- หน้าแรก
- วิถีเซียน เริ่มต้นบำเพ็ญด้วยการแย่งชิงวาสนาตัวเอก
- บทที่ 31 สยบเพลิงเต๋าแห่งฟ้าดิน หลิ่วอวิ๋นเซวียนสติแตก
บทที่ 31 สยบเพลิงเต๋าแห่งฟ้าดิน หลิ่วอวิ๋นเซวียนสติแตก
บทที่ 31 สยบเพลิงเต๋าแห่งฟ้าดิน หลิ่วอวิ๋นเซวียนสติแตก
บทที่ 31 สยบเพลิงเต๋าแห่งฟ้าดิน หลิ่วอวิ๋นเซวียนสติแตก
ทันทีที่เพลิงสวรรค์ปทุมแดงแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย เสิ่นโม่ก็รู้สึกราวกับเพิ่งกลืนถ่านไฟแดงฉานลงคอไปทั้งก้อน เพื่อให้มันเข้าไปเผาผลาญอวัยวะภายในของเขา
ความร้อนระอุระเบิดออกในพริบตา เส้นลมปราณ เลือดเนื้อ และกระดูกสันหลังตอบสนองพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ ร่างกายต่อต้านและหดเกร็ง พยายามขับไล่สิ่งแปลกปลอมนี้ออกไปอย่างสุดกำลัง
เขากัดฟันกรอดจนเส้นเลือดบนขมับปูดโปน ฝืนทนความเจ็บปวดที่แทบจะฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ค่อยๆ ชักนำให้ก้อนเพลิงนั้นจมดิ่งลงไปสู่จุดตันเถียนอย่างช้าๆ
ทุกที่ที่เปลวเพลิงลากผ่าน เส้นลมปราณก็ราวกับถูกงูไฟชอนไช ผิวหนังและกล้ามเนื้อส่งเสียง "ฉ่าๆ" แผ่วเบาทว่าบาดหูราวกับมีลาวาเดือดพล่านไหลเวียนอยู่ตามข้อต่อกระดูก
ในหัวของเสิ่นโม่พลันนึกถึงคำว่า "โรคลมแดด" ที่เคยได้ยินในชาติก่อน — อุณหภูมิที่สูงเกินไปจะทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวและหยุดทำงาน
ความรู้สึกในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกันนัก
"ทนไว้... ทนอีกนิด!"
เขากัดฟันแน่น ยกมือขึ้นเทโอสถเสริมรากฐานสองขวดและโอสถรักษาแผลอีกสามขวดเข้าปาก แล้วกลืนลงไปรวดเดียว
ในขณะเดียวกัน เขาก็เดินพลัง 'คัมภีร์ผลาญนรกานต์' จนถึงขีดสุด เลือดเนื้อที่เสียหายเริ่มฟื้นฟูตัวเอง แต่เนื้อเยื่อที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ก็ถูกความร้อนสูงแผดเผาจนไหม้เกรียมไปอีก
ถูกทำลาย ฟื้นฟู ถูกทำลาย ฟื้นฟู... ตลอดสิบวันเต็มๆ ร่างกายของเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการสลับสับเปลี่ยนระหว่างสองสภาวะสุดขั้วนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งในวินาทีหนึ่ง เพลิงสวรรค์ปทุมแดงก็เดินทางมาถึงจุดตันเถียนในที่สุด
ในชั่วพริบตานั้น ความบ้าคลั่งทั้งหมดก็ราวกับถูกปิดสวิตช์ เปลวเพลิงหมุนวนเบาๆ ราวกับได้พบที่พักพิงที่แท้จริง แล้วทอดตัวลงบนฐานเต๋าห้าสีอย่างเงียบสงบ
ทันใดนั้นเอง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พลังวิญญาณมหาศาลทะลักเข้ามาดุจเขื่อนแตก พุ่งเข้าสู่เพลิงสวรรค์ปทุมแดงอย่างบ้าคลั่ง เปลวเพลิงลุกโชนขึ้น กลิ่นอายความแข็งแกร่งพุ่งทะยาน
เพียงชั่วพริบตา พลังวิญญาณสามส่วนในร่างของเสิ่นโม่ก็ถูกสูบไปจนหมดเกลี้ยง
โชคดีที่การดูดกลืนอย่างตะกละตะกลามนี้กินเวลาเพียงสิบกว่าอึดใจ ก็ค่อยๆ สงบลง เพลิงสวรรค์ปทุมแดงกลับคืนสู่ความสงบนิ่งอีกครั้ง
เสิ่นโม่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอย่างโล่งอก — สำเร็จแล้ว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพลิงสวรรค์ปทุมแดงดอกนี้ จะคอยรับฟังคำสั่งจากจิตใต้สำนึกของเขา เพียงแค่คิด มันก็จะปรากฏกายอานุภาพจะมากน้อยเพียงใด ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาทั้งสิ้น
เขาก้มลงมองสภาพตัวเอง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น "ผอมซูบเป็นไม้เสียบผีเลยแฮะ"
น่าเวทนาจริงๆ น้ำในร่างกายถูกระเหยไปเกือบครึ่ง สภาพเหมือนคนเพิ่งลอกคราบมาหมาดๆ
หากไม่ใช่เพราะเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาหลายเท่า แถมยังมีกายาเพลิงผลาญตะวันซึ่งเป็นกายาธาตุไฟระดับสูงสุด หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนธรรมดามาฝืนสยบเพลิงสวรรค์ปทุมแดงล่ะก็ ป่านนี้คงไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูกแล้ว
หลิ่วอวิ๋นเซวียนคงจะฝืนรับความร้อนนี้เข้าไปเต็มๆ ถึงได้ทิ้งรอยแผลเป็นแอบแฝงที่รักษายากเอาไว้มากมายขนาดนั้น
เสิ่นโม่ตั้งสมาธิ ตรวจสอบภายในจุดตันเถียนของตนเอง
เดิมทีที่นั่นเคยเป็นสระน้ำพลังวิญญาณที่มีฐานเต๋าล่องลอยอยู่
แต่ในตอนนี้ ผิวน้ำในสระลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด และบนฐานเต๋าก็มีเปลวเพลิงสีแดงก่ำลุกโชนอยู่อย่างเงียบสงบ
เขาลองคำนวณดูคร่าวๆ
ต่อให้ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ปล่อยให้เพลิงสวรรค์ปทุมแดง "นอนเล่น" อยู่เฉยๆ ทุกๆ สิบลมหายใจ มันก็จะสูบพลังวิญญาณของเขาไปหนึ่งในสิบส่วน
ตัวเลขนี้ค่อนข้างน่าตกใจทีเดียว
อย่าลืมว่าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับเทียนอย่าง 'คัมภีร์ผลาญนรกานต์' แถมยังมีฐานเต๋าอันสมบูรณ์แบบ ความเร็วในการฟื้นฟูพลังวิญญาณของเขานั้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด แต่ถึงกระนั้น ก็ทำได้แค่ฟื้นฟูให้ทันกับการสูบพลังของมันเท่านั้น
หากต้องใช้เพลิงสวรรค์ปทุมแดงในการต่อสู้จริงๆ อัตราการสูบพลังจะต้องน่ากลัวยิ่งกว่านี้หลายเท่าตัวนัก
"มิน่าล่ะ..." เสิ่นโม่ส่ายหน้ายิ้มๆ "ผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไป ถึงแทบจะไม่มีทางสยบของพรรค์นี้ได้เลย"
นี่มันไม่ใช่ของวิเศษแห่งฟ้าดินแล้ว นี่มันเครื่องดูดพลังวิญญาณชัดๆ
สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานทั่วไป ต่อให้โชคดีได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับเซวียนขั้นยอดเยี่ยม และสร้างฐานเต๋าอันสมบูรณ์แบบได้ ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว
แต่ด้วยความเร็วในการฟื้นฟูระดับนั้น สิบลมหายใจอย่างมากก็ฟื้นฟูพลังวิญญาณกลับมาได้แค่หนึ่งในสามสิบส่วนเท่านั้น
ต่อให้บำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงแค่ไหน ก็ไม่มีทางถมหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้งอย่างเพลิงสวรรค์ปทุมแดงนี้ได้เต็มหรอก
จุดจบสุดท้าย ก็หนีไม่พ้นการถูกสูบพลังจนแห้งเหือด กลายเป็นซากศพแห้งกรังไปในที่สุด
"เดี๋ยวก่อนนะ..."
เสิ่นโม่กำลังจะลุกขึ้น แต่แล้วการเคลื่อนไหวก็หยุดชะงักไป
"ระดับพลังของข้า..."
เสิ่นโม่นิ่งอึ้งไป "ข้าก้าวขึ้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นก้าวหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?!"
เมื่อครู่นี้เขาจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปกับการสยบเพลิงสวรรค์ปทุมแดง จนไม่ได้ใส่ใจความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองเลย
พอมาลองคิดดูดีๆ ก็สมเหตุสมผลอยู่
ตลอดสิบวันที่ผ่านมา เขากินโอสถเสริมรากฐานเข้าไปไม่หยุด 'คัมภีร์ผลาญนรกานต์' ก็โคจรด้วยความเร็วสูงสุดตลอดเวลาประกอบกับความร้อนระอุของเพลิงสวรรค์ปทุมแดง กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้การดูดซับฤทธิ์โอสถรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นก้าวหน้าไปโดยไม่รู้ตัว
"ข้ายังมีโอสถเสริมรากฐานอยู่อีกตั้งเยอะ..."
เสิ่นโม่ปรายตามองถุงเก็บของ แล้วสัมผัสได้ถึงไอพลังวิญญาณที่หนาแน่นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนภายในถ้ำ เขาก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
"โอกาสดีๆ แบบนี้ ถ้าไม่รีบกอบโกยให้เต็มที่ ก็เสียชาติเกิดแล้ว!"
เขาเทโอสถเสริมรากฐานทั้งหมดที่มู่หรงเยว่ให้มาออกมา แล้วยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ราวกับกำลังกินขนม จากนั้นก็เดินพลังตามเคล็ดวิชาอย่างเต็มกำลัง
พริบตาเดียว เขาก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุหมุน
ไอพลังวิญญาณรอบด้านหลั่งไหลเข้ามาหาเขาราวกับคนบ้า
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื่องจากอิทธิพลของเพลิงสวรรค์ปทุมแดง ไอพลังวิญญาณภายในถ้ำสวรรค์ชิงเสวียนแห่งนี้ จึงกลายเป็นไอพลังวิญญาณธาตุไฟเกือบทั้งหมด
ซึ่งเข้ากับกายาของเขาอย่างพอดิบพอดี ราวกับสวรรค์สร้างมาคู่กัน
ในขณะเดียวกัน
หลิ่วอวิ๋นเซวียนหอบหายใจแฮ่กๆ ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึงถ้ำชั้นที่สี่
การระบุตำแหน่งของผลึกเต๋าฟ้าดินนั้นไม่ได้แม่นยำนัก เขาจึงคาดเดาได้แค่ว่าเพลิงสวรรค์ปทุมแดงน่าจะอยู่ระหว่างถ้ำชั้นที่สี่หรือห้า แต่เขาเดาผิดไปเลือกถ้ำชั้นที่ห้าก่อน
เมื่อลงไปถึงก้นถ้ำแล้วพบแต่ความว่างเปล่า เขาจึงต้องยอมถอยกลับมา แล้วรีบมุ่งหน้ามายังถ้ำชั้นที่สี่แทน ในที่สุดตอนนี้เขาก็มาถึงที่หมายแล้ว
"อุณหภูมิ... ทำไมถึงพอๆ กับถ้ำชั้นที่ห้าเลยล่ะ?"
หลิ่วอวิ๋นเซวียนขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
เมื่อเลี้ยวผ่านหัวมุม ร่างของเขาก็แข็งทื่อไปในทันที
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ "ทะเลสาบ" กว้างใหญ่ที่มีสีส้มอมแดง
ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่ทะเลสาบ แต่มันคือทะเลเพลิง!
ทะเลเพลิงที่เต็มไปด้วยของเหลววิญญาณธาตุไฟ!
"อยู่นี่เอง!"
หลิ่วอวิ๋นเซวียนแทบจะตะโกนออกมาด้วยเสียงแหบพร่า "เพลิงสวรรค์ปทุมแดงต้องอยู่ที่นี่แน่ๆ!"
ด้วยความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง เขารีบล้วงไข่มุกที่แผ่ไอเย็นเยียบออกมา แล้วบีบให้แตกคามือ
หมอกน้ำแข็งหนาทึบระเบิดออก ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้จนมิดในพริบตา
นี่คือมุกหมอกน้ำแข็ง — สมบัติระดับเซวียนที่บิดาของเขา หลิ่วหยวนเฟิง มอบให้ก่อนจะเข้ามาในถ้ำ
เมื่อใช้งานหนึ่งครั้ง จะสามารถป้องกันความร้อนสูงได้เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งก้านธูป แม้จะไม่ใช่ของวิเศษระดับสุดยอด แต่ก็มีราคาสูงลิ่ว
ตลอดทางที่ผ่านมา เขาใช้ไปแล้วถึงหกเม็ด ตอนนี้เหลืออยู่ในมือเพียงไม่กี่เม็ดเท่านั้น เขาต้องเก็บไว้ใช้รับมือกับเพลิงสวรรค์ปทุมแดง
เมื่อมีมุกหมอกน้ำแข็งคอยปกป้อง หลิ่วอวิ๋นเซวียนก็ก้าวเท้าลงสู่ทะเลเพลิงอย่างไม่ลังเล มุ่งหน้าไปยังใจกลางทันที
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว...
เขากัดฟันกรอด ฝืนทนอย่างสุดกำลัง
เพราะเขารู้ดี ว่าความหวังอยู่แค่เอื้อมแล้ว
ขอเพียงแค่ทนผ่านไปได้ เขาก็จะได้ครอบครองเพลิงสวรรค์ปทุมแดง และกลายเป็นอัจฉริยะผู้ควบคุมเพลิงเต๋าแห่งฟ้าดิน!
นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักชิงเสวียนมา ยังไม่เคยมีใครสยบเพลิงเต๋าแห่งฟ้าดินได้สำเร็จมาก่อน
แม้แต่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก ก็ยังทำไม่สำเร็จ
หากเขาทำสำเร็จ เขาจะกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสำนักชิงเสวียน
ในอนาคต ต่อให้ย้ายไปสังกัดสำนักอื่น เพียงแค่มีเพลิงสวรรค์ปทุมแดง เขาก็สามารถสะกดข่มอัจฉริยะรุ่นราวคราวเดียวกันได้อย่างราบคาบ
ดังนั้น เขาจะต้องได้มันมาให้จงได้!
ร้อยก้าว สองร้อยก้าว...
ในที่สุด หลิ่วอวิ๋นเซวียนก็เดินมาถึงริมฝั่ง
และแล้ว เขาก็มองเห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง
คนผู้นั้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เปลือยเปล่าล่อนจ้อน
เปลวเพลิงสีแดงก่ำพันเกี่ยวอยู่รอบกายราวกับมีชีวิต กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ดูดุดันและแข็งแกร่งภายใต้แสงเพลิง ราวกับราชาผู้ควบคุมเปลวเพลิงก็ไม่ปาน
ลมหายใจของหลิ่วอวิ๋นเซวียนสะดุดกึก ใบหน้านั้น เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นใบหน้าที่เขาเคียดแค้นจนแทบอยากจะฉีกเนื้อกินเลือดทุกคืนวัน
เสิ่นโม่
แล้วสิ่งที่พันเกี่ยวอยู่รอบกายของเจ้านั่น ไม่ใช่เพลิงสวรรค์ปทุมแดงที่เขาใฝ่ฝันหาหรอกหรือ?
ใบหน้าอันหล่อเหลาของหลิ่วอวิ๋นเซวียนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ดวงตาเบิกโพลงแทบถลน
"เสิ่นโม่! ข้าจะฆ่าเจ้า!"
เขาแผดเสียงคำรามกึกก้อง ชักกระบี่ยาวข้างเอวออกมา แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่เสิ่นโม่ทันที