก่กว่าสามปีเหมือนอุ้มก้อนทองคำ ภรรยาแก่กว่าสามพันปีก็ขึ้นแท่นเป็นเทพเซียน' อะไรทำนองนั้น หากเขามีความคิดแบบนี้จริงๆ และพลังงานจิตที่หลงเหลือของนักพรตหญิงดันมีปัญหาใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ คาดว่าเขาคงต้องตายอย่างอนาถในทันทีแน่!
น่าเสียดายที่หญิงสาวเอาแต่ลอยนิ่งอยู่เบื้องหลังเขาเสมอ ภาพฉากนี้มันชวนให้ขนหัวลุกจริงๆ ปล่อยผมยาวสยาย อาภรณ์ขาวรองเท้าแดง ไร้ใบหน้าให้เห็น ราวกับผีแขวนคอใต้แสงจันทร์สีซีดก็มิปาน
เอ่ยปากถามไปหลายครั้งก็ไร้เสียงตอบรับ หวังเซวียนจึงตัดใจอย่างเด็ดขาด เลิกสื่อสารกับนาง หากจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ช่างมันเถอะ เขาไม่สนใจแล้ว
แดนเบื้องใน สสารลี้ลับปลิวร่วงหล่นลงมา เมื่อพลังจิตของหวังเซวียนกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เขาก็เริ่มฝึกฝนวิชากายาทองคำอีกครา ปล่อยให้หญิงสาวผู้นั้นลอยคว้างอยู่เบื้องหลังตามใจชอบ
เป็นเช่นนี้เวลาหลายปีล่วงเลยผ่านไป หวังเซวียนรู้สึกว่าตัวเองเข้ามาได้เจ็ดแปดปีแล้ว วิชากายาทองคำขั้นที่สี่ถูกเขาผลักดันไปจนถึงช่วงปลาย!
เขาฝึกฝนจากขั้นที่สามช่วงปลายมาจนถึงขั้นที่สี่ช่วงปลาย ความแข็งแกร่งได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดอย่างแท้จริง ลึกเข้าไปในดวงตาของเขามีประกายแสงสีทองวาบผ่านเป็นครั้งคราว
"ต่อให้เป็นมีดสั้นทั่วไปก็ใช่ว่าจะแทงทะลุเนื้อหนังของฉันได้" จิตใจอันเยือกเย็นของหวังเซวียนเริ่มเร่าร้อนขึ้นมา เมื่อก้าวเข้าสู่แดนเบื้องใน ความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สำหรับเขาแล้ว สถานที่แห่งนี้ทั้งลึกลับและยากจะหยั่งถึง แฝงไว้ด้วยความหวังและพลังอันแข็งแกร่ง ปัจจัยลี้ลับที่ร่วงหล่นลงมา อาจทำให้ศาสตร์เก่าที่นับวันยิ่งเสื่อมถอย สามารถพลิกโฉมสถานการณ์ในปัจจุบันได้
ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ศาสตร์เก่าเจิดจรัสถึงขีดสุด การปะทะกันของนักพรตผู้ทรงพลังอาจเกี่ยวข้องไปถึงพลังในระดับอวี่ฮว่าเลยด้วยซ้ำ และในยุคเริ่มแรกที่ลัทธิเต๋าก่อตั้งขึ้น ก็มีตำนานเทพปกรณัมต่างๆ มากมายเช่นกัน
กาลเวลาล่วงเลยผันผ่าน เมื่อมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน ผู้คนที่ยังคงเดินบนเส้นทางศาสตร์เก่านั้นมีไม่มากนัก ตั้งแต่ยุคสมัยใหม่เป็นต้นมา แม้แต่การจะปรากฏตัวของปรมาจารย์สักคนยังยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับเหนือธรรมชาติเลย
ไม่นานนัก แดนเบื้องในก็สั่นสะเทือน เริ่มไม่มั่นคง หวังเซวียนรู้ตัวว่าหมดเวลาแล้ว เขาใกล้จะต้องออกจากดินแดนอันว่างเปล่าและเงียบสงัดแห่งนี้
หินอวี่ฮว่าสองก้อนช่วยให้เขาหยุดพักอยู่ที่นี่ได้นานถึงเจ็ดแปดปี เรียกได้ว่ารีดเร้นคุณค่าออกมาได้อย่างน่าทึ่งที่สุด
หวังเซวียนเอ่ยปากอย่างหนักแน่น "ผมต้องไปแล้ว หากระดับพลังอำนวย หลังจากออกไปผมจะหาวิธีปกป้องร่างกายเนื้อของท่าน จะพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้พวกมันมาทำอะไรชุ่ยๆ เด็ดขาด!"
เขาใกล้จะต้องออกไปเต็มทีแล้ว จึงหวังว่าหญิงสาวผู้นี้จะไม่ออกฤทธิ์เดชอะไร และปล่อยให้เขาออกไปได้อย่างราบรื่น
แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดไปส่งเดช แต่เขารู้สึกจากใจจริงว่า หากในอนาคตเขาฝึกฝนศาสตร์เก่าจนสำเร็จ และสามารถเข้าไปแทรกแซงการทดลองใต้เทือกเขาต้าซิงอันหลิ่งได้ เขาจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างแน่นอน เขารู้สึกว่านักพรตหญิงน่าเวทนามากจริงๆ
ตู้ม!
ท่ามกลางฟ้าดิน อสนีบาตอันเจิดจ้าสายหนึ่งแหวกผ่าน ดวงจันทร์สีซีดเผือดบนท้องฟ้าร่วงหล่นลงมา และปรากฏขึ้นเบื้องหลังหญิงสาวโดยตรง ก่อนจะกลายสภาพเป็นดวงจันทร์สีเลือด สาดส่องให้นางดูพิลึกพิลั่นและชวนให้พิศวงยิ่งขึ้นไปอีก
สายฟ้าแลบแปลบปลาบสานไขว้กัน หญิงสาวเบื้องหน้าดวงจันทร์สีเลือดเงยหน้าขึ้น เส้นผมยาวที่ปรกใบหน้าพลิ้วไหว เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง เป็นนักพรตหญิงอย่างที่คิด ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะกระจ่างใส ใบหน้างดงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ดุจดั่งเทพธิดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์ ไร้ซึ่งที่ติใดๆ
อาภรณ์ขาวรองเท้าแดงของนาง ลอยคว้างอยู่เบื้องหน้าดวงจันทร์สีเลือด แผ่กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเทพเซียนและปีศาจ ทิ้งความประทับใจอันลึกซึ้งไว้ให้หวังเซวียนอย่างหาที่สุดมิได้
สตรีที่สิ้นชีพไปเมื่อสามพันปีก่อน กำลังจ้องมองหวังเซวียนอยู่ในแดนเบื้องใน ท้ายที่สุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาตาฝาด หรือเป็นเพราะแสงเงาที่บิดเบี้ยวและพร่ามัวก่อนที่แดนเบื้องในจะสลายไป เขาดูราวกับเห็นหญิงสาวผู้นั้นกำลังคลี่ยิ้ม
งดงามดุจเทพเซียนทว่าเย้ายวนดุจปีศาจ ท่วงท่าสง่างามไร้ผู้เปรียบเปรย กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทำให้หวังเซวียนรู้สึกได้ถึงความงามอันเป็นเลิศ ในขณะเดียวกันก็สะท้านเยือกไปทั้งตัว รู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบายได้
วินาทีต่อมา เขาหลุดพ้นจากแดนเบื้องในอย่างสมบูรณ์ ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นในพริบตา ชั่วขณะนั้น ราวกับมีประกายแสงสีทองจางๆ สองสายพาดผ่านภายในห้อง
หวังเซวียนหยัดกายลุกขึ้น ประกายแสงสีทองลึกเข้าไปในดวงตาเลือนหายไป เขาสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของตัวเองในโลกแห่งความเป็นจริง วิชากายาทองคำของเขาได้รับการยกระดับจนถึงขั้นที่สี่ช่วงปลายแล้วจริงๆ
เขาหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมา กรีดลงบนแขน ทว่ากลับถูกสะท้อนออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดจางๆ พลังชีวิตอันแข็งแกร่งพลุ่งพล่าน เส้นเลือดที่ซึมออกมาเลือนหายไปในเวลาอันรวดเร็ว
วิชากายาทองคำขั้นที่สี่ ไม่เพียงแต่ยกระดับความเหนียวแน่นทนทานของเลือดเนื้ออย่างรอบด้านเท่านั้น แต่ยังทำให้พลังจิตของเขาเต็มเปี่ยมและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้พลังการฟื้นฟูร่างกายของเขาน่าทึ่งยิ่งกว่าเดิม เปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต สมรรถภาพทางร่างกายของเขาได้รับการยกระดับในทุกมิติ
ส่วนพลังโจมตีของเขานั้น แทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา มันเหนือชั้นกว่าแต่ก่อนมากมายนัก!
หวังเซวียนเผยรอยยิ้ม ความสำเร็จเช่นนี้ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ชื่นชมยินดี เขารู้สึกได้ถึงการเก็บเกี่ยวและความพึงพอใจที่ยากจะอธิบาย ร่างกายและจิตใจแจ่มใสเบิกบาน
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เพราะหินอวี่ฮว่าสองก้อนนี้ ทำให้เขาค้นพบเส้นทางที่เป็นไปได้ ซึ่งอาจทำให้ศาสตร์เก่าที่เห็นผลได้ช้า สามารถกลับมาเจิดจรัสในตัวเขาได้อีกครั้ง
"อารามโบราณนับพันปีบางแห่งที่ยังคงยืนหยัดไม่ล้มสลาย มักจะมีตำนานเกี่ยวกับพระเถระผู้ทรงศีลละสังขารกลายเป็นสายรุ้งเสมอ นั่นจะเทียบเท่ากับการอวี่ฮว่าหรือเปล่านะ?"
"ภูเขาชื่อดังบางแห่งของลัทธิเต๋า รวมถึงอารามบรรพบุรุษของพวกเขา ล้วนไม่เคยขาดแคลนตำนานการอวี่ฮว่าเหาะเหินขึ้นเป็นเซียน หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะทิ้งของวิเศษเอาไว้เช่นกัน"
หวังเซวียนเชื่อว่า ตราบใดที่เป็นสถานที่ที่เคยเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของการอวี่ฮว่า ส่วนใหญ่ก็น่าจะมีของวิเศษอย่างหินอวี่ฮว่าหลงเหลืออยู่
ดังนั้น ในค่ำคืนนี้เขาจึงเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นด้วยความพึงพอใจ จนกระทั่งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่เขาก็ยังคงยิ้มอยู่ ทว่าไม่นานนักเขาก็ต้องรีบแต่งตัวและล้างหน้าแปรงฟันอย่างเร่งด่วน เพราะวันนี้เขาต้องไปทำงาน การไปสำรวจเทือกเขาต้าซิงอันหลิ่งนั้นเขาลาหยุดไปแค่วันเดียว ขืนยังไม่ออกไปตอนนี้มีหวังสายแน่ๆ
(จบบท)