- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 30 บรรลุขอบเขตกวนซิน
ตอนที่ 30 บรรลุขอบเขตกวนซิน
ตอนที่ 30 บรรลุขอบเขตกวนซิน
ตอนที่ 30 บรรลุขอบเขตกวนซิน
ไอเย็นปรากฏขึ้นรอบตัวชายหนุ่มโดยไม่มีลางบอกเหตุ แยกออกเป็นสิบทิศทาง พุ่งแทงเข้าหาเขาจากรอบด้านประดุจกระบี่บิน
ชายหนุ่มกระชับกระบี่ยักษ์ควงขึ้นเหนือศีรษะ ไอเซียนดั่งคลื่นยักษ์พลันห่อหุ้มตัวเขาไว้เป็นทรงกลม
ไอเย็นกระทบเข้ากับโล่คลื่นน้ำ ผลึกน้ำแข็งและหยดน้ำระเบิดออกต่อเนื่อง สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ
กระบี่ยักษ์ตวัดวูบ ทรงกลมน้ำพลันระเบิดออก หยดน้ำเหล่านั้นถาโถมดั่งกระแสชล กลายเป็นม่านน้ำซัดเข้าหาซุยรื่อ
ซุยรื่อถอยหลังไปหลายวา ยกฝ่ามือขึ้นซัดออกไปหนึ่งครา ม่านน้ำเบื้องหน้าพลันจับตัวแข็ง กลายเป็นกำแพงน้ำแข็งทันที
พริบตาต่อมา กระบี่ยักษ์ก็ทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งออกมา ชายหนุ่มถือกระบี่กระโดดตัวอยู่กลางอากาศ ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังใบหน้าอันงดงามของซุยรื่ออย่างไม่ปรานี
ซุยรื่อร่ายมนตร์ในใจ นิ้วหยกชี้ไปกลางอากาศ ชั้นน้ำค้างแข็งพลันก่อตัวขึ้นที่ปลายกระบี่ ความเร็วในการพุ่งเข้าหาลดฮวบลง ยิ่งพุ่งไปข้างหน้า น้ำค้างแข็งที่ปลายกระบี่ก็ยิ่งหนาขึ้น และความเร็วก็ยิ่งช้าลง
นัยน์ตาชายหนุ่มหดวูบ ปราณกระบี่ดั่งคลื่นน้ำพุ่งทะลักออกจากปลายกระบี่ ทำลายน้ำค้างแข็งเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่น้ำค้างแข็งเหล่านั้นก็ไม่ได้เพียงแค่แช่แข็งปลายกระบี่ กลับฉวยโอกาสกลายเป็นใบมีดน้ำแข็งพุ่งแทงเข้าหาชายหนุ่ม
ในพริบตาเดียว ทั้งสองฝ่ายต่างเปลี่ยนตำแหน่งใต้ฝ่าเท้าต่อเนื่อง กระบวนท่าพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ใบมีดน้ำแข็งและลมปราณกระบี่ปะทะกันนัวเนีย ยากจะตัดสินแพ้ชนะ
วิชาของนิกายเทียนซวงและสำนักกระบี่ยวนไห่มีส่วนคล้ายคลึงกันอย่างมาก เล่ากันว่าทั้งคู่สืบทอดมาจากสำนักเดียวกัน จึงส่งเสริมและข่มกันไปในตัว
การต่อสู้ของทั้งคู่กลายเป็นการประลองความอึดของไอเซียนตามที่คาดไว้
จะหยุดมือเพียงเท่านี้ หรือจะบดบี้กันต่อไป ไม่มีใครล่วงรู้การตัดสินใจของพวกเขา
แต่ผู้สังเกตการณ์รอบข้างดูออกว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คงยากจะรู้ผลในเร็ววัน
มีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น
เกือบจะทันที
เฟยซิงสัมผัสได้ถึงไอเซียนสายเล็กๆ ในตัวซุยรื่อที่กำลังหมุนวนอย่างช้าๆ ก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งลงสู่เบื้องล่าง...
เขาลังเลอยู่ชั่วอึดใจ แต่ก็ตัดสินใจตะโกนออกไปว่า
"ระวัง!"
อวี้ซวงที่อยู่ข้างกายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่หัวคิ้วจะปรากฏแววกังวล
เบื้องล่าง เสียงตะโกนของเฟยซิงทำให้ซุยรื่อขมวดคิ้วเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ใบมีดน้ำแข็งสายหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากข้างหลังชายหนุ่ม!
นางแอบรวบรวมไอเซียนสายหนึ่งให้ตกลงสู่ชีพจรเยือกแข็งใต้ดิน แล้วอาศัยไอเย็นในชีพจรนั้นพุ่งย้อนขึ้นมาตามรอยแยกที่ถูกผ่าไว้แต่แรก กลายเป็นใบมีดน้ำแข็งลอบโจมตีชายหนุ่มที่อยู่กลางอากาศ
เดิมทีนึกว่าการลอบสังหารครั้งนี้จะสำเร็จแน่แท้ กลับไม่รู้ว่ามียอดฝีมือที่สัมผัสไวจากที่ใดส่งเสียงเตือน
ชายหนุ่มร้องตะโกนก้อง ตวัดกระบี่ฟันใบมีดน้ำแข็งเบื้องหลังแหลกละเอียด พลิกกายหลบมาข้างๆ
ทั้งคู่ต่างหันขวับมองไปทางเบื้องบนพร้อมกัน
เพื่อหลบเลี่ยงสายตาเหล่านั้น อวี้ซวงยื่นมือไปกุมมือเฟยซิงแล้วดึงเขาเข้าหาตัว
หน้าผาหินไม่ได้กว้างขวางนัก อวี้ซวงหันหลังพิงผาหิน และประจันหน้าแนบชิดกับเฟยซิง
ความอบอุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นปะทะเข้ามาพร้อมกัน เฟยซิงสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลอันอวบอิ่มทั้งสองที่แนบติดหน้าท้องของเขา ร่างกายของเขามีปฏิกิริยาตอบสนองในทันที
ไม่ใช่เพราะอิทธิพลของบุปผาปีศาจ แต่เป็นครรลองธรรมชาติล้วนๆ
อวี้ซวงเจินเหรินในอ้อมอกก้มหน้าต่ำ มองไม่เห็นสีหน้าของนาง เฟยซิงเพียงรู้สึกว่าเอวและขาของนางดูสั่นระริกเล็กน้อย มือทั้งสองกำเสื้อผ้าของเขาไว้แน่น
เบื้องล่าง ทั้งคู่ถอนสายตากลับ ชายหนุ่มมองไปทางซุยรื่อพลางแค่นเสียงฮึว่า
"เจ้าก็เริ่มใช้วิธีการเยี่ยงนี้แล้วหรือ"
ซุยรื่อไม่ได้สนใจเขา สายตามองไปไกลยังขอบฟ้า ที่นั่นมีแสงสีทองเรืองรองขึ้นมา
นางจึงหันหลังพาศิษย์นิกายเทียนซวงจากไปทันที
ชายหนุ่มเองก็สังเกตเห็นแสงสีทองนั้น รู้ว่าคนจากสำนักเซียนตงหวงคนนั้นน่าจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางนี้แล้ว
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนผู้นั้นตามมารบกับเขา ชายหนุ่มจึงจากไปเช่นกัน
ก่อนจากไป เขาประสานมือคารวะเบื้องบนพร้อมเอ่ยคำขอบคุณออกมาคำหนึ่ง
หลังจากทั้งคู่ลับตาไป อวี้ซวงก็รีบปล่อยมือจากเฟยซิง ผลักเขาให้ออกห่างจากตัวทันที ก่อนจะหันหลังให้แล้วกล่าวเสียงแผ่วว่า
"ข้าไม่ได้บอกเจ้าหรือว่า ห้ามเผยความสามารถนั้นออกมาเด็ดขาด?"
เฟยซิงก้มหน้าเอ่ยขออภัย "เมื่อครู่เห็นว่าคนผู้นั้นตกอยู่ในอันตราย ข้าจึงไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้"
โชคดีที่ไม่มีใครติดใจเอาความ อวี้ซวงได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พาเขาเหาะกลับลงไปยังพื้นราบเบื้องล่าง
หลังจากการก่อความวุ่นวายนี้ ไอเย็นยังคงพรั่งพรูออกมาจากรอยแยกไม่หยุดหย่อน ศิษย์สำนักต่างๆ ไม่อาจทนทานได้นานนัก การประลองในครั้งนี้จึงต้องยุติลงเพียงเท่านี้
สี่สำนักนัดแนะกันว่าวันหน้าหากมีโอกาสค่อยมาประลองกันใหม่ แล้วพากันกลับหอพัก
ชั่วครู่ต่อมา ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนพื้นที่ราบกลางไหล่เขา
สตรีในชุดเรียบง่ายส่ายหน้า สะบัดมือวูบหนึ่ง รอยแยกที่แผ่ไอเย็นก็ถูกลบเลือนหายไปจนเรียบเนียน จากนั้นนางก็สัมผัสถึงไอเซียนที่ตกค้างอยู่ในอากาศ แล้วจากไปในทิศทางหนึ่ง
...
ช่วงบ่าย
นกสีครามนับไม่ถ้วนคาบแสงรัศมีบินไปยังหอพักต่างๆ แจ้งข่าวคราวเกี่ยวกับรายละเอียดการแข่งขันในงานเหมยเซียนให้แต่ละสำนักทราบ
เจินเหรินทั้งสามท่าน อวี้ซวง ตานเฟิง และฉางอี้ ต่างออกไปสำรวจพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม
บนฟากฟ้าหิมะเริ่มโปรยปั้นลงมาอีกครั้ง ตกสู่เก๋งจีนและเรือสำราญในน้ำ แต่กลับไม่อาจพัดผ่านเข้าไปในหอพักที่แต่ละสำนักพำนักอยู่ได้ ดูเหมือนจะมีข่ายมนตร์ธรรมชาติที่ปิดกั้นปรากฏการณ์ทางอากาศเหล่านี้ไว้
ดังนั้นจะเห็นเพียงหิมะทับถมอยู่รอบหอพัก แต่ตัวหอพักกลับไม่มีเกล็ดหิมะเกาะติดแม้แต่น้อย สะอาดสะอ้านเหมือนใหม่
เฟยซิงอยู่ในห้อง ทำตามอย่างอวี้ซวงโดยการนั่งสมาธิบนเตียง
สติสัมปชัญญะของเขากำลังจมดิ่งลงสู่ทะเลแห่งจิตของตนเอง
ตั้งแต่ประสาทสัมผัสทั้งหกเปิดออกอย่างสมบูรณ์ แม้ในยามที่ไม่ได้ฝึกปรือ ไอเซียนก็ยังคงไหลเข้าสู่ร่างกายโดยอัตโนมัติ
สายธารไอเซียนไหลมารวมกันดั่งลำธารสู่ทะเลสาบ ทะเลสาบขยายใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อวานอีกหลายส่วน มีทีท่าว่าจะกลายเป็นมหาสมุทรในไม่ช้า
แม้การประลองของศิษย์ทั้งสี่สำนักจะทำให้เฟยซิงได้เปิดหูเปิดตา แต่ก็ไม่ได้สร้างความเข้าใจลึกซึ้งให้เขามากนัก
กลับเป็นการต่อสู้ระหว่างสตรีศักดิ์สิทธิ์นิกายเทียนซวงและชายหนุ่มจากสำนักกระบี่ยวนไห่ ที่แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่กระบวนท่านั้นรัดกุมกว่ามาก การรุกรับที่ผลัดกันเปลี่ยนไปมาทำให้ดูแล้วเพลินตาจนไม่อาจละสายตาได้
บนผิวน้ำที่สงบนิ่งพลันเกิดระลอกคลื่นขึ้น
ระลอกคลื่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นน้ำวนขนาดมหึมาที่ใจกลางทะเลสาบ
พริบตาต่อมา โลกใบนี้พลันพลิกกลับด้าน!
น้ำพุ่งสูงขึ้นพันวา คลื่นยักษ์ม้วนตัวขึ้นลง ม้วนเอาน้ำในทะเลสาบขึ้นมากลายเป็นมังกรวารีคำรามกึกก้องอยู่ระหว่างฟ้าดิน
ในเวลานั้น ภายในคลื่นน้ำดูเหมือนจะมีเสียงมังกรคำราม พยัคฆ์ก้อง สัตว์ป่าวิ่งพล่าน ปักษาร้องขาน...
แล้วทันใดนั้น ทุกอย่างก็เงียบสงบลง
ฟ้าดินกลับคืนสู่สภาพเดิม ทะเลสาบที่ใจกลางนั้นควบแน่นกลายเป็นตาน้ำเล็กๆ สงบนิ่งดังเดิม
เมื่อเทียบกับน้ำในทะเลสาบแล้ว น้ำพุนี้ข้นเหนียวกว่ามาก แต่กลับใสสะอาดอย่างยิ่ง มองเห็นกิ่งก้านได้ถึงก้นบึ้ง
เฟยซิงลืมตาขึ้น
เขาบรรลุขอบเขตกวนซิน (พินิจจิต) แล้ว
………..