- หน้าแรก
- วิถีผู้ฝึกอสูร ทะยานสู่อนาคต
- บทที่ 8 เสียงเห่าระดับเริ่มต้น
บทที่ 8 เสียงเห่าระดับเริ่มต้น
บทที่ 8 เสียงเห่าระดับเริ่มต้น
บทที่ 8 เสียงเห่าระดับเริ่มต้น
แสงอรุณอาบย้อมเส้นขอบฟ้าเป็นสีทองอ่อน ตลาดสดค่อยๆ ตื่นจากการหลับใหลอย่างช้าๆ
จี้เหิงตื่นแต่เช้าเพื่อออกมาวิ่งออกกำลังกาย ต่างจากเมื่อก่อนที่เขามักจะวิ่งเพียงลำพัง แต่ครั้งนี้กลับมีผู้ติดตามตัวน้อยวิ่งเตาะแตะตามหลังมาด้วย
เจ้าหมาน้อยตามรอยพงไพรวิ่งตามจี้เหิงด้วยพละกำลังที่ล้นเหลือ
จี้เหิงจงใจผ่อนความเร็วลงเพื่อให้เข้ากับฝีเท้าของเจ้าหมาน้อย เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะตามเขาได้ทัน
"อ้าว~ นี่มันจี้เหิงไม่ใช่เหรอ ขนาดปลุกได้พรสวรรค์ขยะแบบนั้นแล้ว นานยังจะขยันขนาดนี้อีกเหรอเนี่ย!"
จี้เหิงหันกลับไปมองและเห็นชายหนุ่มฟันเหยินในชุดกีฬาคนหนึ่งกำลังเอ่ยเยาะเย้ยเขา
นั่นคือคนคุ้นเคยที่ชื่อว่า เป่าหยา
เป่าหยาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเดียวกับจี้เหิง จี้เหิงนั้นมีระเบียบวินัยในการวิ่งตอนเช้าสม่ำเสมอ ซึ่งแม่ของเป่าหยาสังเกตเห็นเข้า ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงบังคับให้เป่าหยาต้องออกมาวิ่งตอนเช้าบ้าง และในวันธรรมดาก็ต้องวิ่งไปจนถึงโรงเรียนเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ เป่าหยาจึงผูกใจเจ็บจี้เหิงและคอยหาเรื่องทุกครั้งที่มีโอกาส ตอนเรียนประถมเขาถึงขั้นตามพวกมาดักล้อมจี้เหิงระหว่างทางกลับบ้าน ข่มขู่ให้เขาเลิกวิ่ง ไม่อย่างนั้นจะหักขาเขาสักข้าง
จี้เหิงในตอนนั้นถึงกับพูดไม่ออก การที่เขามีระเบียบวินัยในการวิ่งกลับกลายเป็นเรื่องเดือดร้อนเสียอย่างนั้น
กลุ่มเด็กน้อยมาข่มขู่เขางั้นหรือ ด้วยความทรงจำจากชาติก่อน มีหรือที่จี้เหิงจะกลัวคนพวกนี้ อีกอย่างเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่คอยหนุนหลัง หากปล่อยให้เด็กพวกนี้คิดว่าเขาเป็นคนหัวอ่อน ในอนาคตคงจะมีเรื่องวุ่นวายตามมาไม่จบไม่สิ้น เขาจึงคว้าไม้กระถางแถวนั้นฟาดเจ้าเด็กพวกนั้นจนระบมไปตามๆ กัน
นับตั้งแต่นั้นมา เป่าหยาก็จะคอยหลบเลี่ยงเขาทุกครั้งที่พบกัน
ทว่าดูเหมือนเรื่องราวจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เป่าหยาคนนี้ยังคงเก็บความแค้นไว้และคอยตามสืบเรื่องของเขาอยู่ตลอด
มิเช่นนั้น เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจี้เหิงเพิ่งจะปลุกพรสวรรค์ไปเมื่อวานนี้เอง
เป่าหยาเหลือบมองเจ้าหมาน้อยตามรอยพงไพรแล้วยืดอกอย่างลำพอง ในมือถือสายจูงที่ผูกติดกับสุนัขป่าทมิฬที่ดูน่าเกรงขามตัวหนึ่ง
"เฮอะ~ นี่มันสุนัขตามรอยพงไพรไม่ใช่เหรอ อย่าบอกนะว่านายทำพันธสัญญากับมันน่ะ ฮ่าๆ~ ขำชะมัด! มีคนทำสัญญากับหมาขี้เรื้อนไร้ประโยชน์แบบนี้จริงๆ ด้วย สมแล้วที่เป็นเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน"
เมื่อได้ยินดังนั้น สุนัขป่าทมิฬก็ให้ความร่วมมือด้วยการย่อตัวลงในท่าเตรียมโจมตี พร้อมกับส่งเสียงขู่คำรามต่ำๆ ออกมา
สุนัขป่าทมิฬตัวสูงกว่าเจ้าหมาน้อยตามรอยพงไพรถึงหนึ่งช่วงตัว ประกอบกับขนสีดำสนิทที่ดูคล้ายหมาป่า ทำให้มันดูน่าเกรงขามมาก
เป่าหยาเริ่มลำพองใจมากขึ้นไปอีก แต่ภาพที่เขาจินตนาการไว้ว่าเจ้าหมาน้อยตามรอยพงไพรจะกลัวจนฉี่ราดนั้นกลับไม่เกิดขึ้น
เจ้าหมาน้อยเปลี่ยนท่าทีเป็นเตรียมต่อสู้และเห่าออกมาสองครั้ง
โฮ่ง โฮ่ง~
ทักษะเสียงเห่า ถูกใช้เพื่อข่มขวัญศัตรู
เมื่อเสียงนั้นเข้าสู่โสตประสาทของสุนัขป่าทมิฬ ภาพลักษณ์ของเจ้าหมาน้อยในสายตาของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าทันที สุนัขป่าทมิฬถึงกับขวัญหนีดีฝ่อคาที่ มันหดหางและมุดหนีไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังเป่าหยา พลางครางหงิงๆ ราวกับหวาดกลัวสุดชีวิต
จี้เหิงยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาพอใจมากที่ทักษะเสียงเห่าระดับเริ่มต้นมีอานุภาพถึงเพียงนี้
เป่าหยาหันกลับไปมองด้วยความไม่อยากเชื่อ ท่าทางของเขาดูแข็งทื่อ ก่อนจะตะโกนออกมาอย่างเสียสติ
"ไอ้หมาโง่! แกทำให้ฉันขายหน้าจนหมดสิ้น! แกกลัวลูกหมาตัวแค่นี้เนี่ยนะ เดี๋ยวฉันจะบอกให้พ่อเปลี่ยนตัวแกซะ ไอ้หมาโง่ไร้ประโยชน์!"
เมื่อรู้สึกว่าการตะโกนยังไม่พอที่จะระบายโทสะ เป่าหยาก็เตะเข้าที่ขาของสุนัขป่าทมิฬอย่างแรง เจ้าหมาส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด มันแยกเขี้ยวใส่เป่าหยาและส่งเสียงขู่คำรามอย่างดุร้าย
"แกไม่กล้าแยกเขี้ยวใส่ลูกหมา แต่กลับกล้าทำกับเจ้านายงั้นเหรอ? ไอ้หมาสารเลว แกอยากตายนักใช่ไหม!"
เมื่อเห็นดังนั้น เป่าหยาก็ยิ่งโกรธจัดและตบเข้าที่ปากที่กำลังแยกเขี้ยวของสุนัขป่าทมิฬอย่างแรง
ด้วยการตบครั้งนั้น สุนัขป่าทมิฬที่โดยธรรมชาติมีนิสัยดุร้ายอยู่แล้วก็ระเบิดโทสะออกมาทันทีและกัดเข้าที่แขนของเป่าหยา เมื่อถูกกัด เป่าหยาก็ทั้งกลัวทั้งโกรธ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความโกรธเสียมากกว่า แกกล้าดียังไงมากัดฉัน!
โดยไม่สนสายใยผูกพันระหว่างสัตว์เลี้ยงและนักควบคุมสัตว์ ทั้งคนและสุนัขต่างเริ่มตะลุมบอนเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อได้เห็นภาพคนกัดหมาหมากัดคนเช่นนี้ จี้เหิงก็ยิ่งหัวเราะร่า
จี้เหิงอุ้มเจ้าหมาน้อยตามรอยพงไพรขึ้นมาพลางกล่าวชมเชย "อาหวง ทำได้ดีมาก เดี๋ยวอาหารเช้ามื้อนี้ฉันจะเพิ่มน่องไก่ให้แกเป็นพิเศษเลย"
จี้เหิงตั้งชื่อให้เจ้าหมาน้อยตามรอยพงไพรว่า "อาหวง"
เดิมทีเขาอยากจะใช้ชื่ออาหวงจากชาติก่อน แต่ชื่อนั้นเป็นชื่อเฉพาะของสุนัขในอดีต จี้เหิงไม่อยากยกให้สุนัขตัวอื่น นอกจากนี้การเอาชื่อสุนัขจากชาติก่อนมาตั้งให้เจ้าหมาน้อยตัวนี้ดูจะไม่ยุติธรรมกับมันนัก เพราะมันจะไม่มีชื่อที่เป้นของตัวมันเองจริงๆ
ดังนั้น จี้เหิงจึงเลือกใช้คำที่มีเสียงพ้องกันว่า "หวง" ที่แปลว่าความรุ่งโรจน์
ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า "หวง" ยังมีความหมายว่าเจิดจ้าหรือสว่างไสว ซึ่งเหมาะสมกับขนสีทองราวกับแสงอาทิตย์ของเจ้าหมาน้อยตัวนี้เป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ "หวง" ที่แปลว่าจักรพรรดิ ยังแฝงไปด้วยความคาดหวังในอนาคตที่จี้เหิงมีต่อเจ้าหมาน้อย โดยหวังว่าวันหนึ่ง อาหวงจะกลายเป็นจักรพรรดิในหมู่สุนัข
ความวุ่นวายยกใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างคนกับสุนัขดึงดูดความสนใจของชาวบ้านแถวนั้น พวกเขาจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาแยกทั้งคู่ให้ออกจากกัน
จี้เหิงเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่รอบนอกราวกับคนแปลกหน้าที่มาดูละครฉากหนึ่ง เมื่อละครจบลง เขาก็วิ่งออกกำลังกายต่อไป
ขณะวิ่งผ่านร้านขายอาหารเช้า เขาเห็นน่องไก่ตุ๋นและกำลังจะเข้าไปซื้อ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าอาหวงยังไม่หย่านมดี น่องไก่จึงยังไม่เหมาะกับมันนัก เขาจึงเปลี่ยนรางวัลเป็นนมบำรุงสองขวดแทน
นอกจากนี้ จี้เหิงยังซื้อปาท่องโก๋และซาลาเปาจำนวนมากเพื่อไปเยี่ยมเด็กๆ ที่สถานสงเคราะห์
ที่หน้าประตูสถานสงเคราะห์ เขาบังเอิญเจอกับอย่ากวนมังกรหลับที่หอบหิ้วซาลาเปา หมั่นโถว และน้ำเต้าหู้มาพะรุงพะรังเช่นกัน
ทั้งสองคนมีความคิดตรงกัน แต่การพบกันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียทีเดียว
เมื่อวานนี้ จี้เหิงได้นัดให้ออย่ากวนมังกรหลับมาพบกันที่ฐานลับของพวกเขา
และฐานลับที่ว่านั้นก็อยู่ภายในสถานสงเคราะห์แห่งนี้เอง
ผู้อำนวยการแม่ครูลินรู้สึกดีใจมากที่เห็นจี้เหิงมาหา แต่เมื่อเห็นปาท่องโก๋และซาลาเปาในมือเขา เธอกลับแสดงสีหน้าไม่พอใจและถึงขั้นส่งสายตาดุใส่เขา
"เธอยังไม่มีรายได้ที่มั่นคง แถมเพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทางเหนือธรรมชาติ ช่วงนี้แหละที่เธอจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อตัวเอง ทำไมถึงเอามาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนี้? ถ้าคราวหน้ายังเอาของมาอีก ครูจะไล่ตะเพิดออกไปเลย!"
แม่ครูลินยกไม้กวาดขึ้นขู่ จี้เหิงจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เพราะเขาเข้าใจนิสัยของแม่ครูลินดีว่าเธอเป็นคนพูดจริงทำจริง
หลังจากรับประทานอาหารเช้ากับพวกเด็กๆ เสร็จแล้ว อย่ากวนมังกรหลับก็เอ่ยถามขึ้นว่า "แม่ครูลินครับ แล้วฉู่เทียนหลิงล่ะ ทำไมผมถึงไม่เห็นเธอเลย"
แม่ครูลินกล่าวว่า "ช่วงนี้มีพวกคนไม่หวังดีป้วนเปี้ยนอยู่เยอะ ทางโรงเรียนกังวลเรื่องความปลอดภัยของเทียนหลิง เลยจัดที่พักให้เธออยู่ในโรงเรียนไปก่อน"
จี้เหิงเอ่ยขึ้นว่า "แม่ครูลินครับ ผมขอใช้ห้องสงบจิตหน่อยนะครับ"
แม่ครูลินหยิบกุญแจที่ห้อยอยู่ที่คอออกมาส่งให้จี้เหิง
จี้เหิงกวักมือเรียกอย่ากวนมังกรหลับ "มาเถอะ ตามฉันไปที่ฐานลับ"
ห้องสงบจิตเป็นห้องพิเศษในสถานสงเคราะห์ที่ติดตั้งม่านพลังเก็บเสียงถาวรเอาไว้
ทำไมสถานสงเคราะห์ถึงต้องมีห้องแบบนี้ด้วย? เพื่อเอาไว้ลงโทษเด็กๆ งั้นเหรอ?
ความจริงแล้วไม่ใช่เลย แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กคนอื่นๆ ต่างหาก
หากเด็กคนหนึ่งร้องไห้ มันจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ เพราะเสียงร้องไห้นั้นติดต่อกันได้และจะทำให้เด็กคนอื่นๆ พากันร้องไห้ตามไปด้วย
ในสถานสงเคราะห์มีผู้ใหญ่เพียงสี่คนรวมแม่ครูลินด้วย กำลังคนจึงจำกัดอย่างยิ่ง ในขณะที่มีเด็กกว่าสองร้อยชีวิต พวกเขาจะดูแลไหวได้อย่างไร?
นี่คือที่มาของห้องสงบจิต เด็กที่กำลังร้องไห้สามารถเข้าไปร้องไห้ข้างในได้โดยไม่รบกวนคนอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น ห้องสงบจิตยังเป็นสถานที่ระบายอารมณ์ชั้นยอด เราสามารถปลดปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครล่วงรู้
อย่ากวนมังกรหลับเคยวิ่งมาร้องไห้ในห้องนี้บ่อยครั้ง จี้เหิงรู้สึกว่าเขาน่าสงสารมาก เป็นเด็กกำพร้าที่ต้องทนทุกข์จากโรคหลับใน เขาจึงมักจะเข้ามาปลอบโยนเพื่อนอยู่เสมอ นานวันเข้าที่นี่จึงกลายเป็นฐานลับของพวกเขาทั้งสอง
หลังจากปิดประตูลง สีหน้าของจี้เหิงก็เคร่งขรึมขึ้นทันที
"พรสวรรค์ของนายคืออะไร"
อย่ากวนมังกรหลับลังเล
"ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ฉันเสียกำลังใจหรอก พูดมาเถอะ เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ"
"มังกรหลับห้ามรบกวน"
นั่นคือพรสวรรค์นักฝึกมังกรระดับเอส
จี้เหิงถอนหายใจยาว อย่ากวนมังกรหลับคิดว่าจี้เหิงคงจะเสียใจจึงรีบเตรียมจะปลอบโยน แต่คำพูดต่อมาของจี้เหิงกลับทำให้เขาต้องยืนตะลึง
"หวู่เหมียน สถานการณ์ของนายในตระกูลกู่น่ะ ย่ำแย่กว่าที่ฉันจินตนาการไว้เสียอีก"