- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 388 ร่วมห้ำหั่นศัตรู
ตอนที่ 388 ร่วมห้ำหั่นศัตรู
ตอนที่ 388 ร่วมห้ำหั่นศัตรู
เสิ่นเยียนไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้นานนัก ไม่เพียงเพราะข้อจำกัดของห้วงมิติพลังพิเศษที่มีต่อนาง แต่ยังเป็นเพราะเซี่ยโหวตวนที่อยู่เบื้องนอก
หากเซี่ยโหวตวนไม่เห็นนางปรากฏตัวเป็นเวลานาน เขาจะต้องลงมือกับพวกฉางอิงอย่างแน่นอน ตอนนี้พวกเขายังหนีไปได้ไม่ไกล ดังนั้น นางจึงต้องถ่วงเวลาเพื่อพวกเขา
นางหยัดกายลุกขึ้น กำลังเตรียมตัวที่จะอัญเชิญจี๋
เมื่ออูอิ่งเห็นดังนั้น ก็รีบเอ่ยคัดค้านทันที
"เจ้าคิดจะทำอะไร? อยากจะถ่ายทอดพลังวิญญาณในอนาคตอีกงั้นหรือ? ร่างกายของเจ้าจะทนรับไหวหรืออย่างไร?"
ทว่าเสิ่นเยียนกลับกล่าวว่า
"ตอนนี้พลังวิญญาณของข้าฟื้นฟูได้เชื่องช้านัก หากต้องการให้พวกเจ้าต่อสู้เพื่อข้า ข้าก็จำเป็นต้องเติมเต็มพลังวิญญาณที่ขาดหายไปให้กลับคืนมา"
"เจ้า!"
อูอิ่งถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"ข้าผู้สูงส่งจะไม่สู้เพื่อเจ้าแล้ว ทันทีที่เจ้าออกไป ข้าก็จะพาเจ้าหนีไป แบบนี้ดีหรือไม่? เช่นนี้เจ้าก็จะไม่ต้องสูญเสียพลังวิญญาณมากมายแล้ว"
เสิ่นเยียนสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย นางส่ายหน้า
"ไม่ได้"
นางต้องถ่วงเวลาให้กลุ่มอสูรหลบหนีไป อีกทั้งยามนี้นางในฐานะนายน้อยเทียนเหมิน ก็ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งนี้ หากนางหลบหนีไปเพียงลำพังในเวลานี้ จะมิกลายเป็นผู้ที่ทรยศหักหลังผู้คนหรอกหรือ?
"นี่ก็ไม่ได้ นู่นก็ไม่ได้!"
อูอิ่งโมโหสุดขีด
เสิ่นเยียนปรายตามองมันแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร นางลงมือร่ายลัญจกรอัญเชิญโดยตรง เพื่ออัญเชิญจี๋จากแดนปรโลกเข้ามาในห้วงมิติพลังพิเศษ
ไม่นานนัก จี๋ก็ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อจี๋เห็นนางมีสภาพเลือดอาบไปทั้งตัว แววตาก็เคร่งขรึมลง เขาใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ ที่นี่คือมิติอันใดกัน?
"จี๋ ช่วยข้าถ่ายทอดพลังวิญญาณอีกครั้ง"
พอจี๋ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็หม่นทะมึนลงเล็กน้อย พลางเอ่ยเตือนว่า
"ด้วยสภาพระดับการฝึกฝนของเจ้าในตอนนี้ การถ่ายทอดพลังวิญญาณหนึ่งครั้งก็ถือว่าถึงขีดจำกัดแล้ว เจ้ายังคิดจะถ่ายทอดเป็นครั้งที่สองอีก สำหรับร่างกายของเจ้าแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องดีอันใดเลย!"
เสิ่นเยียนกล่าวอย่างหนักแน่น
"ข้ารู้ขอบเขตของตนเองดี"
เมื่อได้ยินดังนั้น จี๋ก็แค่นหัวเราะเย็นชา รู้สึกเพียงว่าเสิ่นเยียนช่างเย่อหยิ่งจองหองนัก
"ดี ข้าจะช่วยเจ้าถ่ายทอดพลัง แต่หากถึงเวลาแล้วเจ้าได้รับผลสะท้อนกลับอันใด ก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน"
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มีความผูกพันใดๆ กับเสิ่นเยียนอยู่แล้ว นางจะเจ็บปวด นางจะบาดเจ็บ หรือนางจะได้รับผลสะท้อนกลับ แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเขาเล่า?
ทันใดนั้น อูอิ่งก็ส่งเสียงขึ้น
"ไอ้หนูนี่ ท่าทางโอหังยิ่งกว่าข้าผู้สูงส่งเสียอีก!"
สายตาของจี๋ตกกระทบลงบนร่างของอูอิ่ง ยามนี้อูอิ่งยังคงอยู่ในร่างมังกรเจียวฉบับย่อส่วน เขาจึงจำไม่ได้ว่าอูอิ่งคือสัตว์อสูรบรรพกาล รู้สึกเพียงว่ากลิ่นอายพลังของอูอิ่งนั้นแข็งแกร่งกว่าไป๋เจ๋ออยู่หลายส่วน
นี่คงจะเป็นสัตว์อสูรอัญเชิญตัวแรกของเสิ่นเยียนกระมัง
จี๋ดึงสายตากลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ให้ความสนใจมันแต่อย่างใด
ในเวลาอันรวดเร็ว เสิ่นเยียนและจี๋ก็เริ่มใช้ทักษะผสานการอัญเชิญ ในชั่วพริบตา พลังวิญญาณภายในร่างของนางก็พุ่งทะยานสูงขึ้น มันไหลทะลักเข้าชะล้างกระดูกวิญญาณกายาของนางอย่างต่อเนื่อง กระดูกวิญญาณกายาของนางต้องรองรับแรงกระแทกมหาศาล จนส่งความเจ็บปวดร้าวลึกออกมา
"เจ้านาย!"
จิ่วจ่วนมีสีหน้าร้อนรน เขากรีดร้องเสียงหลง โผเข้ากอดต้นขาของเสิ่นเยียนไว้แน่น ปากก็พึมพำไม่หยุด
"ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรหรอก!"
อูอิ่งจ้องมองเสิ่นเยียนด้วยแววตาหม่นลึก
ราวสิบกว่าวินาทีต่อมา พลังวิญญาณในอนาคตก็ถูกถ่ายทอดเข้ามาในร่างของเสิ่นเยียน ทว่าครั้งนี้ พลังวิญญาณไม่ได้ฟื้นฟูขึ้นจนถึงจุดสูงสุด เป็นเพียงแปดส่วนของจุดสูงสุดเท่านั้น
ด้านเซี่ยโหวตวนที่อยู่เบื้องนอก เมื่อพบว่าเสิ่นเยียนหายตัวไป สีหน้าของเขาก็อึมครึมลงจนแทบจะคั้นน้ำหมึกออกมาได้ เขารออยู่ครู่หนึ่ง ทว่าก็ยังคงไม่เห็นหรือสัมผัสได้ถึงเงาร่างของเสิ่นเยียน เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอ
"เสิ่นเยียน เผยซู่ ข้าผู้เป็นประมุขจะนับหนึ่งถึงสาม หากพวกเจ้ายังไม่ปรากฏตัวล่ะก็ สหายของพวกเจ้าจะต้องเลือดสาดกระเซ็นอยู่ตรงนี้แน่!"
กล่าวจบ เขาก็โบกมือคราหนึ่ง
ฉับพลันนั้น องครักษ์จื่อเว่ยจำนวนหลายสิบคนก็ปรากฏกายขึ้นข้างกายเขา
"หนึ่ง!"
เหล่าองครักษ์จื่อเว่ยเตรียมพร้อมลงมือเมื่อสบโอกาส
"สอง!"
น้ำเสียงของเซี่ยโหวตวนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเดือดดาลและจิตสังหารอันเหี้ยมเกรียม
แต่ในขณะที่เขากำลังจะนับถึงสาม นั้นเอง เด็กหนุ่มชุดดำภายในห้วงมิติพลังพิเศษก็ลืมตาขึ้น
ทางด้านเสิ่นเยียนที่กำลังเตรียมจะออกจากห้วงมิติพลังพิเศษ เมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มชุดดำ นางจึงหันไปมองเขาแวบหนึ่ง สายตาของทั้งสองสบประสานกัน
เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าซีดเผือดรีบพลิกตัวลุกขึ้นจากตั่งนุ่ม ฝีเท้าของเขายังคงซวนเซไม่มั่นคงนัก ทว่าเขาก็เดินโซเซตรงไปยังทิศทางของเสิ่นเยียน ก่อนจะยื่นมือออกไปคว้าแขนของนางเอาไว้แน่น
"เสิ่นเยียน ให้ข้าไปกับเจ้าด้วย!"
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มแฝงไว้ด้วยความร้อนรนและเว้าวอน
ในช่วงเวลาที่เขาสลบไสลไม่ได้สติ เขาได้ยินเสียงดังแว่วมาเลือนราง ว่าพวกเขามาแล้ว และพวกเขานี่แหละที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
ขอบตาของเด็กหนุ่มแดงเรื่อ ทว่าแววตากลับแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งยวด เขาเอ่ยปากว่า
"ข้าจะร่วมห้ำหั่นศัตรูไปพร้อมกับพวกเจ้า แม้นจะต้องตาย ข้าก็ไร้ซึ่งความเสียใจใดๆ ถือว่าไม่ละอายต่อท่านพ่อท่านแม่ ไม่ละอายต่อศิษย์ร่วมสำนัก และไม่ละอายต่อกลุ่มอสูร"
เสิ่นเยียนทอดสายตามองเผยซู่อย่างลึกล้ำ จู่ๆ นางก็ยื่นมือออกไป รวบรวมพลังวิญญาณแล้วดูดรั้งสิ่งของจากบริเวณไม่ไกลนักเข้ามา
เสียง 'เคร้ง' ดังขึ้น กระบี่ยาวสองเล่มถูกเสิ่นเยียนดูดเข้ามาไว้ในมือ จากนั้นจึงส่งมอบต่อให้กับเผยซู่
"เผยซู่ หากเจ้าไม่กลัวตาย ก็จงกำกระบี่ในมือไว้ให้แน่น"
เผยซู่กระชับกระบี่ทั้งสองเล่มในมือแน่น เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง พลันเผยรอยยิ้มออกมา
"ไม่กลัว"
"เช่นนั้นก็"
เสิ่นเยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเยือกเย็นในฉับพลัน
"ตามข้าออกไปฆ่าพวกมัน!"
เผยซู่จ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่แม้จะซีดเซียวทว่าก็ไม่อาจปกปิดความงดงามของนางไว้ได้ แววตาของนางเผยให้เห็นถึงความเย็นชาและเด็ดขาด กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำให้ผู้คนถึงกับสั่นสะท้าน เขาเอ่ยรับคำ
"ตกลง!"
"ไป!"
ในชั่วพริบตาที่เซี่ยโหวตวนนับ 'สาม' จบ ร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้น
เซี่ยโหวตวนเพ่งสายตามอง
เป็นเสิ่นเยียนและเผยซู่!
เมื่อเซี่ยโหวตวนเห็นเผยซู่ปรากฏตัว ภายในใจก็ลิงโลดด้วยความยินดี โทสะเมื่อครู่มลายหายไปไม่น้อย เขาสะบัดมือฟาดลงมา
องครักษ์จื่อเว่ยหลายสิบคนที่ได้รับคำสั่ง รีบพุ่งเข้ามาตีวงล้อมพวกเขาทั้งสองคนไว้ในทันที
"ครานี้ ต่อให้พวกเจ้ามีปีกก็หนีไม่พ้น!"
เซี่ยโหวตวนกล่าวด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม
บรรดาองครักษ์จื่อเว่ยหลายสิบคนพลันเปิดฉากจู่โจมเข้าใส่พวกเขาทั้งสองพร้อมกัน
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสิ่นเยียนก็ยกมือขึ้นฉับพลัน หอคอยโบราณสีดำปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือในพริบตา นางขว้างมันออกไปอย่างรุนแรง!
"รูปแบบค่ายกลขั้นที่หนึ่ง เปิด"
ตู้ม!
หอคอยโบราณสีดำขยายขนาดใหญ่โตขึ้นอย่างกะทันหัน ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังอันดุดันแข็งแกร่ง กระแทกร่างขององครักษ์จื่อเว่ยหลายสิบคนที่ล้อมกรอบเข้ามาจนปลิวไปกองกับพื้นอย่างแรง
ยังไม่ทันที่พวกเซี่ยโหวตวนจะตั้งตัวติด น้ำเสียงเย็นเยียบของเสิ่นเยียนก็ดังแว่วมาอีกครั้ง
"อูอิ่ง ไป๋เจ๋อ จี๋"
"จงฟังคำอัญเชิญของข้า ปรากฏกาย!"
"โฮก!"
ชั่วอึดใจนั้น มังกรเจียวสีดำขนาดมหึมา สัตว์ยักษ์สีขาวไป๋เจ๋อ และจี๋ผู้เป็นดวงวิญญาณ ก็ปรากฏกายขึ้น กลิ่นอายแรงกดดันอันแข็งแกร่งมหาศาลครอบคลุมฟ้าดิน กวาดม้วนปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณกำแพงเมืองในพริบตา
ไม่สิ ไม่ใช่แค่บริเวณกำแพงเมืองเท่านั้น!
แต่ครอบคลุมไปถึงทั่วทั้งเมืองจงยวี่!
ทำให้พวกตาเฒ่ายายแก่ที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่กลางอากาศ ล้วนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองยังทิศทางของประตูเมือง
"สัตว์อสูรงั้นหรือ?! นี่มันหอคอยอะไรกัน? หรือว่าจะเป็นหอคอยเทวะ?"
"มังกรเจียว? ไป๋เจ๋อ?!"
"ให้ตายเถอะ นี่มันสัตว์อสูรพันธสัญญาของใครกัน?"
ทางด้านสำนักศึกษาจงยวี่ สายตาของแทบทุกคนล้วนถูกดึงดูดไปด้วยความเคลื่อนไหวทางฝั่งประตูเมือง มีหลายคนที่จดจำได้ว่ามังกรเจียวสีดำขนาดมหึมาตัวนี้ ก็คือสัตว์อสูรพันธสัญญาของเสิ่นเยียน!
ทันใดนั้น มังกรเจียวอูอิ่งก็หรี่ดวงตาทั้งสองข้างลง เอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ น้ำเสียงของมันทุ้มต่ำทรงพลัง ดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองจงยวี่
"สมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน? เป็นขยะเศษสวะอันใดกัน?"
ทันทีที่คำกล่าวนี้ถูกเอ่ยออกมา ฝูงชนต่างพากันตกตะลึงจนสีหน้าเปลี่ยนไป
สัตว์อสูรตัวนี้ถึงกับกล้าเอ่ยวาจาเยี่ยงนี้เชียวหรือ?
เมื่อเซี่ยโหวตวนได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เต็มไปด้วยความเดือดดาล หนอนแมลงกระจ้อยร่อยตัวหนึ่งถึงกับกล้าบังอาจดูหมิ่นสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของพวกเขา นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!