เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 มารเฒ่าศพหยิน

บทที่ 12 มารเฒ่าศพหยิน

บทที่ 12 มารเฒ่าศพหยิน


บทที่ 12 มารเฒ่าศพหยิน

นับตั้งแต่ฉู่หวยอันมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เขาก็แทบจะไม่ออกไปไหน ตลอดระยะเวลาสามปีเขาออกไปข้างนอกเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ศัตรูตามหาตัวพบ เขาถึงขั้นจงใจปลอมแปลงโฉมหน้าของตนเอง

ชายหนุ่มเดินทางผ่านป่าทึบอันมืดมิด ข้ามยอดเขาหลายลูก กว่าจะมาถึงเมืองที่ใกล้ที่สุด

ทว่าเมืองแห่งนี้กลับเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าที่จ้าวซื่อเจี๋ยและพรรคพวกจินตนาการเอาไว้มากนัก

ตลาดคลาคล่ำไปด้วยผู้คนขวักไขว่ นานๆ ครั้งยังเห็นผู้บำเพ็ญเพียรขี่สัตว์อสูรเดินผ่านไปตามท้องถนน

รูปแบบสถาปัตยกรรมล้วนเป็นแบบโบราณ คล้ายคลึงกับที่เคยเห็นในโทรทัศน์ไม่มีผิดเพี้ยน

สองฟากถนนมีข้าวของวางขายสารพัดสิ่ง แม้กระทั่งเสียงตะโกนเร่ขายทาสก็ยังมีให้ได้ยิน

ทั้งห้าคนรวมถึงจ้าวซื่อเจี๋ยต่างหันมองซ้ายทีขวาที ราวกับชาวบ้านป่าที่เพิ่งเคยเข้าเมือง ตื่นตาตื่นใจไปเสียทุกอย่าง

"นั่นมันหอนางโลมในตำนานหรือเปล่า?" จู่ๆ ฉินเจิ้นหัวก็ชี้ไปยังอาคารขนาดใหญ่ทางขวามือเบื้องหน้า บนระเบียงมีหญิงสาวสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นยืนเรียงราย คอยส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กับผู้คนเบื้องล่าง

"น่าจะใช่นะ" หลินเย่ตอบกลับด้วยความไม่แน่ใจนัก

"พวกเราเข้าไปดูกันหน่อยไหม?" ฉินเจิ้นหัวเอ่ยชักชวนด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย

หลินเย่และอีกสองคนรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาทันที แม้แต่เจียงเสี่ยวเสี่ยวเองก็ยังแอบอยากรู้

หญิงสาวเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าหอนางโลมในเกมนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

"แต่พวกเราไม่มีเงินเลยนะ จะเข้าไปได้อย่างไร?"

"ลองไปยืมพี่ชายเซียนดูดีไหม?" เย่หวูหยาเสนอ

"อย่าเลย พี่ชายเซียนดูเหมือนคนที่ละทิ้งทางโลกไปแล้ว หากเขารู้ว่าพวกเราไปเที่ยวหอนางโลม มีหวังได้ชักกระบี่ฟันพวกเราคอขาดแน่"

"ละทิ้งทางโลกอะไรกัน? ฉันว่าเขาก็แค่พวกโรคจิตเก็บกดนั่นแหละ ภายนอกทำเป็นนิ่งขรึมสงบเสงี่ยม แต่ลับหลังใครจะไปรู้ว่าร้ายกาจแค่ไหน"

ฉินเจิ้นหัวเบ้ปาก เขาเคยเห็นคนประเภทนี้มานักต่อนักแล้ว

"พวกเจ้าพึมพำอะไรกันอยู่?" ฉู่หวยอันหันขวับมาปรายตามองพวกเขาด้วยสายตาเรียบเฉย

คนพวกนี้คิดจริงๆ หรือว่าเขาจะไม่ได้ยิน?

"ปะ...เปล่าครับ ไม่มีอะไร" ทั้งกลุ่มรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน พร้อมกับฝืนยิ้มแหย

ฉู่หวยอันหยิบเศษเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้เจียงเสี่ยวเสี่ยวพร้อมกำชับว่า "เอาเงินนี่ไป พวกเจ้าแยกย้ายกันไปซื้อเสื้อผ้าสักสองสามชุด ข้าทำธุระเสร็จแล้วจะมาตามหา"

เจียงเสี่ยวเสี่ยวรับเศษเงินมาด้วยความมึนงง "ดะ...ได้ค่ะ"

ฉู่หวยอันไม่ได้จำกัดอิสรภาพของพวกเขา ชายหนุ่มเดินปลีกตัวไปยังถนนอีกสายเพียงลำพัง

บริเวณนั้นมีผู้คนบางตากว่ามาก ข้าวของที่ขายส่วนใหญ่เป็นพวกวัสดุก่อสร้างและสัตว์เลี้ยง

ทันทีที่ฉู่หวยอันคล้อยหลัง จ้าวซื่อเจี๋ยและพรรคพวกก็แตกฮือราวกับม้าป่าที่หลุดออกจากบังเหียน

เจียงเสี่ยวเสี่ยววิ่งตามพวกเขาไปจนเกือบจะชนเข้ากับรถม้าคันหนึ่งอย่างจัง

"นังเด็กบ้ามาจากไหนเนี่ย! รนหาที่ตายนักก็ไสหัวไปไกลๆ!" สารถีขับรถม้าเงื้อแส้ขึ้นในอากาศ ทำท่าราวกับจะฟาดลงมาที่เจียงเสี่ยวเสี่ยว

หญิงสาวตกใจกลัวจนต้องหลับตาปี๋

ทว่าในจังหวะนั้นเอง เธอกลับถูกดึงตัวหลบไปด้านข้าง พร้อมกับเสียงสบถด่าทอที่ดังขึ้น "เวรเอ๊ย! ขับรถเกือบจะชนคนแล้วยังจะมาทำกร่างอีกเหรอวะ? ลงมาเลย ฉันขอท้าดวลกับแก!"

"ไอ้ NPC เฮงซวย กล้าดีกระด้างกระเดื่องเหรอ? เชื่อไหมว่าฉันจะเอามีดแทงแกให้ตาย!"

เย่หวูหยาและฉินเจิ้นหัว คนหนึ่งถือกระบี่ อีกคนถือดาบ ยืนชี้หน้าด่าสารถีบนรถม้าด้วยท่าทางราวกับนักเลงหัวไม้

ในความคิดของพวกเขา ทุกคนในที่นี้ก็เป็นแค่ NPC จะมีอะไรให้ต้องกลัวกัน?

จ้าวซื่อเจี๋ยมีสติเยือกเย็นกว่าใครเพื่อน เขาเอ่ยขึ้นว่า "พวกเราบังเอิญไปเจอเนื้อเรื่องอะไรเข้าหรือเปล่า?"

"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน สงสัยพวกเราจะกระตุ้นอีเวนต์พิเศษอะไรสักอย่างเข้าแล้ว" หลินเย่ลูบคางพลางพยักหน้า

เมื่อได้ยินทั้งสองคนพูดดังนั้น ฉินเจิ้นหัวและเย่หวูหยาก็ได้สติขึ้นมาทันที ทั้งคู่วายรีบเก็บอาวุธแล้วกระซิบกระซาบว่า "นี่มันต้องเป็นอีเวนต์โชคหล่นทับแน่ๆ!"

"ฉันเล่นเกมมาเยอะนะ สถานการณ์แบบนี้ขอแค่กระตุ้นเควสต์ได้ ก็ต้องมีของรางวัลตอบแทนชัวร์"

"แล้วพวกเราจะเริ่มเควสต์ยังไงล่ะ?" เจียงเสี่ยวเสี่ยวเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

ฉินเจิ้นหัวพูดขึ้นอีกครั้ง "ตอนนี้มีสองทางเลือก ทางแรกคือพวกเราขอโทษคนขับรถม้า ส่วนทางที่สองคือฆ่าคนขับรถม้าทิ้งซะ"

"ขอโทษดีกว่า ฉันรู้สึกว่าการฆ่าคนขับรถม้ามันดูเสี่ยงเกินไปหน่อย" จ้าวซื่อเจี๋ยออกความเห็น

"งั้นเลือกข้อแรกก็แล้วกัน ลองดูว่าจะได้เควสต์อะไร"

หลังจากปรึกษาหารือกันเสร็จสรรพ พวกเขาก็ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน โค้งคำนับให้สารถีอย่างนอบน้อม แล้วพูดขึ้นพร้อมเพรียงกันว่า "พวกเราทราบแล้วว่าผิด โปรดอภัยให้พวกเราด้วยเถิด!"

สารถีที่เตรียมพร้อมจะลงมืออยู่รอมร่อ กลับคาดไม่ถึงว่าคนกลุ่มนี้จะเปลี่ยนท่าทีเย่อหยิ่งจองหองมาเป็นการกล่าวขอโทษอย่างจริงใจเช่นนี้

"ไสหัวไปให้พ้น คราวหน้าคราวหลังถ้ายังเดินไม่ดูตาม้าตาเรืออีก ก็ระวังชีวิตไร้ค่าของพวกแกเอาไว้ให้ดี!"

พูดจบ สารถีก็ตวัดแส้ฟาดลงบนหลังม้า

จ้าวซื่อเจี๋ยและพรรคพวกรีบถอยหลบไปด้านข้าง ยืนรอคอยด้วยความตื่นเต้น

"ไม่ถูกสิ ทำไมไม่มีแจ้งเตือนเควสต์เลยล่ะ หรือว่าพวกเราจะเลือกผิด?" เมื่อเห็นรถม้ากำลังจะจากไป เย่หวูหยาก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยความร้อนรน

"บัดซบเอ๊ย ตัวเลือกอีกข้อต่างหากที่ถูกต้อง! พี่น้อง หยิบอาวุธแล้วลุยเลย!" ฉินเจิ้นหัวชักดาบเล่มใหญ่ออกมาแล้วพุ่งทะยานเข้าหารถม้าเป็นคนแรก

จ้าวซื่อเจี๋ยและอีกสี่คนที่เหลือต่างชักอาวุธแล้วพุ่งตามไปติดๆ

คราวนี้ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา พวกเขาต่างแกว่งดาบและกระบี่เข้าใส่สารถีอย่างไม่ยั้งมือ

การกระทำดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนในบริเวณนั้นโดยพลัน

กล้าลงมือฆ่าฟันกันกลางเมือง มีความแค้นลึกล้ำอันใดกันแน่?! ไม่กลัวถูกทหารยามจับกุมตัวเลยหรือไร?

สารถีเองก็สับสนกับพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้เช่นกัน จนถึงขั้นพลาดท่าถูกฟันเข้าที่แขน เลือดสาดกระเซ็น

เมื่อนั้นเขาจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า คนพวกนี้กะจะเอาชีวิตเขาจริงๆ!

เขาเลิกลังเลในทันที ปลดปล่อยพลังบำเพ็ญเพียรระดับหล่อหลอมกายาขั้นต้นออกมา แล้วพุ่งเข้าต่อสู้พัวพันกับคนทั้งสี่

เจียงเสี่ยวเสี่ยวหลบอยู่ด้านข้าง เธอแอบเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเงียบๆ ก่อนจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งถูกมัดและนอนสลบไสลอยู่ภายในรถม้า

"ลักพาตัวงั้นเหรอ?" ใบหน้าของเจียงเสี่ยวเสี่ยวฉายแววตกตะลึงในตอนแรก ก่อนจะตระหนักได้ว่า นี่แหละคือเบาะแสสำคัญของเควสต์!

"ทำอะไรน่ะ?! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

เมื่อเห็นเจียงเสี่ยวเสี่ยวปีนขึ้นไปบนรถม้า สีหน้าของสารถีก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาตวัดแส้ฟาดผลักดันจ้าวซื่อเจี๋ยและพวกทั้งสี่คนออกไป ก่อนจะรีบพุ่งตัวกลับมาที่รถม้า

แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เจียงเสี่ยวเสี่ยวได้แก้มัดเชือกให้หญิงสาวคนนั้นเสร็จสรรพ

"แกรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรลงไป?!" สารถีเบิกตากว้างด้วยความเกรี้ยวกราด ดวงตาดุดันจ้องเขม็งไปที่เจียงเสี่ยวเสี่ยว

"ฉันก็กำลังช่วยคนน่ะสิ!" เจียงเสี่ยวเสี่ยวเถียงกลับอย่างไม่เกรงกลัว

ทว่าทันทีที่เธอพูดจบ กลิ่นอายเย็นยะเยือกก็แผ่ซ่านไปทั่วรถม้า

เจียงเสี่ยวเสี่ยวสั่นสะท้าน เธอหันหลังกลับไปมองตามสัญชาตญาณ

วินาทีต่อมา เธอก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีเทาอมขาวคู่หนึ่ง

รูม่านตาของเจียงเสี่ยวเสี่ยวค่อยๆ ขยายกว้าง ริมฝีปากอ้าเผยอขึ้นเล็กน้อย

กร็อบ—

ศีรษะของเธอถูกบิดหมุนไปด้านหลัง โลหิตค่อยๆ ไหลซึมออกจากทวารทั้งเจ็ด

"แย่แล้ว!" สารถีร้องตะโกนในใจเมื่อตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาตัดสินใจถอยฉากออกมาอย่างเด็ดขาด แล้วตะโกนบอกฝูงชนด้วยความร้อนรน "หนีเร็วเข้า! นั่นมันมารเฒ่าศพหยิน!"

กลุ่มคนที่เดิมทีกำลังมุงดูเหตุการณ์ชุลมุน เมื่อได้ยินชื่อนี้ต่างก็ตื่นตระหนกตกใจสุดขีด พากันวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง

ในเวลาเดียวกันนั้น กองทหารยามรักษาการณ์ก็รีบรุดฝ่าฝูงชนเข้ามา ล้อมรอบตัวคนทั้งกลุ่มเอาไว้

"เกิดอะไรขึ้น?" หัวหน้าทหารยามกุมดาบยาวที่เอว สีหน้าเคร่งเครียดขณะจ้องมองสารถีเบื้องหน้า

"มารเฒ่าศพหยินยืมร่างคืนชีพแล้ว! รีบไปแจ้งสำนักเมฆาร่วงหล่นเดี๋ยวนี้!" สารถีล้วงเอาป้ายคำสั่งที่เอวออกมาแล้วยัดใส่มือของชายหนุ่ม

"มารเฒ่าศพหยินจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!" ใบหน้าของหัวหน้าทหารยามเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง เขาเผลอเอ่ยถามต่อไปตามสัญชาตญาณ

"รีบไปเร็วเข้า!"

เส้นเลือดบนขมับของสารถีปูดโปน เขาผลักชายคนนั้นออกไปอย่างแรง

ทันใดนั้น รถม้าก็ระเบิดออก ร่างสีขาวสายหนึ่งลอยตัวขึ้นกลางอากาศ กลิ่นอายเยือกเย็นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ก่อนจะแปรสภาพเป็นสายหมอกสีขาวปกคลุมร่างของหญิงสาวในชั่วพริบตา

ทหารยามรักษาการณ์กว่ายี่สิบนายถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะหันตัวหนี แรงดึงดูดที่มองไม่เห็นก็พุ่งเข้าตรึงร่างของพวกเขาทั้งหมดเอาไว้อย่างแน่นหนา ทำให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้

ช่างแตกต่างจากปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง จ้าวซื่อเจี๋ยและพรรคพวกอีกสี่คนกำลังหลบอยู่ใต้ชายคา ยืนดูความวุ่นวายด้วยความสนุกสนานราวกับเป็นเพียงผู้ชม

จบบทที่ บทที่ 12 มารเฒ่าศพหยิน

คัดลอกลิงก์แล้ว