- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 343 ขอยืมตัวมาช่วยงาน
บทที่ 343 ขอยืมตัวมาช่วยงาน
บทที่ 343 ขอยืมตัวมาช่วยงาน
บทที่ 343 ขอยืมตัวมาช่วยงาน
ในที่ประชุม เจียงชิ่นได้แนะนำ ‘ซูเปอร์คอมพิวเตอร์’ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนได้รู้จัก
เมื่อได้ฟังเธออธิบายถึงประสิทธิภาพของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทั้งห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปพักใหญ่ ยกเว้นเสิ่นหงแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมาอย่างปิดไม่มิด
ก็ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ เพราะการวิจัยและพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์นั้นถูกเก็บเป็นความลับขั้นสุดยอดมาโดยตลอด ปัจจุบันมีเพียงหน่วยงานวิจัยกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่ระแคะระคายถึงเทคโนโลยีนี้
ส่วนวิศวกรทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ ตอนที่ได้เรียนรู้วิธีใช้งานคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ พวกเขาก็รู้สึกทึ่งราวกับได้เห็นสิ่งประดิษฐ์จากพระเจ้าอยู่แล้ว
แต่พอตอนนี้ได้มารับรู้ถึงการมีอยู่ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ พวกเขาก็ถึงกับช็อกตาตั้ง นิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือเทคโนโลยีที่ประเทศพัฒนาขึ้นมาเองจริง ๆ
"สหายเจียงชิ่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่คุณพูดถึง... คุณก็เป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยเหรอครับ?"
พวกเขาเพิ่งจะได้รับรู้จากปากของเจียงชิ่นเมื่อครู่นี้เอง ว่าคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่นั้นก็เป็นผลงานการวิจัยของเธอ
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ข้อมูลของผู้คิดค้นถูกปิดเป็นความลับ จึงไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา พอจู่ ๆ ได้รู้ว่าเป็นผลงานของเจียงชิ่น ทุกคนก็ทั้งตกตะลึงและงุนงงไปพร้อม ๆ กัน
เจียงชิ่นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์หรอกเหรอ ? แล้วไหงถึงกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ไปได้อีกเนี่ย ?
การก้าวข้ามสายงานถึงสองสาขา แถมยังก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทั้งสองสาขาได้พร้อม ๆ กันแบบนี้ มันใช่สิ่งที่อัจฉริยะทั่วไปจะทำได้เหรอ ?
หลังจากที่วิศวกรคนหนึ่งซึ่งเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่เอ่ยปากถามขึ้น เจียงชิ่นก็คลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วตอบกลับไป
"ใช่ค่ะ"
คำตอบสั้น ๆ เพียงแค่สองพยางค์ กลับสร้างแรงกระเพื่อมราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงผิวน้ำ
ทั่วทั้งห้องประชุมเดือดปุด ๆ ราวกับหยดน้ำร้อนที่ตกลงไปในกระทะน้ำมันเดือด ทุกคนฮือฮากันยกใหญ่
"อะไรนะ ? ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็เป็นผลงานการวิจัยของสหายเจียงชิ่นด้วยเหรอ ? "
"คนเรียนเอกฟิสิกส์นิวเคลียร์ จะเก่งคอมพิวเตอร์ขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย ? ฉันเองก็เรียนเอกฟิสิกส์นิวเคลียร์มาเหมือนกัน พอเทียบกันแล้วรู้สึกละอายใจชะมัดเลย"
"นายจะเอาตัวเองไปเทียบกับเขาได้ยังไงล่ะ ? ดูท่าทีที่หัวหน้าวิศวกรเสิ่นปฏิบัติต่อสหายเจียงชิ่นสิ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา"
"ใช่เลย แล้วไหนจะเรื่องเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันกับโครงสร้างเปลือกหุ้มความปลอดภัยนั่นอีก ขนาดพวกเราเป็นผู้เชี่ยวชาญสายตรงแท้ ๆ ยังไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการเลย"
"สหายเจียงชิ่นนำเซอร์ไพรส์มาให้พวกเราเยอะแยะไปหมดเลย จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกมีความหวังกับระบบ CNC ขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยมเลยล่ะ ถ้าพวกเราสามารถสร้างระบบ CNC แบบเต็มรูปแบบออกมาได้สำเร็จจริง ๆ ล่ะก็ ประเทศเราก็จะทิ้งห่างประเทศอื่น ๆ ไปเป็นร้อยปีเลยนะ ! "
"โอ๊ย ตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีดไปหมดแล้ว ! พวกเราต้องพยายามให้เต็มที่นะ งานนี้จะยอมให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด ! "
…
การประชุมครั้งนี้ ปิดฉากลงท่ามกลางบรรยากาศที่ทุกคนต่างก็ฮึกเหิมและตื่นเต้นสุดขีด
เสิ่นหงกับเจียงชิ่นเดินออกจากห้องประชุมมาก่อน ปล่อยให้บรรดาวิศวกรที่ยังคงอินกับความตื่นเต้นได้จับกลุ่มคุยกันต่อ
บริเวณโถงทางเดิน เสิ่นหงเดินตีคู่มากับเจียงชิ่น
"เสี่ยวเจียงเอ๊ย ฉันนึกไม่ถึงจริง ๆ นะว่าเธอจะสามารถยกระดับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ของประเทศให้ก้าวกระโดดมาได้ไกลขนาดนี้ น่าเสียดายที่บทความวิจัยในส่วนนี้ยังไม่ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ ขืนตีพิมพ์ออกไปเมื่อไหร่ล่ะก็ รับรองว่าต้องสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกอย่างแน่นอน"
เจียงชิ่นยิ้มรับ "ไม่เห็นต้องรีบเลยค่ะ เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นความลับสุดยอด รอให้เบื้องบนเป็นคนตัดสินใจว่าจะประกาศให้โลกรู้ตอนไหน ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกทีค่ะ แค่คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่เรามีอยู่ตอนนี้ ก็สร้างแรงกระเพื่อมในระดับนานาชาติได้ไม่น้อยแล้วล่ะค่ะ"
"นั่นก็จริงนะ" เสิ่นหงลองคิดตาม แล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย
"วิศวกรเสิ่นคะ เดี๋ยวฉันต้องกลับไปคุยกับสามีเรื่องการจัดอบรมให้ทุกคนก่อนนะคะ แต่ปัญหาคือตอนนี้เขาเพิ่งไปทำงานที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด ถึงเวลาจริง ๆ คงต้องทำเรื่องขอยืมตัวเขามาช่วยงานชั่วคราว คงต้องรบกวนคุณช่วยออกหน้าประสานงานให้หน่อยนะคะ"
"โอ้โห กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดนี่มือไวตาไวไม่เบาเลยนะ ชิงตัวคนเก่งไปร่วมงานซะแล้วเหรอเนี่ย ? "
"พอดีผู้อำนวยการต่งจากกระทรวงที่เจ็ดแวะมาทาบทามน่ะค่ะ แต่สุดท้ายคนที่ตัดสินใจก็คือสามีฉันเอง เขาเห็นว่ากระทรวงที่เจ็ดดูมีอนาคต ก็เลยตกลงไปทำที่นั่นค่ะ"
เสิ่นหงพยักหน้ารับรู้ "ต่งเหย่สินะ ฉันรู้จักเขาดี โอเค เรื่องขอยืมตัวพวกเธอไม่ต้องเป็นห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันไปคุยกับต่งเหย่เอง ตอนนี้นับวันรอก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว พวกเราต้องรีบเร่งมือหน่อย เวลาค่อนข้างกระชั้นชิดทีเดียว"
ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมาจริง ๆ แล้วล่ะ
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนทั้งหมดก็มีเวลาแค่เดือนครึ่ง ตอนนี้ก็ผ่านไปเกินครึ่งทางแล้ว อีกแค่สองสัปดาห์กว่า ๆ เจียงชิ่นกับคณะก็ต้องเดินทางกลับแล้ว
โปรเจกต์ใหญ่ยักษ์อลังการขนาดนี้ ถ้าต้องแบกรับไว้คนเดียว เขาเองก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเลยว่าจะเอาอยู่หรือเปล่า
ก็เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์นี่นา จู่ ๆ จะให้ข้ามสายไปคุมโปรเจกต์ระบบ CNC มันก็ออกจะตึงมือไปหน่อย
เสิ่นหงหันไปปรายตามองเจียงชิ่น พลางลอบถอนหายใจชื่นชมในใจ คนที่เก่งกาจรอบด้านและเชี่ยวชาญไปซะทุกสาขาวิชาอย่างเธอ ในรอบร้อยปีจะหาได้สักคนหรือเปล่าก็ไม่รู้
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเสิ่นหง เจียงชิ่นก็คลี่ยิ้มบาง ๆ
"วิศวกรเสิ่นคะ ความจริงแล้วฉันกับฟู่เส้าตั๋วได้ยื่นเรื่องขอสอบเทียบข้ามชั้นไปแล้วล่ะค่ะ ตอนสอบปลายภาคเราก็ไปสอบพร้อมกับรุ่นพี่ปีสอง เพราะงั้นพอเปิดเทอมกลับไป พวกเราก็จะได้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สามแล้วค่ะ"
เสิ่นหงชะงักฝีเท้า หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ทันที
"พวกเธอ... สอบข้ามชั้นเหรอ ? "
"ใช่ค่ะ หลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันมันค่อนข้างช้าไปสำหรับพวกเรา เราสองคนก็เลยอยากจะร่นระยะเวลาการเรียนในมหาวิทยาลัยให้สั้นลง จะได้รีบเรียนจบแล้วออกไปทำประโยชน์ในสายอาชีพของตัวเองได้เร็วขึ้นน่ะค่ะ"
เสิ่นหงถามด้วยความตื่นตะลึง "สอบข้ามชั้นในมหาวิทยาลัยเมืองหลวงเนี่ยนะ ? "
เจียงชิ่นยิ้มตอบ "ได้ยินมาว่าพวกเราสองคนเป็นนักศึกษาสอบเทียบข้ามชั้นเพียงสองคนของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงในตอนนี้เลยล่ะค่ะ แต่อธิการบดีหนิงก็รับปากพวกเราแล้วนะคะ ว่าขอแค่พวกเราเก็บหน่วยกิตครบตามเกณฑ์ ก็สามารถยื่นขอจบการศึกษาได้เลย ฉันกับสามีวางแผนไว้ว่าช่วงครึ่งปีหลังนี้จะเรียนเนื้อหาของปีสามให้จบ เพื่อที่จะได้ขอจบการศึกษาพร้อมกับรุ่นพี่ปีสี่ในปีหน้าค่ะ"
"นี่พวกเธอ... กะจะใช้เวลาแค่ปีครึ่ง เรียนรวบยอดหลักสูตรสี่ปีของมหาวิทยาลัยให้จบเลยงั้นเหรอ ? "
"อื้ม ไม่อยากจะเสียเวลาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยนานเกินไปน่ะค่ะ ยังมีสิ่งที่พวกเราต้องทำอีกตั้งเยอะแยะ ถ้ามีความสามารถพอที่จะเรียนจบก่อนกำหนดได้ ก็อยากจะรีบจบให้ไวที่สุดค่ะ"
เจียงชิ่นตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบสบาย ๆ แต่มันกลับสร้างความสั่นสะเทือนในใจเสิ่นหงอย่างมหาศาล
เขาเคยไปเรียนต่อต่างประเทศมา ย่อมรู้ดีว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศหลายแห่งใช้ระบบหน่วยกิต ขอแค่เก็บหน่วยกิตครบก็สามารถเรียนจบได้
แต่การจะใช้เวลาเพียงปีครึ่ง มาอัดเนื้อหาการเรียนระดับมหาวิทยาลัยสี่ปีเต็มให้จบ แถมยังเป็นถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยเมืองหลวงด้วยแล้ว ฟังดูยังไงมันก็เป็นเรื่องเพ้อฝันเหนือจริงชัด ๆ
ทว่า สีหน้าและแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเจียงชิ่น ก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าเธอสามารถทำมันได้อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่เธอคนเดียว แต่ฟู่เส้าตั๋วเองก็ทำได้เช่นกัน
สามีภรรยาคู่นี้ ศีลเสมอกันสุด ๆ เก่งกาจจนต้านทานไม่อยู่จริง ๆ !
แล้วเจียงชิ่นก็เอ่ยต่ออีกว่า "เพราะฉะนั้น ถึงตอนเปิดเทอมแล้วพวกเราจะยังไม่กลับไปเรียนที่มอ ก็ไม่เป็นไรค่ะ แค่ให้ทางมหาวิทยาลัยส่งตำราเรียนมาให้ที่นี่ แล้วพวกเราค่อยใช้เวลาว่างอ่านหนังสือทบทวนเอาเองก็ได้ค่ะ"
ประโยคนี้ทำเอาเสิ่นหงแทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ
ถ้าพวกเขาไม่กลับไป ความคืบหน้าในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็จะต้องรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
หลังจากแยกย้ายกับเสิ่นหง เจียงชิ่นก็กลับมาที่เรือนรับรอง แล้วเล่าไอเดียนี้ให้ฟู่เส้าตั๋วฟัง
แน่นอนว่าฟู่เส้าตั๋วเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเจียงชิ่นอย่างไม่มีเงื่อนไข
ด้านหนึ่งก็คือเขาจะได้อยู่ดูแลภรรยาอย่างใกล้ชิด และอีกด้านหนึ่ง เขาก็จะได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจกต์ระดับชาติที่ยิ่งใหญ่อลังการแบบนี้ด้วย
"แต่ว่าผมคงต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ทางกระทรวงทราบก่อนนะ"
"เรื่องนั้นคุณไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ วิศวกรเสิ่นบอกว่าท่านจะรับหน้าที่ไปเคลียร์ให้เอง"
ในเมื่อเป็นแบบนั้น ก็ไม่มีอะไรต้องให้กังวลใจอีกต่อไปแล้ว
ตอนเที่ยง ฟู่เส้าตั๋วไม่อยากให้เจียงชิ่นต้องเดินลงไปกินข้าวที่โรงอาหารให้เหนื่อย เขาจึงรับอาสาลงไปตักข้าวขึ้นมากินด้วยกันในห้องพักสองคน
อายุครรภ์ของเจียงชิ่นยิ่งมากขึ้น ท้องก็ยิ่งโตขึ้นทุกวัน แค่เห็นเธอต้องเดินเยอะขึ้นอีกนิด เขาก็อดที่จะปวดใจและเป็นห่วงไม่ได้แล้ว
ที่โรงอาหาร จากที่ปกติจวงซือเหวินจะมีเจียงชิ่นมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนพูดคุยกันทุกวัน แต่ตอนนี้เธอกลับต้องมานั่งกินข้าวอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวอ้างว้าง จวงซือเหวินถึงกับสัมผัสได้ถึงความเหงาหงอยของคนโสดขึ้นมาจับใจ เธอนั่งกินข้าวเงียบ ๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร กินไปได้สักครึ่งทาง จู่ ๆ ก็มีคนมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
จวงซือเหวินเงยหน้าขึ้นมองตามความเคยชิน ก็พบว่าเป็นจั๋วซีนั่นเองที่มานั่งอยู่ตรงข้ามเธอ
"นายก็มาคนเดียว... อะแฮ่ม"
เธอเผลอหลุดปากทักทายไปตามความเคยชิน แต่พอพูดไปได้ครึ่งประโยคก็รู้สึกว่ามันทะแม่ง ๆ เลยรีบกลบเกลื่อนด้วยการกระแอมไอแทน
"อื้ม ช่วงที่ผ่านมานี้ ฉันก็มากินข้าวคนเดียวทุกวันแหละ"
นึกไม่ถึงว่าจั๋วซีจะตอบคำถามของเธออย่างจริงจังซะงั้น
แม้น้ำเสียงของเขาจะเรียบเฉยฟังไม่ออกว่ารู้สึกยังไง แต่จวงซือเหวินกลับรู้สึกหวิว ๆ และแอบรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก