- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 29 ซุยรื่อ
ตอนที่ 29 ซุยรื่อ
ตอนที่ 29 ซุยรื่อ
ตอนที่ 29 ซุยรื่อ
ไอกำจายในพงไพรหนาวเหน็บเสียดผิว กลิ่นอายน้ำค้างแข็งใต้เงาตะวันเย็นเยียบไปถึงสรรพางค์กาย
เบื้องหน้ากลุ่มผู้บ่มเพาะนิกายเทียนซวง มีบุรุษสองนายในเครื่องแต่งกายปักลวดลายวิจิตรบรรจงยืนนำหน้า
ทั้งคู่มีเส้นผมสีดำขลับแซมด้วยปอยผมสีดอกเลา ดูประหนึ่งชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ย่างเข้าสู่ช่วงอายุสามสิบ
เหล่าเจินเหรินจากอีกสี่สำนักที่เหลือ ไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งรู้ระดับตบะของพวกเขาได้อย่างชัดเจน และไม่มีใครกล้าใช้เนตรทิพย์หรือจิตเซียนล่วงล้ำเข้าไปตรวจสอบ
ทันใดนั้น ท่ามกลางหมู่มวลนิกายเทียนซวงที่องอาจกำยำ กลับมีเงาร่างอันบอบบางแอร่มระหงเดินก้าวออกมา
> นวลนางโฉมยงดั่งนางจิ้งจอกงามล้ำ สะกดใจอ๋องโจ้วจนควักหัวใจคน
> เส้นไหมหมื่นสายขาวราวเกล็ดน้ำค้าง ดวงเนตรสีชาดดั่งผลึกโลหิต
ปรากฏสตรีผมขาวนัยน์ตาสีแดงเดินออกมาจากระหว่างเจินเหรินทั้งสอง ยืนตระหง่านอยู่แถวหน้าสุดของกลุ่มคน
สตรีผู้นี้ดูราวกับดรุณีวัยสิบหกปี แต่ทรวดทรงกลับอ้อนแอ้นเย้ายวนยิ่งนัก สิริโฉมงดงามปานเทพธิดาจุติลงจากสรวงสวรรค์ หรือปีศาจจิ้งจอกหิมะจำแลงกายมา สีหน้าเฉยชาไม่ได้ลดทอนความเย้ายวนลงแม้เพียงส่วนเดียว กลับยิ่งกระตุ้นตัณหาในใจผู้พบเห็นให้เพิ่มขึ้นอีกสามส่วน
ท่ามกลางกลุ่มคนจากสี่สำนัก มีผู้หนึ่งอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความทึ่งว่า
"เป็นเด็กสาวที่งดงามเหลือเกิน!"
สิ้นเสียงคำชม นางก็ตวัดสายตาค้อนมอง หมวกบนศีรษะของศิษย์หนุ่มผู้นั้นพลันกลายเป็นน้ำค้างแข็ง ก่อนจะแตกกระจายกลายเป็นผลึกน้ำแข็งนับไม่ถ้วนด้วยเสียงดัง "ปั้ง"
ใบหน้าของเหล่าเจินเหรินพากันฉายแววประหลาดใจ ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะมาปรากฏตัวที่นี่
นามที่แท้จริงของนางไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่ฉายาที่นางสืบทอดมาจากรุ่นก่อนนั้นไม่มีใครไม่รู้จัก
ซุยรื่อ (ตะวันแตกดับ) ... นามเฉพาะสำหรับสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายเทียนซวง
หลังจากสตรีศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อนขึ้นรับตำแหน่งเจ้าสำนัก นางผู้ซึ่งบ่มเพาะเพียงสามสิบปีก็บรรลุถึงขอบเขตหยวนอิง (ก่อเกิดวิญญาณ) และได้กลายเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์คนใหม่ของนิกายเทียนซวง
เล่าขานกันว่าเมื่อคราวนางทะลวงขอบเขตจินตัน ท่ามกลางธารน้ำแข็งทางใต้สุด นางเพียงตัวคนเดียวได้ต่อสู้กับสัตว์ทะเลระดับลี้ขั้นสูงถึงสี่ตัว
ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน สัตว์ทะเลเหล่านั้นตายไปสองและหนีไปสอง ส่วนนางบรรลุถึงขอบเขตหยวนอิง ทำให้นามขจรขจายไปทั่วทะเลเซียวเหยา
อัจฉริยะฟ้าประทานเช่นนี้ เหตุใดไม่บ่มเพาะที่ธารน้ำแข็งขั้วใต้ กลับดั้นด้นมาเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยเซียนที่นี่?
มาดูแลรุ่นน้องอย่างนั้นหรือ? นั่นไม่น่าจะเป็นเรื่องที่นางต้องทำด้วยตนเองกระมัง
เจินเหรินร่างกำยำท่านหนึ่งจากนิกายหลีฮั่วก้าวไปข้างหน้า ประสานมือคารวะแล้วถามอย่างระแวดระวังว่า
"สำนักของข้ากำลังแลกเปลี่ยนวิชากับสหายร่วมทางอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่าสำนักอันสูงส่งของท่านมีธุระอันใดหรือ?"
วงแหวนอัคคีหมุนวนอยู่รอบกายเขาตามปกติ อุณหภูมิสูงล้ำจนยากที่จะเข้าใกล้
เจินเหรินสองท่านที่ยืนขนาบซ้ายขวาของซุยรื่อยังคงหลับตาอยู่ หนึ่งในนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ใต้ผืนดินนี้มีชีพจรเยือกแข็งอยู่แห่งหนึ่ง เหมาะสมแก่การบ่มเพาะของศิษย์สำนักข้า"
"ชีพจรเยือกแข็ง?"
เหล่าเจินเหรินจากสี่สำนักได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้ง มองหน้ากันไปมา เห็นชัดว่าไม่มีใครสัมผัสได้ถึงชีพจรเยือกแข็งที่ว่าเลย
แต่การที่นิกายเทียนซวงกล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะมาแย่งชิงสถานที่หรอกหรือ?
อย่างไรเสียก็นับเป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในทะเลเซียวเหยา เหตุใดจึงใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นเช่นนี้?
สีหน้าของทุกคนดูไม่สู้ดีนัก แต่ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกไป มีเพียงเจินเหรินร่างกำยำจากนิกายหลีฮั่วที่รวบรวมความกล้ากล่าวเสียงเข้มว่า
"การกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของสำนักใหญ่กระมัง?"
ชาวโลกต่างรู้ดีว่า สำนักนิกายเทียนซวงตั้งอยู่ทางใต้สุดใกล้กับเขตธารน้ำแข็ง
ชาวโลกต่างรู้ดีว่า สถานที่แห่งนั้นหนาวเหน็บยิ่งนัก นิสัยของพวกเขาก็เย็นชาเช่นกัน จึงไม่ชอบการเจรจาพาที
เมื่อขาดการสื่อสาร ย่อมเกิดความขัดแย้งได้ง่าย
และเมื่อมีความขัดแย้ง ย่อมตามมาด้วยการปะทะ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะลงมือ
นานวันเข้า พวกเขาจึงรู้สึกว่าการลงมือได้ผลดีกว่าการพูดจา จึงยิ่งไม่ชอบการเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเข้าไปใหญ่
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำซักถามของเจินเหรินนิกายหลีฮั่ว สีหน้าของซุยรื่อยังคงไม่เปลี่ยน ไม่แม้แต่จะปริปาก
เจินเหรินสองท่านข้างกายก็นิ่งเงียบเช่นกัน หนึ่งในนั้นลืมตาขึ้นมองเขาเพียงแวบเดียว เปลวไฟรอบกายเขาก็ดับวูบลงราวกับเทียนต้องลม ตัวเขาเองส่งเสียงครางในลำคอแล้วถอยหลังไปหลายก้าว
อีกคนหนึ่งสะบัดนิ้วดีดออกไป ไม่ทันที่ผู้ใดจะตอบโต้อะไร บนพื้นราบอันกว้างใหญ่พลันปรากฏรอยแยกยาวกว่าสิบจั้ง
ดินหินเดิมกลายเป็นผงผลึกน้ำแข็ง ไอเย็นพุ่งพล่านออกมาจากรอยแยกนั้นทันที
ใต้ดินมีชีพจรเยือกแข็งอยู่จริง
ชีพจรเยือกแข็งเหมาะสมแก่การฝึกฝนของนิกายเทียนซวงจริง
และพวกเขาก็ตั้งใจจะใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นจริงๆ
"เจินเหริน" เฟยซิงเอ่ยขึ้น
อวี้ซวงที่ยืนคุ้มกันอยู่ข้างหน้าส่ายหน้าให้เขา
เมื่อได้เห็นฝีมือเช่นนี้ ผู้คนในสนามต่างพากันนิ่งเงียบด้วยความหวาดกลัวดั่งจิ่งจอกในฤดูหนาว
แม้จะเจ็บแค้นใจเพียงใด แต่เมื่อมองไปยังรอยแยกบนพื้น ก็ได้แต่จำใจกลืนความขมขื่นลงคอ ไม่เช่นนั้นนิ้วต่อไปจะตกลงที่ใดก็ยากจะคาดเดา
"ข้าก็นึกว่าใครมาทำสามหาวอยู่ที่นี่ ที่แท้ก็เป็นพวกใบ้กลุ่มนี้นี่เอง"
เสียงบุรุษอันห้าวหาญพลันล่องลอยมาจากกลางอากาศ
ปรากฏร่างชายหนุ่มคนหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากนภา สวมชุดสีครามเข้มปักลวดลายคลื่นสมุทร
> สะพายกระบี่ยักษ์กายกำยำ สง่างามดวงตามีประกาย
> แม้ซ่อนกายใต้ทะเลลึกยากเห็นตะวัน ยอมสละตนเพื่อชำระใต้หล้าให้กระจ่าง
ชายหนุ่มผู้นี้ปล่อยผมสยายประบ่า ท่าทางสงบนิ่ง กระบี่ยักษ์เบื้องหลังเปล่งประกายระลอกน้ำ คิ้วหนาแฝงไว้ด้วยความเที่ยงธรรม
อวี้ซวงขยับถอยหลังไปสองสามก้าวพร้อมดึงเฟยซิงไปด้วยอย่างเงียบเชียบ
ฉางอี้เมื่อเห็นเครื่องแต่งกายของผู้นี้ก็ใจหายวาบ มองไปทางตานเฟิงด้วยความไร้ที่พึ่ง
ตานเฟิงตบไหล่นางเบาๆ ทว่ามือของนางเองก็สั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่
นิกายเทียนซวงเพิ่งมาถึง ยังมีสำนักกระบี่ยวนไห่ตามมาอีก ขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ทั้งสองนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำนักเล็กๆ อย่างพวกนางจะไปล่วงเกินได้เลย
ชายหนุ่มมองไปทางซุยรื่อแล้วกล่าวว่า
"มาก่อเรื่องที่นี่ เจ้าไม่กลัวเจ้าคนจากสำนักเซียนตงหวงนั่นจะตามมาหรือ? ช่วงนี้นางยิ่งไม่ค่อยอยู่นิ่ง พอมีงานเหมยเซียนแบบนี้ ไม่รู้จักตื่นเต้นขนาดไหน"
ซุยรื่อเหลือบมองเขา แล้วในที่สุดก็เอ่ยปากว่า
"ธุระอันใดของเจ้า?"
น้ำเสียงของนางต่างจากความเฉยชาของอวี้ซวง หรือความดุดันของกวั่งซา แต่มันเย็นเยียบประดุจน้ำค้างแข็ง ฟังแล้วหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
"ใช้อำนาจข่มเหงคน ข้าเห็นแล้ว ย่อมต้องสอดมือเข้ายุ่ง"
ชายหนุ่มกล่าวพลันยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่ตัวกระบี่
กระบี่ยักษ์ลอยละลิ่ว หมุนเคว้างกลางอากาศก่อนจะตกลงมาอยู่ในมือเขา
ซุยรื่อไม่พูดจา แต่ไอเซียนที่แฝงความหนาวเหน็บพุ่งออกจากร่างกายของนาง
เจินเหรินสองท่านข้างกายพาศิษย์คนอื่นๆ ถอยห่างออกไป เจินเหรินจากอีกสี่สำนักเห็นดังนั้นก็รีบสั่งให้ศิษย์ของตนหลีกไปให้ไกลเช่นกัน
อวี้ซวงจูงมือเฟยซิง เหาะพาร่างเขาไปหลบอยู่ข้างยอดเขาหินเบื้องบน
ใจกลางพื้นที่ราบพลันว่างเปล่า เหลือเพียงพวกเขาสองคนที่เผชิญหน้ากัน
…………