- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 33 ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ
ตอนที่ 33 ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ
ตอนที่ 33 ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ
ตอนที่ 33 ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ
ตานเฟิงจึงคลายกังวลลงแล้วว่า "อ้อ เช่นนั้นก็ดี"
เฟยซิงกล่าวว่า "ตอนนี้ข้าต้องการเพียงแค่ยกระดับตบะเท่านั้น วิชาเซียนอื่นๆ ดูจะไม่ช่วยในเรื่องนี้ ข้าจึงพักเรื่องพวกนั้นไว้ก่อนขอรับ"
ตานเฟิงพยักหน้า แล้วกล่าวว่า "หนทางแห่งการบ่มเพาะไม่มีทางลัด หากเป็นฝ่ายธรรมะย่อมให้ความสำคัญกับการก้าวไปทีละขั้นอย่างมั่นคง"
เฟยซิงกล่าวว่า "ข้าเห็นในตำราเขียนไว้ว่า วิชากามเซียน (คู่บ่มเพาะ) นั้นสามารถช่วยเลื่อนระดับตบะได้รวดเร็วยิ่งนัก"
เมื่อตานเฟิงได้ยินดังนั้น คิ้วของนางก็เลิกขึ้นทันที แล้วกล่าวอย่างเข้มงวดว่า "วิชาที่ใช้การดูดหยินบำรุงหยาง หรือดูดหยางบำรุงหยินเพื่อเลื่อนระดับตบะอย่างรวดเร็วนั้น ล้วนเป็นวิชามารที่ไม่อาจให้อภัยได้ เจ้าอย่าได้ริเกิดความคิดชั่วร้ายเช่นนี้เด็ดขาด!"
เฟยซิงกล่าวว่า "เป็นเช่นนั้นแน่นอนขอรับ ข้าหมายถึงวิชาคู่บ่มเพาะที่เป็นฝ่ายธรรมะน่ะขอรับ"
"นั่นต้องใช้คนสองคนที่มีจิตใจรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งทำได้ยากยิ่ง อีกอย่าง..." ตานเฟิงกล่าวพลางหันหลังให้ แล้วหันมากล่าวด้วยท่าทางเขินอายว่า "ตอนนี้เจ้าพำนักอยู่ที่สำนักของข้า เจ้าคิดจะไปฝึกคู่บ่มเพาะกับใครกัน? หากศิษย์พี่มาได้ยินคำพูดนี้เข้า นางคงจะไล่เจ้าไปแน่ จำไว้ว่าเรื่องนี้ห้ามพูดถึงอีกเด็ดขาด"
"เรื่องอันใดห้ามพูดถึงอีก?"
เงาร่างของอวี้ซวงปรากฏขึ้นข้างๆ บนศีรษะของนางมีเกล็ดหิมะเกาะอยู่เล็กน้อย ดูเหมือนนางจะรีบกลับมา
นางมองมาที่ทั้งสองคน เมื่อครู่ได้ยินเพียงครึ่งประโยคสุดท้าย
"ไม่มีอะไรหรอก เรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญน่ะ" ตานเฟิงกล่าว "ข้าจะไปเรียบเรียงข้อมูลงานเหมยเซียนก่อน เดี๋ยวค่อยไปบอกพวกนาง"
พูดเสร็จนางก็เดินลงบันไดไปทันที
ก่อนไป นางยังเหลือบมองเฟยซิงทีหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณบอกไม่ให้เขาพูดอะไรเรื่อยเปื่อย
อวี้ซวงก็มองเขาแวบหนึ่ง แล้วถามว่า
"เจ้าเข้าสู่ขอบเขตพินิจจิตแล้วหรือ?"
เฟยซิงพยักหน้า
"ตามข้ามา"
อวี้ซวงกล่าวแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
เฟยซิงพยักหน้าและเดินตามเข้าไป
ถือเป็นโอกาสดีที่จะบอกเรื่องบุปผาปีศาจกับเจินเหริน
….
เนื้อหาของงานชุมนุมเหมยเซียนครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว
การประลองหลักประกอบด้วยสามด่าน
ด่านแรก คือการประลองปัญญา
แน่นอนว่า หากใช้ถ้อยคำของพวกเขา จะเรียกว่าการประลอง "ปฏิภาณ“ โดยเจ้าสำนักเซียนตงหวง ... ท่านชิงเฟิงจวิน จะเป็นผู้เขียนปริศนาธรรมด้วยตนเอง เพื่อให้เหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ เข้าร่วมไขปริศนา โดยมีกำหนดเวลาสามวันสามคืน
ด่านที่สอง คือการประลองสภาวะจิตใจ โดยมีการวางค่ายกลมายาหลายชั้น เพื่อวัดดูว่าใครจะสามารถออกมาได้รวดเร็วที่สุด มีกำหนดเวลาสองวันสองคืน
ด่านที่สาม คือการประลองยุทธ์ เป็นการประลองตัวต่อตัว โดยคัดเลือกผู้ที่มีคะแนนรวมจากสองด่านแรกดีที่สุดหนึ่งพันยี่สิบสี่คน มาประลองวันละหนึ่งรอบ เป็นเวลาสิบวันเพื่อหาผู้ชนะเลิศ
ตานเฟิงนำข้อมูลที่รวบรวมได้พร้อมประเด็นสำคัญที่พวกนางสรุปออกมา แจ้งให้ศิษย์ทั้งยี่สิบคนทราบผ่านกระแสจิต
ในขณะเดียวกัน อวี้ซวงก็กำลังเล่าภาพรวมให้เฟยซิงฟัง
"นอกจากนี้ ยังมีการประลองย่อยอีกเจ็ดประเภท ... พิณ หมากรุก อักษร ภาพ วรรณกรรม สุรา และบุปผา"
แน่นอนว่าเจ็ดประเภทนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าร่วมได้ เพราะต้องมีความเชี่ยวชาญถึงระดับที่สามารถเข้าประลองได้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ความชอบในยามว่างจะสามารถบรรลุถึงระดับนั้นได้
"ช่างรุ่มรวยสุนทรีย์ขนาดนั้นเชียว?" เฟยซิงรู้สึกประหลาดใจ
"แม้จะเป็นเพียงศาสตร์แขนงย่อย แต่ก็ใช่ว่าจะก้าวเข้าสู่วิถีแห่งสวรรค์ไม่ได้"
อวี้ซวงนั่งลงบนเตียง บุปผาสีขาวที่เฟยซิงมอบให้นางเมื่อคืนนี้ วางอยู่อย่างสงบที่หัวเตียง
เมื่อเช้านี้นางเกือบจะลืมหยิบมันออกมาจนเกือบเดินออกจากห้องไปทั้งอย่างนั้น ท้ายที่สุดนางเองก็ยังไม่เข้าใจว่า แค่ประดับบุปผากิ่งหนึ่ง เหตุใดจึงต้องเกรงว่าผู้อื่นจะมาเห็นเข้า
"เมื่อสามร้อยปีก่อน เคยมีเซียนหมากรุกใช้ใต้หล้าเป็นกระดานหมากรุกเดิมพันกับเต๋าสวรรค์ จนได้รับชัยชนะและบรรลุมรรคผลเป็นเซียน ห้าร้อยปีก่อน ประตูสวรรค์ก็เคยเปิดออกต้อนรับเซียนสุราท่านหนึ่งมาแล้ว"
เฟยซิงจินตนาการไม่ออกเลยว่าการใช้ใต้หล้าเป็นกระดานหมากรุกคืออะไร เพียงแต่อุทานด้วยความตกใจว่า "ดื่มเหล้าก็เป็นเซียนได้ด้วยหรือขอรับ?"
อวี้ซวงกล่าว "ประตูสวรรค์เปิดให้เซียนสุราผู้นั้นอยู่หนึ่งคืนเต็มๆ แต่เขากลับทำเป็นมองไม่เห็น และนั่งดื่มเหล้าอย่างบ้าคลั่งตลอดทั้งคืน พอตะวันขึ้นก็หัวเราะก้องแล้วจากไป หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย"
เฟยซิงตกตะลึง คิดในใจว่าถ้าไม่ใช่เพราะเมามากจริงๆ คงทำใจให้สงบและองอาจได้ขนาดนั้นไม่ได้หรอกมั้ง
แต่ไม่ว่าจะเป็นการประลองหลักหรือการประลองย่อย สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลย
"เจินเหรินพอจะทราบหรือไม่ว่า ชายหนุ่มที่ต่อสู้กับสตรีศักดิ์สิทธิ์นิกายเทียนซวงเมื่อเช้านี้มีที่มาอย่างไร?"
เขายังคงสนใจในเรื่องของคนมากกว่า
"นั่นคือศิษย์สำนักกระบี่ยวนไห่ มีนามว่า เจิ้งไหวเอิน"
"กล้าประจันหน้ากับสตรีศักดิ์สิทธิ์นิกายเทียนซวง คิดว่าคงไม่ธรรมดาแน่ๆ ใช่ไหมขอรับ?"
"ตอนที่เจ้ามาถึงเกาะนี้ เจ้าเคยเห็นหอสูงสีขาวเขียวที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า มีลวดลายมังกรแกะสลักอย่างวิจิตรหรือไม่?"
"พอจะมีภาพจำอยู่บ้างขอรับ"
"นั่นคือหอชิงเยว่ ในแต่ละปีหอนี้จะจัดทำ 'ทำเนียบมังกรดรุณ (เฟิ่งฉูหลินจื่อผิง)' โดยเรียงลำดับตามระดับ ฟ้า (เทียน) ดิน (ตี้) ลี้ (เสวียน) เหลือง (หวง) ตามด้วย ก ข ค ง และยังแบ่งเป็นขั้น สูง กลาง ต่ำ เพื่อประเมินเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ฝึกบ่มเพาะไม่เกินห้าสิบปี"
อวี้ซวงกล่าว
"เจิ้งไหวเอิน ชิงเฉิน ... ศิษย์คนสุดท้ายของเจ้าสำนักชิงจวินแห่งสำนักเซียนตงหวง และสตรีศักดิ์สิทธิ์นิกายเทียนซวงผู้นั้น ต่างถูกจัดอยู่ในระดับ ฟ้า ก ขั้นสูง (เทียนเจี่ยซ่าง) มานานหลายปีแล้ว"
เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเขาคือที่สุดในรุ่น เป็นมังกรและหงส์ท่ามกลางหมู่มวลมนุษย์เลยสิ?
เฟยซิงจึงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดเมื่อเช้าเหล่าเจินเหรินถึงดูตื่นตระหนกกันขนาดนั้น แม้แต่อวี้ซวงเจินเหรินเองก็ยังมีสีหน้าเคร่งเครียด
อวี้ซวงมองมาที่เขาแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า
"ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า หากได้รับสืบทอดมรรคผลอันยิ่งใหญ่ ก็อาจจะไม่แน่ว่าจะทัดเทียมกับพวกเขาไม่ได้"
ข้าเนี่ยนะ?
เฟยซิงกะพริบตา
"ข้าไม่ได้มีความสนใจในเรื่องการต่อสู้แก่งแย่งชิงดีหรอกขอรับ ในเมื่อบ่มเพาะเซียน ก็ควรจะเหมือนเจินเหรินที่ไม่ฝักใฝ่ทางโลกไม่ใช่หรือขอรับ? ข้าเพียงแค่ต้องการกำจัดบุปผาปีศาจในร่างกายออกไป หลังจากนั้น..."
จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองดูเหมือนจะไม่มีความปรารถนาอันใดเลย และก็ไม่มีเป้าหมายในอนาคตด้วย เขาเคยชินกับการอยู่เคียงข้างอวี้ซวงไปเสียแล้ว
แต่เจินเหรินเคยบอกไว้ว่า หลังจากที่เขาอ่านหนังสือหลายร้อยเล่มจบแล้วเขาก็สามารถจากไปได้ ตอนนี้แม้จะได้เรียนวิชาเซียนมา แต่ทันทีที่บุปผาปีศาจถูกถอนออกไป ดูเหมือนเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ข้างกายนางอีกต่อไปแล้ว
ถึงตอนนั้น เจินเหรินจะไล่ข้าไปไหมนะ?
………..