เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 สัตว์อสูรคลั่ง

บทที่ 19 สัตว์อสูรคลั่ง

บทที่ 19 สัตว์อสูรคลั่ง


บทที่ 19 สัตว์อสูรคลั่ง

"ทักษะใหม่" ที่ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในทำเนียบทักษะสรรพสิ่งนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ค่อนข้างบ่อย และมีปรากฏขึ้นมาทุกปี

เมื่อสิบสองปีก่อน เคยมีนักอัญเชิญระดับลำดับเก้าคนหนึ่ง สามารถทำความเข้าใจทักษะนักอัญเชิญทักษะใหม่ขึ้นมาได้

ส่วนเหตุใด จี้เหิง ถึงจำเหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อนได้อย่างแม่นยำนักน่ะหรือ?

นั่นเป็นเพราะทักษะนักอัญเชิญที่เขาเล็งไว้อยู่นั้น ก็คือทักษะที่ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อสิบสองปีก่อนนั่นเอง

ทักษะประสานบัญชา

ทักษะนี้ช่วยให้นักอัญเชิญสามารถทำให้สัตว์อสูรในพันธสัญญาเข้าใจความต้องการของตนได้ในชั่วพริบตา ส่งผลให้เกิดการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไวในระหว่างการประลองสัตว์อสูร

ก่อนหน้านี้ จี้เหิงรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะนี้ เพราะเขาสามารถออกคำสั่งด้วยวาจาได้โดยไม่ต้องใช้ทักษะประสานบัญชา ทว่าหลังจากการต่อสู้กับฉู่เทียนหลิง เขาก็ตระหนักได้ว่ามันจำเป็นอย่างยิ่ง

จังหวะการต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรนั้นรวดเร็วเกินไป บ่อยครั้งที่กว่าคำเตือนของนักอัญเชิญจะหลุดจากปาก ด้วยความเร็วของการพูดที่เชื่องช้า สัตว์อสูรในพันธสัญญาก็ถูกโจมตีโดยสัตว์อสูรของคู่ต่อสู้ไปเสียแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น สุนัขป่าอัคคีที่ได้รับพลังเสริมจากพรสวรรค์สุนัขคลั่งของฉู่เทียนหลิง จี้เหิงต้องการจะเตือนอาหวงไม่ให้ถูกข่วนหรือถูกกัด เพราะจะทำให้ตกอยู่ในสภาวะเสียสติ

แต่จังหวะการต่อสู้นั้นรวดเร็วเกินไป เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะเอ่ยคำเตือน

สถานการณ์การรบเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วพริบตา หากเขาสามารถเตือนได้ทันท่วงที ตาชั่งแห่งชัยชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ย่อมเอียงมาทางจี้เหิงอย่างแน่นอน

นิ่งไปกว่านั้น ทักษะประสานบัญชาถือเป็นทักษะระดับเทพสำหรับการสั่งการสัตว์อสูรที่ผู้คนมากมายต่างเรียนรู้กันไปแล้ว หากเขาไม่เรียน คนอื่นย่อมได้เปรียบเหนือกว่าเขาโดยธรรมชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น จี้เหิงยังให้ความสำคัญกับอีกจุดหนึ่ง นั่นคือทักษะประสานบัญชาในระดับปรมาจารย์ สามารถเพิ่มพลังของทักษะสัตว์อสูรได้ถึงสิบส่วนร้อย

ในขณะที่คนอื่นมองว่าการฝึกฝนทักษะประสานบัญชาให้ถึงระดับปรมาจารย์นั้นเป็นเรื่องยาก แต่จี้เหิงต่างออกไป เขามีพรสวรรค์ระดับเอสอันศักดิ์สิทธิ์อย่าง รุดหน้าสู่อนาคต

อย่างไรก็ตาม ทักษะประสานบัญชาก็มีข้อเสียเล็กน้อย คือทุกคำสั่งจะต้องตะโกนออกมาให้ดังเพื่อให้ทักษะส่งผล

ซึ่งในขณะที่สัตว์อสูรของตนเข้าใจ คู่ต่อสู้และสัตว์อสูรของฝ่ายตรงข้ามก็ได้ยินด้วยเช่นกัน

"เอ๊ะ? ทำไมความเร็วในการชดเชยระดับความชำนาญของเจ้าถึงเร็วขนาดนี้ล่ะ"

จี้เหิงเอ่ยกับอาหวงด้วยความประหลาดใจ

(ขว้างหิน: กำลังชดเชยระดับเซียน (56 / 50,000))

อาหวงเพิ่งจะใช้ทักษะขว้างหินไปเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่มันกลับชดเชยแต้มความชำนาญไปได้มากกว่าห้าสิบแต้มแล้ว

"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

ผ่านไปครู่เดียว แต้มความชำนาญก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแต้ม ทั้งที่เห็นชัดๆ ว่าอาหวงไม่ได้ใช้ทักษะขว้างหินเลย

จี้เหิงลูบคางพลางจ้องมองดาบหินที่ลอยวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า แล้วเอ่ยอย่างใช้ความคิด "หรือจะเป็นเพราะการควบคุมดาบหินให้บินไปมาบนฟ้านั้น ก็นับเป็นการเพิ่มระดับความชำนาญด้วยเหมือนกัน?"

หลังจากนั้น แต้มความชำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ช่วยยืนยันสมมติฐานของจี้เหิง

การค้นพบนี้ทำให้จี้เหิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะมันช่วยประหยัดหินวิญญาณไปได้มากทีเดียว

การชดเชยทักษะขว้างหินระดับเซียนนั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะถึงห้าหมื่นครั้ง ตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ผ่านมาอาหวงยังใช้ทักษะไปไม่ถึงสองหมื่นครั้งเลย แม้ตอนนี้อาหวงจะแข็งแกร่งขึ้นและมีพลังวิญญาณมากขึ้น ทำให้ชดเชยได้ง่ายกว่าเดิม แต่จำนวนห้าหมื่นครั้งก็ยังไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ

จี้เหิงคาดการณ์ว่าเขาอาจต้องใช้หินวิญญาณที่เหลืออีกห้าก้อนกับอาหวงทั้งหมด เพื่อให้ชดเชยได้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งหรือสองเดือนหลังจากเปิดเรียน

ทว่าตอนนี้ไม่ต้องร่ายทักษะขว้างหินออกมาจริงๆ เพียงแค่ควบคุมก้อนหินให้บินอยู่บนฟ้าก็สามารถชดเชยความชำนาญได้แล้ว ซึ่งช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปได้มหาศาล

เพราะการควบคุมก้อนหินให้ลอยนิ่งๆ บนฟ้านั้น ใช้พลังวิญญาณน้อยกว่าการร่ายทักษะขว้างหินออกมาโดยตรงมากนัก

มันเหมือนกับการขับรถ การสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นสิ้นเปลืองน้ำมันมาก แต่เมื่อรถวิ่งไปอย่างสม่ำเสมอแล้ว อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันก็จะลดลง

นั่นหมายความว่าเขาสามารถเก็บหินวิญญาณไว้ได้

การประหยัดหินวิญญาณถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อจี้เหิงออกจากหมู่บ้านสือเฉวียนและไปถึงโรงเรียนแล้ว เขาจะไม่มีช่องทางในการหาหินวิญญาณได้ง่ายๆ อีก

"ไม่รู้ว่าที่โรงเรียนมัธยมปลายจะมีวิธีหาหินวิญญาณบ้างไหมนะ" จี้เหิงเอ่ยด้วยความกังวลใจเล็กน้อย

"ในเมื่อมาถึงเขาหลังหมู่บ้านแล้ว ก็ถือโอกาสจัดการกระต่ายว่องไวให้ครบหนึ่งพันตัวเลยดีกว่า จะได้เอาไปแลกแต้มผลงานเพิ่ม"

ทว่าสถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่หวัง กระต่ายว่องไวบริเวณรอบนอกของเขาหลังหมู่บ้านถูกจี้เหิงจัดการไปมากจนเริ่มบางตา หลังจากใช้เวลาเกือบทั้งวัน เขาก็กำจัดไปได้เพิ่มเพียงแปดสิบตัวเท่านั้น

จี้เหิงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า

"เที่ยงแล้วแฮะ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อย่าว่าแต่จะให้ครบพันตัวในวันนี้เลย ต่อให้ถึงพรุ่งนี้ก็คงไม่ครบ"

"ไปกันเถอะ เข้าไปในป่าลึกหลังเขาอีกสักหน่อย"

ในป่าลึกหลังเขามีกระต่ายว่องไวอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง เพราะมีโอกาสที่จะได้พบกับสัตว์อสูรคลั่งจากส่วนลึกของขุนเขา

แต่จี้เหิงไม่คิดว่าตนเองจะโชคร้ายขนาดนั้น

การจะเจอสัตว์อสูรคลั่งเพียงเพราะเดินลึกเข้าไปอีกนิดหน่อยนั้น คงเป็นคราวซวยประเภทยืนอยู่เฉยๆ ก็น้ำเข้าปอดตาย

ในขณะที่จี้เหิงกำลังจะจัดการกระต่ายว่องไวได้ครบหนึ่งพันตัวพอดี อาหวงก็พลันหูตั้งชันและกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

จี้เหิงเองก็ระวังตัวเช่นกัน พลางคิดในใจว่า "หรือว่าจะเป็นสัตว์อสูรคลั่ง? ข้าคงไม่ซวยขนาดนั้นใช่ไหม"

เสียงสวบสาบจากการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในพงหญ้าแว่วเข้าสู่โสตประสาทของจี้เหิง

"มันมาแล้ว อาหวง เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด"

ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากพงหญ้า

มันคือกระต่ายว่องไวที่มีลักษณะต่างออกไปเล็กน้อย ด้วยดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิต ฟันกระต่ายที่ยาวเป็นพิเศษ และใบหูที่ยาวลู่ลงมา แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ ในขณะที่กระต่ายว่องไวตัวอื่นจะคลานสี่ขา แต่มันกลับยืนด้วยขาหลังสองข้างเหมือนกับมนุษย์

"หรือว่าจะเป็น... ราชากระต่ายว่องไว?" จี้เหิงเอ่ยด้วยความไม่แน่ใจ

ราชากระต่ายว่องไวต่างจากกระต่ายว่องไวทั่วไป เพราะอย่างหลังเป็นสัตว์วิญญาณที่นำมาประกอบอาหารได้ แต่อย่างแรกเป็นสัตว์อสูรคลั่งและไม่สามารถนำมาบริโภคได้

เนื้อของสัตว์อสูรคลั่งนั้นบรรจุไว้ด้วยเจตจำนงอันดุร้ายของตัวมันเองยามที่มีชีวิตอยู่ หากใครกินเข้าไป จิตวิญญาณของผู้นั้นจะถูกปนเปื้อนด้วยเจตจำนงที่บ้าคลั่ง และจะค่อยๆ ทำให้ผู้นั้นมีพฤติกรรมโน้มเอียงไปตามนิสัยของสัตว์อสูรคลั่งชนิดนั้นๆ ตัวอย่างเช่น หากกินเนื้อราชากระต่ายว่องไวเข้าไป ผู้นั้นจะชอบกินหญ้า ชอบขุดรู และเดินเขย่งก้าวกระโดดเหมือนกระต่ายเป็นนิสัย

หากบริโภคเนื้อสัตว์อสูรคลั่งมากเกินไป ผู้นั้นจะลืมเลือนความเป็นมนุษย์และมองว่าตนเองคือสัตว์อสูรคลั่งอย่างสมบูรณ์

"อาหวง ไปกันเถอะ"

จี้เหิงค่อยๆ ถอยหลังกลับ โดยเลือกที่จะไม่ปะทะกับราชากระต่ายว่องไวตัวนี้

ไม่ใช่ว่าเขาเอาชนะมันไม่ได้ แต่การต่อสู้กับมันนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เนื้อของราชากระต่ายว่องวไกินไม่ได้ ส่วนขนของมันล่ะ? ขนของกระต่ายว่องไวจะเหี่ยวแห้งไปหลังจากผ่านไปสิบสองชั่วโมง ดังนั้นขนของราชากระต่ายที่วิวัฒนาการมาจากกระต่ายธรรมดาก็น่าจะมีคุณสมบัติเดียวกัน

พูดง่ายๆ คือ หากจี้เหิงสังหารราชากระต่ายว่องไวตัวนี้ได้ เขาก็จะไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย

แล้วเหตุใดจึงต้องเสี่ยงเจ็บตัวเพื่อสู้กับมันด้วยเล่า?

ส่วนเรื่องความสนุกในการสั่งการสัตว์อสูรน่ะหรือ? จี้เหิงยังไม่ได้เรียนทักษะประสานบัญชาเลย และคำสั่งธรรมดาก็ตามจังหวะของอาหวงไม่ทันหรอก

ตัวอย่างเช่น ราชากระต่ายว่องไวคงจะโจมตีโดนอาหวงไปแล้ว ก่อนที่จี้เหิงจะทันตะโกนว่า "หลบเร็วเข้า!" เสียอีก

จี้เหิงอยากจะจากไป แต่ทว่า... เจ้าราชากระต่ายกลับไม่ยอมปล่อยให้จี้เหิงไปง่ายๆ

จิตวิญญาณของสัตว์อสูรคลั่งนั้นยุ่งเหยิงและสับสน ในขณะที่จิตวิญญาณของมนุษย์นั้นบริสุทธิ์สะอาด

หากสัตว์อสูรคลั่งได้กินมนุษย์ จิตวิญญาณที่ยุ่งเหยิงของมันจะได้รับการบรรเทาลง และสัตว์อสูรคลั่งจะได้รับสติกลับคืนมาบ้าง ทำให้มันฉลาดและมีไหวพริบมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อสัตว์อสูรคลั่งเห็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์ โดยเฉพาะเหล่าผู้เหนือธรรมชาติ พวกมันจึงมักจะออกล่าและกินมนุษย์เหล่านั้นโดยสัญชาตญาณ

ราชากระต่ายว่องไวเพ่งมองจี้เหิงนิ่งราวกำลังมองอาหารเลิศรส และน้ำลายก็เริ่มไหลออกมาจากมุมปากของมันอย่างควบคุมไม่ได้

ราชากระต่ายว่องไวใช้ทักษะ สุดยอดกระโดด พุ่งทะยานตัวออกมามุ่งตรงเข้าหาจี้เหิง และในระหว่างที่วิ่งอยู่นั้น มันก็ได้ใช้ทักษะ พุ่งทะยานความเร็วสูง เพิ่มระดับความเร็วขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 19 สัตว์อสูรคลั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว