- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 37 ภาพพจน์ถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว
ตอนที่ 37 ภาพพจน์ถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว
ตอนที่ 37 ภาพพจน์ถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว
ตอนที่ 37 ภาพพจน์ถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว
เฟยซิงลุกขึ้นยืน หลังจากที่เขาตื่นขึ้น หมอกสีแดงก็ค่อยๆ สลายไป
เขามองไปยังร่างเปลือยเปล่าของอวี้ซวง แล้วมองลงมาที่แก่นกายของตนเองที่กำลังชูชัน แม้จะสัมผัสได้ถึงความปรารถนาของตนเอง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นควบคุมไม่ได้
เพราะครั้งนี้สติของเขาจมดิ่งอยู่กับการหลอมรวมบุปผามาร การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเหตุผลของเขา
มีเพียงอวี้ซวงตัวจริงผู้คุ้มกันให้เขาเท่านั้นที่ต้องรับกรรม
"ท่านเจินเหริน?"
เขาเรียกเบาๆ คำหนึ่ง
อวี้ซวงไม่ได้ตอบคำ ทันใดนั้นนางก็ยกมือขึ้นโบกเบาๆ
สายลมที่นุ่มนวลสายหนึ่งห่อหุ้มตัวเขาไว้ และส่งเขาออกไปนอกประตู
จากนั้นประตูห้องก็ปิดลง
นี่มัน...
เฟยซิงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง พลางเกาหัวแล้วหันไปมองนอกหอ
หิมะหยุดตกไปนานแล้ว
แสงสายัณห์แดงฉานดุจเพลิง ประทับอยู่บนฟากฟ้า
เวลาผ่านไปนานถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ใช่แล้ว อวี้ซวงต้องอดทนต่อกามารมณ์ที่รุนแรงอยู่หลายชั่วยาม ทว่าสุดท้ายเฟยซิงกลับตื่นขึ้นมาในจังหวะที่ย่ำแย่ที่สุด
เขามองประตูที่ปิดสนิทอีกครั้ง แล้วเดินกลับเข้าห้องตนเองอย่างจนใจ
...
ยามค่ำคืน
ในห้องของอวี้ซวง...
นางนอนอยู่บนเตียง จ้องมองเพดานอย่างเลื่อนลอย
เรื่องวาบหวามกับเฟยซิงครั้งแรก นางบอกตัวเองว่านางไม่มีกำลังขัดขืน จึงนับไม่ได้
เรื่องครั้งที่แล้ว นางยังบอกตัวเองว่าทำไปเพื่อช่วยให้เฟยซิงคืนสติจึงไม่ได้ขัดขืน
ทว่าครั้งนี้ แม้จะยังได้รับผลกระทบจากบุปผามารเซียนมัวเมา แต่นางก็ไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไป
ในภายหน้า นางจะทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร?
นางจะเผชิญหน้ากับเขาได้อย่างไร?
ทั้งที่ในลมหายใจสุดท้าย ก่อนที่เฟยซิงจะลืมตา นางมีโอกาสที่จะหยุด
แต่นางกลับทำต่อหน้าเขา แม้แต่หลังจากที่เขาตื่นขึ้นมา... หลังจากที่ดวงตาคู่นั้นมองดูนาง...นางยังคงช่วยตัวเองต่อไปจนถึงจุดยอดโดยไม่หลงเหลือภาพพจน์ใดๆ...
ยามนี้นึกถึงภาพนั้นขึ้นมา แก้มของนางก็แดงก่ำทันที ในใจทั้งอับอายและเสียใจ ได้แต่ตำหนิตนเองไม่หยุด
ดูเหมือนว่าคืนนี้ อวี้ซวงคงไม่อาจผ่านพ้นไปได้อย่างสงบสุขเสียแล้ว
…
เฟยซิงหลอมรวมบุปผามารเซียนมัวเมาสำเร็จหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่
ถ้าเช่นนั้นเขาล้มเหลวหรือ?
ก็ไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้
ผลึกที่เป็นตัวแทนของบุปผามารนั้น ในกระบวนการดูดซับปราณเซียนของเขา รอยประทับรูปบุปผาสดที่ใจกลางผลึกค่อยๆ กลายเป็นสีแดงชาด และหลังจากที่รอยประทับเปลี่ยนสีไป สีแดงนั้นก็ทะลุรอยประทับและเริ่มแผ่ขยายออกไปด้านนอก
ในที่สุด เมื่อมีผลึกวงเล็กๆ รอบรอยประทับเปลี่ยนสีไป สีแดงก็หยุดแผ่ขยาย
และไม่ว่าเขาจะรวบรวมปราณเซียนมาเท่าใด ผลึกนั้นก็ไม่ดูดซับอีกต่อไป
เฟยซิงสัมผัสได้ว่า สติของเขากับบุปผามารมีการเชื่อมต่อกันอย่างบางเบา และตระหนักได้ว่าด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ คงหลอมรวมได้เพียงส่วนเล็กๆ เท่านี้เอง
ถ้าเช่นนั้น...
มันมีความสามารถอะไรกันแน่?
แล้วตอนนี้เขาจะแสดงพลังออกมาได้มากน้อยเพียงใด?
คำตอบนี้เขาต้องสำรวจด้วยตนเอง
หลังจากกลับเข้าห้อง เฟยซิงเริ่มทดลองผ่านการเชื่อมต่ออันเบาบางกับบุปผามาร
บุปผามารรับรู้ถึงการเรียกขานของเขา มันขยับกลีบดอกเล็กน้อยราวกับตัวสลอธที่ขี้เกียจ
มันขยับตามความคิดของเขาแล้ว ดีมาก
แต่ยามนี้ไม่มีเป้าหมาย แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเล่า?
เฟยซิงรอคอยด้วยความหวัง
ในชั่วพริบตาต่อมา หมอกสีแดงที่เขาสามารถรับรู้และควบคุมได้ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ซี้ด...
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก สะบัดมือเก็บหมอกแดงนั้นกลับเข้าสู่ร่างกาย
หมอกแดงนี้ฟังคำสั่งเขา แต่ว่า...
สิ่งนี้จะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้?
ไปรักษาอาการนกเขาไม่ขันหรือความเย็นชาทางเพศของชายหญิงในโลกมนุษย์หรือ?
เฟยซิงถอนหายใจ พลางส่ายหัวอย่างจนใจ
ยังคงต้องยกระดับพลังต่อไป เพื่อหลอมรวมให้มากขึ้นและปลดล็อกความสามารถใหม่ๆ
ไม่เช่นนั้นหากเกิดการปะทะกันจริงๆ สมบัติวิเศษของคนอื่นเปล่งแสงสีทอง แต่สมบัติวิเศษของตนเองกลับพ่นยาเสน่ห์ออกมา มันจะดูเป็นอย่างไร?
...
ฝึกตนตลอดทั้งคืน
เฟยซิงพยายามกระตุ้นบุปผามารอีกหลายครั้ง ผลปรากฏว่ามีเพียงหมอกสีแดงออกมาโดยไม่มีข้อยกเว้น ทว่าหมอกนั้นมีผลกระทบต่อตัวเขาน้อยลงมาก ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้เขาเสียสติ
ทว่าในความไม่ตั้งใจ เขากลับค้นพบเรื่องที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง
โดยปกติแล้ว นอกจากประสาทสัมผัสเซียนจะตกลงบนตัวผู้อื่นอย่างชัดเจน หรือผู้ที่ปล่อยประสาทสัมผัสเซียนจะอยู่ใกล้ตัวมาก ไม่เช่นนั้นก่อนถึงระดับอภินิหาร ผู้บ่มเพาะเซียนจะค่อนข้างยากที่จะรับรู้ถึงประสาทสัมผัสเซียนของผู้อื่น อย่างมากก็เพียงมีความรู้สึกเลือนรางเท่านั้น
แต่เฟยซิงกลับพบว่า ตนเองสามารถรับรู้ถึงประสาทสัมผัสเซียนของผู้อื่นได้อย่างชัดเจนทันที
แม้จะไม่ถึงขั้นแม่นยำที่สุด แต่เขาก็สามารถระบุขอบเขตคร่าวๆ ได้
นี่ไม่ใช่สิ่งที่การทะลวงเข้าสู่ระดับพิจารณาจิตจะทำได้แน่นอน
เมื่อพิจารณาดูแล้ว เขาคิดว่านี่น่าจะเป็นความสามารถของบุปผามารในกายเขา
การที่เขาสามารถไวต่อปราณเซียนได้ถึงเพียงนี้ ก็น่าจะเป็นความสามารถของมันเช่นกันหรือไม่?
หากอยากรู้มากกว่านี้ ยังคงต้องยกระดับพลังและหลอมรวมบุปผาต่อไป
...
วันต่อมา ตลอดทั้งวัน เฟยซิงไปเคาะประตูห้องของอวี้ซวงหลายครั้ง เขารับรู้ได้ว่านางอยู่ในห้อง แต่อวี้ซวงกลับไม่ยอมตอบรับเลย
ผ่านไปอีกวัน
งานชุมนุมเซียนเหมยได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
พรรคและสำนักต่างๆ ต่างมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เรียกว่า "ดินแดนล้ำค่าท้าหิมะ" (อ้าวเสวี่ยเป่าตี้) ณ ใจกลางเขตงานชุมนุมเพื่อรวมตัวกัน
เฟยซิงไม่ได้พบหน้าอวี้ซวงตัวจริงมาสองวันเต็มแล้ว
ส่วนหยางชุนตัวจริง หลังจากคืนนั้นก็ไม่มาหาเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าไปเถลิดเปิดเปิงอยู่ที่ใด
ทว่าวันนี้ ในที่สุดเฟยซิงก็มีโอกาสได้พบอวี้ซวงแล้ว
เขาออกมาจากห้อง เหล่าศิษย์สำนักกระบี่หลิงซู่มารวมตัวกันที่ด้านล่างหอแล้ว อวี้ซวงก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
…….