- หน้าแรก
- ข้ามภพมาเป็นยอดหมอ
- บทที่ 29: จิตสังหาร
บทที่ 29: จิตสังหาร
บทที่ 29: จิตสังหาร
บทที่ 29: จิตสังหาร
"พ่อบ้านหลินกำลังพยายามข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ?" มู่หรงชิงเหยียนปรายตามองหลินกวงสยงโดยไร้ซึ่งวี่แววของความขลาดเขลาหวาดกลัว "น่าเสียดายที่พ่อบ้านหลินลืมเรื่องสำคัญไปอย่างหนึ่ง—"
เมื่อมองดูท่าทีสงบนิ่งและเยือกเย็นของมู่หรงชิงเหยียน หลินกวงสยงก็รู้สึกประหลาดล้ำในใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ทว่าเขากลับรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าทิศทางของเรื่องราวทั้งหมดราวกับตกอยู่ในกำมือของมู่หรงชิงเหยียนโดยสมบูรณ์ เขาต้องยอมรับเลยว่า ความรู้สึกที่มู่หรงชิงเหยียนมอบให้เขาในวันนี้นั้น ช่างชวนให้รู้สึกสั่นคลอนและไม่สบายใจเอาเสียเลย
แม้มู่หรงชิงเหยียนจะเป็นถึงคุณหนูแห่งตระกูลมู่หรง ทว่านางกลับไร้ซึ่งจุดยืนใดๆ ภายในตระกูลโดยสิ้นเชิง ตลอดมา มู่หรงชิงเหยียนมักจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่เสมอ
ทว่าในวันนี้ มู่หรงชิงเหยียนไม่เพียงแต่ทำร้ายเวยเวยจนบาดเจ็บ แต่กลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังกล้าเอ่ยปากสนทนากับเขาด้วยท่าทีสงบนิ่งถึงเพียงนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังดูออกว่ามู่หรงชิงเหยียนไม่ได้เกรงกลัวต่อคำขู่ของเขาเลยสักนิด
"คุณหนูหมายความว่า—" หลินกวงสยงหรี่ตาลง นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่แน่ใจ
"ความหมายของข้านั้นเรียบง่ายยิ่งนัก" มู่หรงชิงเหยียนมองไปยังหลินกวงสยง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ต่อให้ไม่ต้องถาม ข้าก็รู้ดีว่าพ่อบ้านหลินกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ท่านกำลังคิดว่าข้าเป็นเพียงแค่เศษสวะที่ไร้ค่า ไร้ซึ่งจุดยืนใดในตระกูลนี้ ดังนั้นไม่ว่าท่านจะทำกับข้าเช่นไร ท่านผู้นำตระกูลก็คงไม่แยแสสนใจใช่หรือไม่?"
เมื่อเห็นสีหน้าเมินเฉยของหลินกวงสยง รอยยิ้มของมู่หรงชิงเหยียนก็ยิ่งลึกล้ำขึ้น "แต่ว่านะพ่อบ้านหลิน ต่อให้ข้าจะเป็นสวะที่ไร้ค่า ทว่าข้าก็ยังเป็นสวะที่ใช้แซ่มู่หรง และไม่ว่าท่านจะเก่งกาจสามารถเพียงใด แซ่ของท่านก็คือหลิน"
"ท่านผู้นำตระกูลอาจจะไม่ใส่ใจไยดีในตัวข้า แต่เขาไม่อาจละเลยชื่อเสียงของตระกูลมู่หรงไปได้ ต่อให้ข้าจะไร้ประโยชน์เพียงใด ข้าก็ยังคงเป็นคุณหนูแห่งตระกูลมู่หรง ลองบอกข้ามาสิ หากมีข่าวแพร่งพรายออกไปว่าคุณหนูสายตรงของตระกูลมู่หรงถูกบ่าวไพร่ในตระกูลรังแกเพียงเพราะนางไม่สามารถฝึกตนได้ ท่านผู้นำตระกูลจะเมินเฉย หรือจะโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟกันเล่า?"
น้ำเสียงของมู่หรงชิงเหยียนนั้นสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับนางกำลังบอกเล่าถึงความจริงข้อหนึ่ง และนี่ก็คือความจริง แม้มู่หรงสยงจะไม่ค่อยใส่ใจหลานสาวอย่างนางมากนัก ทว่าเขาให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเกียรติยศของตระกูลมู่หรงเหนือสิ่งอื่นใด
แม้ทุกคนจะตระหนักดีถึงสถานะของนางภายในตระกูล ทว่าเรื่องบางเรื่อง หากถูกปิดบังเอาไว้ใต้โต๊ะก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากถูกนำขึ้นมาเปิดเผยให้ผู้คนได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างโจ่งแจ้ง มันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
หลินกวงสยงย่อมเข้าใจความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งเช่นกัน แววตาที่เขามองไปยังมู่หรงชิงเหยียนนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอันตราย "คุณหนูกำลังข่มขู่ชายชราผู้นี้อยู่งั้นหรือ? ต่อให้คุณหนูจะป่าวประกาศออกไป ก็คงมีน้อยคนนักที่จะยอมเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น คุณหนูคิดจริงๆ หรือว่าตนเองจะมีหนทางได้เอื้อนเอ่ยมันออกมา?"
หากเมื่อครู่หลินกวงสยงเพียงแค่ข่มขู่มู่หรงชิงเหยียน บัดนี้เขากลับมีจิตสังหารแอบแฝงอยู่จางๆ เขากำลังครุ่นคิดว่า จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ หากเขาจะกำจัดมู่หรงชิงเหยียนทิ้งเสียในตอนนี้
"จะมีใครเชื่อสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่นั้นหาใช่เรื่องสำคัญ" มู่หรงชิงเหยียนย่อมสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันโจ่งแจ้งนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่านางหาได้ใส่ใจไม่ "พ่อบ้านหลิน ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่ข้าขอเตือนว่าท่านอย่าได้วู่วามลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่า"
"หึ มู่หรงชิงเหยียน ทีนี้เจ้ารู้จักกลัวแล้วล่ะสิ!" ทันทีที่ได้ยินคำพูดของมู่หรงชิงเหยียน หลินเวยเวยก็ทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงความอ่อนแอ "ข้าจะบอกให้เอาบุญ ตอนนี้มันสายเกินไปแล้วที่เจ้าจะมาร้องขอความเมตตา เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน! ต่อให้เจ้าจะหายตัวไปจากตระกูลมู่หรงแห่งนี้ ก็ไม่มีใครเขามามัวแยแสสนใจหรอก"