เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 โอสถสร้างรากฐาน

บทที่ 19 โอสถสร้างรากฐาน

บทที่ 19 โอสถสร้างรากฐาน


บทที่ 19 โอสถสร้างรากฐาน

สำนักปี้ไห่

ยอดเขาน้ำตกเย็น

ฟางชิงมองหาตาน้ำพุแห่งหนึ่ง

ตาน้ำพุแห่งนี้ปราณวิญญาณไม่เพียงพอ จึงไม่ติดระดับ ทว่าภายใต้สัมผัสจากพลังเวทวิถี 【วารีทะยาน】 ของเขา มันกลับแฝงไปด้วยพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น การนำมาใช้ผสมยาถือเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุด

"เป็นดังคาด เจตจำนงของวิถี 【วารีทะยาน】 ยังมีอีกหลายส่วนที่สามารถขุดค้นออกมาได้..."

เดิมทีฟางชิงเพียงตั้งใจจะใช้พลังบำเพ็ญระดับหลอมลมปราณขั้นกลาง เพื่อทดลองปรุงโอสถด้วยวิชาวารีอีกครั้ง

ทว่าวันนี้เมื่อเกิดความคิดชั่ววูบ แปรเปลี่ยนเป็นพลังเวทวิถี 【วารีทะยาน】 กลับพบกับความประหลาดใจที่คาดไม่ถึง

แปะ!

เขาตบถุงเก็บของที่เอวเบาๆ กล่องหยกสามใบพุ่งออกมา ภายในบรรจุหญ้าเสริมปราณ บุปผาประสานจิต และน้ำสกัดจากปลาวิเศษหยกวิเศษ ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบสำหรับหลอม 'น้ำทิพย์หยกวิเศษ' ทั้งสิ้น

หลังจากสูดปราณสำเร็จ ฟางชิงก็คลุกคลีอยู่ในตลาดนัดหลายแห่งในปาจวิ้นของโลกกู่สู้ ซื้อมาขายไปจนกลายเป็นพ่อค้าคนกลางระหว่างสองภพ แลกเปลี่ยนจนได้แต้มความดีความชอบมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นจึงกว้านซื้อบันทึกการปรุงโอสถและวัตถุดิบต่างๆ มาจนครบ เตรียมจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อยกระดับวิชาการปรุงโอสถของตนเอง

"จงไป!"

ฟางชิงเริ่มสกัดบุปผาเสริมปราณก่อนเป็นอันดับแรก

เขาโคจรเคล็ดวิชาควบคุมวารี ทำให้น้ำพุวิญญาณบังเกิดน้ำวนขึ้นมา

คราวนี้ ฟางชิงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน จุดที่เคยติดขัดและเข้าใจยากในอดีต ภายใต้พลังเวทวิถี 【วารีทะยาน】 ของเขา กลับคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดาย

แม้จะยังคงเป็นกระบวนท่าสามผลัดเสวียนหยวน ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด มันกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายของ 'หกน้ำวนดาราเหิน' อยู่จางๆ

'วิถี 【วารีทะยาน】 มีอีกสมญานามว่า 【น้ำพุวารี】 น้ำพุวิญญาณย่อมสังกัดอยู่ในนั้น ด้วยเหตุนี้พลังในการควบคุมน้ำพุของข้าจึงเพิ่มพูนขึ้นมหาศาลสินะ?'

ฟางชิงลอบบังเกิดความรู้แจ้งขึ้นในใจ

ในยามนี้ สภาวะของเขาเรียกได้ว่าดีเยี่ยมจนหาที่เปรียบมิได้ หลังจากจัดการกับหญ้าเสริมปราณเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มขัดเกลาบุปผาประสานจิตและน้ำสกัดจากปลาวิเศษหยกวิเศษต่อทันที

จากนั้น จึงเป็นการหลอมรวมและบ่มเพาะของเหลวโอสถต่างๆ...

ข้อเสียของการปรุงโอสถด้วยวิชาวารีที่ผู้คนต่างพากันตำหนิ คือการที่ต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งนานกว่าการปรุงโอสถด้วยวิชาไฟอยู่หลายเท่าตัว

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน บ่อน้ำพุวิญญาณเบื้องหน้าฟางชิงได้แปรเปลี่ยนเป็นสระโอสถโดยสมบูรณ์ และเริ่มส่งกลิ่นหอมประหลาดออกมาจางๆ

"ดียิ่ง มาถึงขั้นนี้แล้ว เพียงแค่รอคอยให้สรรพยาตกตะกอนอย่างช้าๆ และขั้นตอนสุดท้ายคือการสกัดน้ำทิพย์วิญญาณออกมาก็เป็นอันใช้ได้"

ฟางชิงระบายลมหายใจยาวออกมา ในดวงตาฉายแววตื่นเต้น เขานั่งขัดสมาธิลงและเริ่มรอคอยอย่างเงียบเชียบ

"ตามที่ตำราโอสถระบุไว้ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาสองถึงสามวัน ยังดีที่ไม่ต้องเฝ้าหน้าเตาไฟทั้งวันทั้งคืนเหมือนการปรุงโอสถด้วยวิชาไฟ... ทว่าก็ต้องเสียพละกำลังไปไม่น้อยเช่นกัน"

...

"เอ๊ะ? กลิ่นหอมโอสถนี่มัน?"

"สีเขียวดุจมรกต กลิ่นอายใสสะอาด... ดูท่าสระโอสถวิญญาณตรงนั้นใกล้จะสำเร็จแล้วกระมัง คาดว่าน่าจะเป็นน้ำทิพย์หยกวิเศษ ไม่รู้ว่าเป็นศิษย์พี่ท่านใดกัน?"

ยอดเขาน้ำตกเย็นเป็นพื้นที่สาธารณะ มีศิษย์เกาะโอสถอยู่ไม่น้อย จึงมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติและอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจทันที

"คนผู้นั้น... ดูเหมือนจะเป็นฟางชิงมิใช่หรือ?"

"โอ้? ศิษย์เด็กเส้นคนนั้นน่ะรึ?"

"ชู่ว... ในเมื่อเขาสามารถหลอมน้ำทิพย์วิญญาณระดับหนึ่งได้สำเร็จ ย่อมถือเป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถที่ติดระดับแล้ว ในภายหน้าฐานะย่อมต่างไปจากเดิมมาก ควรจะระมัดระวังไว้บ้าง ระวังภัยจะมาถึงตัวเพราะปาก"

"จุ๊ๆ... ได้ยินว่าคนผู้นี้มีเรื่องบาดหมางกับหลี่อวี่ซูที่เป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์ฝูอวิ๋นจื่อมิใช่หรือ? ทว่าหลี่อวี่ซูผู้นั้นกลับดวงไม่ดีนัก ก่อนหน้านี้บอกว่าจะกักตัวทะลวงคอขวดระดับหลอมลมปราณขั้นกลาง ทว่ากลับล้มเหลว ซ้ำยังสูญเสียปราณหยวนไปไม่น้อย..."

"หลี่อวี่ซูรึ? จำได้ว่าเขามีรากวิญญาณระดับกลางมิใช่หรือ? ไฉนถึงได้ติดอยู่ที่คอขวดเล็กๆ ของระดับหลอมลมปราณขั้นกลางได้เล่า? ดูท่าพรสวรรค์ระดับกลางของเขา คงจะได้รับการประเมินมาอย่างคาบเส้นเป็นแน่..."

...

เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้านมิได้ถูกปกปิดไว้แต่อย่างใด จึงเข้าหูฟางชิงจนหมดสิ้น

'นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีข่าวคราวของเจ้าหลี่อวี๋ตั้นนั่นด้วย?'

เมื่อได้ยินว่าคนผู้นั้นทะลวงด่านล้มเหลว เขากลับรู้สึกปลอดโปร่งใจ เขาจึงลุกขึ้นยืนและประสานมือคารวะไปรอบทิศ "ศิษย์ร่วมสำทุกท่าน... น้ำทิพย์วิญญาณในสระของข้ายังหลอมไม่เสร็จสมบูรณ์ ขอความกรุณาทุกท่านช่วยหลีกทางให้ศิษย์น้องผู้นี้สักเล็กน้อย รอจนน้ำทิพย์วิญญาณสำเร็จแล้ว ข้าต้องมีของตอบแทนแน่นอน"

"ฮ่าๆ... พวกเราถอยออกไปห่างหน่อยเถิด อย่าได้ไปรบกวนปราณโอสถของน้ำพุวิญญาณเลย"

เหล่าศิษย์พี่ต่างพากันรู้สึกว่าคำพูดของฟางชิงนั้นมีเหตุผลอย่างประหลาด จึงพากันถอยห่างออกไปในระยะที่เหมาะสม

ฟางชิงเฝ้ามองอยู่เงียบๆ เขารู้ดีว่านี่คือผลลัพธ์จากความสามารถ 'วาทศิลป์เป็นเลิศ' ของเขาเอง

'อืม ผู้ที่มีระดับพลังสูงกว่าข้า หรือผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่... ย่อมมีความต้านทานต่อคำพูดได้มากกว่า'

'อีกทั้ง... การโน้มน้าวด้วยคำพูด สุดท้ายแล้วยังต้องขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่จับต้องได้หรือพละกำลังที่เหนือกว่า หากมีการให้สัญญาว่าจะตอบแทนด้วยของล้ำค่า พลังในการโน้มน้าวของวาทศิลป์ย่อมพุ่งสูงขึ้นอีกมาก...'

สองวันต่อมา ดวงตาของฟางชิงพลันสว่างวาบ เขาประสานมือร่ายอาคม ซัดพลังเวทสายแล้วสายเล่าเข้าสู่สระโอสถเบื้องหน้า

เห็นเพียงสระโอสถที่เดิมทีใสสะอาด ยามนี้ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายชั้นอย่างชัดเจน

ชั้นบนสุดมีสีเขียวมรกตดุจหยก เพียงแค่ได้กลิ่นเพียงเล็กน้อย ก็รู้สึกได้ว่าพลังเวทภายในร่างกายเริ่มสั่นไหว

"เป็นโอสถที่ช่วยเพิ่มพูนพลังเวทจริงๆ ด้วย..."

ฟางชิงยิ้มบางๆ พลางหยิบน้ำเต้าหนังเขียวขนาดเล็กสิบกว่าใบออกมาจากถุงเก็บของ

น้ำเต้าเหล่านี้มีขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารก ซึ่งมือของคนปกติสามารถกำได้มิด ถือเป็นภาชนะที่ทำขึ้นเพื่อบรรจุน้ำทิพย์วิญญาณโดยเฉพาะ

"จงมา!"

เขาชี้นิ้วออกไป 'น้ำทิพย์หยกวิเศษ' สายหนึ่งพุ่งทะยาน ตกลงสู่ภายในน้ำเต้าหนังเขียวใบหนึ่งจนเต็มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกฟางชิงปิดจุกไว้

ครู่ต่อมา น้ำเต้าหนังเขียวสิบสองใบก็ถูกวางเรียงรายกันตามลำดับ

นี่คือคุณสมบัติอีกประการหนึ่งของการปรุงโอสถด้วยวิชาวารี แม้จะใช้เวลานาน ทว่าปริมาณที่ได้กลับมหาศาล!

"ยินดีด้วยศิษย์พี่ ที่หลอมได้สำเร็จ!"

เหล่าศิษย์เกาะโอสถรอบด้านต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดี บ้างก็มีสีหน้าหม่นหมอง เห็นได้ชัดว่าคงจะนึกถึงความล้มเหลวในการปรุงโอสถของตนเอง...

"ขอบพระคุณศิษย์น้องทุกท่าน... น้ำทิพย์หยกวิเศษนี้ให้ผลต่อข้าไม่มากนัก ในเมื่อพบเจอกันย่อมมีส่วน ข้าขอเก็บไว้เพียงน้ำเต้าเดียวก็พอ"

ฟางชิงลุกขึ้นยืน พร้อมกับประสานมือคารวะไปรอบๆ

ธรรมเนียมโบราณของปรมาจารย์ปรุงโอสถ คือการมอบโอสถเตาแรกที่หลอมสำเร็จให้แก่สหายร่วมวิถี

ยามนี้เหล่าศิษย์น้องได้รับผลประโยชน์ไปแล้ว อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจาก 'วาทศิลป์เป็นเลิศ' จึงพากันรู้สึกว่าฟางชิงผู้นี้เป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่ง

คำพูดเหลวไหลของหลี่อวี่ซูนั่น เกรงว่าคงเชื่อถือไม่ได้!

"ยินดีด้วยศิษย์น้องฟาง ที่เข้าสู่ระดับปรมาจารย์ปรุงโอสถสำเร็จ"

ในตอนนั้นเอง ศิษย์ขอบเขตหลอมลมปราณขั้นกลางคนหนึ่งที่มีใบหน้าหล่อเหลา เส้นผมมีสีขาวและดำปนกันครึ่งต่อครึ่ง ร่างกายส่งกลิ่นหอมโอสถจางๆ เดินเข้ามาแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้ม "ข้ามีนามว่าสวีอวี่ซู..."

"ที่แท้ก็คือศิษย์พี่สวี"

ฟางชิงสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นพลังเวทที่ล้ำลึกกว่าตนเอง จึงรีบทำความเคารพทันที

"ข้ามองดูท่วงท่าของเจ้า แม้จะยังดูอ่อนหัดไปบ้าง ทว่ากลับดูเป็นธรรมชาติประหนึ่งสรรค์สร้างขึ้นมาเอง คงจะเป็นพวกครูพักลักจำสินะ? ประจวบเหมาะกับที่อีกไม่นาน ท่านเจ้าเกาะผู้อาวุโสเทียนติ่งจะเปิดเตาปรุงโอสถ ศิษย์น้องควรรีบไปลงทะเบียนรับรองฐานะเสียให้เรียบร้อย จากนั้นจึงค่อยติดตามท่านผู้อาวุโสเทียนติ่ง หากได้เรียนรู้เพียงเศษเสี้ยววิชา ย่อมสามารถใช้ประโยชน์ได้ไปตลอดชีวิตแล้ว"

สวีอวี่ซูเอ่ยเตือน

"อืม"

ฟางชิงเองก็มีความตั้งใจเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดเขาต้องแจ้งต่อสำนักเรื่องที่ตนเองกลายเป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถที่ติดระดับอย่างเป็นทางการ

หากเป็นเช่นนั้น ภารกิจบังคับย่อมมิต้องออกไปเสี่ยงอันตรายนอกสำนักอีกต่อไป

การปล่อยให้บุคลากรสายการผลิตที่ล้ำค่าไปเป็นเบี้ยใช้แล้วทิ้งในสนามรบ มิใช่สิ่งที่ขุมกำลังที่เติบโตเต็มที่พึงกระทำ

'ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่นี่พูดจาไพเราะนัก แม้แต่คนอย่างหลี่อวี่ซู อย่างมากก็แค่กีดกันข้า ไม่ได้ลอบปล้นฆ่าข้าเหมือนสถานที่เฮงซวยนั่น... ข้าชอบที่นี่มากจริงๆ หากเป็นไปได้ก็อยากจะปรุงโอสถอยู่ในสำนักไปตลอดโดยไม่ออกไปไหนเลย...'

เกาะโอสถ ตำหนักใหญ่

ฟางชิงจงใจแปรเปลี่ยนพลังเวทวารีดำขั้นสี่ออกมา เพื่อมาแจ้งเรื่อง

เขาเตรียมจะเปิดเผยพลังบำเพ็ญระดับหลอมลมปราณขั้นกลางของตนเองออกไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้การแสร้งเป็นหมูกินเสือกลายเป็นหมูจริงๆ จนถูกผู้อื่นดูแคลนไปเสียหมด

เกาะโอสถแห่งนี้รับหน้าที่หลักในการดูแลเหล่าปรมาจารย์ปรุงโอสถของสำนัก ภายในตำหนักใหญ่จึงมีศิษย์อยู่ไม่น้อย

และผู้ที่รับหน้าที่ลงทะเบียนปรมาจารย์ปรุงโอสถหน้าใหม่ ประจวบเหมาะกับที่เป็นคนรู้จักของฟางชิงพอดี

"เป็นเจ้ารึ?"

กงซู่ซู่เห็นฟางชิงแล้วอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ

"มิผิด ศิษย์น้องโชคดีหลอมน้ำทิพย์หยกวิเศษได้สำเร็จหนึ่งสระที่ยอดเขาน้ำตกเย็น จึงมาแจ้งเรื่อง"

ฟางชิงยิ้มพลางหยิบน้ำเต้าหนังเขียวออกมาใบหนึ่ง

เขาปรุงโอสถต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก ความมั่นใจจึงเปี่ยมล้น

'นึกไม่ถึงเลย... คนผู้นี้ซุ่มเงียบมาถึงเจ็ดปี กลับสามารถระเบิดพลังออกมาได้ในชั่วข้ามคืน?'

'คนผู้นี้ทรัพย์สินไม่ได้มั่งคั่ง ย่อมมิควรจะมีวัตถุดิบสำหรับฝึกฝนหลายเตานัก หรือว่าพรสวรรค์ในการปรุงโอสถด้วยวิชาวารีของเขาจะสูงส่งถึงเพียงนี้?'

กงซู่ซู่ประหลาดใจในใจ ทว่ายังคงจัดการขั้นตอนต่างๆ ให้ฟางชิงจนเสร็จสิ้น "ศิษย์น้อง ยามนี้เจ้าคือปรมาจารย์ปรุงโอสถที่ติดระดับของสำนักแล้ว นอกจากที่ตำหนักกิจการทั่วไป เจ้ายังสามารถรับภารกิจปรุงโอสถได้ที่นี่... อีกเจ็ดวันข้างหน้า ท่านเจ้าเกาะ 'ผู้อาวุโสเทียนติ่ง' จะมาแสดงธรรมด้วยตนเองที่แท่นปรุงโอสถ..."

"ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงที่ช่วยเตือน"

ฟางชิงประสานมือรับป้ายคำสั่งประจำตัวคืนมา ก่อนจะขอตัวจากไป

"คิกๆ... ศิษย์พี่ นึกเสียใจบ้างหรือไม่เจ้าคะ"

ด้านข้าง ฮวาหลิงซู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่เผยให้เห็นลักยิ้มอันงดงาม

"ไม่เลย... เพราะอย่างไรเสียพวกเรากับศิษย์น้องฟางผู้นี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งอันใดกัน มีเพียงคนโง่อย่างหลี่อวี่ซูเท่านั้นที่เผยไต๋ออกมาตรงๆ..."

"แน่นอน พวกเราคือศิษย์ของผู้อาวุโสสร้างรากฐาน ต่อให้คนผู้นี้จะกลายเป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถ แล้วจะทำอย่างไรได้? ภายใต้กฎสำนัก พวกเราทำอะไรเขาไม่ได้ และเขาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้เช่นกัน..."

กงซู่ซู่กล่าว "ยามนี้ข้าใส่ใจเพียงความก้าวหน้าของพลังบำเพ็ญของศิษย์น้องจูเอ๋อร์เท่านั้น"

"ศิษย์น้องจูเอ๋อร์ขยันหมั่นเพียรมาโดยตลอด ข้ามองดูแล้วในอนาคตย่อมพอมีหวังในการสร้างรากฐานอยู่บ้างเจ้าค่ะ" ฮวาหลิงซู่กล่าวอย่างจริงจัง

"การสร้างรากฐานรึ... ด่านปราณ กาย และจิต แต่ละด่านประดุจข้ามผ่านชั้นฟ้า หากมีโอสถสร้างรากฐานสักเม็ดก็คงดี... ศิษย์สายตรง! ศิษย์สายตรง!!"

ในดวงตาของกงซู่ซู่ ปรากฏความปรารถนาอันแรงกล้าขึ้นมาทันที

...

เวลาเจ็ดวันผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา

แท่นปรุงโอสถ

ในที่สุดฟางชิงก็ได้พบกับเจ้าเกาะโอสถผู้นั้น ผู้อาวุโสเทียนติ่ง

ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานผู้นี้มีรูปลักษณ์เป็นชายชราคิ้วขาวเคราขาว สวมชุดผ้าหยาบเพียงชุดเดียว ตามชายเสื้อมีร่องรอยของการถูกควันไฟรมอยู่ไม่น้อย

ในยามนี้ ดวงตาอันอ่อนโยนของเขากวาดมองไปยังเหล่าปรมาจารย์ปรุงโอสถ ก่อนจะเอ่ยปากว่า "วันนี้... ข้าผู้เฒ่าจะมาอธิบายตำรับ 'โอสถสร้างรากฐาน' รวมถึงกระบวนท่าและข้อควรระวังยามหลอมโอสถ... พวกเจ้าจงตั้งใจศึกษาให้ดี อีกครึ่งเดือนข้างหน้า ยอดเขาน้ำตกเย็นจะถูกปิดตาย ปรมาจารย์ปรุงโอสถที่ติดระดับทุกคนต้องมาช่วยข้าผู้เฒ่า เข้าร่วมภารกิจหลอมโอสถสร้างรากฐานของสำนัก ซึ่งภารกิจหลอมโอสถในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นการทำภารกิจบังคับของสำนักสำเร็จหนึ่งครั้ง..."

"โอสถสร้างรากฐาน?!"

ดวงตาของศิษย์จำนวนมากพลันสว่างวาบ แม้แต่ฟางชิงเองก็ยังเผลอยืดตัวตรงด้วยความตื่นเต้น "โอสถสร้างรากฐานรึ? ถึงกับเป็นโอสถสร้างรากฐานเชียวรึ?"

หลังจากบรรลุระดับหลอมลมปราณขั้นเก้าสมบูรณ์แล้ว ก็จะสามารถพุ่งทะยานสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้!

ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานมีอายุขัยเกือบสองร้อยปี ซึ่งพอจะเทียบเคียงได้กับยุคสมัยของราชวงศ์หนึ่งตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงกาลล่มสลายเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพลังเวทที่สูงส่ง สามารถปกครองเกาะแห่งหนึ่งได้อย่างสง่างาม!

นี่คือความฝันของศิษย์ระดับล่างทุกคน!

ทว่าการสร้างรากฐานนั้นยากเย็นแสนเข็ญ หากไร้ซึ่ง 'โอสถสร้างรากฐาน' คอยช่วยเหลือ เมื่อล้มเหลวย่อมหมายถึงชีวิตที่ดับสูญ ด้วยเหตุนี้จึงมีศิษย์อัจฉริยะจำนวนมากต้องติดอยู่ที่ด่านนี้

"ตำรับโอสถสร้างรากฐาน มีวัตถุดิบหลักเพียงอย่างเดียว คือเหยาตันระดับสอง... เหยาตันจำต้องมีพลังอสูรที่เปี่ยมล้นและไร้ตำหนิ สำนักเราเชี่ยวชาญการเลี้ยงอสรพิษมังกรน้อย ด้วยเหตุนี้พลังวิญญาณของเหยาตันระดับสองจึงเน้นธาตุน้ำเป็นหลัก ซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ฝึกตนที่ฝึกเคล็ดวิชาธาตุน้ำในการสร้างรากฐาน... หากจะให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมลมปราณสมบูรณ์สายอื่นกิน ยามหลอมโอสถกระบวนท่าจำต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม..."

น้ำเสียงของผู้อาวุโสเทียนติ่งดังเข้าสู่หูของศิษย์ทุกคนอย่างชัดเจน

จบบทที่ บทที่ 19 โอสถสร้างรากฐาน

คัดลอกลิงก์แล้ว