- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 346 ออเดอร์ล็อตใหม่
บทที่ 346 ออเดอร์ล็อตใหม่
บทที่ 346 ออเดอร์ล็อตใหม่
บทที่ 346 ออเดอร์ล็อตใหม่
หลังจากเดินออกจากเรือนรับรอง เจียงชิ่นก็ตรงดิ่งไปหาฟู่เส้าตั๋วที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงาน เพื่อกระซิบบอกเรื่องค่าลิขสิทธิ์ให้เขาฟัง พอได้ยินว่าคอมพิวเตอร์ลอตแรกถูกขายออกไปอย่างราบรื่น แถมยังฟันค่าลิขสิทธิ์ก้อนแรกมาได้สำเร็จ ฟู่เส้าตั๋วก็รู้สึกว่าภรรยาของเขานี่ช่างเก่งกาจเหนือคนจริง ๆ
"คุณลองทายดูสิคะ ว่าฉันจะได้ค่าลิขสิทธิ์เท่าไหร่ ? "
เจียงชิ่นลดเสียงลง ทำหน้าตากรุ้มกริ่มลึกลับใส่เขา
ตอนแรกฟู่เส้าตั๋วก็กะจะตอบไปว่าเดาไม่ออกหรอก แต่พอเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวังของเธอ เขาก็ยอมเล่นด้วย โดยลองเสนอตัวเลขไปมั่ว ๆ ตัวหนึ่ง
"ห้าพันเหรอครับ ? "
"ทำไมถึงทายว่าห้าพันล่ะคะ ? "
ฟู่เส้าตั๋วหัวเราะเบาๆ "ผมว่าถ้ามันไม่เกินยอดนี้ คุณคงไม่ดูดีอกดีใจขนาดนี้หรอกครับ"
เจียงชิ่นยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเขย่งปลายเท้ากระซิบข้างหูฟู่เส้าตั๋วด้วยเสียงแผ่วเบา
"สามีคะ บ้านเรารวยเละชั่วข้ามคืนแล้วล่ะ ค่าลิขสิทธิ์รอบนี้ของฉันน่ะ ปาเข้าไปตั้งสามแสนแน่ะ"
"สามแสน... หยวนเหรอครับ ? "
ฟู่เส้าตั๋วที่กำลังถือแก้วน้ำสังกะสีอยู่ ถึงกับมือไม้อ่อนจนเกือบจะทำแก้วหล่น
พอเห็นท่าทางช็อกตาค้างของสามี เจียงชิ่นก็อดขำไม่ได้อีกรอบ
เธอค่อย ๆ อธิบายรายละเอียดเรื่องราคาขายของคอมพิวเตอร์ และสัดส่วนค่าลิขสิทธิ์ที่เธอจะได้รับให้เขาฟังอย่างละเอียด
ท้ายที่สุด เจียงชิ่นก็เล่าถึงความฝันของเธอด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ว่าพอเงินก้อนนี้โอนเข้าบัญชีเมื่อไหร่ เธอตั้งใจจะเอาไปกว้านซื้อบ้านเพิ่มอีก
"ถึงตอนนั้น ฉันจะซื้อบ้านให้แม่ของคุณและพ่อแม่ของฉันฝ่ายละหลัง แล้วก็ซื้อให้พี่ชายทั้งสามคนของฉัน แล้วก็เสี่ยวซานคนละหลังด้วย ส่วนพวกเราสองคนก็ซื้อเก็บไว้เก็งกำไรอีกสักหลาย ๆ หลัง แล้วก็เผื่อไว้ให้หยางหยางกับหน่วนหน่วนด้วย..."
พูดถึงตรงนี้ เจียงชิ่นก็ลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนป่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด "...อ้อ แล้วก็เผื่อเจ้าตัวเล็กคนที่สามของบ้านเราด้วย ต้องเตรียมไว้ให้คนละหลังเลย"
"ได้สิครับ คุณอยากซื้อกี่หลังก็เอาตามที่คุณสบายใจเลย แต่ว่าตอนนี้มันยังไม่มีนโยบายให้ซื้อขายบ้านกันได้อย่างเสรีนะสิครับ ขนาดบ้านที่เราอยู่ตอนนี้ ตอนซื้อยังต้องทำเรื่องแอบ ๆ ซ่อน ๆ ระมัดระวังตั้งเยอะแยะ ขืนจู่ ๆ ไปกว้านซื้อบ้านทีเดียวหลาย ๆ หลังแบบนี้ มันอาจจะดูสะดุดตาและไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่นะครับ"
เรื่องนี้เจียงชิ่นคิดเผื่อเอาไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว
เธอยิ้มแล้วตอบว่า "ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันไม่ได้กะจะรีบซื้อตอนนี้เดี๋ยวนี้สักหน่อย รอไปอีกสักสามสี่ปี ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้น นโยบายอาจจะเปิดกว้างให้ซื้อขายบ้านกันได้อย่างอิสระแล้วก็ได้นะคะ"
เจียงชิ่นจำได้แม่นยำว่า นโยบายการซื้อขายที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์จะถูกประกาศใช้ในปี 1982 ซึ่งก็นับเวลาถอยหลังไปอีกไม่ถึงสี่ปีเท่านั้นเอง
"งั้นพวกเราก็รอไปก่อนก็แล้วกันครับ ถ้าถึงวันที่รัฐเปิดให้ซื้อขายบ้านได้อย่างเสรีจริง ๆ ถึงตอนนั้นจะซื้อสักกี่หลังก็ไม่ต้องมานั่งกังวลแล้วล่ะครับ"
"อื้ม"
เจียงชิ่นพยักหน้าเห็นด้วย
ส่วนเรื่องแผนกว้านซื้อที่ดินเปล่า เจียงชิ่นยังขออุบไว้ก่อน กลัวว่าขืนพูดออกไปตอนนี้เดี๋ยวคุณสามีจะหัวใจวายตายไปซะก่อน
เอาไว้ถึงเวลาที่เขาสามารถซื้อขายที่ดินได้อย่างถูกกฎหมายเหมือนกับบ้าน ค่อยเอาเรื่องนี้มาคุยกันอีกทีก็แล้วกัน
ช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น เวินเซ่าเฉินก็โทรศัพท์มาหาเจียงชิ่นอีกครั้ง
พอได้ยินเสียงเขา เจียงชิ่นก็แอบใจหายแวบ นึกว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับเรื่องการส่งออกซะอีก
ทว่า น้ำเสียงของเวินเซ่าเฉินที่ดังลอดมาตามสาย กลับฟังดูร่าเริงและเต็มไปด้วยความปีติยินดี
"คุณได้อ่านหนังสือพิมพ์ของวันนี้หรือยังครับ ? "
"ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ"
เอาจริง ๆ เจียงชิ่นไม่ได้แตะหนังสือพิมพ์มาพักใหญ่แล้วล่ะ สาเหตุหลัก ๆ ก็คือยุ่งจนหัวปั่น หาเวลาว่างไม่ได้เลย
ร่างกายของเธอก็เริ่มอุ้ยอ้ายหนักขึ้นทุกวัน ฟู่เส้าตั๋วก็เลยสั่งห้ามเด็ดขาด ไม่ยอมให้เธอออกไปเดินเพ่นพ่านที่หน้างานอีก ปล่อยให้เธอพักผ่อนรออยู่ที่เรือนรับรองอย่างเดียว
งานไหนที่เจียงชิ่นต้องเป็นคนทำ ฟู่เส้าตั๋วก็จัดการเหมาไปทำแทนซะหมด ถ้ามีปัญหาตรงไหนติดขัด เจียงชิ่นก็แค่คอยให้คำแนะนำผ่านทางวิทยุสื่อสารก็พอ
โชคดีที่ตอนนั้นเจียงชิ่นแอบเก็บหูฟังแบบซ่อนตัวของพวกอู๋ป๋อกวงเอาไว้ใช้เองบ้าง ตอนนี้ก็เลยได้เอามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
ในแต่ละวัน เวลาของเจียงชิ่นหมดไปกับการคอยให้คำแนะนำทางไกล และการเร่งสปีดอ่านหนังสือเตรียมสอบล่วงหน้า วิชาเรียนของชั้นปีที่สามและปีที่สี่มีเยอะแยะยิบย่อยไปหมด การจะเรียนให้จบภายในเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่เรื่องหมู ๆ เลย
ด้วยความที่เป็นห่วงว่าฟู่เส้าตั๋วจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เจียงชิ่นก็เลยต้องรับบทหนัก นั่งอ่านทบทวนเนื้อหาของตัวเองไปพร้อม ๆ กับทำสรุปย่อเนื้อหาสำคัญ ๆ ให้เขาไปด้วย เพื่อช่วยประหยัดเวลาในการอ่านหนังสือของเขาให้ได้มากที่สุด
แถมเธอยังกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย ร่างกายก็ต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ เวลาที่จะไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ชิล ๆ ก็เลยไม่มีเหลือเลย
"หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ายังไงเหรอคะ คุณพูดมาตรง ๆ เลยดีกว่า"
"บรรดานักข่าวต่างชาติที่ได้มาร่วมชมการสาธิตการทำงานของคอมพิวเตอร์เมื่อวานนี้ วันนี้พวกเขาต่างก็พากันตีพิมพ์ข่าวนี้ลงบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์กันถ้วนหน้าเลยล่ะครับ ไม่ใช่แค่สื่อในประเทศเรานะ แต่สื่อต่างประเทศก็ลงข่าวนี้ด้วยเหมือนกัน นึกไม่ถึงเลยว่าพวกสื่อต่างชาติจะทำงานกันไวปานพายุขนาดนี้"
น้ำเสียงของเวินเซ่าเฉินฟังดูเริงร่าสุดขีด แถมยังแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจที่ปิดไว้ไม่มิด
"ข่าวลงสื่อต่างประเทศแล้วเหรอคะ ? "
เจียงชิ่นแอบประหลาดใจนิด ๆ เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าสื่อต่างประเทศจะกระพือข่าวนี้ได้รวดเร็วปานนี้
"แล้วกระแสตอบรับเป็นยังไงบ้างคะ?" เธอถามต่อ
"ก็ต้องสั่นสะเทือนวงการคอมพิวเตอร์ระดับโลกไปเลยสิครับ... ไม่สิ ไม่ใช่แค่วงการคอมพิวเตอร์นะ แต่ต้องบอกว่าสั่นสะเทือนไปทั้งโลกเลยต่างหากล่ะ เมื่อกี้นี้เอง กระทรวงการต่างประเทศของประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยติดต่อเข้ามาหาผมกันให้สายแทบไหม้แล้วครับ"
"นั่นถือเป็นข่าวดีมาก ๆ เลยนะคะ"
ถึงแม้เจียงชิ่นจะเตรียมใจเผื่อไว้บ้างแล้ว แต่พอได้ยินข่าวนี้จริง ๆ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้น
ทางฝั่งปลายสาย เวินเซ่าเฉินก็รีบฉวยโอกาสทำคะแนนเอาหน้าทันที "ทันทีที่พวกเขาติดต่อมา ผมก็รีบต่อสายตรงมารายงานคุณเป็นคนแรกเลยนะครับเนี่ย เดี๋ยวหลังจากวางสายจากคุณ ผมถึงจะค่อยไปรายงานเบื้องบนต่อ"
ความหมายแฝงที่ต้องการจะสื่อก็คือ เขาให้ความสำคัญและจัดลำดับความสำคัญของเจียงชิ่นไว้เป็นอันดับหนึ่งเลยนะเนี่ย
เจียงชิ่นแอบกลอกตาบน มองบนใส่กำแพง แอบคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้ก็ยังคงความน่าหมั่นไส้ไม่เปลี่ยนแปลงเลยจริง ๆ
"ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์รายงานให้ทราบ งั้นคุณก็รีบไปรายงานเบื้องบนต่อเถอะค่ะ ช่วงนี้คงมีเรื่องให้คุณต้องหัวหมุนอีกเยอะเลย ถ้าไม่มีธุระด่วนอะไร ก็ไม่ต้องโทรมาแล้วนะคะ"
พูดจบ เจียงชิ่นก็ทำท่าจะวางสาย
"เดี๋ยว ๆ ๆ รอก่อนสิครับ ผมยังพูดไม่จบเลยนะ"
เสียงเวินเซ่าเฉินร้องห้ามอย่างร้อนรนดังลอดมาจากหูฟัง
เจียงชิ่นจึงต้องยกหูโทรศัพท์กลับมาแนบหูอีกครั้ง "ยังมีเรื่องอะไรอีกเหรอคะ ? "
"ยังมีข่าวดีอีกเรื่องนึงครับ เมื่อวานนี้ตอนที่ผมพาคณะผู้แทนจากประเทศ G ไปเยี่ยมชมสายการผลิตคอมพิวเตอร์ที่โรงงาน พวกเขาบังเอิญไปเห็นเครื่องจักร CNC ครบชุดที่ทางโรงงานเครื่องจักรกลเพิ่งจะนำมาติดตั้งใช้งานเข้า พอเห็นปุ๊บก็เกิดถูกใจ ขอสั่งซื้อทันทีตรงนั้นเลย เบื้องบนก็เลยอนุมัติให้ผลักดันเครื่องจักร CNC ชุดนี้เป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกตัวชูโรงควบคู่ไปกับคอมพิวเตอร์ และสั่งให้เร่งทำการโปรโมตอย่างเต็มที่เลยครับ ทางประเทศ G เองก็ใจป้ำ สั่งซื้อรวดเดียวสิบชุดเลยนะครับ"
น้ำเสียงของเวินเซ่าเฉินเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประหลาดใจกับความสำเร็จที่เหนือความคาดหมายนี้
ทว่าเจียงชิ่นกลับไม่ได้รู้สึกเซอร์ไพรส์อะไรมากมายนัก เพราะความจริงแล้วเรื่องการส่งออกเครื่องจักร CNC เธอก็เคยแอบคิดวางแผนเอาไว้ในใจบ้างแล้ว แค่ยังไม่มีโอกาสได้เอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับหวังเหิงก็เท่านั้นเอง
นึกไม่ถึงเลยว่า การเจรจาซื้อขายคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้ จะกลายเป็นตัวจุดประกายปูทางให้กับการส่งออกเครื่องจักร CNC ไปด้วยในตัว
หลังจากวางสายจากเวินเซ่าเฉิน เจียงชิ่นเดินกลับไปถึงห้องพักได้ไม่ทันไร เสียงโทรศัพท์จากหวังเหิงก็ดังตามมาติด ๆ
เรื่องที่หวังเหิงโทรมาคุย ก็หนีไม่พ้นเรื่องการส่งออกคอมพิวเตอร์และเครื่องจักร CNC นั่นแหละ
"...เครื่องจักร CNC ถือเป็นผลงานวิจัยชิ้นโบแดงของคุณกับฟู่เส้าตั๋ว ถึงแม้ว่าตอนนี้สิทธิบัตรจะยังไม่ผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่ท่านผู้นำระดับสูงได้ลงมาสั่งการและกำชับเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลยนะ ว่าจะให้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์กับพวกคุณในอัตรา 10% เท่ากันเลย ส่วนเรื่องการขอจดสิทธิบัตร เดี๋ยวผมจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดเลยครับ"
"ขอบพระคุณรองผู้อำนวยการหวังมาก ๆ เลยนะคะ รบกวนคุณด้วยนะคะ"
พอเป็นหวังเหิง เจียงชิ่นก็ปรับน้ำเสียงให้สุภาพและให้ความเคารพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"รบกวนอะไรกันล่ะครับ พวกคุณสองคนเป็นกำลังสำคัญในการกอบโกยเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศได้มหาศาลขนาดนี้ ผมได้ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ ถือเป็นเกียรติและหน้าที่ของผมอยู่แล้วล่ะครับ"
เจียงชิ่นหัวเราะเบา ๆ "ไม่มีใครมีหน้าที่ที่ต้องทำให้ใครหรอกค่ะ พวกเราสองคนอาจจะเป็นแค่คนออกแบบก็จริง แต่การจะผลักดันโปรเจกต์ส่งออกทั้งหมดนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ มันต้องอาศัยหยาดเหงื่อแรงกายของคนอีกนับไม่ถ้วนเลยนะคะ ความสำเร็จในครั้งนี้ มันเป็นผลงานของพวกเราทุกคนต่างหากล่ะคะ"
หวังเหิงนึกไม่ถึงเลยว่า ในช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจนแทบจะเรียกได้ว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่เช่นนี้ เจียงชิ่นก็ยังคงรักษาสถานะความถ่อมตัว ไม่เย่อหยิ่ง ไม่หลงระเริงไปกับชื่อเสียงเงินทองเลยแม้แต่น้อย
เขาถึงกับรู้สึกยอมรับนับถือและศรัทธาในตัวเธอจากใจจริง
อายุยังน้อยแท้ ๆ แต่กลับมีวุฒิภาวะและความคิดความอ่านที่ลึกซึ้งขนาดนี้ ช่างเป็นบุคลากรที่ล้ำค่าและหาตัวจับยากจริง ๆ ขณะที่หวังเหิงกำลังชื่นชมเธออยู่ในใจ เจียงชิ่นก็เอ่ยขึ้นมาอีกว่า
"แต่ว่านะคะ สิทธิบัตรเครื่องจักร CNC จดทะเบียนในชื่อของฟู่เส้าตั๋วนี่นา งั้นเทคโนโลยีนี้ก็ต้องถือว่าเป็นสิทธิ์ขาดของเขาคนเดียวนะคะ เพราะงั้นเรื่องค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด ก็โอนเข้าบัญชีเขาไปเลยก็แล้วกันค่ะ"
หวังเหิงหัวเราะร่วน "แหม ๆ คู่สามีภรรยาคู่นี้นี่ รักกันหวานชื่นจริง ๆ เลยนะ เอาล่ะ ๆ เดี๋ยวผมจะจัดการให้ตามที่คุณต้องการเลยครับ"