- หน้าแรก
- สั่งให้เปิดบ้านผีสิง ไม่ใช่ให้เอาผีจริงมาปล่อย
- บทที่ 10 ป๊อดแล้วเหรอ?
บทที่ 10 ป๊อดแล้วเหรอ?
บทที่ 10 ป๊อดแล้วเหรอ?
บทที่ 10 ป๊อดแล้วเหรอ?
กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล
“ปัง!”
ประตูห้องทำงานของสารวัตรถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรงจากภายนอก
สารวัตรหวังที่กำลังเข้าเวรกลางคืนถือกระติกน้ำร้อนที่แช่เก๋ากี้เพื่อบำรุงสุขภาพอยู่ ถึงกับสะดุ้งจนมือสั่น ทำให้น้ำร้อนลวกใส่เป้ากางเกงจนต้องทำ “ประคบร้อนเฉพาะจุด” ทันที
“โอ๊ย... สารวัตรหวังครับ!”
เฉินอวี่ ตำรวจหนุ่มที่มีขอบตาคล้ำโบ๋ วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยอาการหอบแฮก
ในมือเขากำภาพถ่ายหน้าจอที่เพิ่งสั่งพิมพ์ออกมาสองสามแผ่น และแฟ้มข้อมูลเก่าๆ สีเหลืองนวลเอาไว้แน่น
เขาวางของเหล่านั้นลงบนโต๊ะเสียงดัง “ปึก”
“ซี้ด... ไอ้เฉิน! แกอยากให้ฉันเกษียณก่อนกำหนดใช่ไหม!”
สารวัตรหวังยืนขึ้นพลางทำหน้าเบ้ด้วยความเจ็บปวด พยายามเอามือปัดคราบน้ำที่กางเกงออกอย่างหัวเสีย
“สารวัตรดูนี่เร็วครับ!”
เฉินอวี่ไม่ได้สนใจคำบ่นของสารวัตรเลย นิ้วมือสั่นเทาของเขาชี้ไปที่เด็กหนุ่มที่ทำหน้าทะเล้นในภาพถ่ายหน้าจอ แล้วชี้ไปที่รูปถ่ายขาวดำในแฟ้มข้อมูล น้ำเสียงสั่นเครือ
“เหมือนกันเป๊ะเลยครับ! ไม่มีทางผิดตัวแน่นอน! NPC ในไลฟ์สดที่ชื่อ ‘สวนสนุกสยองขวัญ’ คนนี้ ก็คือจางเหวินที่ทางนิติเวชยืนยันว่าเสียชีวิตไปแล้วในคดี 【สถาบันอวี้จาง】 เมื่อปีที่แล้วครับ!”
เขากลืนน้ำลาย แล้วพูดเสริมอีกประโยคหนึ่ง
“แถมฉากของพวกเขา ยังดูเหมือนที่เกิดเหตุในปีนั้นอย่างกับแกะเลยครับ! นี่มันต้องมีเงื่อนงำแน่นอน! คนตายจะมาไลฟ์สดได้ยังไงกันครับ?!”
มือของสารวัตรหวังที่กำลังนวดขมับหยุดชะงักลง
เขาเหลือบมองภาพเปรียบเทียบบนโต๊ะแวบหนึ่ง แล้วเงยหน้ามองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง—ตีสามครึ่ง
วินาทีถัดมา เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง!
“ปัง!”
ฝาแก้วน้ำกระเด็นตกพื้นทันที
“เฉินอวี่! แกเข้าเวรโต้รุ่งจนสมองบวมไปแล้วหรือไง?!”
สารวัตรหวังไม่ได้เชื่อแม้แต่น้อย แต่กลับชี้นิ้วด่าเฉินอวี่จนน้ำลายกระเด็นใส่หน้า:
“แฟ้มคดีที่ปิดไปแล้วและเก็บเข้ากรุไปแล้ว แกจะไปขุดมันขึ้นมากลางดึกทำไม?! ฉันว่าแกน่ะว่างเกินไปจนหาเรื่องใส่ตัวมากกว่า!”
“แต่สารวัตรครับ ใบหน้านั่นมัน...”
“ใบหน้าอะไรของแก!”
สารวัตรหวังคว้าแฟ้มคดีนั่นแล้วโยนกลับเข้าไปในอ้อมแขนของเฉินอวี่ด้วยความระอาใจ
“สมัยนี้พวกพ่อค้าอยากจะเรียกยอดคนดู มีวิธีสกปรกแบบไหนบ้างที่พวกเขาไม่ทำ?”
“ก็แค่หานักแสดงที่มีใบหน้าคล้ายกันมาทำเป็นจุดขาย สร้างประแสไปวันๆ หรือไม่ก็เกาะกระแสข่าวเก่า มุกน้ำเน่าแบบนี้ฉันเห็นมาจนเบื่อแล้ว!”
เขาจ้องหน้าเฉินอวี่แล้วพูดเตือนสติว่า:
“แกเป็นถึงตำรวจสืบสวน กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน แต่กลางค่ำกลางคืนกลับไม่ทำงานทำการ มานั่งดูสตรีมเมอร์พวกนี้ปัญญาอ่อนไปกับเขาด้วยเหรอ?! ฉันว่าแกกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเยอะเกินไปจนสมองมีแต่สารกันบูดแล้วมั้ง!”
“ฉันเห็นว่าพวกแกเข้าเวรดึกมันเหนื่อย ฉันก็เลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเวลาที่พวกแกแอบอู้งานบ้าง ฉันหลับตาข้างลืมตาข้างมาตลอด!”
“คราวนี้รีบไสหัวกลับไปเขียนรายงานปิดคดีอันเก่าให้เสร็จเดี๋ยวนี้! ถ้าฉันเห็นแกมาทำตัวไร้สาระแกว่งไปแกว่งมาแถวนี้อีก พรุ่งนี้แกเตรียมตัวไปยืนโบกรถที่ฝ่ายจราจรได้เลย!”
คำสั่งที่เฉียบขาดของสารวัตรหวังทำให้คำพูดทั้งหมดของเฉินอวี่จุกอยู่ที่ลำคอ
เฉินอวี่อ้าปากค้าง มองดูสีหน้าของสารวัตร สุดท้ายก็ได้แต่กัดฟันและเดินคอตกออกจากห้องทำงานไปพร้อมกับสิ่งของในมือ
ที่หน้าห้อง เพื่อนร่วมงานสองสามคนที่ถูกเสียงเอะอะปลุกขึ้นมาต่างโผล่หัวออกมามองด้วยความเห็นใจ
“ถูกสารวัตรหวังด่าอีกแล้วเหรอ?”
“เฮ้อ เด็กใหม่ก็งี้แหละ ยังไม่รู้ธรรมเนียม! คงอยากจะโชว์พาวละมั้ง!”
เฉินอวี่ไม่ได้สนใจพวกเขา เขาได้แต่กำแฟ้มคดีในมือไว้แน่น
ในหัวของเขา มีแต่ใบหน้าของจางเหวินที่กำลังทำหน้าทะเล้นใส่กล้องตัวนั้น
……
ในเวลาเดียวกัน โรงพยาบาลบ้า ห้องสงบจิต
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวัง
【การลงโทษ...... ดำเนินต่อ】
【โปรดให้ผู้เล่นสี่คนที่เหลือ เลือกผู้เล่นอีกสองคน เพื่อเข้ารับการบำบัดด้วยความสงบจิต】
บนผนังห้อง ตัวเลขการนับถอยหลังสีแดงฉานสว่างขึ้นมาอีกครั้ง
【3:00】
【2:59】
เหล่าเมา, เสี่ยวโยว รวมถึงสมาชิกทีมอีกสองคนคือเสี่ยวหลี่และสมาชิกผู้หญิงอีกคน ต่างหน้าซีดเผือก
ใครจะไป?
สถานการณ์แบบนี้ใครแม่่งจะกล้าไปอีกวะ?
สภาพของอาเจ๋อและหวังฮ่าวที่น้ำลายฟูมปาก ชักกระตุก และตาเหลือกเมื่อกี้ยังติดตาอยู่เลย
ถึงแม้ไอ้เถ้าแก่เวรนั่นจะบอกว่าเป็นแค่ “อุปาทาน” ก็เถอะ...
แต่ใครจะกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงพนันวะ?
ถ้าเกิดเถ้าแก่โกหกล่ะ? ถ้าเกิดครั้งนี้มันเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าจริงๆ ขึ้นมาล่ะ?!
แต่ต่อให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าปล่อยออกมาจริงๆ......
ในไลฟ์สด ช่องคอมเมนต์ก็ระเบิดไปนานแล้ว ชาวเน็ตที่ชอบดูเรื่องสนุกต่างพิมพ์ข้อความจนเต็มหน้าจอ
【เชี่ย! ยังเอาอีกเหรอ?! เถ้าแก่คนนี้คือปีศาจชัดๆ แม้แต่ล่อของหน่วยงานผลิตยังไม่กล้าใช้งานหนักขนาดนี้เลย!】
【ถึงเวลาพิสูจน์ความเป็นคนแล้ว! ฉันพนันด้วยเงินห้าเซนต์ว่า เดี๋ยวพวกเขาก็ต้องตีกันเองแน่นอน!】
【รีบขึ้นไปสิไอ้พวกป๊อด! อย่ามัวแต่อืดอาด! แสดงบทบำบัดไฟฟ้าให้ปู่ดูแก้เหงาหน่อย! เมื่อกี้ยังทำเป็นเก๋าอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?】
【ส่งจรวดให้แล้ว! พี่เมาสู้ๆ นะครับ! อย่าให้พวกเราดูถูกพี่ได้! ถ้าพี่กล้าขึ้นไป ผมจะยอมรับว่าพี่คือลูกผู้ชายตัวจริง!】
“ติ๋ง... ติ๋ง...”
เวลาค่อยๆ เลื่อนผ่านไปทีละวินาที
ตัวเลขการนับถอยหลังบนผนัง กระโดดมาถึง 【0:43】 แล้ว
บรรยากาศกดดันจนถึงขีดสุด
“แม่งเอ๊ย!”
เหล่าเมาตาแดงก่ำ เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนออกมา
เขารู้ดีว่า จะรอต่อไปไม่ได้แล้ว
ถ้าขืนรอต่อไป ระบบจะสุ่มเลือกสี่คนเอง คราวนี้แหละได้ซวยกันหมดแน่!
“เสี่ยวหลี่! ไปกับพี่!”
เหล่าเมาคำรามลั่น พลางคว้าแขนของเสี่ยวหลี่พนักงานชายที่ยังไม่ทันตั้งตัว
เขาลากเสี่ยวหลี่เดินตรงเข้าไปหาเตียงรักษาเตียงหนึ่งทันที
“ผม... ผม...”
เสี่ยวหลี่สะดุ้งสุดตัว เขามึนงงไปหมด
เขายอมให้เหล่าเมาลากไปแบบนั้น เดินเข้าไปหาเตียงอีกเตียงด้วยร่างกายที่สั่นเทา
เขาค่อยๆ เอนตัวลงนอนบนเตียงอย่างขวัญหนีดีฝ่อ
สายรัดที่เย็นเยียบถูกรัดจนแน่น
หมวกโลหะที่เต็มไปด้วยสายไฟค่อยๆ เลื่อนระดับลงมาจากด้านบนอย่างช้าๆ...
ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ...
แรงกดดันแบบนั้น มันทำให้คนแทบจะหายใจไม่ออก
ในวินาทีที่หมวกกำลังจะครอบลงบนหัวของเขานั่นเอง!
ภาพของอาเจ๋อและหวังฮ่าวที่ตาเหลือกและน้ำลายไหลยืด ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเสี่ยวหลี่ไม่หยุด!
ไม่!
ไม่เอาเด็ดขาด!!!
ไอ้สิ่งนี้มันของจริง! มันทำให้คนตายได้จริงๆ!
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดระเบิดออกมาในพริบตา!
“อ๊ากกกกกก—!!!”
เสี่ยวหลี่ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง!
สองมือพยายามดันหมวกโลหะนั้นออกอย่างบ้าคลั่ง เขาใช้แรงทั้งหมดที่มี
ถึงขนาดกระชากสายรัดที่ยังล็อกไม่สนิทจนขาดสะบั้น แล้วทั้งวิ่งทั้งคลานร่วงหล่นลงมาจากเตียงรักษาทันที!
“ตับ!”
เขากระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนดูน่าเวทนา แต่เขากลับไม่สนใจความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย รีบใช้ทั้งมือและเท้าปีนป่ายไปขดตัวอยู่ที่มุมห้องที่ไกลที่สุด ร่างกายทั้งร่างสั่นเทิ้มราวกับลูกนก
เหตุการณ์ที่สติแตกกะทันหันนี้ ทำเอาทุกคนอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
รวมถึงเหล่าเมาที่หลับตาลงเตรียมใจจะตายอยู่บนเตียงข้างๆ ด้วย
เขาลืมตาขึ้นมองดูเสี่ยวหลี่ที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่ที่มุมห้อง แล้วมองดูตัวเลขการนับถอยหลังบนผนังที่กำลังจะกลายเป็นศูนย์
เขารู้สึกผ่อนคลายลง ความรู้สึกเหมือนรอดตายมาได้หวุดหวิดผุดขึ้นในใจทันที
เขารู้สึกหมดแรงไปทั้งตัว ไหลร่วงลงมาจากเตียงรักษาเหมือนคนไม่มีกระดูก แล้วทรุดนั่งกองอยู่กับพื้น
เสี่ยวหลี่ที่มุมห้องสติหลุดไปโดยสมบูรณ์ เขากอดแขนตัวเองไว้แน่น น้ำตาและน้ำมูกเปรอะเปื้อนไปเต็มหน้า
“ไม่... ไม่เล่นแล้ว... ผมยอมแพ้! ผมยอมแพ้ครับ! พี่เมา... ผม... ผมไม่กล้าจริงๆ! นั่นมันไม่ใช่ของปลอม... ความรู้สึกนั่นมันคือของจริง! มันทำให้คนตายได้จริงๆ นะครับ!!!”
(จบตอน)