- หน้าแรก
- การใช้ชีวิตในสำนัก ฉันกลายเป็นอมตะด้วยการคัดลอกบันทึก
- บทที่ 1 มีระบบแต่กลับใช้การไม่ได้
บทที่ 1 มีระบบแต่กลับใช้การไม่ได้
บทที่ 1 มีระบบแต่กลับใช้การไม่ได้
บทที่ 1 มีระบบแต่กลับใช้การไม่ได้
ดวงตะวันสาดแสงแรงกล้า ถนนหินเขียวในย่านการค้าซุ่นเหอ ณ เชิงเขาสำนักเหอซวี่ร้อนระอุจนแทบลุกเป็นไฟ
ถึงกระนั้น ทั่วทุกหัวระแหงของย่านการค้าซุ่นเหอยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเบียดเสียดไหล่ชนไหล่
นั่นเป็นเพราะอีกสามวันข้างหน้าจะถึงกำหนดการพิธีรับศิษย์ประจำปีของสำนักเหอซวี่ ผู้คนเหล่านี้จึงล้วนต้องการมาเสี่ยงโชคดูสักครา
หากแม้นวาสนาหนุนนำ พวกเขาอาจได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งอมตะก็เป็นได้
และในทุกปีช่วงเวลานี้ ย่านการค้าซุ่นเหอจะครึกครื้นราวกับเทศกาลปีใหม่ หรืออาจจะคึกคักยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ
ภายในโรงเตี๊ยมจี๋เสียง ไป๋เฉินผู้มีใบหน้าซูบตอบและสวมชุดสั้นเรียบง่าย กวาดสายตามองไปรอบโรงเตี๊ยม
เขารีบจับจ้องไปยังโต๊ะที่มีชายหนุ่มสามคนแต่งกายคล้ายคลึงกับตนเอง
เขาซื้อเหล้าชามหนึ่งจากเสี่ยวเอ้อแล้วถือเดินตรงไปยังชายหนุ่มทั้งสาม ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบคอเจ้าหนุ่มอ้วนเตี้ยที่นั่งทางซ้ายมือ พร้อมกับชูชามเหล้าขึ้นสูง
"พี่น้องทั้งหลาย นับเป็นวาสนาที่ได้พบกัน ณ ย่านการค้าซุ่นเหอแห่งนี้ วันนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือเอง ดื่มให้หมดชาม!"
กล่าวจบ เขาก็หาได้สนใจเจ้าหนุ่มอ้วนที่แสดงสีหน้าไม่พอใจจากการถูกโอบคอกระทันหันไม่ เขาเอาชามเหล้าชนกับอีกฝ่ายแรงๆ แล้วกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวจนหมดสิ้น
"เฮ้ย เจ้าเป็นใครกัน?!"
เจ้าหนุ่มอ้วนขมวดคิ้วย่นพลางยักไหล่ พยายามจะสะบัดไป๋เฉินให้พ้นตัว
ทว่าเขากลับสะบัดไม่หลุด
ขณะที่เขากำลังจะตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห ก็เห็นอีกฝ่ายโยนเงินหนึ่งตำลึงออกมาพร้อมกับตะโกนเรียกเสี่ยวเอ้อเสียงดัง
"เสี่ยวเอ้อ เอาเหล้ามาเพิ่มอีก! เอาอย่างดีที่สุดนะ!"
เมื่อได้ยินถึงความใจป้ำของไป๋เฉิน เจ้าหนุ่มอ้วนที่กึ่งลุกกึ่งนั่งอยู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงตามเดิม
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอวบอัด เขาชูชามเหล้าขึ้นมาชนกับไป๋เฉินทันที
"พี่ชาย ท่านช่างใจกว้างนัก! หากภายหน้าพวกเราได้เข้าสำนักไปพร้อมกัน ย่อมถือเป็นพี่น้องร่วมสำนัก!"
ในเมื่อมีคนอาสาจ่ายให้ เหตุใดต้องเกรงใจเล่า? ดื่มสิ!
"มาๆ ดื่ม!"
ไป๋เฉินดื่มพลางกอดคอเจ้าหนุ่มอ้วนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถือชามเหล้าขยับไปหาชายหนุ่มอีกคน
หลังจากนั่งลง เขาก็เอื้อมแขนไปพาดบ่าชายหนุ่มผู้นั้นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมถามด้วยความกระตือรือร้น "ดูจากสำเนียงและเครื่องแต่งกาย พวกท่านคงมาจากอาณาจักรโอนซูใช่หรือไม่? ข้าก็เช่นกัน! ข้ามาจากตำบลไอโข่ว แล้วพวกท่านล่ะ?"
เจ้าหนุ่มอ้วนที่ถูกกอดคอไปก่อนหน้าตอบกลับมาว่า "พวกเราล้วนมาจากเมืองชิงสือ"
"โอ้ มิน่าเล่า" ไป๋เฉินพยักหน้าซ้ำๆ พร้อมรอยยิ้ม
"เมืองชิงสืออยู่ไม่ไกลจากตำบลไอโข่วของข้านัก มิน่าล่ะพอได้ยินสำเนียงพวกท่าน ข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ที่แท้พวกเราก็เป็นคนบ้านเดียวกันนี่เอง!"
ไป๋เฉินตะโกนเรียกเสี่ยวเอ้อ "เสี่ยวเอ้อ เอาเหล้ามาอีก! แล้วก็หั่นเนื้อวัวคลุกเครื่องเทศมาให้ข้าสักสองจินด้วย!"
"ได้เลยขอรับ!" เสี่ยวเอ้อขานรับอย่างว่องไว พลางกึ่งวิ่งกึ่งเดินนำไหเหล้าและเนื้อวัวมาเสิร์ฟ
เมื่อเห็นว่าไป๋เฉินสั่งเนื้อมาเพิ่ม ชายหนุ่มเหล่านั้นต่างสบตากันและเริ่มแสดงท่าทีเป็นมิตรมากขึ้นกว่าเดิม
พวกเขาร่ำสุราและเรียกขานกันเป็นพี่น้องอยู่นานโข จนกระทั่งไป๋เฉินโบกมือบอกว่าตนคออ่อนเริ่มจะเมามายเสียแล้ว เขาจึงจ่ายเงินค่าอาหารและเดินโซเซจากไป
หลังจากเดินลับตาไปไกลแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าหนุ่มอ้วนก็จางหายไป เขาเบะปากพลางบ่น
"ยังไม่รู้เลยว่าจะเข้าสำนักได้หรือไม่ กลับยอมเสียเงินเสียทองเลี้ยงข้าวผู้อื่น ช่างเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนอื่นๆ ก็หัวเราะร่าและเสริมขึ้นว่า "หากไม่ใช่เพราะเจ้าโง่นี่ พวกเราคงไม่ได้กินดีอยู่ดีเช่นนี้ มาๆ เนื้อนี่ยังเหลืออีกตั้งเยอะ กินกันต่อเถอะ!"
พวกเขาหัวเราะเสียงดังและลงมือจัดการอาหารเลิศรสตรงหน้าต่อ
ในขณะเดียวกัน ไป๋เฉินที่พวกเขาตราหน้าว่าเป็นคนโง่ กลับพึมพำด่าในใจหลังจากออกจากโรงเตี๊ยม "พวกสวะทั้งนั้น"
เขาขยี้ผมตนเองด้วยความหงุดหงิดพลางถอนหายใจมองฟ้า
"ให้ตายเถอะ ช่างเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับ ข้าเสียเงินไปตั้งสองตำลึง แต่กลับไม่ได้คุณลักษณะระดับสีเขียวหรือสูงกว่านั้นมาเลยแม้แต่อย่างเดียว!"
ตลอดเดือนที่ผ่านมา ต้องคอยหาทองในกองขยะเช่นนี้ทุกวัน ข้าเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
ไป๋เฉินถอนหายใจยาวพลางเปิดแผงข้อมูลคุณสมบัติส่วนตัวของระบบขึ้นมา
โฮสต์: ไป๋เฉิน
อายุ: 16 ปี
ระดับพลังบำเพ็ญ: ไม่มี
รากปราณ: ทอง, ไม้, น้ำ, ไฟ, ดิน
คุณลักษณะพรสวรรค์: ร่างกายแข็งแรง (สีขาว), ปลอดโรคภัย (สีเขียว)
"ด้วยสภาพเช่นนี้ ต่อให้ข้าจะเข้าสำนักเหอซวี่ไปได้ มันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี"
ข้อความแจ้งเตือนเด่นชัดว่ามีรากปราณห้าธาตุ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะขยี้ผมตนเองอีกครั้ง
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ไป๋เฉินยังเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนในศตวรรษที่ 21 ใครจะไปรู้ว่าหลังจากหลับไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาจะตื่นขึ้นมาในโลกใบนี้
นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่มีชื่อว่า มหาทวีปเสวียนชาง
ทวีปนี้แบ่งออกเป็นหกมณฑลใหญ่ และเขาอยู่ในมณฑลชางหมางซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
เจ้าของร่างเดิมที่เขาเข้ามาสิงสู่อยู่นั้นมีชื่อเดียวกับเขา แต่ชะตากรรมกลับไม่สู้ดีนัก
แม้ครอบครัวจะมีฐานะอยู่บ้าง แต่บิดามารดาของเขากลับเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน ทรัพย์สินที่มีจึงถูกพวกญาติๆ รุมฉวยโอกาสยึดไปโดยอ้างเหตุผลสารพัด
เมื่อเขามาถึงร่างนี้ ก็เหลือเพียงบ้านหลังใหญ่และที่ดินเพียงไม่กี่แปลงเท่านั้นที่เป็นชื่อของเขา ส่วนอย่างอื่นถูกแบ่งเค้กกันไปหมดสิ้นแล้ว
ยังดีที่พรสวรรค์ทางกายภาพของร่างนี้ไม่เลวนัก ทั้งยังมีคุณลักษณะสีเขียวคือปลอดภัยจากโรคภัย มิเช่นนั้นเจ้าของร่างเดิมคงสิ้นใจไปก่อนที่เขาจะมาถึงนานแล้ว
หากเขาไม่มีระบบ และเจ้าของร่างเดิมถูกพวกญาติรังแกเช่นนี้ ไป๋เฉินย่อมต้องลุกขึ้นสู้กับพวกญาติเหล่านั้นเพื่อทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของตนเองอย่างแน่นอน!
ทว่าเขามีระบบ และมันคือระบบคัดลอกคุณลักษณะ
ในทุกๆ เดือน เขาจะมีโอกาสหนึ่งครั้งในการเลือกคุณลักษณะจากบุคคลคนหนึ่งเพื่อคัดลอกมาเป็นของตนเอง
เช่นนั้นแล้ว เขาจะไปมัวเสียเวลากับพวกสามัญชนเหล่านั้นทำไมกัน?
เมื่อใดที่เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งอมตะ คนเหล่านั้นย่อมเปรียบเสมือนมดปลวกในสายตาเขา
ประจวบเหมาะกับวันที่สำนักเหอซวี่จะเปิดประตูรับศิษย์ประจำปีใกล้เข้ามาถึง
การคัดลอกคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์เพื่อเข้าสำนักให้ได้สำเร็จจึงเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก
ไป๋เฉินตัดสินใจขายบ้านและที่ดิน นำเงินติดตัวมายังย่านการค้าซุ่นเหอที่เชิงเขาสำนักเหอซวี่เพื่อเฟ้นหาเป้าหมาย
เนื่องจากเขามีโอกาสเพียงครั้งเดียวต่อเดือน เขาจึงต้องมองหาคุณลักษณะที่เหมาะสมที่สุดในการคัดลอก
หากเป็นไปได้ เขาอยากได้พรสวรรค์จำพวกการหลอมอาวุธ การปรุงยา หรือการสร้างยันต์ ที่จะช่วยให้เขาหาหินปราณได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาตนเองในอนาคต
นอกเหนือจากระยะเวลารอคอยหนึ่งเดือนแล้ว การคัดลอกคุณลักษณะยังมีข้อเสียอีกประการหนึ่ง
นั่นคือเขาไม่สามารถมองเห็นคุณลักษณะของผู้อื่นได้ในทันที แต่จำเป็นต้องมีการสัมผัสทางกายเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของอีกฝ่าย
และการคัดลอกยังต้องการการสัมผัสต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งนาทีเต็ม
แล้วผู้ใดจะยอมให้เขาโอบกอดหรือแตะเนื้อต้องตัวอยู่นานถึงนาทีโดยไม่เดินหนีไปเสียก่อนเล่า?
เพื่อที่จะเข้าใกล้ผู้คนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศเพื่อร่วมพิธีรับศิษย์โดยไม่ให้เกิดความสงสัย ไป๋เฉินจึงต้องยอมควักกระเป๋าเข้าไปทักทาย ชวนกินดื่มเพื่อสร้างสายสัมพันธ์
คนที่กินอาหารของผู้อื่นย่อมเกรงใจเกินกว่าจะแสดงท่าทีรังเกียจ หลังจากคนเหล่านั้นได้กินอาหารมื้อใหญ่ที่เขาเลี้ยง พวกเขาย่อมไม่อาจปฏิเสธเมื่อเขาเอื้อมมือไปโอบไหล่ จริงหรือไม่?
ในเวลาหนึ่งเดือน เขาใช้เงินที่มีเกือบทั้งหมดไปกับการเลี้ยงไข้ผู้คน และเพิ่งจะหาคนที่พอจะมีคุณลักษณะสีเขียวเจอเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ในบรรดาคนที่มีคุณลักษณะสีเขียวเหล่านี้ มีเพียงคนเดียวที่มีรากปราณสามธาตุ
ส่วนคนอื่นๆ แม้แต่รากปราณก็ยังไม่มี
และคุณลักษณะระดับสีเขียวเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นคุณลักษณะทางกายภาพทั้งสิ้น เช่น ร่างกายแข็งแกร่ง พละกำลังมหาศาล หรือผิวหนังหนาทนทาน
ซึ่งห่างไกลจากความสามารถในการหลอมอาวุธ ปรุงยา หรือสร้างยันต์ที่เขาต้องการอย่างยิ่ง
อีกสามวันก็จะถึงพิธีรับศิษย์ของสำนักเหอซวี่แล้ว ตอนนี้เขาเป็นเพียงผู้มีรากปราณห้าธาตุระดับต่ำที่สำนักเซียนทั้งหลายไม่ค่อยจะเหลียวแล
หากเขาไม่มีคุณลักษณะที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรให้ยึดเหนี่ยว ต่อให้เข้าสำนักเหอซวี่ไปได้ เขาก็คงเป็นได้เพียงศิษย์รับใช้แรงงาน และคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ผู้สมัครที่มีคุณลักษณะระดับสูงได้เลย
"หากมันไม่ได้จริงๆ ข้าคงต้องจำใจคัดลอกคุณลักษณะอะไรก็ได้มาแก้ขัดไปก่อน"
ไป๋เฉินขมวดคิ้วมุ่นพลางลอบถอนหายใจลึก
ไม่ว่าคุณลักษณะทางกายภาพจะดีเพียงใด มันก็เป็นเพียงของสำหรับมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะการบำเพ็ญแบบใด การมีไว้สักอย่างย่อมดีกว่าไม่มีเลย
ไป๋เฉินพึมพำกับตนเอง สายตาคอยสอดส่องซ้ายขวาอย่างระแวดระวังขณะเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณนั้น
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เขาจึงเดินกลับไปยังเรือนพักที่เขาเช่าไว้ชั่วคราว
เขาตัวคนเดียวและไม่มีพลังบำเพ็ญ อีกทั้งช่วงนี้ยังใช้เงินมือเติบเพื่อคัดลอกคุณลักษณะ จึงเป็นการยากที่จะบอกได้ว่าเขาจะถูกตกเป็นเป้าหมายของผู้ที่มีเจตนาร้ายหรือไม่ ดังนั้นการระมัดระวังตัวไว้ก่อนย่อมเป็นการดีที่สุด
เนื่องจากเงินตำลึงทั้งหมดถูกใช้ไปกับการเลี้ยงข้าวปลาอาหารผู้อื่น เขาจึงจำใจต้องเช่ากระท่อมไม้ผุพังในพื้นที่ห่างไกลเกือบจะสุดเขดย่านการค้าซุ่นเหอเพื่อใช้เป็นที่พักชั่วคราว
หลังจากเดินมาได้ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็มีเสียงโต้เถียงดังมาจากตรอกลึกด้านหน้า ไป๋เฉินจึงชำเลืองมองไปยังทิศทางนั้นตามสัญชาตญาณ