เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 336 หาช่องโหว่

บทที่ 336 หาช่องโหว่

บทที่ 336 หาช่องโหว่


บทที่ 336 หาช่องโหว่

งานเลี้ยงต้อนรับมีเสิ่นหงเป็นผู้ดำเนินรายการ ผู้เข้าร่วมงานนอกจากคณะของเจียงชิ่นทั้งสี่คนแล้ว ก็ยังมีบรรดาผู้บริหารระดับสูงและวิศวกรทั้งหมดของฐานไท่ซานมาร่วมงานด้วยอย่างพร้อมหน้า

ด้วยนิสัยวิศวกรสายเทคนิค เสิ่นหงไม่ชอบพิธีรีตองยืดเยื้อหรือการกล่าวสุนทรพจน์น้ำท่วมทุ่งให้เสียเวลาเปล่า ๆ

เขาประกาศกร้าวกลางที่ประชุมอย่างตรงไปตรงมาว่า เจียงชิ่นคือที่ปรึกษาที่เขาเชิญมาโดยเฉพาะ เธอจะประจำการอยู่ที่ฐานแห่งนี้เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน เพื่อช่วยไขข้อข้องใจและแก้ปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ

หากใครมีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ตก ก็สามารถเข้าไปขอคำชี้แนะจากเธอได้ตลอดเวลา

และปิดท้ายด้วยการขอให้ทุกคนปรบมือต้อนรับสหายเจียงชิ่นอย่างเป็นทางการ

เขากล่าวสุนทรพจน์สั้น ๆ กระชับฉับไว ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็จบลงแล้ว

เห็นได้ชัดว่าคนที่นี่คุ้นชินกับสไตล์การพูดแบบนี้ของเขาเป็นอย่างดี ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องเกรียวกราวขึ้นมาทันที

เสียงปรบมือนั้นดังสนั่นและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น คนส่วนใหญ่ในที่นี้ล้วนรับรู้ถึงผลงานอันยิ่งใหญ่ที่เจียงชิ่นได้สร้างคุณูปการให้กับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้ว ทุกคนต่างก็ยอมรับและศรัทธาในความสามารถของเธอจากใจจริง

แต่แน่นอนว่า ย่อมต้องมีคนส่วนน้อยบางกลุ่ม ที่พอเห็นว่าเจียงชิ่นทั้งอายุน้อย แถมยังเป็นผู้หญิง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคลางแคลงใจ แอบค่อนขอดอยู่ในใจว่าชื่อเสียงของเธอคงถูกปั่นให้เกินจริงไปหน่อย ฝีมือจริง ๆ คงไม่ได้เก่งกาจระดับเทพเจ้าอย่างที่เขาลือกันหรอกมั้ง

"เหล่าโจว นายว่าผู้หญิงคนนี้จะเก่งจริงอย่างที่เขาว่าเหรอ ? "

วิศวกรหนุ่มแว่นกรอบดำคนหนึ่งกระซิบถามวิศวกรชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

น้ำเสียงของเขาแผ่วเบามาก ถูกกลบด้วยเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่มราวกับพายุฝน มีเพียงคนที่ยืนอยู่ติดกันเท่านั้นถึงจะได้ยิน

วิศวกรชายที่ถูกเรียกว่า 'เหล่าโจว' ตอบกลับไปว่า "ถ้าไม่เก่งจริง หัวหน้าวิศวกรเสิ่นคงไม่เชิญตัวมาถึงที่นี่หรอกน่า เธอคงมีของดีซ่อนอยู่แหละน่า อีกอย่าง นายก็เคยอ่านบทความวิจัยเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เธอเขียนแล้วนี่นา เนื้อหาอัดแน่นไปด้วยทฤษฎีที่มีน้ำหนัก แสดงว่าเธอต้องมีความรู้จริงนั่นแหละ"

เหยียนสวี่เจี๋ยเบ้ปาก "ฉันก็อ่านบทความวิจัยนั่นแล้วแหละ ยอมรับนะว่าแนวคิดล้ำยุคมาก แต่ฉันก็ยังแอบสงสัยอยู่ดีว่าในทางปฏิบัติมันจะทำออกมาได้จริงหรือเปล่า"

บทความวิจัยของเจียงชิ่นฉบับนั้น เป็นเวอร์ชันที่ถูกตัดทอนและดัดแปลงเนื้อหาสำคัญ ๆ ออกไปจนแทบจะหมดแล้ว

ก็นะ ข้อมูลระดับชาติแบบนี้ก็ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอดสิ ข้อมูลที่ยอมปล่อยให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ ก็มีแต่พวกข้อมูลพื้นฐานที่เปิดเผยให้คนทั่วไปอ่านได้เท่านั้นแหละ

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่เหยียนสวี่เจี๋ยอ่านบทความวิจัยจบ เขาก็เลยรู้สึกว่าข้อมูลสนับสนุนยังไม่แน่นพอ มีแต่ทฤษฎีลอย ๆ ที่ดูโอเวอร์เกินจริงไปหน่อย

"ตอนแรกก็วางแผนกันซะดิบดีว่าจะสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน แต่พอแม่นี่มาพูดแค่ประโยคเดียว ก็เปลี่ยนแผนไปสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันซะงั้น เทคโนโลยีระดับที่ขนาดอเมริกายังคลำทางไม่เจอเลย ประเทศเราจะทำสำเร็จได้จริงเหรอ ? เหล่าโจว เอาจริง ๆ ฉันเป็นกังวลมากเลยนะ พวกเราอุตส่าห์ลงแรงสร้างกันมาปีกว่า ถ้าสุดท้ายต้องมาพังไม่เป็นท่าเพราะเรื่องพรรค์นี้ มันจะไม่น่าเจ็บใจแย่เหรอ ! "

เหล่าโจวเงียบไปพักใหญ่ ทำเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ

ลึก ๆ แล้วในใจเขาก็แอบคิดกังวลแบบเดียวกัน เพียงแต่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะที่จะเอาเรื่องแบบนี้มาพูดวิจารณ์กันโต้ง ๆ

"เอาเถอะน่า นายก็อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย ในเมื่อเรื่องนี้หัวหน้าวิศวกรเสิ่นเป็นคนเคาะเอง ท่านก็คงต้องพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้วล่ะ หัวหน้าวิศวกรเสิ่นเป็นคนยังไงนายก็รู้ดีนี่นา คนอื่นมาเป่าหูแค่สองสามประโยค เปลี่ยนความคิดท่านไม่ได้หรอก"

"ใครจะไปรู้ล่ะ" เหยียนสวี่เจี๋ยยังคงบ่นอุบอิบด้วยความหงุดหงิด "ดีไม่ดีอาจจะเห็นว่าหน้าตาสะสวย ก็เลยหลงเสน่ห์จนหน้ามืดตามัวไปแล้วก็ได้"

ประโยคสุดท้ายของเขาเสียงเบาหวิวมาก โดนกลบด้วยเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องจนเหล่าโจวฟังไม่ถนัด

"เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ ? " เหล่าโจวหันไปถาม

แต่เหยียนสวี่เจี๋ยก็รูดซิปปากเงียบ ไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีก

งานเลี้ยงต้อนรับใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว

หลังจากจบงาน เจียงชิ่นก็เอ่ยปากขอให้พาไปเดินชมรอบ ๆ ฐาน

ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่เสิ่นหงเองก็ตั้งใจจะพาเธอไปเดินทัวร์อยู่แล้ว ใจตรงกันเป๊ะ

ระหว่างที่กำลังเดินออกจากอาคารสำนักงาน เสิ่นหงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความเกรงใจเล็กน้อย "งานต้อนรับวันนี้อาจจะดูเรียบง่ายและรวบรัดไปหน่อยนะครับ พอดีว่าโครงการก่อสร้างมันเร่งรัดมาก ผมก็เลยอยากจะรีบพาคุณไปดูความคืบหน้าให้เร็วที่สุดน่ะครับ"

"หัวหน้าวิศวกรเสิ่นไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ฉันว่างานต้อนรับแบบนี้แหละกำลังดีเลย ฉันเองก็อยากจะรีบไปดูหน้างานเหมือนกันค่ะ พวกเราควรจะเอาเวลาที่มีค่าไปทุ่มเทให้กับงานสำคัญมากกว่าการมัวมานั่งพิธีรีตอง จริงไหมคะ ? "

เอาจริง ๆ ตามความรู้สึกของเจียงชิ่น เธอค่อนข้างอึดอัดกับงานพิธีรีตองแบบนี้ด้วยซ้ำ ถ้าตัดออกไปได้เลยก็จะดีมาก ขนาดแค่ครึ่งชั่วโมง เธอยังแอบรู้สึกว่ามันนานเกินไปเลยด้วยซ้ำ

คำพูดของเจียงชิ่น ช่างถูกอกถูกใจเสิ่นหงเข้าอย่างจัง

เขาอดไม่ได้ที่จะปรายตามองเจียงชิ่นด้วยความทึ่ง นึกชื่นชมในใจว่า สหายหญิงอายุน้อยแค่นี้ แต่กลับมีวุฒิภาวะและความสุขุมรอบคอบเกินวัย ไม่เย่อหยิ่งจองหองและไม่ใจร้อนเลยสักนิด

ช่างเป็นบุคลากรที่หาตัวจับยากจริง ๆ

น่าเสียดายที่โดนตาเฒ่าหวังเหิงชิงตัวตัดหน้าคว้าไปร่วมงานด้วยซะก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงจะดึงตัวเธอมาทำงานด้วยกันหลังเรียนจบแน่นอน

แต่ความคิดนั้นก็แวบเข้ามาในหัวเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เสิ่นหงจะดึงสมาธิกลับมาโฟกัสที่เรื่องตรงหน้าแทน

"โซนนี้เป็นพื้นที่ลานหน้าโรงงานครับ ถัดไปด้านหลังก็จะเป็นระบบประปาและระบายน้ำ รวมถึงระบบจ่ายไฟฟ้า ส่วนโซนหัวใจสำคัญจะอยู่ลึกเข้าไปข้างในสุดเลย ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกสักพักใหญ่เลยล่ะครับ"

เสิ่นหงเริ่มบรรยายภาพรวมของฐาน

เจียงชิ่นเดินตามหลังเขาไปติด ๆ

ส่วนจวงซือเหวินและจั๋วซีในฐานะผู้ติดตาม ก็เดินตามหลังพวกเขาสองคนมาอีกทอดหนึ่ง

สุยหมิงไม่ได้ตามมาด้วย เพราะเขาติดภารกิจอื่นที่ต้องไปจัดการต่อ

ระหว่างทาง จวงซือเหวินกับจั๋วซีก็เดินมองนู่นมองนี่ด้วยความตื่นตาตื่นใจไปตลอดทาง

ตามที่เสิ่นหงอธิบาย โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานเฟสแรกนี้ กินพื้นที่กว้างขวางถึง 120,000 ตารางเมตรเลยทีเดียว พื้นที่โรงงานกว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

มองไปทางไหนก็เห็นแต่โครงสร้างพื้นฐานใหม่เอี่ยมอ่องที่กำลังก่อสร้าง ดูแล้วให้ความรู้สึกทันสมัยสุด ๆ

จวงซือเหวินเอ่ยขึ้นด้วยความทึ่งว่า "พอได้มาเดินอยู่ในนี้ ฉันรู้สึกเหมือนประเทศของเรา ได้ก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างเต็มตัวแล้วจริง ๆ นะเนี่ย"

จั๋วซีเองก็รู้สึกตื่นตะลึงในใจไม่แพ้กัน

พอได้มาเห็นสถานที่ก่อสร้างจริงกับตา จั๋วซีก็ถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าทำไมคุณลุงถึงต้องพยายามดิ้นรนหาโควตามาฝึกงานที่นี่ให้เขาให้ได้ แถมยังกำชับนักหนาให้เขาตั้งใจเรียนรู้ให้เต็มที่

เสิ่นหงที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ยิ่งอธิบายก็ยิ่งอิน อินจัดจนเผลอเร่งจังหวะการก้าวเดินให้เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว เดินจ้ำอ้าวราวกับพายุพัด เจียงชิ่นยังไม่ทันได้ท้วงอะไร แต่จวงซือเหวินที่เดินตามอยู่ข้างหลังสังเกตเห็นเข้า ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปเตือนทันที

"หัวหน้าวิศวกรเสิ่นคะ รบกวนช่วยเดินช้าลงหน่อยได้ไหมคะ เจียงชิ่นเธอกำลังท้องกำลังไส้อยู่ ขืนเดินเร็วขนาดนี้ ร่างกายเธอจะรับไม่ไหวนะคะ"

ความจริงเสิ่นหงก็รู้ดีแหละว่าเจียงชิ่นกำลังท้องอยู่ แต่เมื่อกี้มัวแต่อินจัดจนลืมตัวไปสนิท

พอจวงซือเหวินมาสะกิดเตือน เขาก็รีบชะลอฝีเท้าลงทันที พร้อมกับหันไปถามไถ่อาการเจียงชิ่นด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่าเหนื่อยไหม มีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า

เจียงชิ่นส่งยิ้มบาง ๆ "ยังไหวอยู่ค่ะ"

แต่สีหน้าอิดโรยที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเธอก็ฟ้องอยู่ทนโท่ว่าเหนื่อย เสิ่นหงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้ทุกคนหยุดรออยู่ตรงนี้ก่อน แล้วเขาก็วิ่งเหยาะ ๆ กลับไปทางอาคารสำนักงาน

ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็วิ่งกลับมาบอกทั้งสามคนว่า อีกเดี๋ยวจะมีรถมารับ

แล้วก็เป็นไปตามนั้น รอเพียงไม่นาน ก็มีรถคันหนึ่งขับมาจอดเทียบตรงหน้าพวกเขา

มันคือรถจี๊ปเปิดประทุนรุ่นเก๋ากึ๊ก สีเขียวขี้ม้า ดูคลาสสิกและมีเสน่ห์สุด ๆ

แน่นอนว่าคำว่า 'คลาสสิก' ในที่นี้ เป็นมุมมองของเจียงชิ่นที่เป็นคนจากโลกอนาคตล่ะนะ

แต่สำหรับในยุคสมัยนี้ การได้นั่งรถจี๊ปถือว่าเป็นเรื่องที่เท่และโก้หรูสุด ๆ ไปเลย

ตอนที่ก้าวขึ้นรถ ดวงตาของจวงซือเหวินเป็นประกายวิบวับด้วยความตื่นเต้น ส่วนจั๋วซีถึงแม้จะไม่ได้ออกอาการตื่นเต้นเว่อร์วังเท่าเธอ แต่ก็พอมองออกว่าเขาก็แอบตื่นเต้นอยู่ลึก ๆ เหมือนกัน

เมื่อเทียบกับสองคนนี้แล้ว ท่าทีของเจียงชิ่นดูสงบนิ่งและนิ่งเฉยกว่าหลายเท่าตัวนัก

เสิ่นหงลอบคิดในใจว่า สมแล้วที่เป็นสหายเจียงชิ่น ช่างสุขุมเยือกเย็นเหนือกว่าเด็กหนุ่มเงียบขรึมอย่างหลานชายเขาซะอีก เป็นสหายที่ยอดเยี่ยมและหาตัวจับยากจริง ๆ !

สิ่งที่เสิ่นหงกำลังคิดอยู่ในใจ เจียงชิ่นไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย

และต่อให้รู้ เธอก็คงไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอก

เพราะในตอนนี้ สมาธิของเธอจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์โครงสร้างการออกแบบของโรงงานเพียงอย่างเดียว

แบบแปลนที่เธอส่งให้เสิ่นหงคราวก่อน ครอบคลุมแค่เตาปฏิกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกหลัก ๆ บางส่วนเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกไปถึงทุกโซนในพื้นที่โรงงาน

หลังจากได้นั่งรถชมสถานที่จริงไปสักพัก เจียงชิ่นก็เริ่มมองเห็นช่องโหว่บางอย่างในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

ก็นะ ชาติก่อนเธอเรียนจบสายสถาปัตยกรรมมาโดยตรง แถมเรียนจบก็ยังทำงานตรงสายมาอีกหลายปี สายตาในการมองโครงสร้างของเธอย่อมเฉียบคมราวกับเหยี่ยวอยู่แล้ว

ช่องโหว่บางจุด เธอมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง แต่บางจุดก็อาจจะไม่ได้เห็นชัดเจนในแวบแรก แต่สัญชาตญาณก็คอยเตือนว่ามันมีอะไรแปลก ๆ พอเพ่งมองดี ๆ ก็พบว่ามันมีปัญหาซ่อนอยู่จริง ๆ อย่างที่สัญชาตญาณบอกไว้ไม่มีผิดเพี้ยน

จบบทที่ บทที่ 336 หาช่องโหว่

คัดลอกลิงก์แล้ว