เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 การโต้กลับจากก้นบึ้งของความสิ้นหวัง

บทที่ 6 การโต้กลับจากก้นบึ้งของความสิ้นหวัง

บทที่ 6 การโต้กลับจากก้นบึ้งของความสิ้นหวัง


บทที่ 6 การโต้กลับจากก้นบึ้งของความสิ้นหวัง

ยี่สิบนาทีต่อมา เสียงประกาศที่เงียบหายไปนานถึงสามชั่วโมงก็ดังซ่าขึ้นพร้อมกับเสียงของพิธีกรรายการ

"เด็กฝึกทุกคนได้ทำการเลือกเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เมนเทอร์จะเป็นฝ่ายเลือกกลับ เมนเทอร์ทุกท่านโปรดเขียนชื่อเด็กฝึกที่ท่านต้องการรั้งตัวไว้ลงในบัตร หากเด็กฝึกคนใดไม่มีชื่อปรากฏอยู่บนบัตรจะถือว่าไม่ถูกรับเลือก"

หลังสิ้นเสียงประกาศ ทีมงานหลายคนได้นำบัตรไปส่งยังห้องทั้งสี่ห้อง

บรรยากาศในห้องหมายเลข 1, 2 และ 3 ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพลันเยือกแข็งและตึงเครียดขึ้นมาทันที...

เพราะในสามห้องนี้ เมนเทอร์แต่ละคนมีจำนวนเด็กฝึกเกินกว่าโควตาที่จะรับได้ จึงเป็นเรื่องแน่นอนว่าต้องมีใครบางคนถูกคัดออก

เมื่อทราบข่าวร้ายนี้ เด็กฝึกบางคนประนมมือเข้าด้วยกัน พลางสวดภาวนาขอให้โชคดีอยู่เงียบๆ ขณะที่บางคนจับกลุ่มกันตามมุมห้องเพื่อปลอบใจกันและกัน

โดยเฉพาะเด็กฝึกที่ทักษะยังไม่แข็งแกร่งนักต่างก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเกิดย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครึ่งชั่วโมงต่อมา เมนเทอร์ทุกคนได้ประกาศรายชื่อตัวเลือกที่ดีที่สุดของตนออกมา

ส่วนที่โหดร้ายที่สุดคือเมนเทอร์ทุกคนเขียนชื่อจนครบโควตา 15 คนพอดี ทำให้เหล่าผู้ที่ถูกคัดออกไม่เหลือความหวังที่จะไปเลือกเมนเทอร์คนอื่นได้เลย

ดังนั้น ผู้ที่ถูกคัดออกทั้ง 14 คนนี้ จึงทำได้เพียงถูกจัดสรรให้ไปอยู่ในทีมของหลินเยี่ยนหราน

การต้องเข้าสู่ "ทีมแห่งความตาย" อย่างกะทันหัน ทำให้ในบรรดาเด็กฝึกทั้งสิบสี่คนนั้น นอกจากคนจำนวนน้อยนิดที่รู้สึกว่าอย่างไรก็ได้แล้ว ส่วนใหญ่ต่างตกอยู่ในความสิ้นหวังอย่างที่สุด แม้จะมีกล้องกำลังถ่ายทำอยู่ แต่สีหน้าของพวกเขาก็ดูหดหู่อย่างถึงที่สุด

หลังจากประวิงเวลาอยู่นาน ในที่สุดประประตูห้องของหลินเยี่ยนหรานก็ถูกเคาะ

เซี่ยซิงซิงที่นั่งอยู่บนโซฟากระโดดตัวลอยทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะ หลังจากรีบเปิดประตู เขาก็ส่งยิ้มกว้างสดใสเพื่อต้อนรับเพื่อนร่วมทีมใหม่

"ยินดีต้อนรับทุกคนครับ!!!"

อาจเป็นเพราะไม่คาดคิดว่าจะมีใครเต็มใจเลือกเยี่ยนหราน การเห็นเซี่ยซิงซิงปรากฏตัวอยู่ในห้องของเยี่ยนหรานจึงทำให้หลายคนมีสีหน้าเหมือนเห็นผี และไม่เข้าใจในตรรกะความคิดของเขาเลยแม้แต่น้อย

ทว่าเมื่อเทียบกับเซี่ยซิงซิงแล้ว ทุกคนต่างกังวลกับโชคร้ายของตัวเองมากกว่า

ขณะที่บางคนก้าวเข้ามาในห้อง พวกเขาก็เริ่มเตรียมคำพูดสำหรับการกล่าวอำลาเมื่อต้องถูกคัดออกในรอบหน้าไว้แล้ว

เพราะหลังจากใช้เวลาร่วมกันมานาน ทุกคนต่างก็พอจะรู้จักกันและกันอยู่บ้าง

พวกเขารู้ดีว่าเด็กฝึกที่ถูกส่งมาหาหลินเยี่ยนหรานในตอนนี้ พื้นฐานแล้วไม่มาจากคลาสดีก็เป็นคลาสเอฟ

ทักษะของพวกเขาไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นที่มีเด็กฝึกคลาสเอและคลาสบีอยู่ได้เลย

ไม่เพียงแค่เรื่องทักษะ แม้แต่เรื่องคะแนนความนิยมก็ยังตามหลังกลุ่มอื่นอยู่หลายก้าว

ที่แย่ที่สุดคือ เมนเทอร์ของพวกเขานั้นอ่อนแอเหลือเกิน...

เมื่อนำปัจจัยทั้งสามประการนี้มารวมกัน อนาคตก็ช่างมืดมนหาความหวังไม่เจอเลยสักนิด

รูปแบบการแข่งขันนั้นโหดร้าย และทุกคนต่างอยู่ภายใต้ความกดดันมหาศาล โดยเฉพาะหลังจากถูกกักตัวฝึกซ้อมแบบปิดอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน สภาพจิตใจของหลายคนจึงใกล้จะพังทลายเต็มที

ดังนั้น เมื่อต้องกล่าวทักทายเมนเทอร์ตามธรรมเนียม กลุ่มเด็กฝึกที่หดหู่เหล่านี้ แม้จะมีกล้องถ่ายทำอยู่ ก็ไม่มีแก่ใจจะฝืนยิ้มออกมาได้

พวกเขาต่างก้มหน้าลงอย่างท้อแท้ต่อหน้าหลินเยี่ยนหรานและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "สวัสดีครับ อาจารย์"

ในขณะที่ลูกศิษย์ของหลินเยี่ยนหรานเอ่ยคำสามคำนั้นออกมา เสียงตะโกนกึกก้องก็ดังสนั่นมาจากห้องหมายเลข 3 ที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นห้องของเผยลั่ว

"สู้! สู้! สู้!"

เสียง "สวัสดีครับ อาจารย์" ที่ไร้เรี่ยวแรงของเหล่าเด็กฝึกถูกเสียงจากห้องข้างๆ กลบจนมิด

พลังใจของทั้งสองทีมช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

มันน่าเวทนาเหลือเกินเมื่อเกิดการเปรียบเทียบ...

หลินเยี่ยนหรานซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าสุด กวาดสายตามองเด็กฝึกที่ดูท้อแท้ในห้องก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มว่า "ทุกคนดูจะผิดหวังกันมากเลยนะ"

ห้องทั้งห้องเงียบกริบทันที เด็กฝึกที่ความคิดถูกอ่านออกจนทะลุปรุโปร่งต่างไม่กล้าเอ่ยปาก

หากพวกเขาตอบว่าใช่ มันก็จะดูเป็นการไม่ให้เกียรติเมนเทอร์จนเกินไป แต่หากจะบอกว่าไม่ พวกเขาก็ไม่สามารถแสร้งทำได้จริงๆ

ทุกคนต่างนิ่งเงียบและพากันก้มศีรษะลงทีละคน

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไร หลินเยี่ยนหรานก็ไม่ได้โกรธเคือง แต่เขากลับเอ่ยความในใจของทุกคนออกมาอย่างตรงไปตรงมา

"ผมรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เต็มใจจะมาอยู่ทีมของผม และตอนนี้พวกคุณคงกำลังรู้สึกแย่มาก"

เขาค่อยๆ มองเด็กฝึกทุกคนและก้มหัวให้พวกเขาอย่างจริงใจ "ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่การแสดงก่อนหน้านี้ของผมไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับพวกคุณเลย"

หากเขาลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา หลินเยี่ยนหรานเข้าใจดีว่าเด็กฝึกเหล่านี้รู้สึกอย่างไรในขณะนี้

เขาได้ทบทวนประวัติของพวกคุณและเข้าใจถึงประสบการณ์การฝึกซ้อมรวมถึงสถานการณ์ทางครอบครัวของเด็กฝึกแต่ละคน

ในบรรดาเด็กฝึกเหล่านี้ บางคนฝึกซ้อมอยู่ที่บริษัทมาหลายปี เพียงเพื่อรอโอกาสที่จะได้เปิดตัว

บางคนมีอายุที่อาจไม่ค่อยเหมาะสมกับการเป็นไอดอลแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะละทิ้งความฝันที่ยึดมั่นมาตั้งแต่เด็ก

บางคนไม่ได้รับความเข้าใจจากพ่อแม่ หากครั้งนี้ไม่ได้เปิดตัว พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับบ้าน ไปหางานทำ แต่งงาน และมีลูก กลับไปเป็นคนธรรมดาทั่วไป

พวกเขาอาจมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้แสดงศักยภาพของตนต่อหน้าผู้ชม

นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่อยากถูกคัดออกง่ายๆ

เมื่อจู่ๆ ได้รับคำขอโทษจากเมนเทอร์ เหล่าเด็กฝึกต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อและทำตัวไม่ถูก

เพราะการยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองต่อหน้ากล้องนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งจริงๆ

เด็กฝึกหลายคนรีบโบกไม้โบกมือ "ไม่ครับ ไม่ครับ อาจารย์ อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ..."

บรรยากาศที่เคยแข็งกระด้างในห้องเริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นว่าเด็กฝึกไม่ได้จมอยู่กับความผิดหวังเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว หลินเยี่ยนหรานจึงถือโอกาสพูดในสิ่งที่เขาต้องการจะบอกกับพวกเขา

"ถึงแม้สถานการณ์ปัจจุบันของทีมเราจะดูวิกฤตไปสักหน่อย" หลินเยี่ยนหรานเว้นจังหวะ "แต่ผมเชื่อว่าความพยายามของมนุษย์สามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้"

เด็กฝึกทั้งหลายเงยหน้าขึ้นและจ้องมองหลินเยี่ยนหรานอย่างตั้งใจ

ในแววตานั้นมีความสงสัย ความสับสน ความงุนงง และความไม่ไว้วางใจ

หลินเยี่ยนหรานรับรู้ถึงปฏิกิริยาทั้งหมดของพวกเขาแต่ไม่ได้สานต่อหัวข้อนั้นทันที เขากลับถามพวกเขาว่า "พวกคุณจำได้ไหมว่าผู้กำกับพูดอะไรกับพวกคุณหลังจากการแสดงในรอบแรก?"

หัวข้อเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ไม่มีใครรู้ว่าทำไมหลินเยี่ยนหรานจึงถามเช่นนี้

หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เด็กฝึกคนหนึ่งก็รู้สึกตัวและท่องคำขวัญของรายการ ซูเปอร์ไอดอล ออกมา "วิ่งเข้าหาแสงสว่าง เพื่อไม่ให้มีคำว่าเสียดาย!"

หลินเยี่ยนหรานส่ายหน้า "แค่ไม่มีคำว่าเสียดายนั้นยังไม่พอ"

รอยยิ้มที่อ่อนโยนในดวงตาของเขาหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังและเคร่งขรึม

"บนเวทีแห่งนี้ เฉพาะในตอนที่คุณพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะอยู่รอดต่อไปได้เท่านั้น คุณถึงจะถูกจดจำ และคุณถึงจะเปลี่ยนโชคชะตาของตัวเองได้"

หลังจากชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่โหดร้าย หลินเยี่ยนหรานสบตากับทุกคนด้วยความมั่นใจและหนักแน่น

"เชื่อใจผมสักครั้ง"

"มาสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการดึงชัยชนะออกมาจากกรงเล็บของความพ่ายแพ้กันเถอะ"

กล้องที่อยู่ไกลออกไปพยักหน้าเล็กน้อย ผู้กำกับที่เฝ้ามองสถานการณ์ในห้องอยู่เงียบๆ รีบถูหน้าตัวเองไปมา

ทำไมพอได้ฟังคำพูดของเยี่ยนหรานแล้ว มันถึงรู้สึกทั้งฮึกเหิมและซาบซึ้งใจได้ขนาดนี้?

หลังจากสมาชิกทั้งสี่ทีมครบถ้วนแล้ว เนื้อหาการถ่ายทำของวันนี้ก็เสร็จสิ้นลงโดยสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต้องมีการตัดต่อภาพบรรยากาศเบื้องหลัง กล้องจึงยังคงตามถ่ายเหล่านักล่าฝันและเมนเทอร์ต่อไป

คำพูดของหลินเยี่ยนหรานเห็นผลได้ชัดเจน เด็กฝึกที่เดิมทีเคยปฏิเสธเขา เมื่อตอนเดินออกจากสตูดิโอ ก็มีบางคนที่เริ่มเป็นฝ่ายเดินไปกับเขาด้วยตัวเอง

แม้บรรยากาศจะยังดูอึดอัดอยู่บ้าง แต่ท่าทางก็ไม่แข็งกระด้างเหมือนเมื่อก่อน

มีเด็กฝึกคนหนึ่งในกลุ่มของหลินเยี่ยนหรานชื่อ จี้ซ่วย เขาเป็นพวกบ้าคนหน้าตาดี เมื่อเขาเดินไปกับหลินเยี่ยนหรานและได้เห็นใบหน้านั้นในระยะใกล้ขนาดนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม

"อาจารย์เยี่ยนหรานครับ ผมขอเสนอให้อาารย์แต่งหน้าแบบกึ่งถาวรได้ไหมครับ? มันช่างหล่อเหลากระชากใจจริงๆ"

แม้ว่าหลินเยี่ยนหรานจะไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องวงการบันเทิงเลยเสียทีเดียว แต่ที่ผ่านมาเขาใช้พลังงานส่วนใหญ่ไปกับการเรียน ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจคำศัพท์สแลงใหม่ๆ ในวงการบันเทิงเท่าใดนัก

ความขยันและการรักการเรียนรู้เป็นนิสัยส่วนตัวของหลินเยี่ยนหราน เขาจึงเริ่มเปิดประเด็นสนทนาเชิงวิชาการกับอีกฝ่ายทันทีว่า "การแต่งหน้าจะทำให้กลายเป็นกึ่งถาวรได้อย่างไรกัน?"

เขารู้จักแต่การสักคิ้วกึ่งถาวร แต่การแต่งหน้ากึ่งถาวรนี่มันคืออะไรกันแน่?

จี้ซ่วยเห็นว่าเยี่ยนหรานกำลังสนทนาเรื่องนี้กับเขาอย่างจริงจังขนาดนั้น เขาก็เกือบจะหลุดขำออกมา

"ไม่ใช่ครับอาจารย์ มันเป็นแค่การใช้อุปมาโวหารแบบเกินจริงเฉยๆ ครับ หมายความว่าในอนาคตอาจารย์ควรจะคงสไตล์การแต่งหน้าแบบนี้เอาไว้ เพื่อเป็นสวัสดิการทางสายตาให้กับพวกเราเหล่าคนรักคนหล่อครับ"

หลังจากพูดจบ จี้ซ่วยก็เหลือบไปเห็นสร้อยคอที่คอของหลินเยี่ยนหรานและเอ่ยชมอย่างตื่นเต้น "ว้าว อาจารย์ครับ สร้อยเส้นนี้เป็นดีไซน์ใหม่จากแบรนด์เคหรือเปล่าครับ? ผมรู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน มันช่างเข้ากับชุดของอาจารย์วันนี้จริงๆ"

ในขณะที่จี้ซ่วยพูดอยู่นั้น เซวียนอี๋หานและเพื่อนร่วมห้องของเขาก็เดินเลี้ยวออกมาจากหัวมุมทางเดินพอดี และกำลังเดินอยู่ด้านหลังหลินเยี่ยนหรานกับคนอื่นๆ

แม้ว่าทั้งสี่คนในหอพักจะถูกแยกไปอยู่คนละกลุ่ม แต่เพราะพวกเขาสนิทกัน จึงยืนรอกันเพื่อที่จะกลับหอพักพร้อมกัน

เมื่อได้ยินจี้ซ่วยเอ่ยถึงสร้อยคอ เซวียนอี๋หานก็หยุดชะงักฝีเท้าทันที

ในตอนแรกเขาไม่ได้พูดอะไร แต่รอจนกระทั่งกล้องที่ถ่ายทำเขาเดินมาถึง ก่อนจะตะโกนเรียกหลินเยี่ยนหรานที่เดินออกไปไกลแล้ว

"อาจารย์เยี่ยนหรานครับ"

เซวียนอี๋หานกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาหลินเยี่ยนหรานและขวางทางเขาไว้

"อาจารย์เยี่ยนหราน" สายตาของเซวียนอี๋หานจับจ้องไปที่สร้อยคอ "ผมได้ยินว่าสร้อยคอของอาจารย์เป็นดีไซน์ใหม่จากแบรนด์เค ผมชอบแบรนด์นี้มากเลยครับ อาจารย์จะกรุณาให้ผมขอดูหน่อยได้ไหมครับ?"

เซวียนอี๋หานไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าไม่สามารถพูดตรงๆ ได้เกินไป ดังนั้นเขาจึงวางบทให้ตัวเอง โดยการใช้คำพูดอ้อมค้อมเพื่อขุดหลุมพรางให้หลินเยี่ยนหราน

หลังจากพูดเสร็จ เขาก็จ้องมองเข้าไปในดวงตาของหลินเยี่ยนหราน โดยมีแววแห่งความสะใจจากการที่กำลังจะได้ล้างแค้นซ่อนอยู่ในสายตานั้น

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่แสนยากจนของตัวเอง

ในตอนนั้น พ่อบุญธรรมที่ไม่ได้เรื่องคนนั้นติดหนี้พนันเป็นภูเขาเลากา ทุกวันที่กลับบ้าน พ่อจะทุบตีและด่าทอเขา ไม่เพียงแต่ขู่ว่าจะไม่ให้เขาไปโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังไม่ให้เขากินข้าวอีกด้วย

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาหิวโหยจนแทบขาดใจ เขาจึงเข้าไปในร้านสะดวกซื้อและขโมยขนมปังมากิน

ทว่า ทุกการกระทำของเขากลับอยู่ในสายตาของเซวียนเยี่ยนหรานที่บังเอิญมาซื้อของอยู่ที่นั่นพอดี

อีกฝ่ายจ่ายเงินให้เขา แต่หลังจากนั้นกลับสั่งสอนเขาด้วยท่าทางยะโสว่า "ถ้าเธอขาดแคลนเงิน เธอมาเป็นครูสอนพิเศษให้ฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันจะให้พ่อแม่จ่ายเงินให้ แต่อย่าทำเรื่องแบบนี้อีกเลยนะ... ผลการเรียนของเธอก็ดีขนาดนี้ ถ้าคนอื่นรู้เข้า มันจะกระทบกับอนาคตของเธอ ครั้งนี้ฉันจะเก็บความลับของเธอไว้ให้..."

ในเวลานั้น เซวียนเยี่ยนหรานพูดออกมาอย่างง่ายดาย ท่าทางสูงส่งสง่างาม โดยที่ไม่เคยรับรู้ถึงความยากลำบากของโลกใบนี้เลย

แม้ว่าอีกฝ่ายจะให้ความช่วยเหลือด้วยความหวังดี แต่เขากลับรู้สึกอิจฉาและริษยาเซวียนเยี่ยนหรานที่ไร้ค่านั้นอย่างยิ่ง

ริษยาที่เขามีพ่อแม่ที่ร่ำรวย ริษยาที่เขามีครอบครัวที่มั่งคั่ง

แม้ว่าผลการเรียนของเขาจะแย่มากและไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย แต่เขาก็ยังสามารถเป็นคุณชายน้อยที่ไร้ความกังวล ไม่เคยต้องเดือดร้อนเรื่องเงินทองหรือการเอาชีวิตรอด

ทว่า เวลาผ่านไปหกปี คาดไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์จะพลิกผัน คนที่เคยยืนอยู่บนจุดที่สูงกว่าเพื่อสั่งสอนเขา ตอนนี้กลับทำในสิ่งที่เขาเคยทำมาก่อนเสียเอง

ครั้งนี้บทบาทของพวกเขาได้สลับกันแล้ว และเขาก็อยากจะสัมผัสความรู้สึกที่ได้ยืนอยู่บนจุดที่เหนือกว่าคนอื่นดูบ้าง

ทางเดินถูกขวางโดยเซวียนอี๋หาน หลินเยี่ยนหรานจึงต้องหยุดเดิน

ผู้ที่มานั้นย่อมเจตนาไม่ดี และผู้ที่มีเจตนาดีนั้นย่อมไม่มาแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนอย่างเซวียนอี๋หานเจาะจงเอ่ยเรื่องสร้อยคอขึ้นมาต่อหน้ากล้องมากมายขนาดนี้ แม้หลินเยี่ยนหรานจะไม่แน่ใจว่าเขากำลังพยายามจะทำอะไร แต่ก็เข้าใจได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

"มีอะไรก็พูดมาตรงๆ" หลินเยี่ยนหรานไม่อยากเสียเวลาพูดจาไร้สาระกับเขา

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่หลงกล เซวียนอี๋หานก็ย้ำอีกครั้ง "ผมแค่เห็นว่าสร้อยคอของอาจารย์สวยดี เลยอยากจะขอยืมมาดูหน่อย..."

หลินเยี่ยนหรานแสยะยิ้ม "เพียงเพราะเธออยากดู ฉันก็ต้องให้เธอยืมงั้นเหรอ?" เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?

เซวียนอี๋หานที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลินเยี่ยนหราน แทบจะขวัญเสียเพราะสายตานั้น

นับตั้งแต่ที่อีกฝ่ายถูกพ่อแม่ส่งตัวไปยังศูนย์บำบัดการติดอินเทอร์เน็ต เขาก็ไม่เคยได้คุยกับอีกฝ่ายในระยะใกล้ขนาดนี้มาก่อนเลย

เดิมทีเขาสันนิษฐานว่า เพราะเซวียนเยี่ยนหรานใช้ชีวิตอย่างอดๆ อยากๆ และตกต่ำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกฝ่ายน่าจะรู้สึกต่ำต้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง

ทว่า สายตาที่อีกฝ่ายเพิ่งกวาดมองเขานั้น ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าจนล่อนจาม และแผนการเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดของเขาก็ถูกมองออกจนหมดสิ้น

เซวียนอี๋หานบอกตัวเองในใจว่าเซวียนเยี่ยนหรานนั้นโง่เขลาและจะไม่มีทางมองออกอย่างแน่นอน

ขณะที่เซวียนอี๋หานกำลังจะอ้าปากพูด ฟางซู่ ลูกสมุนที่ตามมาสมทบทีหลังก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

"จะให้ยืมหรือไม่ให้ยืมก็ช่าง แต่ฉันแค่อยากจะถามว่า อาจารย์ได้สร้อยคอนี้มาได้ยังไง?"

ฟางซู่เป็นคุณชายรุ่นสองที่ร่ำรวยเช่นกัน เดิมทีเขาแค่ตั้งใจมาแข่งเล่นๆ และกะว่าจะเลิกไปหลังจากอัดรายการได้หนึ่งตอน เขาไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับเซวียนอี๋หานที่ดูอ่อนโยน น่ารัก และใสซื่อราวกับกระต่ายขาวตัวน้อย

ไม่เหมือนเด็กฝึกคนอื่นๆ เขาอาศัยภูมิหลังครอบครัวที่ดี และประกอบกับไม่ได้ต้องการตำแหน่งเปิดตัวมากขนาดนั้น เขาจึงไม่เกรงกลัวที่จะล่วงเกินเมนเทอร์

ดังนั้น เมื่อเห็นหลินเยี่ยนหรานใช้อำนาจความเป็นเมนเทอร์ข่มเหงเซวียนอี๋หานเมื่อครู่ อารมณ์ของเขาจึงพุ่งพล่านและไม่สนใจสิ่งใดอีก

เซวียนอี๋หานที่เดิมทีตั้งใจจะใช้กลยุทธ์อ้อมค้อม รู้สึกโกรธจนอยากจะกลอกตาเมื่อเห็นฟางซู่รีบพุ่งออกหน้าแทนเขาจนเสียแผน

อย่างไรก็ตาม เขาฉุกคิดขึ้นได้ว่า ในเมื่อฟางซู่รับบทเป็นคนเลวต่อหน้ากล้องไปแล้ว เขาก็สามารถวางตัวให้อยู่วงนอกได้ ดังนั้นเขาจึงยอมปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ

เซวียนอี๋หานดึงแขนเสื้อฟางซู่อย่างแผ่วเบา "ฟางซู่... อย่าเลย ตรงนี้ยังมีกล้องอยู่นะ..."

ให้ตายเถอะ เมื่อได้เห็นว่าเซวียนอี๋หานถูกคนพาลชิงของไปแล้วแต่ยังคงรู้สึกลำบากใจและพยายามรักษาหน้าของอีกฝ่ายขนาดนี้ ฟางซู่ก็ยิ่งทนดูไม่ได้เข้าไปใหญ่

"ฉันไม่สนใจกล้องหรืออะไรทั้งนั้น ฉันรู้แค่ว่าสร้อยเส้นนี้ดูคุ้นตาฉันมากเหลือเกิน"

คำพูดของฟางซู่ทำให้หลินเยี่ยนหรานเข้าใจเจตนาของกลุ่มเซวียนอี๋หานได้ในทันที

พวกเขากำลังสงสัยว่าเขาขโมยสร้อยคอของพวกเขาสนิท

หลินเยี่ยนหรานมองไปที่เซวียนอี๋หานอย่างเยือกเย็นและอดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้ม

ทั้งที่รู้ว่ามีกล้องตามถ่ายอยู่มากมายขนาดนี้แต่ยังเจาะจงเลือกเวลานี้มาหาเขา หรือเป็นเพราะกลัวว่าคนอื่นจะไม่เห็นเจตนาที่เขาซ่อนไว้กันแน่?

เดิมทีเขาเคยคิดว่า เซวียนอี๋หานผู้เป็นบุตรแห่งโชคลาภ ในฐานะพระเอกของเรื่อง อย่างน้อยก็ควรจะมีสติปัญญาและคุณธรรมที่พอจะรับได้บ้าง

เขาไม่คิดเลยว่าเขาจะประเมินองค์ประกอบของพระเอกในนิยายแนวฮาเร็มรักใคร่แบบนี้สูงเกินไป

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมผู้เขียนถึงต้องจัดให้มีลูกสมุนที่คอยตามจีบเซวียนอี๋หานมากมายขนาดนี้

เพราะหากตัวเอกเก่งกาจด้วยตัวเองจริงๆ เขาก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเหล่าลูกสมุนมาคอยอำนวยความสะดวกและคุ้มกันในทุกย่างก้าวที่เขาเลื่อนระดับขึ้นไป

เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะดักเล่นงานเขา หลินเยี่ยนหรานจึงตัดสินใจขุดหลุมรอพวกเขาบ้าง

"คุ้นงั้นเหรอ? เธอไปเห็นที่ไหนมาล่ะ?" ฟางซู่ตอบว่า "ฮั่นฮั่นเองก็มีอยู่เส้นหนึ่งเหมือนกัน"

หลินเยี่ยนหรานไร้ความรู้สึก "แล้วยังไง?"

"สร้อยเส้นนั้นเป็นรุ่นจำกัดระดับโลก และมีแค่ฮั่นฮั่นคนเดียวที่มีมันที่นี่"

ฟางซู่เสริมต่อว่า "เขาเคยใส่มาแล้ว และหลายคนก็เคยเห็น"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่พูดจาอ้อมค้อมอยู่นาน หลินเยี่ยนหรานก็เริ่มหมดความอดทน "เลิกพูดจาไร้สาระแล้วเข้าประเด็นมาเลยดีกว่า"

ฟางซู่ที่อารมณ์กำลังขึ้นและต้องการจะนำเสนอหลักฐานต่อไปถึงกับสำลักคำพูด หลังจากนิ่งไปไม่กี่วินาที เขาก็พูดว่า "แต่สร้อยของฮั่นฮั่นหายไป มันหายไปในวันนี้ พวกเราหาจนทั่วแล้วก็ไม่เจอ แต่อาจารย์กลับใส่มาในคืนนี้ และผมก็ไม่เคยเห็นอาจารย์ใส่สร้อยสไตล์นี้มาก่อนเลย"

หลินเยี่ยนหรานยิ้มออกมา พลางชี้ให้เห็นถึงเจตนาของอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา "สรุปคือ เธอต้องการจะบอกว่าฉันขโมยสร้อยของเขามา"

หลินเยี่ยนหรานไม่ได้ถามเพื่อขอคำยืนยัน แต่เป็นการพูดสรุปความออกมาตรงๆ

ฟางซู่ไม่ได้พูดอะไร ซึ่งถือว่าเป็นการยอมรับในที

เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นนี้ดึงดูดความสนใจของเด็กฝึกทุกคนที่กำลังเตรียมตัวกลับหอพัก

ทุกคนต่างอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำพูดของหลินเยี่ยนหราน

พล็อตเรื่องนี้มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไป... ถ้าหากมันเป็นเรื่องจริง ถ้างั้นเยี่ยนหรานก็...

ช่างภาพที่ตามถ่ายอยู่อีกด้านหนึ่งเห็นว่าเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก

พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะปิดกล้องดีหรือไม่ จึงทำได้เพียงโทรศัพท์หาผู้กำกับหลัก โดยหวังว่าเขาจะออกมาคลี่คลายสถานการณ์

เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรมและนิสัยส่วนบุคคล จึงแทบไม่มีใครกล้าพูดจาซี้ซ้วยในตอนนี้

แต่เซี่ยซิงซิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นท่าทางคุกคามของฝ่ายเซวียนอี๋หาน ก็อดไม่ได้ที่จะออกหน้าปกป้องหลินเยี่ยนหราน "รุ่นจำกัดไม่ได้แปลว่าจะมีแค่ชิ้นเดียวในโลกนี่ครับ"

จี้ซ่วยพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้วครับ มันก็แค่รุ่นจำกัด การที่อาจารย์เยี่ยนหรานจะซื้อมาสักเส้นมันก็เป็นเรื่องปกติ... อาจจะมีความเข้าใจผิดกันหรือเปล่าครับ?"

ก่อนที่จี้ซ่วยจะทันพูดเพื่อช่วยไกล่เกลี่ยจนจบ ฟางซู่ก็แสยะยิ้มและพูดแทรกขึ้นว่า "ซื้อเหรอ? พวกนายรู้ไหมว่าสร้อยเส้นนี้แพงขนาดไหน? เจ็ดหลักเชียวนะ"

หลังจากพูดจบ เขาก็เหลือบมองหลินเยี่ยนหราน โดยนัยที่สื่อออกมาคือคนจนๆ อย่างนี้ไม่มีปัญญาซื้อได้หรอก

หลินเยี่ยนหรานที่ถูกใส่ร้ายและถูกดูถูกเพียงเพราะความจน โค้งมุมปากขึ้น "เธอมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของเธอ?"

เซวียนอี๋หานที่เงียบมานาน เป็นฝ่ายรุกในครั้งนี้ "นี่เป็นงานสั่งทำพิเศษที่แม่ของผมมอบให้ มันมีค่ามากครับ"

เขาจงใจย้ำคำว่า "แม่" และ "มีค่า" ต่อหน้าหลินเยี่ยนหราน เพราะต้องการจะทิ่มแทงใจของอีกฝ่ายในทุกมุม

เขารู้ดีว่าเมื่อก่อนตอนที่เซวียนเยี่ยนหรานอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ไม่ชอบเขาเพราะเขาไร้ประโยชน์เกินไป และไม่เคยให้ของขวัญที่มีค่าใดๆ แก่เขาเลย

อย่างไรก็ตาม หลินเยี่ยนหรานกลับหัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาเพิกเฉยต่อสิ่งที่เซวียนอี๋หานต้องการจะสื่อ และชี้ประเด็นไปที่จุดสำคัญทันที "งานสั่งทำพิเศษของแบรนด์เคมักจะมีการสลักเครื่องหมายพิเศษเอาไว้ เธอแน่ใจนะ?"

เซวียนอี๋หานรู้ดีว่าสร้อยคอของเขาไม่มีเครื่องหมายพิเศษใดๆ แต่เขาคิดว่านี่เป็นเพียงข้ออ้างที่หลินเยี่ยนหรานจงใจสร้างขึ้นมา เขาจึงไม่ได้สนใจมันนัก

ในเมื่อปูพื้นมาพอแล้วและเรื่องก็ถูกเปิดเผยออกมากลางที่แจ้งขนาดนี้ เซวียนอี๋หานจึงไม่อยากเสแสร้งอีกต่อไป เขาชี้ไปที่สร้อยคอของหลินเยี่ยนหรานและพูดเสียงดังว่า "ผมแน่ใจครับ นี่คือเส้นที่แม่ให้ผมมา เป็นรุ่นจำกัดที่เพิ่งออกมาเมื่อต้นฤดูใบไม้ร่วง"

ฟางซู่ ลูกสมุนคนนั้นรีบรับช่วงต่อจากเซวียนอี๋หานทันที "ฉันก็เป็นพยานให้ได้"

หลังจากพูดจบ เขาก็สะกิดฟู่โป๋ห่าวและหานจื่อเซวียนที่อยู่ข้างๆ ทั้งสองคนจึงรีบพูดตามน้ำทันที

"ใช่ครับ ผมเคยเห็นฮั่นฮั่นใส่สร้อยเส้นนี้มาก่อนจริงๆ" "ใช่ครับ ผมก็เคยเห็น... มันเหมือนกันเป๊ะเลย"

คำลวงที่ถูกพูดซ้ำบ่อยๆ ย่อมกลายเป็นความจริง เมื่อเซวียนอี๋หานมั่นใจขนาดนี้ และเพื่อนร่วมห้องของเขาก็ออกมาเป็นพยานกันหมด หลายคนจึงเริ่มไขว้เขว...

เพราะคนปกติย่อมคิดว่า หากไม่มีหลักฐาน เซวียนอี๋หานและกลุ่มเพื่อนคงไม่กล้าเผชิญหน้ากับหลินเยี่ยนหรานต่อหน้ากล้องขนาดนี้...

ดังนั้น... สายตาของทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะเบนไปทางหลินเยี่ยนหราน

ท่ามกลางสายตาแห่งความเคลือบแคลงสงสัยของทุกคน หลินเยี่ยนหรานค่อยๆ ใช้นิ้วสัมผัสสร้อยคออย่างใจเย็น

ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง ขอบของสร้อยคอสะท้อนประกายแสงเย็นเยียบออกมา

ผู้คนในที่เกิดเหตุไม่มีใครรู้เลยว่า มีตัวอักษร "เอสวาย" สลักอยู่ที่ด้านหลังของสร้อยคอเส้นนี้ และเขาได้เห็นมันตอนที่อาหมิงช่วยเขาสวมสร้อยเมื่อก่อนหน้านี้

หลินเยี่ยนหรานโค้งมุมปาก และยกมือขึ้นถอดสร้อยคอออกอย่างไร้ความเร่งรีบ

ทันใดนั้น กระแสความร้อนก็วนเวียนอยู่รอบลำคอของเขา และมือที่อบอุ่นคู่หนึ่งก็สัมผัสลงบนผิวหนังของเขาอย่างแผ่วเบา

"อย่างนั้นเหรอ?"

จบบทที่ บทที่ 6 การโต้กลับจากก้นบึ้งของความสิ้นหวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว