เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 ทางเลือกใหม่ของญี่ปุ่น

บทที่ 31 ทางเลือกใหม่ของญี่ปุ่น

บทที่ 31 ทางเลือกใหม่ของญี่ปุ่น


บรรยากาศในกระทรวงการปีนหอคอยของญี่ปุ่นตกอยู่ในความตึงเครียดอย่างหนัก

หัวหน้าผู้ดูแลโทโมดะก็มีสภาพไม่ต่างกัน

อุตส่าห์สร้างผลงานชิ้นโบแดงด้วยการดึงตัวยูชอลมินมาโอนสัญชาติจนได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ดูแลกระทรวงการปีนหอคอย ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีแท้ๆ แล้วไอ้สภาพน่าสมเพชนี่มันอะไรกันวะเนี่ย!

ผลงานที่เคยเป็นบันไดให้ก้าวหน้า กลับกลายเป็นกับดักที่ย้อนมาทำลายตัวเองซะงั้น

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่อาจหาข้อแก้ตัวใดๆ มาอธิบายต่อหน้านายกรัฐมนตรีคาวากุจิที่กำลังเดือดดาลได้เลยแม้แต่น้อย

"สรุปแล้วสาเหตุคืออะไร? ทำไมไอ้คนที่เคยเคลียร์ชั้น 57 ในเกาหลีได้อย่างสบายๆ ถึงมาล้มเหลวซ้ำซากที่ญี่ปุ่นแบบนี้"

"เอ่อ... ดูเหมือนว่าสภาพร่างกายของเขาจะไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่น่ะครับ..."

"ลองไปตั้งสามรอบแล้วยังล้มเหลวอีกเนี่ยนะ? จะอ้างว่าสภาพร่างกายไม่พร้อมงั้นเหรอ!"

"ค... คือว่า เจ้าตัวเขาก็บอกว่าไม่เข้าใจสาเหตุเหมือนกันครับ"

นายกรัฐมนตรีคาวากุจิเองก็อึดอัดใจจนแทบระเบิด

อุตส่าห์ถ่ายทอดสดให้คนดูทั้งประเทศ แต่กลับต้องมาขายหน้ากลางรายการ แถมคะแนนความนิยมก็ร่วงดิ่งลงเหวทุกวัน ในขณะที่เส้นตายการพังทลายของหอคอยก็งวดเข้ามาทุกที

"ช่างเป็น 'โครงไก่' ที่ไร้ค่าจริงๆ จะทิ้งก็เสียดาย แต่เก็บไว้ก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้"

"ขะ... ขอโทษด้วยครับ!"

"เวลา 40 วันมันไม่ได้เยอะแยะอะไรเลยนะ ถ้าถึงตอนนั้นยูชอลมินยังฟื้นตัวไม่ได้ แกจะรับผิดชอบยังไงฮะ!"

"ผ... ผมกำลังเร่งหาทางออกอยู่ครับ"

"มีอะไรก็รีบว่ามา! แล้วแผนนั้นมันต้องช่วยเคลียร์หอคอยได้จริงๆ นะ ไม่งั้นฉันจะสั่งย้ายแกไปอยู่สถานทูตแถวแอฟริกาซะเลย"

เอื๊อก!

โทโมดะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก

"ผม... ผมคิดว่าเราควรจะลองยื่นเรื่องขอให้รัฐบาลอเมริกาส่งเพลเยอร์มาช่วยในฐานะผู้โอนสัญชาติชั่วคราวครับ... แค่สักอาทิตย์เดียวก็ยังดี"

"นั่นน่ะเหรอ... แผนของแก?"

"ตอนที่ผมทำงานเป็นนักการทูต ผมพอจะมีเส้นสายในแวดวงการเมืองอเมริกาอยู่บ้างครับ ผมมั่นใจว่าทำได้แน่นอน ขอโอกาสให้ผมได้ลองดูสักครั้งเถอะครับ!"

"เส้นสายงั้นเหรอ? หึหึ"

นายกรัฐมนตรีคาวากุจิแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพช

"แกคิดว่าแกมีเส้นสายเยอะกว่าฉันงั้นสิ?"

"...คะ... ครับ?"

"ฉันถามว่า แกคิดว่าแกมีเส้นสายในแวดวงการเมืองอเมริกาเยอะกว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างฉันงั้นเหรอ!"

"อ... เอ๊ะ ม... ไม่ใช่นะครับ ความหมายของผมคือ..."

"พรุ่งนี้แกเตรียมตัวเก็บกระเป๋าบินไปคองโกได้เลย! หรือถ้าไม่อยากไปก็ยื่นใบลาออกซะ!"

ไอ้โง่เอ๊ย!

คิดว่าฉันไม่รู้เรื่องพวกนั้นหรือไง ถึงได้มายืนบื้ออยู่แบบนี้!

การจะยื่นเรื่องขอให้ใครสักคนโอนสัญชาติชั่วคราวอย่างเป็นทางการ มันต้องแลกมาด้วยข้อเสนอและผลประโยชน์มหาศาล

ใช้แค่เงินไม่กี่แดงมันไม่พอหรอกเว้ย!

มันหมายถึงการที่ประเทศชาติต้องยอมสละผลประโยชน์มากมายมหาศาลเพื่อประเคนให้กับอีกฝ่าย

แถมพองานเสร็จ ไอ้พวกนั้นก็ต้องบินกลับประเทศตัวเองอยู่ดี

ก็เพราะไม่อยากเสียผลประโยชน์พวกนั้นไง ถึงได้แอบลักลอบพายูชอลมินเข้ามาแบบลับๆ!

'เฮ้อ...'

รู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในปลักโคลนที่ลึกไร้ก้นบึ้ง

เอาจริงๆ สิ่งที่หัวหน้าผู้ดูแลโทโมดะเสนอมามันก็มีเหตุผลอยู่บ้างเหมือนกัน

ถ้ายูชอลมินไม่สามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้กลับมาพร้อมลุยได้ทันเวลา การดึงตัวเพลเยอร์ต่างชาติมาช่วยเคลียร์ด่านในฐานะผู้โอนสัญชาติชั่วคราวก็น่าจะเป็นทางออกสุดท้ายที่เหลืออยู่

แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น ลองเลียบๆ เคียงๆ ถามไถ่ถึงความเป็นไปได้ดูก่อนก็แล้วกัน

ขืนทุ่มเทยื่นเรื่องขอโอนสัญชาติชั่วคราวอย่างเป็นทางการไป แล้วโดนปฏิเสธหน้าหงายกลับมา คงจะเสียหน้าน่าดู

※ ※ ※

สำหรับประเทศที่มีหอคอยเพียงแห่งเดียว การเข้าออกหอคอยก็แค่เดินเข้าไปโต้งๆ แต่ถ้าประเทศไหนมีหอคอยหลายแห่งล่ะ? พวกเขาจะเข้าไปยังไง?

ก็แค่เลือกหอคอยที่ต้องการจากข้อความระบบที่เด้งขึ้นมาไงล่ะ

แบบนี้...

<โปรดระบุหมายเลขของหอคอยที่ท่านต้องการเข้าสู่>

ดังนั้น หอคอยทางฝั่งตะวันออกของอเมริกาจึงถูกกำหนดให้เป็นหอคอยหมายเลข 1 (NO.1) ส่วนทางฝั่งตะวันตกก็เป็นหอคอยหมายเลข 2 (NO.2)

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของอเมริกา ซึ่งดูแลรับผิดชอบเรื่องการปีนหอคอย มักจะให้ความสำคัญกับหอคอยฝั่งตะวันตกมากกว่าฝั่งตะวันออก

เหตุผลก็คล้ายคลึงกับกรณีของประเทศญี่ปุ่นนั่นแหละ

เพราะหอคอยฝั่งตะวันตกตั้งตระหง่านอยู่บนแนวรอยเลื่อนซานแอนเดรียสพอดีเป๊ะ

ถ้าหอคอยแห่งนี้เกิดพังทลายลงมา พื้นที่ฝั่งตะวันตกของอเมริกาทั้งแถบก็คงถูกลบหายไปจากแผนที่โลก

และในตอนนี้ เพลเยอร์อันดับหนึ่งของโลกที่อเมริกาภาคภูมิใจ ก็กำลังลุยเคลียร์หอคอยฝั่งตะวันตกอยู่เช่นกัน

แมคมิลแลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เอ่ยถามแอนโทนิโอ ผู้อำนวยการแผนกพิชิตหอคอย

"เอาล่ะ สรุปว่านายอยากจะลองขอยืมดาบศักดิ์สิทธิ์นั่นมาใช้ดูสินะ?"

"ใช่ครับ เพลเยอร์เจอราร์ดรบเร้าอยากจะขอยืมมาลองใช้ดูให้ได้เลยน่ะครับ"

"จิ๊จิ๊ พอจะเดาออกเลยแฮะ สงสัยโรคคลั่งไอเทมจะกำเริบอีกแล้วสิท่า"

"ก็มันเป็นไอเทมธาตุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่พวกเราค้นพบจนถึงตอนนี้นี่ครับ ได้ยินมาว่าประสิทธิภาพของมันเทียบไม่ได้กับพวกไอเทมธาตุแสงทั่วไปเลยด้วยซ้ำ"

"แต่ชั้นที่ 67 ก็ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งเยอะไม่ใช่รึไง? จะรีบเคลียร์ด่านไปทำไมกัน?"

"เขาอยากจะลองใช้ดาบนั่นวนฟาร์มที่ชั้น 66 ดูก่อนน่ะครับ ถือซะว่าเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของไอเทมไปในตัว"

ยอมจ่ายค่าเช่ามหาศาลเพื่อแลกกับการได้ทดสอบประสิทธิภาพของไอเทมงั้นเหรอ

แมคมิลแลนเองก็ชักจะอยากรู้ขึ้นมาเหมือนกัน

ตอนที่เจอราร์ดลุยเดี่ยวเข้าไปปราบสเปกเตอร์ในชั้นที่ 66 ของหอคอยฝั่งตะวันตก เขาใช้เวลาจนเกือบจะหมดเส้นตายที่กำหนดไว้

มันเป็นศึกที่หนักหนาสาหัสเอาการ

ทั้งสำหรับเพลเยอร์เจอราร์ด และทีมสนับสนุนที่คอยลุ้นอยู่ข้างนอก

ถึงแม้ว่าตอนที่เคลียร์ชั้น 66 ของหอคอยฝั่งตะวันออก จะใช้เวลาน้อยกว่าเพราะมีประสบการณ์มาแล้วก็เถอะ...

แต่ถ้าเจอราร์ดสวมใส่ดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนั้น แล้วเข้าไปลุยฟาร์มที่ชั้น 66 อีกรอบล่ะ?

เวลาที่ใช้ในการเคลียร์ด่านจะลดลงไปได้มากแค่ไหนกันนะ?

"แล้วเรื่องค่าเช่าล่ะ? ตั้งงบไว้เท่าไหร่?"

"ผมเสนอไปล้านดอลลาร์ครับ แต่โดนหัวเราะเยาะใส่หน้าหงายกลับมาเลย"

"ฮ่าฮ่าฮ่า! นายนี่มันอ่อนหัดจริงๆ! คิดดูสิว่าต่อจากนี้จะมีอีกกี่ประเทศที่ต่อคิวรอยืมไอเทมชิ้นนี้ แล้วพวกเขาจะยอมปล่อยเช่าในราคาถูกๆ ตั้งแต่แรกได้ยังไงกัน!"

"ผมก็แค่ลองหยั่งเชิงดูเฉยๆ น่ะครับ"

แค่ไอเทมธาตุแสงกากๆ ชิ้นเดียว ค่าเช่าเริ่มต้นก็ปาเข้าไปสามล้านดอลลาร์แล้ว

ถ้าเป็นไอเทมระดับท็อปๆ ค่าเช่าก็ทะยานทะลุห้าล้านดอลลาร์ไปอย่างชิลๆ

"ถ้าคิดจะยืมดาบศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เราสู้ราคาได้สูงสุดเท่าไหร่ล่ะ?"

"สิบล้านดอลลาร์ก็น่าจะยังไหวอยู่ครับ ถ้าประสิทธิภาพมันเทพสมคำร่ำลือ ราคานี้ก็ถือว่าคุ้มสุดๆ แล้ว"

พูดถูกเผงเลย

ในขณะที่บางประเทศ ต่อให้มีเงินจ่ายก็ยังไม่มีปัญญายืมเลยด้วยซ้ำ

ญี่ปุ่นไงล่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด

"บอกว่าสามารถให้ยืมในระดับประเทศได้เลยงั้นเหรอ?"

"ใช่ครับ"

"งั้นก็จัดมาเลย! เดี๋ยวฉันจะสั่งให้ดำเนินการประสานงานผ่านช่องทางทางการทูตอย่างเป็นทางการเอง"

ถือโอกาสนี้ลองทดสอบประสิทธิภาพของดาบศักดิ์สิทธิ์ดูสักตั้งก็แล้วกัน

เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับศึกหนักในการเคลียร์ชั้นที่ 67 ในอนาคต...

"ยังไงซะ เรื่องลักลอบโอนสัญชาติแบบสายฟ้าแลบครั้งนี้ ญี่ปุ่นก็ทำผิดเต็มประตู! บ้าไปแล้วหรือไงที่กล้าทำเรื่องพรรค์นี้เพียงเพราะอยากจะเคลียร์ชั้น 57 ในหอคอยประเทศตัวเองให้ได้! มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นลูกผู้ชายเอาซะเลย! อย่างน้อยก็ควรจะมาเจรจากันก่อนสิ!"

"เรื่องนั้น... ทางสำนักนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเพิ่งจะติดต่อมาหาเราพอดีเลยครับ"

"ติดต่อมาเรื่องอะไร?"

"เป็นการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการครับ ว่าพอจะมีความเป็นไปได้ไหมที่จะขอโอนสัญชาติเพลเยอร์ในสังกัดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของเราแบบชั่วคราวน่ะครับ"

แมคมิลแลนหลุดขำพรืดออกมาทันที

"หึ! ดูท่าทางเพลเยอร์ที่อุตส่าห์ดึงตัวไปโอนสัญชาติ จะทำผลงานได้ไม่เข้าตาพวกนั้นสินะ"

"ท่านรัฐมนตรีก็ทราบเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นดีนี่ครับ..."

"ก็อาจจะเป็นแค่อาการปรับตัวไม่ทันชั่วคราวก็ได้มั้ง สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปตั้งเยอะ แถมยังต้องแบกรับความกดดันมหาศาลจากการโอนสัญชาติอีก"

เรื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น

ต่อให้เป็นเพลเยอร์ระดับท็อปแค่ไหน แต่ถ้าสภาพจิตใจไม่พร้อม ก็มีสิทธิ์ร่วงลงไปตายอนาถในชั้นล่างๆ ได้เหมือนกัน

"ถ้าเป็นแค่ปัญหาขี้ปะติ๋วแค่นั้น พวกนั้นคงไม่บาากหน้ามาขอร้องให้เราส่งคนไปช่วยแบบชั่วคราวหรอกครับ ผมว่าสถานการณ์คงจะเลวร้ายกว่าที่เราคิดไว้เยอะ"

"ฮึฮึฮึ! งั้นก็ตอบตกลงไปสิ แค่ส่งคนไปช่วยแบบชั่วคราว จะไปยากอะไร"

"แล้วเรื่องข้อตกลงล่ะครับ?"

"ก็ต้องขูดเลือดขูดเนื้อให้คุ้มที่สุดสิ! ถือโอกาสนี้รีดไถค่าเช่าดาบศักดิ์สิทธิ์จากญี่ปุ่นมาซะเลย! แล้วก็ดึงเกมลากยาวเรื่องเจรจาไปจนกว่าเส้นตายหอคอยถล่มของพวกนั้นจะใกล้เข้ามา! ยิ่งพวกมันร้อนรนเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต่อรองผลประโยชน์ได้มากขึ้นเท่านั้น!"

ถึงแม้ว่ามวลมนุษยชาติจะต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับวิกฤตหอคอยทมิฬ แต่ในความเป็นจริงของโลกการเมืองระหว่างประเทศ มันไม่เคยมีคำว่ามิตรแท้หรือศัตรูถาวรอยู่แล้ว

ก็ดูอย่างพฤติกรรมที่ญี่ปุ่นเพิ่งจะทำลงไปเมื่อกี้นี้สิ!

"ว่าแต่ ในเมื่อเรายืนยันการมีอยู่ของไอเทมธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว เราก็ควรจะมีเก็บไว้ในครอบครองบ้างสิ จริงไหม?"

"ผมจัดการส่งข้อความแจ้งไปยังเพลเยอร์ทุกคนในประเทศเรียบร้อยแล้วครับ ถ้ามีใครเก็บไอเทมที่สงสัยว่าจะเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ในช่องเก็บของ หรือบังเอิญสุ่มได้จากของรางวัล ทางเราก็พร้อมจะทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อกว้านซื้อมาให้หมดครับ"

"เยี่ยมมาก! งั้นก็ลุยตามแผนนั้นไปเลย ส่วนเรื่องประสิทธิภาพของดาบศักดิ์สิทธิ์ เดี๋ยวเราค่อยมาพิสูจน์กันให้เห็นกับตา!"

ธุรกิจปล่อยเช่าไอเทมมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เรื่องการโอนสัญชาติชั่วคราวก็เช่นกัน

อเมริกาเองก็มีเพลเยอร์ที่เชี่ยวชาญด้านการโอนสัญชาติอยู่ในการดูแล

ธุรกิจพวกนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับหนึ่งเท่านั้น

ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครกล้าเอาของล้ำค่ามาปล่อยเช่า หรือส่งคนของตัวเองไปเสี่ยงตายในต่างแดนหรอก

เพราะที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ผิดพลาดเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

อย่างเช่น การเช่าไอเทมไปแล้วเชิดหนีหายเข้ากลีบเมฆ หรือไม่ก็เพลเยอร์ที่ถูกส่งไปช่วยโอนสัญชาติชั่วคราว ดันหายสาบสูญไปไม่กลับมาอีกเลย

ทว่าปัญหาเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา

เพราะถ้ามีประเทศไหนกล้าลองดีล่ะก็...

สิ่งที่พวกมันต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่หายนะจากหอคอยถล่ม แต่เป็นห่าฝนระเบิดจากฝูงบินรบที่ถูกปล่อยออกมาจากเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาต่างหากล่ะ!

......

วันรุ่งขึ้นหลังจากเคลียร์ชั้น 32

จูฮยอกก็เรียกผู้ถูกอัญเชิญทุกคนออกมา

ทันทีที่ปรากฏตัว คยอนดัลแรก็ไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้วเริ่มวาดเครื่องรางทันที

ทั้งหมด 4 แผ่น

เธอใช้พู่กันจุ่มชาดสีแดงสด วาดลวดลายและอักขระประหลาดลงบนกระดาษสีเหลือง

"แค่พกเจ้านี่ติดตัวไว้ก็พอแล้วใช่ไหมครับ?"

"เจ้าค่ะ นี่คือเครื่องรางพรางตาเจ้าค่ะ ถึงผู้คนจะรับรู้ได้ว่ามีคนเดินผ่านไปมา แต่พวกเขาก็จะไม่ทันสังเกตเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเราเจ้าค่ะ พวกเขาจะคิดแค่ว่า 'อ้อ มีคนธรรมดาๆ เดินผ่านไป' เท่านั้นเองเจ้าค่ะ"

ฟังดูน่าทึ่งสุดๆ ไปเลยแฮะ

"เสด็จพ่อของหม่อมฉัน ซึ่งเป็นองค์อดีตมหาจักรพรรดิ ก็ทรงโปรดปรานเครื่องรางชนิดนี้มากเจ้าค่ะ พระองค์มักจะพกติดตัวเวลาเสด็จประพาสต้นตามลำพัง เพื่อไม่ให้ใครจำได้เจ้าค่ะ"

เข้าใจเลยล่ะ

เป็นถึงระดับจักรพรรดิ ถ้ามัวแต่อุดอู้อยู่แต่ในวัง คงจะอึดอัดแย่

เหตุผลที่จูฮยอกต้องลำบากทำแบบนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหล่าผู้ถูกอัญเชิญของเขาได้อยู่แต่ในห้องเช่า ไม่ก็ในหอคอย

ยกเว้นจอห์น โกซัค ที่เคยแวะไปเยือนเพนต์เฮาส์ของยูชอลมินมาแล้ว

อ้อ จะว่าไป ตอนนั้นหมอนี่ก็เคยแอบแวบไปที่สไมล์แคชโดยที่เขาไม่ได้สั่งด้วยนี่นา?

เขาแค่อยากจะพาทุกคนไปเปิดหูเปิดตา ชมเมืองโซลบ้างก็เท่านั้น

อยากพาออกไปกินข้าวอร่อยๆ เดินเล่นดูนั่นดูนี่ แล้วก็ไปร้องคาราโอเกะ หรือไม่ก็เล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ด้วยกัน

อันที่จริง ถ้าเขาไม่ได้ทำสัญญาเป็นเพลเยอร์ระดับอีลีต เขาก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งลำบากทำอะไรวุ่นวายแบบนี้หรอก

แค่เดินเข้าออกห้องเช่ากึ่งใต้ดินซอมซ่อของเขาอย่างสบายใจเฉิบ ไม่ต้องคอยหลบสายตาใครก็สิ้นเรื่อง

ถึงแม้ว่าจะมีตัวปัญหาอย่างยอดนักรบเถื่อนโกบังอยู่ด้วยก็เถอะนะ

แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ?

ในเมื่อเซ็นสัญญาไปแล้วนี่นา

"องค์หญิงครับ แต่คุณโกบังเขาตัวใหญ่ขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะสะดุดตาคนอื่นบ้างเหรอครับ?"

"ผลของเครื่องรางพรางตาจะครอบคลุมถึงเรื่องนั้นด้วยเจ้าค่ะ ผู้คนจะมองเห็นเขาเป็นแค่คนตัวสูงธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น ขอเพียงแค่ระวังอย่าให้เดินไปชนใครเข้าก็พอเจ้าค่ะ..."

อย่างนั้นเองสินะ?

"คุณโกบังครับ เวลาเดินถนนก็ระวังอย่าไปเดินชนไหล่ใครเข้านะครับ"

"ชน? ของกินงั้นเรอะ?"

จอห์น โกซัค ที่ทนดูความซื่อบื้อไม่ไหว รีบแทรกขึ้นมาทันที

"บอสเขาหมายความว่าให้แกเดินระวังๆ อย่าไปเดินชนคนอื่นเขาเว้ย ไอ้โง่!"

"เข้าใจล่ะ"

เอาเป็นว่า ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน

ว่าเครื่องรางนี่มันจะเจ๋งจริงอย่างที่โม้ไว้หรือเปล่า

แต่มันก็คงมีข้อจำกัดอยู่บ้างแหละน่า

อย่างเช่น กล้องวงจรปิดไงล่ะ

ดูจากคุณสมบัติของเครื่องรางแล้ว มันคงพรางตาผ่านเลนส์กล้องไม่ได้แน่ๆ

แต่ก็ช่างเถอะ กล้องวงจรปิดมันก็ไม่ได้มีติดอยู่ทุกซอกทุกมุมของออฟฟิศเทลซะหน่อย

อย่างน้อยๆ ก็ในห้องพักกับตรงโถงทางเดินล่ะนะที่มีแต่กล้องตรงทางเข้าตึกกับกล้องวงจรปิดด้านนอกเท่านั้นแหละ

มันเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัวนี่นา

ใครจะไปชอบให้คนอื่นมานั่งจ้องมองดูว่ามีใครเข้าออกบ้านตัวเองบ้างล่ะ จริงไหม?

จูฮยอกเก็บเครื่องรางใส่กระเป๋า

จอห์น โกซัคก็ด้วย

คยอนดัลแรก็เช่นกัน

รวมถึงนักรบเถื่อนโกบัง

"งั้นเราออกไปกันเลยไหมครับ"

"ตื่นเต้นสุดๆ ไปเลยครับบอส! โดยเฉพาะไอ้โกบังเนี่ย ผมล่ะกลัวมันจะความแตกจริงๆ ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มซะขนาดนี้"

"บังอาจ! เจ้ากล้าดูถูกวิชาอาคมของข้าเชียวรึ?"

"โธ่ องค์หญิงครับ มันก็อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้ไงครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิครับ"

"หนอย ไอ้เจ้านี่!"

จูฮยอกยกมือขึ้นห้ามทัพ

"ชู่ว! เบาๆ หน่อยสิครับ"

ทั้งคยอนดัลแรและจอห์น โกซัค

ด้วยความที่ทั้งคู่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ช่วงนี้ก็เลยมีปากเสียงกระทบกระทั่งกันบ้างประปราย

"พวกเราอย่าทะเลาะกันเองเลยครับ เวลาพวกคุณสองคนเถียงกันทีไร ผมล่ะใจคอไม่ดีทุกที"

พอโดนจูฮยอกดุเข้าให้ ทั้งสองคนก็รีบก้มหน้าหงุดทันที

"แล้วก็องค์หญิงคยอนดัลแรครับ รบกวนอย่าพูดจาขวานผ่าซากกับคุณจอห์น โกซัคแบบนั้นอีกนะครับ ในขณะที่คุณจอห์นเขาพูดจาสุภาพด้วย แต่คุณเล่นเรียกเขาว่าไอ้เจ้านั่น ไอ้เจ้านี่ ทุกคำ มันดูไม่ดีเลยนะครับ"

"หม่อมฉัน... น้อมรับความผิดที่ทำให้คุณชายต้องขุ่นเคืองใจเจ้าค่ะ"

คยอนดัลแรมีสายเลือดขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์

คงจะชินกับการพูดจาวางอำนาจใส่คนอื่นจนติดเป็นนิสัยไปแล้วสินะ

แต่ที่นี่มันใช่อาณาจักรชอนเจที่ไหนกันเล่า!

บางทีเวลาที่เธอเผลอตวาดเสียงดัง เขาก็ยังแอบสะดุ้งตกใจอยู่เหมือนกัน

ถือโอกาสนี้ดัดนิสัยซะหน่อยก็คงจะดี

"งั้นลองพูดจาสุภาพกับคุณจอห์น โกซัคดูสิครับ"

"พ... เจ้าค่ะ?"

"เร็วเข้าสิครับ"

"เอ่อ..."

ผู้ถูกอัญเชิญต้องเชื่อฟังคำสั่งของจูฮยอกอย่างเคร่งครัด

คยอนดัลแรจึงอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดปากพูดในที่สุด

"ท่านจอห์น โกซัค ข้า... ฉันว่าฉันคงทำเกินไปหน่อย คราวหน้าฉันจะระวังให้มากกว่านี้ก็แล้วกัน"

"เยสเซอร์!"

"แต่ทว่า! หากท่านบังอาจแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง หรือล่วงเกินคุณชายบงอีกล่ะก็ ข้าจะไม่ยอมทนเด็ดขาด!"

"...ครับผม"

โอ้โห!

ถึงจะยอมพูดสุภาพ แต่รัศมีราชินียังแผ่กระจายไม่ลดละเลยแฮะ

สงสัยจะเป็นสันดานฝังลึกซะแล้วล่ะมั้ง

เอาล่ะ ออกไปข้างนอกกันจริงๆ จังๆ ซะทีเถอะ

จูฮยอกเปิดประตูออฟฟิศเทลแล้วก้าวเดินออกไป

ทั้งสามคนก็เดินตามหลังมาติดๆ

จบบทที่ บทที่ 31 ทางเลือกใหม่ของญี่ปุ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว