- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 32 พัฒนาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
ตอนที่ 32 พัฒนาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
ตอนที่ 32 พัฒนาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
ตอนที่ 32 พัฒนาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
"เอ๊ะ?" เฟยซิงมีสีหน้าประหลาดใจ
ตานเฟิงยิ้มแล้วกล่าว "คนอื่นอาจจะจำไม่ได้ แต่ข้าจะจำเสียงของเจ้าไม่ได้เชียวหรือ?"
"ข้า..." เฟยซิงกล่าว "ข้าสัมผัสถึงไอเซียนได้ค่อนข้างไว และก็สนใจชีพจรเยือกแข็งใต้ดินนั่นอยู่พอดี จึงเผอิญสังเกตเห็นเข้าขอรับ"
"ช่างบังเอิญขนาดนั้นเชียว?"
"นับว่าโชคดีขอรับ" เฟยซิงคิดชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "นิกายเทียนซวงข้าเคยเห็นในตำรา สตรีผมขาวผู้นั้นคือสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเทียนซวงอย่างนั้นหรือ?"
ตานเฟิงพยักหน้า "นามสตรีศักดิ์สิทธิ์นิกายเทียนซวงสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น มีนามว่าซุยรื่อ สตรีศักดิ์สิทธิ์รุ่นนี้พรสวรรค์โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ว่า... นิสัยยังคงร้ายกาจเหมือนเดิม"
สตรีศักดิ์สิทธิ์นิกายเทียนซวงนิสัยไม่ดีทุกคน ... ข้อมูลไร้ประโยชน์นี้ถูกเฟยซิงบันทึกไว้ในใจ
เฟยซิงกล่าวว่า "ข้าเห็นคนนิกายเทียนซวงล้วนมีผมขาว สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นยิ่งมีผมสีเงินโพลนไปทั้งศีรษะ นี่เป็นเพราะผลจากวิชาที่ฝึกอย่างนั้นหรือ?"
ตานเฟิงพยักหน้า "วิชาของนิกายเทียนซวงมีความพิเศษ ยิ่งผู้ฝึกมีความเข้ากันได้กับวิชามากเท่าไร ผมขาวก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น"
เช่นนั้นสตรีศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบันที่มีผมขาวทั้งศีรษะ ไม่ได้หมายความว่านางคือผู้ที่สวรรค์เลือกมาหรอกหรือ?
ตานเฟิงเดินมาที่ระเบียง วางหน้าอกอันอวบอิ่มทั้งสองลงบนราวระเบียง
เฟยซิงเผลอนำไปเปรียบเทียบกับขนาดของอวี้ซวงเจินเหรินโดยสัญชาตญาณ ... ทางนี้ดูจะใหญ่กว่าอีกหลายส่วน
ไม่รู้ว่าเป็นผลจากบุปผาปีศาจหรือไม่ เมื่อสัมผัสได้ว่าร่างกายส่วนล่างเริ่มมีความเคลื่อนไหว เขารีบสลัดความคิดนี้ออกจากสมองทันที
ตานเฟิงเอ่ยถาม "ว่าแต่เจ้าสังเกตเห็นดวงตาทั้งสองข้างของสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นไหม?"
"สังเกตเห็นขอรับ แดงก่ำราวกับโลหิต ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก"
ตานเฟิงมองออกไปนอกหน้าต่างที่หิมะโปรยปั้นแล้วกล่าวว่า
"ข้าเคยได้ยินคนเล่าว่า สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นมีชาติกำเนิดพิเศษ ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องคำสาปโลหิตอันรุนแรงและหนาวเหน็บ มีเพียงสิ่งที่มีความเย็นจัดและแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมาลบล้างกันได้ ซึ่งวิชาของนิกายเทียนซวงนั้นก็คือวิชาที่เยือกแข็งและแข็งแกร่งที่สุดพอดิบพอดี นางจึงได้เข้าร่วมกับนิกายเทียนซวง ดูสิ ช่างเป็นความบังเอิญที่พอดีเหลือเกิน... ไม่รู้ว่าเป็นพรหมลิขิตหรือไม่"
เสียงของตานเฟิงค่อยๆ แผ่วลง นางยื่นมือมากุมหน้าอก ... หัวใจดวงนั้นยังเต้นอยู่ และตอนนี้ยังอยู่ดี
เฟยซิงสังเกตเห็นแววตาของนางที่ฉายแววอิจฉา
นางกำลังอิจฉาอะไร? อิจฉาความโชคดีในคราบคราวเคราะห์ของสตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ?
เฟยซิงไม่รู้ เพียงแต่ยกยิ้มที่มุมปาก
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าเขา ตานเฟิงมองมาที่รอยยิ้มอันหล่อเหลาของเขาแล้วถามด้วยความสงสัย "มีเรื่องอะไรน่าขำอย่างนั้นหรือ?"
"เจินเหรินเป็นผู้บ่มเพาะ ตั้งเป้าหมายจะฝืนลิขิตสวรรค์เพื่อสำเร็จมรรคผลเป็นเซียน แต่ตอนนี้กลับมาพูดเรื่องพรหมลิขิต มันช่างดูย้อนแย้งจนน่าขำจริงๆ ขอรับ"
ตานเฟิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลง
"นั่นสินะ เจ้าพูดถูกแล้ว"
นางเงยหน้าขึ้นมาแล้วคลี่ยิ้มออกมา ในเวลานั้นเอง...
ลมดั่งเหล้าแรงกลิ่นหอมชวนเมามาย หิมะดั่งมวลบุปผาสีสันตระการตา
"เจ้าไม่ใช่ศิษย์สำนักข้า อีกทั้งศิษย์พี่อวี้ซวงยังเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาเซียนให้ ข้าก็ไม่ควรจะสอนอะไรเจ้า แต่ภายหน้าหากศิษย์พี่อวี้ซวงไม่อยู่ แล้วเจ้ามีข้อสงสัยอันใด ก็มาถามข้าได้นะ หากข้ารู้ ข้าจะตอบให้เจ้าทุกอย่าง"
นางดูเหมือนจะวางเรื่องที่หนักใจลงได้แล้ว หันข้างมามองเฟยซิง ชุดขาวตัวโคร่งไม่อาจปกปิดทรวดทรงอันอวบอัดของนางได้ เพียงแค่เน้นช่วงเอวเล็กน้อยก็เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่เย้ายวนใจ
"เช่นนั้นต้องขอบพระคุณเจินเหรินล่วงหน้าขอรับ"
เฟยซิงกล่าวพลางพยายามเบือนสายตาออกจากบั้นท้ายอันเต่งตึงที่ชวนมองนั้น
"แต่จิตใจเจ้าสงบนิ่งนัก คิดว่าในช่วงเริ่มต้นนี้คงไม่มีปัญหาอะไร แต่การบ่มเพาะก็ต้องหมั่นสำรวจตนเองเสมอ ต้องเน้นความมั่นคง อย่ารีบร้อนจนเกินไป ไม่ฉะนั้นหากไอเซียนปั่นป่วนยังนับเป็นเรื่องเล็ก แต่หากธาตุไฟเข้าแทรกย่อมเป็นเรื่องใหญ่"
นางกล่าวเตือนเฟยซิงอย่างจริงจัง ซึ่งก่อนหน้านี้อวี้ซวงก็เคยพูดจาคล้ายๆ กันนี้มาแล้ว
เฟยซิงถามว่า "แล้วการสำรวจตนเองต้องทำอย่างไรหรือขอรับ?"
ตานเฟิงกล่าว "ก็คือการขจัดความคิดฟุ้งซ่าน เพื่อให้ทะเลแห่งจิตสงบนิ่ง ในสำนักกระบี่ของเรามีบ่อน้ำพุกระบี่สามเหมันต์ ไว้เพื่อให้เหล่าศิษย์ได้ชำระล้างจิตใจและขจัดสิ่งปนเปื้อนโดยเฉพาะ"
ทะเลแห่งจิตของเขาตอนนี้ก็นับว่าสะอาดทีเดียว ... หากไม่นับบุปผาปีศาจดอกนั้น
เฟยซิงถามว่า "ข้าไปแช่ด้วยได้ไหมขอรับ?"
"น้ำพุกระบี่เปิดให้เฉพาะศิษย์ในสำนักเท่านั้น" ตานเฟิงยิ้มเยื้อน "อีกอย่าง สำนักเรามีแต่สตรี เจ้าเป็นบุรุษ ย่อมไม่เหมาะสมกระมัง"
นั่นสิ การขอยืมบ่ออาบน้ำสตรีช่างดูไม่สมควรจริงๆ
เฟยซิงพยักหน้า แล้วถามต่อ "แล้วแบบไหนที่เรียกว่ามั่นคงหรือขอรับ?"
"ก็คือการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างเช่น...ตอนนี้เจ้าอยู่ขอบเขตใดแล้ว?" ตานเฟิงทำตัวเหมือนครูในสำนักศึกษาที่เตรียมจะสั่งสอนเขาอย่างเต็มที่
"เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตพินิจจิตเมื่อครู่นี้ขอรับ"
"ดี พินิจจิต... หือ?"
ตานเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง มองมาที่เขาเพื่อยืนยัน
"ขอบเขตพินิจจิต?"
เฟยซิงพยักหน้า
เขาเพิ่งจะเริ่มฝึกบ่มเพาะได้ไม่นานไม่ใช่หรือ? หลังจากระดับเริ่มต้นของขอบเขตสัมผัสทั้งหกแล้ว ไม่ได้เรียกว่าพินิจจิตนะ
ตานเฟิงใช้จิตเซียนตรวจสอบร่างกายของเขา สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที
เป็นขอบเขตพินิจจิตจริงๆ! เหตุใดจึงรวดเร็วปานนี้?!
นางคิดว่าพอมองออกแล้วว่าทำไมศิษย์พี่อวี้ซวงถึงยอมถ่ายทอดวิชาเซียนให้เขา
ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งปานนี้ หากต้องใช้ชีวิตอย่างปุถุชนไปจนตาย ช่างเป็นการเสียของโดยแท้!
แต่ว่า ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง...
"ยามที่เจ้าฝึกบ่มเพาะ มีความรู้สึกไม่สบายที่ใดบ้างหรือไม่?"
เฟยซิงส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า "ยามที่ข้าดูดซับไอเซียนเข้าสู่ร่างกาย รู้สึกเหมือนร่างกายได้อาบน้ำพุที่ใสสะอาดท่ามกลางลมวสันต์ สดชื่นยิ่งนัก และเมื่อตอนทะลวงขอบเขต ทะเลแห่งจิตก็รู้สึกเหมือนได้รับการชำระล้าง ราวกับได้เกิดใหม่"
"เจ้าสามารถควบคุมไอเซียนได้ตามใจนึกหรือไม่?"
"แน่นอนขอรับ ราวกับแขนขาของตนเอง" เฟยซิงพูดพลางปล่อยไอเซียนสายหนึ่งออกมาจากปลายนิ้ว แปลงเป็นมังกรยาวที่ดูราวกับมีชีวิตจริงๆ
"อ้อ เช่นนั้นก็ดีแล้ว"
ตานเฟิงไม่ได้ล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเฟยซิงในทุกด้านเท่ากับอวี้ซวง หลังจากรู้ว่าเฟยซิงฝึกได้เร็วมาก สิ่งแรกที่นางกังวลคือกลัวว่าเขาจะเกิดปัญหาประหลาดๆ เพราะความเร็วนั้น
"แล้วเจ้าไม่ได้... ไปหลงเรียนวิชาที่ประหลาดๆ เข้าหรอกนะ?"
นางยังคงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
เฟยซิงกล่าวว่า "วิชาที่ข้าเรียน ล้วนเป็นสิ่งที่อวี้ซวงเจินเหรินมอบให้ทั้งสิ้น ตอนนี้เรียนเพียงแค่วิชาดูดซับไอเซียนที่เรียกว่า 'วิชาหยินหยางกลั่นพิสุทธิ์จากสองมลทิน' (เอ้อจั๋วฮวาชิงหยางอินหยางซู่) ขอรับ"
นี่คือวิชาเซียนพื้นฐานที่แพร่หลายในโลกแห่งการฝึกเซียน ผู้บ่มเพาะอิสระจำนวนมากก็มักจะเรียนวิชานี้เมื่อเริ่มเข้าสู่หนทางเซียน
…………