- หน้าแรก
- ยอดเซียนวิถีซุ่มบำเพ็ญ
- บทที่ 17 อ่านคัมภีร์เฮยหลิง
บทที่ 17 อ่านคัมภีร์เฮยหลิง
บทที่ 17 อ่านคัมภีร์เฮยหลิง
บทที่ 17 อ่านคัมภีร์เฮยหลิง
ตลาดนัดปี้หลัว(ฟ้ากระจ่าง)
ตลาดนัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนทะเลสาบสีมรกตอันกว้างใหญ่ ประกอบด้วยเรือขนาดใหญ่สิบกว่าลำที่ลอยล่องไปมาไม่แน่นอน ค้าขายไปตามเส้นทางวารี
คราวก่อนที่ตลาดนัดเรือลอย ฟางชิงได้สืบข่าวคราวเกี่ยวกับตลาดนัดไม่กี่แห่งในบริเวณใกล้เคียงปาจวิ้นมาแล้ว จึงนับว่ามีความเข้าใจเป็นอย่างดี
คราวนี้ เขาใช้วิชาจำแลงโฉม กลายเป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าดุร้าย จำลองระลอกคลื่นพลังเวทของวิถีสูดปราณออกมา แล้วจึงมายังตลาดนัดปี้หลัว
"สหายเต๋า เชิญด้านใน"
เป็นดังคาด ผู้ฝึกตนที่เฝ้าอยู่มิได้กลั่นแกล้งเขาเหมือนยามที่เป็นปุถุชนอีกต่อไป ทว่ากลับประสานมือคารวะตามมารยาท "สหายเต๋าหน้าตาไม่คุ้นเลย หรือจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระ?"
"มิผิด ข้าปรารถนาจะซื้อเคล็ดวิชาให้แก่บุตรหลานในบ้าน"
ฟางชิงตอบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย
"เคล็ดวิชารึ? บนเรือตำราพอจะมีคัมภีร์อยู่บ้าง... หากสหายเต๋ารอได้ ยามค่ำคืนจะมีการจัดงานแลกเปลี่ยนระหว่างสหายร่วมวิถี คาดว่าคงมีเคล็ดวิชาออกมาไม่น้อย"
คนเฝ้าเรือยิ้มบางๆ "ข้าขออวยพรให้สหายเต๋าสมปรารถนา"
ฟางชิงพยักหน้า เขาไม่ได้มุ่งตรงไปยังเรือตำราในทันที ทว่ากลับเดินสำรวจบนเรือลำอื่นก่อน
"อืม... ที่นี่ก็เน้นการแลกเปลี่ยนสิ่งของเป็นหลักเช่นกัน"
"ข้านึกว่าจะเหมือนทางเกาะปี้อวี้ของวิถีหลอมลมปราณ ที่ใช้หินวิญญาณเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเสียอีก? หรือว่า... ทรัพยากรวิญญาณที่นี่จะขาดแคลนถึงเพียงนี้? หรือเกาะปี้อวี้จะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์เกินไปกันแน่?"
เขาเดินวนอยู่รอบหนึ่ง พบว่าผู้ฝึกตนที่นี่ช่างยากจนนัก ศาสตราวิเศษธรรมดาชิ้นหนึ่งก็สามารถเป็น 'สมบัติล้ำค่าประจำเรือ' ได้แล้ว ของวิเศษวิญญาณต่างๆ ยังหาได้ยากมาก
ยิ่งเป็นโอสถหรือยันต์อักขระยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เพียงแต่จะมีจำนวนน้อย ทว่าประเภทก็น้อยตามไปด้วย
และสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด คือ 'ปราณศพหยิน' ระดับห้าขั้นสูงสายหนึ่ง ปราณแท้สายนี้มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของฝ่ายธรรมะ ทว่าราคากลับสูงลิ่ว อีกทั้งผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งบนเรือลำนั้นก็มีจำนวนมากที่สุด เพียงแค่ถูกกวาดสายตามองมา ฟางชิงพลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบทันที
'สถานที่เฮงซวยนี่มันอะไรกัน?'
เขาลอบด่าในใจ ก่อนจะเดินไปยังเรือตำรา
"สหายเต๋า ยินดีต้อนรับสู่ 'หอวารีเก้าสาย' ไม่ทราบว่าปรารถนาจะซื้อตำราเล่มใดหรือ?"
สตรีผู้หนึ่งที่มีผิวพรรณนวลเนียนดุจหิมะ บนศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกมรกต ใบหน้าแฝงไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิตเดินเข้ามาต้อนรับ พร้อมกับเอ่ยปากถามด้วยรอยยิ้ม
"ข้าปรารถนาจะเลือกซื้อเคล็ดวิชาวิถี 【วารีทะยาน】 ให้แก่คนในครอบครัว..."
ฟางชิงตอบตามตรง
ยามนี้เขามี 'น้ำพุปฐพีขัดเกลาแท้' อยู่ในมือแล้ว ขาดเพียงเคล็ดวิชาวิถี 【วารีทะยาน】 อีกเพียงเล่มเดียว ก็จะสามารถทดลองสูดปราณเข้าสู่เต๋า และกลายเป็นผู้ฝึกตนวิถีสูดปราณได้
แม้เคล็ดวิชาวิถี 【วารีทะยาน】 จะหาไม่ได้ยากเย็นนัก ทว่าตาบอดเฒ่าที่ตลาดนัดปี้หลัวกลับไม่มี และอีกฝ่ายยังอ้างว่าต่อให้มี ลำพังเพียงปลาดาบสารทตัวเดียวของฟางชิงในตอนนั้น หลังจากหักค่าทดสอบดวงชะตา ไขข้อข้องใจ และแถมวิชาสูดปราณไปแล้ว ย่อมไม่มีปัญญาซื้อได้อย่างแน่นอน
"เคล็ดวิชาวิถี 【วารีทะยาน】 รึ?"
หญิงงามผู้นั้นครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า "ภายในหอวารีแห่งนี้ มีเก็บรักษาไว้เพียงชุดเดียว นามว่า 《คัมภีร์เฮยหลิง(พินิจสุสารทมิฬ)》 สำหรับฝึกฝนฐานเต๋า 'วารีชุ่มช่ำ'..."
"มีเพียงชุดเดียวรึ?" ฟางชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าครู่ต่อมาก็คลายออก
แม้จะไม่มีตัวเลือกอื่น แต่เขามีไข่มุกกำเนิดเต๋า ย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่
"การสูดปราณเข้าสู่เต๋า ถือเป็นเรื่องใหญ่ในการเลือกหนทางแห่งเต๋า ย่อมต้องพิจารณาให้รอบคอบ..." หญิงงามผู้นั้นดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี "เพราะเมื่อเลือกวิถีธรรมแล้ว ย่อมมิอาจแก้ไขได้... อีกทั้งปราณแท้คำแรกยังเป็นตัวกำหนดคุณภาพของพลังเวทในภายหน้า หากฐานเต๋าผสมปนเป การจะทำให้บริสุทธิ์ในภายหลังย่อมยากเย็นแสนเข็ญ..."
'ต่างจากวิถีหลอมลมปราณที่สามารถยอมจ่ายราคาบางอย่างเพื่อเปลี่ยนไปฝึกเคล็ดวิชาอื่นได้ วิถีสูดปราณกลับเข้มงวดถึงเพียงนี้เชียวรึ?'
ฟางชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย 'อ้อ แต่ข้าสามารถเปลี่ยนได้ตามใจชอบนี่นา งั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว'
"ทว่าภายในหอวารีแห่งนี้ ยังมีเคล็ดวิชาวิถี 【วารีทะยาน】 ฉบับคัดย่ออยู่อีกสองสามเล่ม... สหายเต๋าสามารถลองดูได้ ทว่าหากไร้วาสนา มิอาจหาบทต่อได้ เกรงว่าทั้งชีวิตคงต้องติดอยู่ในขอบเขตสูดปราณเป็นแน่..."
หญิงงามกล่าวอย่างจริงใจ
"ข้าขออ่านดูเสียก่อน"
ฟางชิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าฉายแววลังเล
"ย่อมได้... ตำราทุกเล่มในหอวารีแห่งนี้ล้วนมีอาคมกำกับไว้ สามารถเปิดอ่านได้เพียงสามหน้าแรกเท่านั้น สหายเต๋าสามารถเลือกอ่านได้ตามใจชอบ... แล้วค่อยมาหาข้าเพื่อจ่ายเงินคลายอาคม"
หญิงงามยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้หวาย เริ่มจิบชาและอ่านตำราของตนเองอย่างสบายอารมณ์
ฟางชิงสีหน้าเรียบเฉย เดินไปยังกองตำรา กวาดสายตามองไปรอบๆ:
《คัมภีร์ถามกระบี่》, 《บันทึกความรู้สึกยามเห็นโหวเทาฟันอสรพิษมังกร》, 《คัมภีร์ซู่เวิ่น》, 《ภูมิศาสตร์ปาจวิ้น》, 《คัมภีร์ฉวนมิ่ง》, 《เคล็ดลับอายุวัฒนะ》, 《พยากรณ์ดอกเหมย》...
'หืม? มีตำราภูมิศาสตร์และบันทึกเบ็ดเตล็ดด้วยรึ? ราคาคงไม่เท่าไหร่ ซื้อติดมือไว้เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และปราณอักษรก็ดีเหมือนกัน...'
'เคล็ดวิชาส่วนใหญ่เป็นฉบับคัดย่อ ที่สามารถฝึกไปถึงขอบเขตฐานเต๋าได้จริงๆ นั้นมีน้อยนัก... ดูจากบทนำแล้ว ล้วนไม่มีบทขอบเขตตำหนักม่วงทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ... ตลาดนัดเล็กๆ เช่นนี้ จะมีเคล็ดวิชาขอบเขตตำหนักม่วงวางขายได้อย่างไร?'
'หากข้าไม่มีไข่มุกกำเนิดเต๋า แล้วซื้อเคล็ดวิชาชั้นต่ำพวกนี้ไป อนาคตคงต้องติดอยู่ในขอบเขตสูดปราณไปตลอดชีวิต ต่อให้โชคดีสร้างฐานเต๋าสำเร็จ ก็มิอาจมองเห็นขอบเขตตำหนักม่วงได้... ช่างน่าเวทนานัก!'
'หืม?'
เขาอ่านเคล็ดวิชาวิถี 【วารีทะยาน】 ฉบับคัดย่อไปสองสามเล่ม ยืนยันได้ว่าเหมือนกับที่หญิงงามผู้นั้นกล่าวไว้ทุกประการ ก่อนจะเดินมาถึงชั้นวางหนังสือแห่งหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
บนชั้นวางนี้ กลับเต็มไปด้วยเคล็ดลับวิชาสูดปราณเล่มแล้วเล่มเล่า!
"น้ำพุปฐพีขัดเกลาแท้, ปราณกระเรียนบึงน้ำเย็น, วายุสวรรค์ร่วงหล่น... ปราณม่วงมหาตะวัน?!"
สายตาของฟางชิงหยุดอยู่ที่สมุดเล่มสีเทามอมแมมเล่มหนึ่งที่มุมชั้นวางเพียงครู่เดียว หัวใจพลันกระตุกวูบ "ถึงกับมีวิชาสูดปราณของปราณม่วงมหาตะวันด้วยรึ?"
ทว่า สายตาของเขาก็รีบกวาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบวิชาสูดปราณเล่มหนึ่งออกมาด้วยความสนใจ "แสงจันทร์หลั่งไหล?"
เมื่อเปิดอ่านดู เห็นได้ชัดว่าบทนำนี้เหมือนกับวิชาสูดปราณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนของตระกูลฟางแห่งแอ่งสามลำธารไม่มีผิดเพี้ยน
"แสงจันทร์หลั่งไหล... อยู่ในระดับหกขั้นสูง..."
"หรือตระกูลหลัวจะฝึกฝนแสงจันทร์หลั่งไหลสายนี้? ทว่าข้อมูลเช่นนี้ หากข้าตระเวนไปตามตลาดนัดอีกสองสามแห่ง ย่อมต้องสืบหาความจริงได้แน่นอน..."
ฟางชิงลิงโลดในใจ
หนี้แค้นของตระกูลหลัว เขาไม่เคยลืมเลือนแม้เพียงขณะจิต
ซ้ำร้ายเพราะตนเองยังอ่อนแอ จึงถูกบีบบังคับให้ต้องหลบซ่อนตัวอยู่บนเกาะปี้อวี้เป็นส่วนใหญ่ ยิ่งทำให้ความแค้นนี้ฝังรากลึกถึงกระดูก
"สหายเต๋าสนใจวิชาสูดปราณเหล่านี้รึ?"
หญิงงามผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ตอนไหนไม่ทราบ ร่างกายของนางส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจออกมา
"บุตรหลานในบ้านมีมาก ย่อมต้องหาหนทางไว้หลายสาย เพื่อมิให้ถูกข่มเหง"
ฟางชิงส่ายหน้า "คนเราต่างมีพรสวรรค์ต่างกัน มิอาจบังคับฝืนใจได้"
"สหายเต๋าช่างวางแผนเพื่อลูกหลานนัก ความตั้งใจนี้ทำให้ข้าเลื่อมใสยิ่ง..."
หญิงงามยิ้ม "หากสหายเต๋าซื้อ 《คัมภีร์เฮยหลิง》 เล่มนั้น ข้าจะขอถือวิสาสะ แถมวิชาสูดปราณให้สหายเต๋าสักสองสามเล่มเป็นอย่างไร"
'เป็นดังคาด วิชาสูดปราณพวกนี้ไม่มีมูลค่าเลย...'
ฟางชิงลอบนึกบ่นในใจ ทว่าใบหน้ากลับฉายแววสนใจ "เพียงวิชาสูดปราณไม่กี่เล่มยังไม่พอ... ต้องแถมตำราเบ็ดเตล็ดให้อีกสองสามเล่มด้วย"
เขาพูดพลางหยิบวิชาสูดปราณมาสองสามเล่มอย่างสุ่มๆ จากนั้นจึงเดินไปยังชั้นวางหนังสือข้างๆ หยิบตำราภูมิศาสตร์และบันทึกบุคคลมาอีกสองสามเล่ม
"สหายเต๋า... ของแถมมันจะมากเกินไปแล้วนะ..."
หญิงงามเห็นภาพนี้แล้ว สีหน้าพลันดูไม่สู้ดีนัก ก่อนจะเห็นฟางชิงหยิบตำราพยากรณ์เล่มหนึ่งขึ้นมาถาม " 《พยากรณ์ดอกเหมย》 เล่มนี้ เกี่ยวข้องกับวิชาพยากรณ์คำนวณดวงชะตาหรือไม่?"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น สหายเต๋าสนใจวิชาพยากรณ์คำนวณดวงชะตารึ? หากสหายเต๋าคิดจะฝึกฝนวิชานี้จริงๆ ข้าคงต้องขอแสดงความนับถือจากใจจริงเสียแล้ว"
หญิงงามกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกล้อ ก่อนจะเห็นฟางชิงโยนกล่องหยกใบหนึ่งออกมา "สิ่งนี้... แลกกับ 《คัมภีร์เฮยหลิง》 และแถมตำราเบ็ดเตล็ดพวกนี้ด้วย คงจะเพียงพอสินะ?"
"นี่มัน..."
หญิงงามเปิดกล่องหยกออก เห็นบุปผาประหลาดขนาดเท่าปากชามดอกหนึ่ง มีกระแสความร้อนพุ่งเข้าหาใบหน้า ทำให้นางถึงกับอุทานด้วยความตกใจ "บุปผาสุริยันร้อนแรง? สิ่งนี้แลกกับตำราพวกนี้ ย่อมเพียงพอเกินกว่าจะกล่าวแล้ว..."
"งั้นก็ดี ข้าขอเลือกเพิ่มอีกสองสามเล่มแล้วกัน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟางชิงก็ไม่เกรงใจทันที เขาหยิบตำราเบ็ดเตล็ดมาอีกสองสามเล่มอย่างไม่ใส่ใจ ซึ่งวิชาสูดปราณของปราณม่วงมหาตะวันชุดนั้นก็ถูกปนเปอยู่ในกองตำราเหล่านี้ด้วย
"นี่มัน..."
หญิงงามรู้ตัวว่าเผลอพูดผิดไป จึงได้แต่ยิ้มขื่น ทว่าเมื่อเห็นฟางชิงหยิบไปแต่ของที่ไม่มีมูลค่า ในใจจึงค่อยโล่งอกขึ้นมาบ้าง
"วิชาพยากรณ์คำนวณดวงชะตานี้ ฝึกยากนักหรือ?"
ในตอนนี้เอง ฟางชิงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"มิใช่เรื่องยากหรือไม่ยากหรอก" หญิงงามเห็นฟางชิงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและไม่หยิบตำราเพิ่มอีก จึงรีบอธิบายทันที "สหายเต๋าต้องรู้นะว่า ไม่ว่าจะเป็นวิชาพยากรณ์คำนวณดวงชะตาแขนงใด ล้วนเป็นการสอบถามความลับสวรรค์... แต่ในโลกนี้มีผู้มีอิทธิฤทธิ์มหาศาลมากเกินไป ความลับสวรรค์จึงปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดแล้ว ผู้ฝึกตนขอบเขตสูดปราณอย่างพวกเรา ต่อให้ฝึกฝนมาทั้งชีวิต เกรงว่าคงพยากรณ์ได้แม่นยำไม่กี่ครั้งเท่านั้น... เว้นแต่ผู้ฝึกตนฐานเต๋าที่ฝึกฝนวิถีพยากรณ์คำนวณดวงชะตาโดยเฉพาะ ถึงจะพอได้รับลางบอกเหตุมาบ้าง ทว่ายังต้องอาศัยการตีความ ซึ่งมักจะมีความผิดพลาดอยู่เสมอ... มีเพียงอิทธิฤทธิ์ขอบเขตตำหนักม่วงเท่านั้นกระมัง ที่จะสามารถมองเห็นเหตุและผลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ประดุจการพลิกฝ่ามือมองลายเส้น แต่นั่นก็เป็นการมองดูเหตุปัจจัยของผู้ฝึกตนระดับล่าง หากพบเจอกับผู้ที่มีระดับพลังเท่ากันเข้ามารบกวน ย่อมยากจะทำสำเร็จ..."
ฟางชิงพอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้ว สรุปคือวิชาพยากรณ์นั้นยากเกินไป อีกทั้งยังตั้งรับได้ง่ายแต่โจมตีได้ยาก เป็นวิชาที่ลงแรงมากแต่ได้ผลน้อย
ต่อให้เป็นผู้ที่ฝึกฝนฐานเต๋าหรืออิทธิฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ... ก็ต้องรอจนถึงขอบเขตฐานเต๋าถึงจะพอมีนิมิตพยากรณ์ที่แม่นยำบ้าง ทว่าก็ยังต้องอาศัยการตัดสินใจของตนเองอยู่ดี มีเพียงขอบเขตตำหนักม่วงเท่านั้นที่สามารถคำนวณรายละเอียดทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
ทว่าต่อให้เป็นขอบเขตตำหนักม่วง ก็คำนวณได้เพียงผู้ฝึกตนฐานเต๋าหรือสูดปราณเท่านั้น... หากเจอคนระดับเดียวกันเข้ามารบกวนก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
ประกอบกับวิชาพยากรณ์นั้นเข้าสู่ธรณีประตูเบื้องต้นได้ยากเย็นแสนเข็ญ จึงกลายเป็นวิชาที่ไร้ประโยชน์
แต่เขามีไข่มุกกำเนิดเต๋า อีกทั้งยังมีผลของ 'ดั่งอยู่ในคำนวณ' ย่อมต้องสนใจวิชาพยากรณ์เป็นธรรมดา
" 《พยากรณ์ดอกเหมย》 เล่มนี้ ก็นับเป็นของแถมด้วยแล้วกัน"
ฟางชิงตบตำรา 《พยากรณ์ดอกเหมย》 ในมือพลางยิ้ม
"ได้... แต่ได้เพียงเท่านี้นะ"
หญิงงามรีบตอบตกลงทันที คล้ายเกรงว่าฟางชิงจะเปลี่ยนใจ นางรีบอุ้มกองตำราเหล่านี้ไปที่โต๊ะไม้ และเริ่มคลายอาคมทีละเล่ม
ครู่ต่อมา ฟางชิงเดินออกจากตลาดนัดปี้หลัวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
'ดียิ่ง... ต่อไปเพียงหาที่เงียบๆ เพื่อทะลวงด่าน ข้าก็จะกลายเป็นผู้ฝึกตนวิถีสูดปราณแล้ว'
'หวังว่าน้ำพุปฐพีขัดเกลาแท้ระดับห้าขั้นกลางสายนี้ มันจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ...'
ฟางชิงตบถุงเก็บของเบาๆ เรือวิญญาณใบไม้เขียวพุ่งออกมา กลายเป็นใบไม้สีเขียวขนาดย่อม แบกเขาทะยานออกห่างจากตลาดนัดปี้หลัวไปเรื่อยๆ
"สหายเต๋า โปรดหยุดก่อน!"
ในตอนนั้นเอง มีเสียงดังมาจากเบื้องหลัง
ฟางชิงหันกลับไปมอง เห็นชายฉกรรจ์ชุดดำคนหนึ่งเหยียบอยู่บนกระสวยบิน ความเร็วนั้นเหนือกว่าเรือวิญญาณใบไม้เขียวอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นเขาหันกลับมา ชายฉกรรจ์ชุดดำพลันยกมือขึ้น แสงเจิดจ้าสายหนึ่งระเบิดออกมาจากมือขวาของมันทันที
"แย่แล้ว!"
ฟางชิงอุทานในใจ ดวงตาทั้งสองข้างพลันเจ็บแปลบจนน้ำตาไหลออกมา
ในขณะเดียวกัน ชายฉกรรจ์ผู้นี้ประสานมือเข้าหากัน ก้อนหินและดินจำนวนมากพุ่งเข้าใส่เป้าหมายคือเรือวิญญาณใบไม้เขียวอย่างบ้าคลั่ง
ครืน!
เศษหินและทรายจำนวนมหาศาลระเบิดออกกลางอากาศ ปรากฏกำแพงดินสีเหลืองนวลขึ้นมาขวางกั้นไว้
ทว่าในยามนี้ กำแพงดินนั้นกลับแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ และสลายกลายเป็นจุดแสงวิญญาณสีเหลืองนวลไปในพริบตา
"ถึงกับลอบโจมตีรึ? หากข้าไม่ได้แอบเตรียมยันต์กำแพงดินไว้ คราวนี้คงไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัสแน่นอน!"
ฟางชิงขยี้ตา พลางมองดูกำแพงดินที่นับว่ามีการป้องกันชั้นยอดในระดับหลอมลมปราณถูกก้อนหินกระแทกจนพังทลายได้อย่างง่ายดาย เขาจึงกัดฟันกรอด "ผู้ฝึกตนโจรผู้นี้ พลังไม่ธรรมดาเลย..."