- หน้าแรก
- ข้าบอกให้ไปฝึกตน ไม่ใช่ให้ฝึกจนเพี้ยน
- บทที่ 13: แฟนคลับตัวน้อยของพี่เซียน
บทที่ 13: แฟนคลับตัวน้อยของพี่เซียน
บทที่ 13: แฟนคลับตัวน้อยของพี่เซียน
บทที่ 13: แฟนคลับตัวน้อยของพี่เซียน
"เกมนี้มันสุดยอดจริงๆ! ดูเนื้อเรื่องสิ สมจริงอะไรขนาดนี้" เยี่ยอู๋หยาอุทานพลางเคี้ยวผลไม้ในมือตุ้ยๆ
"น่าเสียดายที่เซียวเซียวตายเร็วไปหน่อย เลยอดดูเนื้อเรื่องเจ๋งๆ แบบนี้เลย"
"ฉันกะแล้วว่ามันต้องมีเควสต์เนื้อเรื่อง! เห็นไหม บอสโผล่มาแล้ว"
"ดูท่าทางแข็งแกร่งเอาเรื่อง เราเข้าไปลุยเลยดีไหม?" จ้าวซื่อเจี๋ยกระชับหอกยาวในมือแน่น ท่าทางฮึกเหิมอยากปะทะเต็มที่
"มอนสเตอร์ตัวนี้น่าจะเป็นบอสของหมู่บ้านเริ่มต้น ถ้าฆ่านางได้ต้องดรอปของดีแน่ๆ" หลินเยี่ยพึมพำขณะจ้องมองไปยังนางมารแห่งสำนักอินเหมิน
"อย่าเพิ่งใจร้อน เนื้อเรื่องยังไม่จบ" ฉินเจิ้นหัวกระชับด้ามดาบแน่น "ดูนั่นสิ คนดูแลคอกม้าพุ่งเข้าไปแล้ว!"
วินาทีต่อมา ร่างของคนดูแลคอกม้าก็ระเบิดออกเป็นชิ้นๆ ตามด้วยทหารอีกกว่ายี่สิบนายที่ล้มลงกองกับพื้น เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนดิน
"เชี่ยยย ไม่จริงน่า โดนตบทีเดียวตายห่าเลยเหรอ!" เยี่ยอู๋หยาร้องลั่น
ทันใดนั้น บอสสาวจากสำนักอินเหมินก็หันขวับมามองพวกเขาทั้งสี่
"นางพุ่งมาทางนี้แล้ว ลุยพร้อมกันเลย!" จ้าวซื่อเจี๋ยพลิกหอกเตรียมพุ่งทะยาน แต่หลินเยี่ยกลับดึงคอเสื้อเขาไว้
"ลุยบ้าอะไรล่ะ? หนีสิโว้ย! พวกเราสู้ไม่ไหวหรอก!"
ทั้งสี่คนใส่เกียร์หมา สับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิต
เบื้องหลังพวกเขา ริมฝีปากของนางมารสำนักอินเหมินแสยะยิ้ม ร่างของนางลอยละลิ่วข้ามหัวพวกเขาก่อนจะกะพริบไหว และไปปรากฏตัวดักอยู่เบื้องหน้า
"พระเจ้าช่วย นางกำลังปั่นหัวพวกเราเล่นชัดๆ!"
"โว๊ะ อารมณ์เสียแล้วโว้ย! ฉันจะสู้กับนาง! อย่างแย่ก็แค่โดนแบนห้ามเข้าเกมสามชั่วโมง ยังไงก็ถึงเวลาต้องออฟไลน์พอดี"
"นายพูดถูก ลองหยั่งเชิงดูก่อนแล้วค่อยกลับไปวางแผน คราวหน้าเราจะกลับมาฆ่านางให้ได้!"
"แล้วจะรออะไรอีกล่ะ? ลุยพร้อมกันเลย!"
ทั้งสี่ชูอาวุธขึ้นและพุ่งเข้าใส่อย่างไม่เกรงกลัว
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้เข้าใกล้ ร่างกายของทั้งสี่กลับถูกพลังลึกลับบางอย่างพันธนาการไว้จนขยับตัวไม่ได้
"บ้าเอ๊ย ขยับไม่ได้เลย! เอาไงดีวะ?" เยี่ยอู๋หยาสบถ พลางหันไปมองจ้าวซื่อเจี๋ยที่อยู่ข้างๆ อย่างร้อนรน
"จะทำไงได้ล่ะ? ก็รอความตายไง" จ้าวซื่อเจี๋ยตอบด้วยท่าทีปลงตกระคนไม่ยี่หระ
"ไม่สิ ยังมีวิธีอยู่!" ฉินเจิ้นหัวนึกบางอย่างขึ้นมาได้และตะโกนสุดเสียง "พี่เซียน ช่วยด้วย!"
"จริงด้วย! รีบเรียกพี่เซียนเร็วเข้า!"
คนอื่นๆ ได้สติและตะโกนประสานเสียงตามฉินเจิ้นหัว
นางมารแห่งสำนักอินเหมินรู้สึกรำคาญเสียงหนวกหู นางอ้าปากและแผดเสียงแหลมเกรี้ยวกราด "หุบปาก!"
ปัง ปัง—
แผงลอยรอบด้านระเบิดออก อาคารบ้านเรือนทั้งสองฝั่งถนนถูกคลื่นเสียงทำลายล้างจนพังทลายกลายเป็นกองซากปรักหักพัง
ทั้งสี่คนยกมืออุดหู กลิ้งทุรนทุรายไปกับพื้นด้วยความเจ็บปวด
"กายาเต๋าแต่กำเนิดหนึ่ง รากวิญญาณระดับสูงสอง รากวิญญาณระดับกลางหนึ่ง บอกข้ามา พวกเจ้าเป็นศิษย์สำนักใด?"
น้ำเสียงของนางแหบพร่าราวกับภูตผี ขณะลอยตัวเข้ามาอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสี่
"แม่มึงสิ!" เยี่ยอู๋หยาเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วฝืนพยุงตัวลุกขึ้นยืนซวนเซ
"ขืนบอกไปเดี๋ยวแกก็ตกใจตายหรอก! ข้ามาจากสำนักฮว๋าเซี่ยโว้ย! แน่จริงก็ฆ่าข้าเลยสิ!" จ้าวซื่อเจี๋ยใช้หอกยาวค้ำยันร่างไว้แล้วถ่มน้ำลายใส่หน้าบอสสาว
"ช่วยพยุงฉันหน่อย ฉันเจ็บหนักว่ะ"
จ้าวซื่อเจี๋ยก้มลงมองและเห็นฉินเจิ้นหัวเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด สภาพร่อแร่เหมือนใกล้จะตายเต็มที เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา "นายนี่มันอ่อนหัดจริงๆ"
พูดจบ เขาก็ออกแรงดึงร่างของฉินเจิ้นหัวขึ้นมา
ทั้งสี่จ้องมองนางมารสำนักอินเหมินอย่างไม่เกรงกลัว พ่นคำด่าทอที่หยาบคายที่สุดเท่าที่จะนึกออกใส่นางอย่างต่อเนื่อง
สู้ไม่ได้ก็ต้องด่าให้ยับ นี่แหละธรรมเนียมอันดีงามของชาวฮว๋าเซี่ย
ยิ่งนางมารได้ฟังคำด่าทอ ใบหน้าของนางก็ยิ่งบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดนางก็ทนไม่ไหว เงื้อมือขึ้นสูงแล้วคำรามลั่น "พวกเจ้าจงตายซะเถอะ!"
ในวินาทีเป็นวินาทีตายนั้นเอง ลำแสงสีรุ้งสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศจากแดนไกล พุ่งตรงเข้าใส่นางอย่างรวดเร็ว
เมื่อเผชิญกับการโจมตีอันรวดเร็ว นางตัดสินใจถอยร่นอย่างเด็ดขาด เบี่ยงตัวหลบกระบี่บินไปด้านข้าง
ฟุ่บ! กระบี่บินเลี้ยวกลับมาพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
คราวนี้นางไม่ได้หลบ แต่กลับใช้ฝ่ามือฟาดกระบี่วิญญาณกระเด็นออกไป
กระบี่วิญญาณหมุนคว้างกลางอากาศอยู่หลายรอบ ก่อนจะไปลอยคว้างอยู่ข้างกายฉู่หวยอัน
"กระบี่บินที่มีจิตวิญญาณกระบี่งั้นรึ? เจ้าเป็นใครกันแน่?" นางมองตรงไปยังฉู่หวยอันที่กำลังเดินก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าหวาดระแวง
'ความแข็งแกร่งของหมอนี่ต้องอยู่เหนือระดับสร้างรากฐานแน่ๆ การที่เขาซ่อนกลิ่นอายไว้คงตั้งใจจะหลอกศัตรู
ส่วนร่างนี้ก็เพิ่งตื่นขึ้นมา พลังยังฟื้นฟูไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ มีพลังเพียงแค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นปลายเท่านั้น ขืนสู้ไป ข้าก็ไม่มีโอกาสชนะแน่'
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้อาวุโสหญิงจากสำนักอินเหมินก็เปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมทันที นางประสานมือคารวะและกล่าวว่า "ข้าคือผู้อาวุโสแห่งสำนักอินเหมิน ไม่ทราบว่าท่านผู้เจริญมาจากสำนักใด? ไม่แน่ว่าอาจารย์ของท่านกับข้าอาจจะเป็นสหายเก่ากัน"
นางคิดว่านั่นเป็นเพียงคำพูดตามมารยาท แต่ผิดคาดที่ฉู่หวยอันกลับพยักหน้าและตอบว่า "เจ้าเคยรู้จักอาจารย์ของข้าจริงๆ"
ผู้อาวุโสหญิงอึ้งไปเล็กน้อย สีหน้าเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ "โอ้? เช่นนั้นอาจารย์ของท่านมีนามว่ากระไร?"
ฉู่หวยอันปรายตามองนางด้วยท่าทีเย็นชา เขายกนิ้วขึ้นชี้ไปด้านหลังนาง "บอกเจ้าไปก็ไม่เสียหาย อาจารย์ของข้าคือ หลี่เจี้ยนชุน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างของนางก็แข็งทื่อ ม่านตาเบิกกว้างในทันที นางตัวสั่นเทาขณะชี้หน้าฉู่หวยอันและอุทานว่า "เจ้าคือฉู่..."
แต่ก่อนที่นางจะพูดจบ กระบี่บินก็พุ่งวาบตัดผ่าน ศีรษะนางมารลอยละลิ่วขึ้นฟ้าก่อนจะร่วงตกลงมากระแทกพื้น
จ้าวซื่อเจี๋ยและคนอื่นๆ เงยหน้ามองด้วยความสงสัย ก่อนจะพบหญิงสาวในชุดคลุมสีม่วงลอยตัวอยู่ไม่ไกล
หญิงสาวผู้นั้นมีใบหน้างดงามหมดจด เส้นผมยาวสลวยปลิวไสวไปตามสายลม ท่วงท่าของนางดูสง่างามเหนือโลกีย์ ราวกับเทพธิดาที่ค่อยๆ จุติลงมาจากสรวงสวรรค์
"เชี่ยยย โคตรสวยเลย!" เยี่ยอู๋หยาเบิกตากว้างและร้องอุทานออกมา
"ฉันมั่นใจว่าตัวเองเคยเห็นผู้หญิงมานับไม่ถ้วนนะ แต่ผู้หญิงคนนี้สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย" ฉินเจิ้นหัวพึมพำ
ในฐานะทายาทเศรษฐีรุ่นสองระดับท็อป เขาเคยผ่านผู้หญิงมาทุกรูปแบบแล้ว แต่ไม่เคยเห็นผู้หญิงที่มีกลิ่นอายบริสุทธิ์สูงส่งเช่นนี้มาก่อน
โดยเฉพาะท่วงท่าและออร่าของนาง เรียกได้ว่าเหนือกว่าดาราสาวทุกคนบนดาวหลานซิงเสียอีก
"ฮี่ๆ ฉันตกหลุมรักเข้าแล้ว ตกหลุมรักเต็มเปาเลย" หลินเยี่ยหัวเราะคิกคักด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับคนโง่งม
ทว่าจ้าวซื่อเจี๋ยกลับยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ "ดูเหมือนนางกำลังบินมาทางพวกเรานะ"
เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังเข้ามาใกล้ ฉู่หวยอันก็ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาหันหลังและเดินหนีไปทันที
"ช้าก่อน!"
จู่ๆ หญิงสาวก็ส่งเสียงเรียกฉู่หวยอัน น้ำเสียงของนางกังวานใสราวกับมาจากสรวงสวรรค์
ฉู่หวยอันหยุดฝีเท้า ทว่าไม่ได้หันกลับไปมอง
"ฉู่หวยอัน... นั่นท่านใช่หรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างของฉู่หวยอันก็แข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด
"แม่นางจำคนผิดแล้ว"
กล่าวจบ ฉู่หวยอันก็ก้าวเท้าเตรียมจะจากไป ทว่าหญิงสาวกลับเคลื่อนไหวเร็วกว่า นางพุ่งวูบเดียวมาทิ้งตัวลงเบื้องหน้าเขา
"ท่านหลอกข้าไม่ได้หรอก ถึงท่านจะเอาผ้าคลุมปิดบังใบหน้าไว้ แต่ข้ามองแวบเดียวก็จำท่านได้"
"ศิษย์พี่ฉู่ ข้าตามหาท่านมาตลอดสามปี ท่านหายไปอยู่ที่ไหนมา?"
เบื้องหลังของทั้งสอง จ้าวซื่อเจี๋ยและพวกพ้องทั้งสี่ต่างมองหน้ากัน ดวงตาของพวกเขาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็น
"เชี่ยแล้วไง มีเรื่องให้เผือกว่ะ!"
"ที่แท้ก็คนคุ้นเคยของพี่เซียนนี่เอง! คู่นี้ฉันจิ้นเลย!"
"เดี๋ยวก่อน พี่เซียนดูเย็นชากับผู้หญิงคนนี้มากเลยนะ หรือว่าจะมีเรื่องราวความรักดราม่าเคล้าน้ำตาซ่อนอยู่เบื้องหลัง?"
"ก็คงงั้นแหละ ไม่งั้นทำไมพี่เซียนถึงไม่ยอมรับนางล่ะ?"
ทั้งสี่คนลืมความเจ็บปวดจากบาดแผลไปจนหมดสิ้น พวกเขานั่งแปะลงกับพื้นและคอยดูละครฉากนี้อย่างเงียบๆ
แววตาของฉู่หวยอันเย็นชา น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบไร้อารมณ์ "ช่วยหลีกทางหน่อยได้หรือไม่?"
"ไม่! ข้าไม่หลีก! ข้าตามหาท่านมาสามปี ในที่สุดก็หาท่านจนพบ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านหนีไปไหนอีกแล้ว!"
หญิงสาวมีท่าทีตื่นตระหนก นางคว้าแขนของฉู่หวยอันเอาไว้แน่นด้วยความกลัวว่าเขาจะหายตัวไปอีก
ฉู่หวยอันเผยรอยยิ้มขื่นๆ ก่อนจะปัดแขนของหญิงสาวออก "ข้าบอกแล้วไงว่าแม่นางทักคนผิด โปรดหลีกทางด้วย"
"ฉู่หวยอัน ข้ารู้ถึงความยากลำบากของท่าน และเข้าใจสถานการณ์ของท่านในตอนนี้ แต่ข้า สวี่เหมี่ยว ไม่สนเรื่องพวกนั้นหรอก"
"ต่อให้ท่านจะกลายเป็นเพียงคนธรรมดา ข้าก็เต็มใจที่จะอยู่เคียงข้างท่าน ฉู่หวยอัน พาข้าไปด้วยเถอะนะ"
ดวงตาของสวี่เหมี่ยวเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา นางค่อยๆ เอื้อมมือออกไปปลดผ้าคลุมหน้าของฉู่หวยอันออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แสนคุ้นเคยของเขา