เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 โคตรสุด!

บทที่ 9 โคตรสุด!

บทที่ 9 โคตรสุด!


บทที่ 9 โคตรสุด!

"เร็วเข้า จับมันไว้! อย่าให้มันหนีไปได้นะ!"

หลินเย่สปริงตัวลุกขึ้นจากพื้น คว้าคอไก่เฟิ่งเหว่ยเอาไว้แน่น ก่อนจะล้มกลิ้งเข้าไปในพงหญ้าใกล้ๆ

ด้วยความตื่นตระหนก ไก่เฟิ่งเหว่ยกระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง ฟาดเข้าใส่ร่างของหลินเย่อย่างไม่หยุดหย่อน

ขนนกที่คมกริบราวกับใบมีด กรีดแทงร่างของหลินเย่จนเลือดอาบในพริบตา

"เร็วเข้า แทงมันให้ตายสิ!" หลินเย่แผดเสียงร้องลั่น สองมือสองเท้าของเขากดทับร่างของไก่เฟิ่งเหว่ยเอาไว้แน่นหนา

จ้าวซื่อเจี๋ยเคลื่อนไหวอย่างว่องไว เขาง้างหอกยาวขึ้นสุดแขนแล้วแทงทะลุร่างไก่เฟิ่งเหว่ยอย่างแรง

ฉึก! เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ

การกระทำนี้ยิ่งเป็นการจุดชนวนสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของไก่เฟิ่งเหว่ย มันดิ้นหลุดจากการจับกุมของหลินเย่อย่างกะทันหัน ปีกของมันแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงสีเงิน พุ่งเฉือนเข้าหาจ้าวซื่อเจี๋ย

ฉัวะ!

ในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย จ้าวซื่อเจี๋ยเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที แต่ก็ยังโดนคมปีกเฉี่ยวไปอยู่ดี เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกจากหน้าอกของเขา

"ฟันหัวมันเลย!"

วินาทีนี้ หลินเย่ดูเหมือนจะลืมความเจ็บปวดจากบาดแผลของตัวเองไปจนหมดสิ้น เขาคว้าดาบยาวที่ตกอยู่บนพื้นแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่

ทว่ามีคนหนึ่งที่ไวกว่าเขา ฉินเจิ้นหัวที่คอยหาจังหวะอยู่ตลอดเวลา ส่งเสียงร้องประหลาดๆ ออกมาจากลำคอ สองมือกำด้ามดาบไว้แน่น เล็งเป้าไปที่คอของไก่เฟิ่งเหว่ยแล้วฟันฉับลงมา

ฉัวะ!

หัวไก่กระเด็นลอยละล่องขึ้นไปในอากาศ เลือดพุ่งกระฉูดออกจากคอที่ขาดสะบั้นราวกับน้ำพุ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนร่างของพวกเขาทั้งสามคน

ไก่เฟิ่งเหว่ยยังไม่ตายสนิทในทันที มันโซเซไปมาสองสามก้าว ก่อนจะล้มตึงลงกับพื้นดังตุบ

"รีบหนีออกจากที่นี่เร็ว"

จ้าวซื่อเจี๋ยเอามือกุมหน้าอกพลางเดินโซเซกลับเข้าไปในป่า

เย่หวูหยาและฉินเจิ้นหัวช่วยกันหิ้วปีกหลินเย่ที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วรีบมุดหายเข้าไปในพุ่มไม้ทึบ

ทั้งสี่คนนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น หอบหายใจฮักๆ

"ก... เกมนี้มัน... มันสุดยอดเกินไปแล้ว"

"เมื่อกี้ฉันนึกว่าตัวเองอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงซะอีก"

เย่หวูหยาพูดขึ้นพลางยกแขนขึ้นมาปาดเลือดที่ติดอยู่บนตัวของหลินเย่ แล้วยกขึ้นดม

"กลิ่นคาวเลือดยังเหมือนของจริงเป๊ะๆ เลย"

ฉินเจิ้นหัวยกมือตัวเองขึ้นมาด้วยความสั่นเทา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด พลางพึมพำกับตัวเอง "เมื่อกี้ฉัน... เพิ่งจะฆ่าสัตว์อสูรไปเหรอเนี่ย!"

"การต่อสู้อาบเลือดแบบนี้แหละ ความโรแมนติกของลูกผู้ชาย โคตรจะเร้าใจเลยว่ะ!"

"แกไม่ได้เจ็บตัวนี่ ก็แหงล่ะสิว่ามันต้องเร้าใจ แม่งเอ๊ย เจ็บชะมัดเลยโว้ย!"

จ้าวซื่อเจี๋ยกลอกตาบน ล้วงเอายาสมานแผลสองเม็ดออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้หลินเย่ที่นอนร่อแร่ใกล้ตาย

ทั้งสองคนกลืนยาย้ามเลือดลงคอไป และเพียงไม่นาน บาดแผลของพวกเขาก็ค่อยๆ สมานตัวเข้าหากัน เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นจางๆ เท่านั้น

"ยาพวกนี้มันสุดยอดจริงๆ บาดแผลสาหัสขนาดนี้ยังรักษาหายได้ในพริบตา" จ้าวซื่อเจี๋ยลูบรอยแผลเป็นบนหน้าอกพลางถอนหายใจด้วยความทึ่ง

"แถมยังราคาไม่แพงด้วย ใช้แต้มผลงานแลกมาแค่นิดเดียวเอง" หลินเย่ยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางขยับแขนไปมาสองสามที

"อ้อ ว่าแต่ ฆ่าไก่เฟิ่งเหว่ยตัวนึงได้ค่าประสบการณ์เท่าไหร่อะ?"

"10 แต้มว่ะ" ฉินเจิ้นหัวตอบตามตรง

"เชี่ย โคตรเยอะเลย?" ทั้งสามคนเบิกตากว้าง ก่อนที่ดวงตาของแต่ละคนจะค่อยๆ เปล่งประกายวาววับ

"งั้นถ้าฉันฆ่าไก่เฟิ่งเหว่ยแค่ 5 ตัว ฉันก็เลื่อนขั้นเป็นระดับหลอมกายาได้แล้วดิ?"

จ้าวซื่อเจี๋ยที่มีสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด คว้าหอกยาวที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมา แล้วหันไปพูดกับเพื่อนๆ ทั้งสามคน "ไปลุยกันต่อเถอะ!"

"แม่งเอ๊ย วันนี้พวกเราต้องทะลวงขึ้นสู่ระดับหลอมกายาให้ได้!"

...

ภายในกระท่อมฟาง ฉู่ฮ่วยอันจ้องมองภาพฉายบนหน้าจอแสง พลางส่ายหัวเบาๆ

สไตล์การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ทำเอาเขารู้สึกอับอายแทนอยู่บ้าง

เขาเหลือบมองคัมภีร์วิชาบ่มเพาะทั้งห้าเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะ ฉู่ฮ่วยอันหยิบหินวิญญาณกองหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ จัดตั้งค่ายกลรวบรวมปราณขนาดเล็กให้ตัวเอง แล้วเริ่มทำการบ่มเพาะ

หินวิญญาณที่เขามีอยู่ในตอนนี้เพียงพอที่จะช่วยให้เขาทะลวงขึ้นสู่ระดับรวบรวมลมปราณได้อย่างแน่นอน เมื่อรวมเข้ากับยาเม็ดระดับหลอมกายาที่ระบบมอบให้เป็นของขวัญ เพียงแค่ตริบตาเดียว ระดับพลังของเขาก็ทะลวงผ่านระดับหลอมกายาขั้นที่หนึ่ง ขึ้นสู่ระดับหลอมกายาขั้นที่สองได้อย่างง่ายดาย

หากเขาไม่ตั้งใจกดพลังเอาไว้ การจะทะลวงขึ้นสู่ขั้นที่ห้าภายในวันเดียวก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉู่ฮ่วยอันมักจะนึกทบทวนถึงการต่อสู้ครั้งนั้นอยู่เสมอ คู่ต่อสู้มีระดับพลังพอๆ กับเขา แต่หลังจากประมือกันได้เพียงสิบกว่ากระบวนท่า เขากลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

เหตุผลก็คือสภาพร่างกายของเขายังไม่แข็งแกร่งพอ ดังนั้น ฉู่ฮ่วยอันจึงตั้งใจว่าจะเคี่ยวกรำร่างกายในระดับหลอมกายาให้ถึงขีดสุด

นอกจากนี้ เขายังต้องการวัตถุดิบเสริมบางอย่างเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย เช่น หยดเลือดแก่นแท้ของสัตว์อสูร ซึ่งถ้าจะได้ผลดีที่สุดก็ต้องเป็นสัตว์อสูรที่มีสายเลือดทรงพลัง

ในร้านค้าของระบบก็มีไอเท็มพวกนี้ขายอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้เลเวลของสำนักยังไม่สูงพอ เขาจึงยังไม่มีสิทธิ์ในการสั่งซื้อ

สรุปก็คือ หากฉู่ฮ่วยอันต้องการจะพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองในระยะเวลาอันสั้น เขาต้องดึงดูดผู้เล่นเข้ามาให้มากกว่านี้ และเร่งอัปเลเวลของสำนักให้เร็วที่สุด

ตกเย็น ฉู่ฮ่วยอันก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูที่ดังรัวๆ

"พี่ชายเซียน แย่แล้ว ฝูงสัตว์อสูรกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเรา!"

เมื่อได้ยินดังนั้น นัยน์ตาของฉู่ฮ่วยอันก็หรี่ลงเล็กน้อย เขาคว้ากระบี่บินที่วางอยู่ข้างๆ แล้วพุ่งทะยานออกจากห้องไปทันที

"พี่ชายเซียน รีบไปช่วยพวกจ้าวซื่อเจี๋ยเร็วเข้า" เจียงเสี่ยวเสี่ยวชี้มือที่สั่นเทาไปยังป่าทึบที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

ห่างจากลานบ้านไปไม่ถึงสองร้อยเมตร จ้าวซื่อเจี๋ยและเพื่อนอีกสามคนที่มีสภาพเลือดอาบเต็มตัว กำลังวิ่งหนีตายหน้าตั้งตรงมาทางนี้พลางแหกปากร้องลั่น "พี่ชายเซียน ช่วยด้วย!"

ด้านหลังของพวกเขามีสัตว์อสูรกว่าสิบตัวกำลังวิ่งไล่กวดมาติดๆ

ฉู่ฮ่วยอันกวาดสายตาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว สัตว์อสูรส่วนใหญ่ในฝูงนี้อยู่ในระดับหลอมกายาขั้นต้น มีเพียงวานรแขนเหล็กตัวเดียวเท่านั้นที่อยู่ในระดับหลอมกายาขั้นกลาง

ตอนแรกเขาตั้งใจจะเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันสำนัก แต่พอคิดดูอีกที นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ซ้อมมือกับฝูงสัตว์อสูรพวกนี้

ชิ้ง!

กระบี่บินถูกชักออกจากฝัก

ฉู่ฮ่วยอันกระโจนขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่บนกระบี่บิน ขวางหน้าพวกมันอยู่บริเวณหน้าลานบ้านเพียงลำพัง

"พี่ชายเซียน ช่วยด้วย!"

ทั้งสี่คนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปหลบในลานบ้าน ยืนโค้งตัวหอบหายใจฮักๆ สายตาจดจ่ออยู่ที่แผ่นหลังของฉู่ฮ่วยอันอย่างไม่กะพริบ

"สัตว์อสูรตั้งเยอะแยะ พี่ชายเซียนจะรับมือไหวไหมเนี่ย?" เจียงเสี่ยวเสี่ยวมีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

"น่าจะไหวมั้ง? ยังไงเขาก็เป็น NPC ประจำหมู่บ้านมือใหม่นี่นา คงต้องมีฝีมืออยู่บ้างแหละมั้ง?" หลินเย่ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

"พวกเราออกไปช่วยเขาดีไหม?" เย่หวูหยาที่กำลังกุมแขนหักของตัวเองเอ่ยเสนอขึ้น

แต่ไม่ทันขาดคำ เขาก็เห็นร่างของฉู่ฮ่วยอันพุ่งทะยานเข้าปะทะกับฝูงสัตว์อสูรที่กำลังพุ่งเข้ามาหา ภายใต้แสงสุดท้ายของดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า ร่างของเขาพลิ้วไหวรวดเร็วจนมองเห็นเป็นเพียงเงาลางๆ เท่านั้น

ก่อนที่ทั้งสี่คนจะทันได้ตั้งตัว ซากศพของสัตว์อสูรก็ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นจมกองเลือดตัวแล้วตัวเล่า

สำหรับวานรแขนเหล็กตัวสุดท้ายที่เหลือรอด ฉู่ฮ่วยอันตัดสินใจเก็บกระบี่บิน แล้วพุ่งเข้าต่อสู้ในระยะประชิดด้วยพละกำลังล้วนๆ

ปึก! ปึก!

เสียงกำปั้นกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว การปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูร ทำเอาผู้ชมทั้งสี่คนถึงกับกลั้นหายใจลุ้นระทึก

หลังจากประมือกันได้หลายสิบกระบวนท่า ฉู่ฮ่วยอันก็ไม่ออมมืออีกต่อไป เขาซัดหมัดเสยเข้าที่ปลายคางของวานรแขนเหล็กจนมันหงายเงิบ ก่อนจะกระโดดลอยตัวขึ้นสูง ตวัดขาเตะฟาดลงมาอย่างสุดแรงเกิด

ตู้ม!

ฝุ่นควันตลบอบอวล พื้นดินแตกเป็นรอยร้าว

แค่นั้นยังไม่พอ ฉู่ฮ่วยอันทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศ ใช้เข่าทั้งสองข้างดุจค้อนเหล็กทรงพลัง กระแทกเข้าที่หน้าอกของวานรแขนเหล็กอย่างจัง

ปัง! ปิดท้ายด้วยหมัดสั่งตาย หัวของวานรแขนเหล็กระเบิดดังโพละ มันสมองสีขาวปนเลือดสีแดงสาดกระเซ็นไปทั่วทิศทาง

ราวกับคาดเดาผลลัพธ์นี้ไว้ล่วงหน้า ร่างของฉู่ฮ่วยอันก็ดีดตัวถอยหลังกลับมา ทะยานลงจอดภายในลานบ้านอย่างนุ่มนวล

"อึก..."

เมื่อมองดูซากศพที่แหลกเหลวเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ทั้งห้าคนก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก

ฉากการต่อสู้เมื่อครู่นี้มันชวนให้ตื่นตาตื่นใจเกินไปแล้ว ท่วงท่าอันสง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยความรุนแรงและป่าเถื่อนถูกสลักลึกลงไปในความทรงจำของพวกเขาทุกคน

แม้จะรู้เต็มอกว่านี่คือเกม แต่ความสมจริงของมันก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวอยู่ดี

โดยเฉพาะเจียงเสี่ยวเสี่ยวที่เอาแต่กรีดร้องและยกมือขึ้นปิดตาด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะมองดูด้วยซ้ำ

"พวกนายจัดการกับซากศพข้างนอกนั่นเอาเองก็แล้วกัน เนื้อของสัตว์อสูรระดับหลอมกายาจะช่วยให้พวกนายบ่มเพาะพลังได้เร็วขึ้น เอาไปทำบาร์บีคิวหรืออะไรก็ว่าไป"

ฉู่ฮ่วยอันเอามือไพล่หลังเดินตรงไปที่บ้าน ก่อนจะถึงประตู เขาก็ไม่ลืมที่จะหันกลับมาสั่งทิ้งท้าย "ในตู้กับข้าวมีเครื่องปรุงอยู่นะ อย่าลืมใส่พริกกับยี่หร่าเยอะๆ หน่อยล่ะ"

แอ๊ด... ปัง! เสียงประตูไม้ปิดสนิท

จบบทที่ บทที่ 9 โคตรสุด!

คัดลอกลิงก์แล้ว