- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 321 มารับเธอ
บทที่ 321 มารับเธอ
บทที่ 321 มารับเธอ
บทที่ 321 มารับเธอ
"จริงสิ เจียงชิ่น เธอกับสามีทบทวนบทเรียนเตรียมสอบปลายภาคไปถึงไหนแล้วล่ะ ? พรุ่งนี้ก็ต้องลงสนามสอบแล้วนะ คราวนี้พวกเธอต้องไปสอบวัดรอยเท้ากับรุ่นพี่ปีสองเลย มั่นใจไหมล่ะ ? "
ศาสตราจารย์ลู่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ข่าวที่เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วยื่นเรื่องขอเข้าสอบปลายภาคของชั้นปีที่สองนั้น แพร่สะพัดไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ละคนก็มีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป
คนที่คุ้นเคยและรู้จักฝีมือของเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วดี ต่างก็เชื่อมั่นในตัวพวกเขา และตั้งตารอคอยให้ทั้งคู่คว้าคะแนนสูง ๆ มาครอง
ส่วนคนที่ไม่รู้จัก ก็มีทั้งพวกที่รอดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอีกส่วนหนึ่งที่แอบแช่งชักหักกระดูก รอสมน้ำหน้าเวลาพวกเขาสอบตก
เจียงชิ่นเคยได้ยินเสียงนกเสียงกาพวกนี้มาบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
เดี๋ยวพอผลสอบประกาศออกมาเมื่อไหร่ ข่าวลือพวกนั้นก็ถูกความจริงตบหน้าฉาดใหญ่จนเงียบกริบไปเองแหละ
"แน่นอนสิคะว่าต้องมั่นใจ การสอบครั้งนี้พวกเราตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องได้ข้ามชั้นไปเรียนปีสามให้ได้ค่ะ"
เจียงชิ่นตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
เมื่อเห็นความมั่นใจเต็มเปี่ยมของเธอ ศาสตราจารย์ลู่ก็เบาใจลง "ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้พวกเธอสอบผ่านฉลุยนะ"
"ขอบคุณมากค่ะ"
หลังจากคุยสัพเพเหระกับศาสตราจารย์ลู่ต่ออีกสองสามประโยค เจียงชิ่นก็เดินออกจากห้องพักอาจารย์ ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เธอก็เหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งที่คุ้นตายืนรออยู่ไม่ไกล
"เส้าตั๋ว ! "
เจียงชิ่นร้องเรียกด้วยความดีใจ แล้วซอยเท้าวิ่งกุบกับเข้าไปหา ก่อนจะทิ้งตัวลงสู่อ้อมกอดของฟู่เส้าตั๋วที่อ้าแขนรอรับอยู่แล้ว
"ระวังหน่อยสิครับ คุณกำลังท้องกำลังไส้อยู่นะ อย่าวิ่งเร็วสิ"
ฟู่เส้าตั๋วรวบตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น พลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล
"คุณมาทำอะไรที่นี่คะเนี่ย ? "
"ก็มารับคุณไง จวงซือเหวินบอกว่าคุณมาหาศาสตราจารย์ลู่น่ะ"
ตอนที่เจียงชิ่นไปโรงงานเครื่องจักรกลกับจวงซือเหวิน ขากลับมาถึงก็ไม่เห็นวี่แววของเธอแล้ว
ฟู่เส้าตั๋วเป็นห่วง จึงไปถามจวงซือเหวิน พอรู้ว่าเจียงชิ่นแวะมาที่ห้องพักอาจารย์ของศาสตราจารย์ลู่ เขาก็รีบตามมาหาทันที
"ทำไมคะ แค่ไม่เห็นหน้ากันครึ่งค่อนวัน ก็คิดถึงฉันแล้วเหรอ ? "
เจียงชิ่นช้อนดวงตากลมโตที่ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตา ขึ้นมองฟู่เส้าตั๋วด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์
สายตาคู่นั้นทำเอาหัวใจของฟู่เส้าตั๋วกระตุกวูบ เต้นแรงขึ้นมาดื้อ ๆ เขายกมือขึ้นปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากของเจียงชิ่นออกเบา ๆ
"อืม คิดถึงสิครับ"
เขาตอบรับเสียงทุ้มต่ำ
แค่ไม่ได้เห็นหน้าภรรยาครึ่งค่อนวัน ฟู่เส้าตั๋วก็รู้สึกร้อนรนกระวนกระวายใจแปลก ๆ พอตอนนี้ได้กอดเธอไว้ในอ้อมแขนจริง ๆ ความรู้สึกกระวนกระวายนั้นถึงได้มลายหายไปจนหมดสิ้น
เจียงชิ่นรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น แต่ก็แกล้งทำหน้ามุ่ย "อ้าว แล้วแบบนี้ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ฉันต้องไปอยู่ที่ฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานล่ะ จะทำยังไงคะ ? กว่าเราจะได้เจอกันก็ตั้งนานแน่ะ"
พอพูดถึงเรื่องนี้ คิ้วของฟู่เส้าตั๋วก็ขมวดเข้าหากันทันที
ใจจริงเขาก็ไม่อยากแยกห่างจากภรรยาเลย ตอนที่ยอมตกลงให้เธอไป ก็เป็นเพราะอยากสนับสนุนการทำงานของเธอเท่านั้น
แต่มาตอนนี้ เขาชักจะไม่อยากให้เธอไปซะแล้วสิ
"ไม่ไปไม่ได้เหรอครับ ? "
"แน่นอนว่า... ไม่ได้ค่ะ"
เจียงชิ่นจงใจเว้นจังหวะการพูด ทำเอาหัวใจของฟู่เส้าตั๋วหล่นวูบไปตาตุ่ม แล้วก็เด้งกลับขึ้นมาใหม่
เอาจริง ๆ เขาก็พอจะเดาคำตอบนี้ไว้อยู่แล้ว ภรรยาของเขาดูภายนอกบอบบางน่าทะนุถนอม แต่พอถึงเวลาทำงาน กลับมีพลังล้นเหลือราวกับม้าดีดกะโหลก ไม่มีใครหน้าไหนจะหยุดยั้งความตั้งใจของเธอได้หรอก
"โอเคครับ งั้นคุณไปที่ฐานไท่ซานก่อนนะ ถ้าช่วงนั้นผมพอจะปลีกตัวได้ เดี๋ยวผมจะไปหาคุณที่นั่นเอง"
"ทางกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดจะยอมให้คุณลางานเหรอคะ ? "
เจียงชิ่นรู้สึกว่าสามีของเธอมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อยแล้วล่ะ กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดแทบจะปูพรมแดงรอรับเขาเข้าไปทำงานใจจะขาด รอแค่ให้เขาปิดเทอมปุ๊บก็เสียบเข้าตำแหน่งปั๊บ
ขืนก้าวเท้าเข้าไปทำงานแล้ว ดีไม่ดีอาจจะไม่ได้โผล่หัวออกมาเจอเดือนเจอตะวันตลอดทั้งช่วงปิดเทอมเลยด้วยซ้ำ
ฟู่เส้าตั๋วนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "เดี๋ยวผมลองหาทางดูครับ"
เจียงชิ่นไม่อยากให้เขาต้องลำบากใจ "ไม่ต้องหรอกค่ะ มีจวงซือเหวินไปเป็นเพื่อนฉันอยู่แล้ว แถมไปถึงที่นู่นก็มีคนรู้จักอีกเพียบ รับรองว่าฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ อีกอย่าง ฉันโตป่านนี้แล้วนะ ดูแลตัวเองได้สบายมาก คุณน่ะตั้งใจทำงานของตัวเองไปเถอะ ไม่ต้องมัวมาเป็นห่วงฉันหรอกนะ"
เมื่อเห็นว่าฟู่เส้าตั๋วยังคงทำหน้าลังเลไม่ยอมรับปาก เจียงชิ่นก็เริ่มใช้เสียงสองออดอ้อน พลางเขย่าแขนเขาเบา ๆ
"ที่รัก นะคะ นะ"
เจอท่าไม้ตายลูกอ้อนของเธอเข้าไป ฟู่เส้าตั๋วก็ใจอ่อนยวบจนต้านทานไม่ไหว
"ผมก็แค่เป็นห่วงคุณนี่นา ท้องก็โตขึ้นทุกวัน แถมยังต้องไปตกระกำลำบากทำงานหนักอีก"
"แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะคะ รับรองว่าจะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว"
เจียงชิ่นช้อนสายตาใสซื่อบริสุทธิ์มองเขา ฟู่เส้าตั๋วเห็นแล้วก็ใจเหลวเป็นน้ำ ไม่กล้าเอ่ยปากคัดค้านอะไรอีกเลย
"หิวน้ำไหมครับ ผมเอากระติกน้ำของคุณมาด้วยนะ"
ฟู่เส้าตั๋วหยิบกระติกน้ำออกมาจากกระเป๋าสะพาย พอเห็นกระติกน้ำ เจียงชิ่นก็รู้สึกคอแห้งเป็นผงขึ้นมาทันที
เมื่อตอนบ่ายเธอรีบออกไปทำธุระจนลืมหยิบกระติกน้ำติดตัวไปด้วย แถมพอคุยธุระที่โรงงานเครื่องจักรกลเสร็จก็รีบกลับเลย ยังไม่ได้แตะน้ำสักหยด
ก็มีแต่สามีสุดที่รักของเธอนี่แหละ ที่ใส่ใจและดูแลเทคแคร์ดีเลิศขนาดนี้
เจียงชิ่นรับกระติกน้ำมา แล้วกระดกน้ำอึกใหญ่
"ค่อย ๆ ดื่มสิครับ เดี๋ยวก็สำลักหรอก"
ฟู่เส้าตั๋วยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่ตรงมุมปากให้เธออย่างแผ่วเบา
ตอนที่ทั้งสองคนเดินกลับมาถึงห้องทดลอง จวงซือเหวินพอเห็นพวกเขาเดินเข้ามา ก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที
"เมื่อกี้อธิการบดีหนิงแวะมาหาเธอน่ะ"
เธอหันไปบอกเจียงชิ่น ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นแน่ ๆ
"ท่านมาหาฉันเรื่องอะไรเหรอ?" เจียงชิ่นถาม
"อธิการบดีหนิงบอกว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องนั้น บรรดาศาสตราจารย์จากคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ทำการปรับแต่งระบบตามคู่มือการใช้งานของเธอจนเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้วนะ ตอนนี้คนทั้งเมืองหลวงแห่กันมาลงชื่อขอใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นกันล้นหลาม จนแทบจะเหยียบกันตายเพื่อแย่งโควตากันอยู่แล้ว ! "
จวงซือเหวินเล่าไปพลาง ใบหน้าก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
ถึงแม้ว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เจียงชิ่นจะเป็นคนออกแบบหลัก ส่วนเธอเป็นแค่ลูกมือคอยช่วยงานจิปาถะ แต่ถึงยังไงเธอก็ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมในผลงานชิ้นโบแดงนี้ด้วย ความรู้สึกภาคภูมิใจที่เอ่อล้นอยู่ในอก ณ ตอนนี้ มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้จริง ๆ
เจียงชิ่นก็รู้สึกดีใจเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์นี้ก็เป็นสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองของเธอจึงไม่ได้ดูตื่นเต้นโอเวอร์เท่ากับจวงซือเหวิน
ในทางกลับกัน ฟู่เส้าตั๋วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอกลับดูจะดีใจออกนอกหน้ายิ่งกว่าตัวเธอซะอีก
"เย็นนี้เดี๋ยวผมทำกับข้าวเพิ่มอีกสักสองสามอย่างนะ พวกเรามาฉลองกันหน่อยดีกว่า"
"ยังไม่ต้องรีบหรอกค่ะ พรุ่งนี้ต้องสอบแล้ว พวกเรามาตั้งใจทบทวนหนังสือเตรียมสอบกันก่อนดีกว่า ไว้รอสอบปลายภาคเสร็จเมื่อไหร่ พวกเราค่อยไปฉลองมื้อใหญ่กันทีหลัง ถึงตอนนั้นซือเหวิน เธอก็มาร่วมแจมด้วยนะ ช่วงที่ผ่านมาเธอเหนื่อยมามากเลย พวกเรามาฉลองด้วยกันเถอะ"
จวงซือเหวินนึกไม่ถึงว่าจะถูกเชิญให้ไปร่วมวงฉลองด้วย เธอจึงรีบตอบตกลงด้วยความยินดี
"พรุ่งนี้ต้องสอบแล้ว วันนี้เธอกลับไปทบทวนหนังสือเตรียมสอบก่อนเถอะ พอสอบเสร็จพวกเราก็คงต้องเตรียมตัวเดินทางไปที่ฐานไท่ซานกันเลย"
"สอบเสร็จปุ๊บก็ไปเลยเหรอคะ ? "
จวงซือเหวินเบิกตากว้างเป็นประกายวิบวับ จ้องมองเจียงชิ่นด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง
"อื้ม สอบเสร็จก็ไปเลย หัวหน้าวิศวกรเสิ่นที่ฐานไท่ซานร้อนใจจนนั่งไม่ติดแล้ว โทรมาเร่งฉันตั้งหลายสายแน่ะ"
"เยี่ยมไปเลยค่ะ งั้นพอกลับไปฉันจะรีบจัดกระเป๋าเตรียมไว้เลย"
หลังจากที่จวงซือเหวินกลับไป ภายในห้องทดลองก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง เหลือเพียงฟู่เส้าตั๋วและเจียงชิ่นเพียงสองคน
"พวกเราก็มาทบทวนหนังสือกันเถอะ"
ฟู่เส้าตั๋วประคองเจียงชิ่นให้เดินไปนั่งพักที่เก้าอี้ เจียงชิ่นหัวเราะขำท่าทีที่ดูจะตื่นตูมเกินเหตุของเขา
"ท้องฉันยังไม่ใหญ่ถึงขั้นเดินเหินลำบากสักหน่อยนะคะ ขยับตัวสบายมาก คุณอย่าทำเหมือนฉันเป็นคนไข้ป่วยหนักสิคะ"
ฟู่เส้าตั๋วไม่สนคำทัดทาน ยังคงดึงดันจะประคองเธอไปนั่งให้ได้
พอนั่งลงเรียบร้อย เขาก็ถามเธอว่าหิวหรือเปล่า อยากจะกินขนมรองท้องสักหน่อยไหม
"กว่าจะถึงมื้อเย็นก็อีกตั้งนาน ผมเอาบิสกิตติดมาด้วยนะ คุณกินรองท้องสักหน่อยไหม ? "
"อืม เอาสิคะ"
ฟู่เส้าตั๋วหยิบบิสกิตออกมา ฉีกซองแล้วยื่นใส่มือให้เธอ
เจียงชิ่นกินบิสกิตไปได้ครึ่งซองก็วางลง
ฟู่เส้าตั๋วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา คอยเช็ดเศษบิสกิตที่เลอะอยู่ตรงมุมปากให้เธออย่างเบามือ เช็ดปากเสร็จก็เช็ดมือให้อีก
เวลาอยู่ต่อหน้าฟู่เส้าตั๋ว เจียงชิ่นรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายร่างเป็นเด็กอนุบาลเข้าไปทุกที ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ต้องคอยประคบประหงมดูแลทำให้หมดทุกอย่าง
"ฉันเช็ดเองได้ค่ะ"
เจียงชิ่นเอื้อมมือไปจะหยิบผ้าเช็ดหน้า แต่ฟู่เส้าตั๋วก็ไม่ยอมให้