- หน้าแรก
- ปฐมบทมหาสงครามข้ามมิติ ทะลุโลกซูเปอร์ฮีโร่
- บทที่ 25 - คิงพินไม่ต้องการสวะ ฉันได้กลิ่นความปรารถนาของนาย
บทที่ 25 - คิงพินไม่ต้องการสวะ ฉันได้กลิ่นความปรารถนาของนาย
บทที่ 25 - คิงพินไม่ต้องการสวะ ฉันได้กลิ่นความปรารถนาของนาย
บทที่ 25 - คิงพินไม่ต้องการสวะ ฉันได้กลิ่นความปรารถนาของนาย
ในที่สุดความเงียบสงัดภายในห้องทำงานก็ถูกทำลายลง หัวหน้าแก๊งคนหนึ่งทนรับความเงียบอันน่าขนลุกนี้ไม่ไหวอีกต่อไป เขากลัวจนตัวสั่นและทนรับความอึดอัดที่เหมือนกำลังเดินเข้าใกล้ความตายนี้ไม่ได้อีกแล้ว
ดังนั้นเขาจึงเป็นคนแรกที่เปิดปากพูดกับคิงพินซึ่งกำลังชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนอยู่
แม้จะรู้ดีว่าคนที่กล้าขัดจังหวะความสุนทรีย์ของคิงพินส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นผีเฝ้าหลุมไปแล้ว และหญ้าบนหลุมศพของหลายคนก็คงสูงท่วมหัวไปแล้วด้วย
แต่หัวหน้าแก๊งคนนี้ก็ยังยอมเสี่ยงชีวิตเปิดปากขัดจังหวะการชมวิวยามค่ำคืนของคิงพิน เพราะแทนที่จะต้องตายอย่างทรมานจากบทลงโทษที่คิงพินอาจจะมอบให้ สู้ยอมเสี่ยงเปิดปากอธิบายเสียหน่อย เผื่อจะมีความหวังริบหรี่ให้รอดชีวิตไปได้บ้าง
เพียงแต่ความหวังที่ว่านี้มันช่างริบหรี่เหลือเกิน แม้แต่ตัวหัวหน้าแก๊งเองก็รู้ดีว่าทำผิดแล้วจะรอดพ้นจากการลงโทษนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
ต่อให้ครั้งนี้โชคดีรอดชีวิตไปได้ เขาก็คงถูกทรมานจนแทบปางตายอยู่ดี
ท่ามกลางกลุ่มหัวหน้าแก๊งที่ยืนอยู่กลางห้องทำงาน ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมายืนอยู่ด้านหน้าสุด
แม้ร่างกายของเขาจะสูงใหญ่กำยำ แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา เขาก้มหน้าลงอย่างนอบน้อมถ่อมตนตลอดเวลา
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แก๊งต่างๆ ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของคิงพินล้วนได้รับผลกระทบไม่น้อย
และในบรรดาแก๊งที่อยู่ใต้การดูแลของหัวหน้าแก๊งเหล่านี้ แก๊งที่ชายคนนี้ดูแลอยู่ไม่เพียงแต่จะเป็นหนึ่งในแก๊งที่สำคัญที่สุดของคิงพินเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำเงินให้คิงพินได้มากที่สุดอีกด้วย
เรียกได้ว่าธุรกิจที่หัวหน้าแก๊งคนนี้ดูแลอยู่ได้รับความสำคัญจากคิงพินเป็นอย่างมาก และเขาก็เคยเป็นหนึ่งในคนสนิทของคิงพินด้วย
เพียงแต่ตอนนี้เขาถูกคิงพินส่งลงมาคุมแก๊งเพื่อดูแลธุรกิจสำคัญแทน ถึงแม้เขาจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มทีมงานหลักของคิงพินแล้ว แต่เขาก็ยังได้รับความไว้วางใจจากคิงพินในระดับหนึ่ง
ชายผู้มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวบนใบหน้าคนนี้กำลังก้มหัวอย่างหวาดกลัวและนอบน้อมต่อหน้าคิงพิน จักรพรรดิโลกมืดแห่งนิวยอร์ก ความน่าเกรงขามและความดุดันที่เขาเคยแสดงออกต่อหน้าลูกน้องมลายหายไปจนหมดสิ้น
และด้วยความที่เขาเคยอยู่ในทีมงานหลักของคิงพินมาก่อน เขาย่อมรู้ดีว่าคิงพินจะโหดเหี้ยมแค่ไหนกับคนที่ทำงานพลาด ต่อให้เขาเคยเป็นมือขวาของคิงพินมาก่อนก็ไม่มีข้อยกเว้น
ดังนั้นตอนที่มาที่นี่ในวันนี้ หัวหน้าแก๊งแจ็คก็ได้เตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะดิ้นรนดูสักตั้ง เผื่อว่าจะรอดชีวิตไปได้
แจ็คแอบชำเลืองมองแผ่นหลังของคิงพินอย่างระมัดระวัง หลังจากครุ่นคิดและลังเลอยู่ในใจพักใหญ่ ในที่สุดแจ็คก็เอ่ยปากพูดกับคิงพินที่นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้
"บอสครับ ผม............"
คิงพินที่กำลังดื่มด่ำกับทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันงดงาม เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหันกลับมา เขากวาดสายตามองหัวหน้าแก๊งพยัคฆ์ดำผู้โด่งดังในโลกมืดของนิวยอร์กและอดีตมือขวาของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"แจ็ค ตลอดหลายปีที่นายทำงานให้ฉัน นายทำผลงานได้ดีมาตลอด แม้การทำงานของนายจะเด็ดขาดและกล้าหาญ แต่นายก็ไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา"
"ดังนั้นฉันจึงไว้ใจนายมาก ถึงได้มอบธุรกิจที่สำคัญที่สุดให้ดูแล และยังช่วยผลักดันให้นายขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งพยัคฆ์ดำอีกด้วย"
"ผลงานของนายก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาตลอด ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันพอใจในตัวนายมาก แต่ทำไมช่วงนี้พวกเราถึงได้ขาดทุนย่อยยับขนาดนี้ล่ะ?"
เมื่อแจ็คได้ยินเช่นนั้น เหงื่อเย็นๆ ก็ผุดซึมเต็มหน้าผาก เขารีบชำเลืองมองไปยังร่างที่กำลังหมุนมีดปีกผีเสื้อเล่นอยู่ข้างๆ ประกายแสงสีเงินที่สะท้อนจากปลายนิ้วนั้นมาจากบูลส์อาย นักฆ่ามือฉมังและบ้าคลั่งที่สุดของคิงพิน
เมื่อนึกถึงนิสัยโรคจิตและการกระทำอันบ้าคลั่งของบูลส์อาย เหงื่อเย็นๆ บนหน้าผากของแจ็คก็ไหลหยดลงมาอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาชีวิตรอด เขารีบอธิบายอย่างลุกลี้ลุกลัน
"บอสครับ ความสูญเสียในช่วงที่ผ่านมามันเหนือความคาดหมายจริงๆ ครับ จู่ๆ ก็มีไอ้โรคจิตที่ชื่อพันนิชเชอร์โผล่มา ลูกน้องของผมล้มตายไปเยอะมาก ธุรกิจในมือก็เลยโดนกระทบอย่างหนักครับ"
"แถมกว่าพวกเราจะจัดการทำร้ายไอ้พันนิชเชอร์ได้สักครั้ง พวกเราก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปเยอะจนบาดเจ็บสาหัสกันไปหมด"
"และในตอนนั้นเอง แก๊งตัวตลกที่ไอ้โจ๊กเกอร์ตั้งขึ้นก็โผล่มา พวกมันฉวยโอกาสตอนที่แก๊งพยัคฆ์ดำของพวกเรากำลังย่ำแย่ พากันมายึดเขตแดนของผมไป อาณาเขตของแก๊งพยัคฆ์ดำตอนนี้ก็เลยหดหายไปเยอะเลยครับ"
เมื่อคิงพินได้ยินคำอธิบายของแจ็ค เขาก็หรี่ตาลง แววตาเผยให้เห็นถึงความอันตราย คำอธิบายของแจ็คทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย เขาไม่พอใจกับคำตอบนี้
วีรกรรมที่พันนิชเชอร์ทิ้งไว้ในนิวยอร์ก คิงพินเองก็เคยได้ยินมาบ้าง ได้ยินมาว่าครอบครัวของเขาถูกลูกหลงจากการปะทะกันของแก๊งมาเฟียจนเสียชีวิต เขาจึงก้าวเข้าสู่เส้นทางการล้างแค้นอาชญากรทุกคน
แถมวิธีการของพันนิชเชอร์ก็โหดเหี้ยมอำมหิตสุดๆ ขอเพียงแค่ก่ออาชญากรรม แทบจะไม่มีใครรอดชีวิตจากเงื้อมมือของเขาไปได้เลย
พันนิชเชอร์ แฟรงค์เป็นบุคคลที่อันตรายมากจริงๆ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมาระรานคิงพินเลย คิงพินก็เลยไม่ได้ใส่ใจมากนัก ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะมาลงเอยที่แก๊งลูกน้องของตัวเอง
คิงพินจ้องมองแจ็คด้วยสายตาเย็นชา การส่งพวกปลายแถวของแก๊งพยัคฆ์ดำไปรับมือกับแฟรงค์ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าไม่มีทางสำเร็จ
แก๊งพยัคฆ์ดำไม่มีทางสู้กับแอนตี้ฮีโร่ชื่อกระฉ่อนอย่างพันนิชเชอร์ได้อยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแจ็คจะรอดพ้นจากความผิด โทสะของคิงพินไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับไหว
แถมครั้งนี้ยังมีโจ๊กเกอร์และแก๊งตัวตลกของเขาเข้ามาเอี่ยวด้วย พอได้ยินชื่อโจ๊กเกอร์ ความโกรธของคิงพินก็แทบจะระเบิดออกมา
เมื่อคิงพินนึกถึงปัญหาและความวุ่นวายที่แก๊งตัวตลกของโจ๊กเกอร์ก่อขึ้น รวมถึงความพยายามของเขาในช่วงเวลาที่ผ่านมา อุตส่าห์ผลักดันนายกเทศมนตรีบูตขึ้นไปได้สำเร็จ แต่กลับต้องมาพังทลายลงเพราะเรื่องของโจ๊กเกอร์
"แต่ว่าโจ๊กเกอร์กับพรรคพวกที่ชื่อฟล็อคได้ปรากฏตัวออกมาหรือเปล่า? ถ้าพวกมันโผล่มา นายก็คงไม่มีชีวิตรอดมาเจอฉันหรอก งั้นในเมื่อนายจัดการกับพันนิชเชอร์ไม่ได้ แล้วทำไมถึงจัดการกับพวกเศษสวะแก๊งตัวตลกไม่ได้ล่ะห๊ะ?"
เมื่อเจอคำถามแทงใจดำของคิงพิน แจ็คที่เป็นถึงหัวหน้าแก๊งก็ถึงกับอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ชายร่างกำยำทำได้เพียงยืนตัวสั่นด้วยความกลัว คิดหาคำแก้ตัวไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
"เอาล่ะ เอาตามนี้แล้วกัน ลากตัวมันออกไป ฉันไม่อยากฟังคำพูดไร้สาระกับข้ออ้างปัญญาอ่อนอีกแล้ว"
"คิงพินไม่ต้องการสวะ สวะมันไม่มีมูลค่าพอที่จะเอามาใช้ประโยชน์หรอก"
คิงพินปรายตามองแจ็คอย่างเย็นชา ก่อนจะออกคำสั่งกับบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนที่ยืนอยู่ภายในห้องทำงาน เพื่อส่งสัญญาณให้จัดการแจ็คทิ้งซะ
ความหมายของคิงพินชัดเจนมาก คำพูดของเขาแฝงนัยว่าให้ลากตัวแจ็คหัวหน้าแก๊งพยัคฆ์ดำออกไปฆ่าทิ้ง เขาไม่ต้องการสวะแบบนี้อีกแล้ว คนที่แม้แต่เศษเดนของแก๊งตัวตลกที่เหลือรอดมาตอนที่โจ๊กเกอร์ไม่อยู่ก็ยังจัดการไม่ได้
คิงพินไม่ต้องการลูกน้องที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้
ถึงแม้พันนิชเชอร์ แฟรงค์จะแข็งแกร่งและโหดเหี้ยม แต่ถ้าแม้กระทั่งเศษสวะของแก๊งตัวตลกยังจัดการไม่ได้
เขาก็ไม่ต้องการลูกน้องแบบนี้อีกต่อไป
"อย่า อย่าฆ่าผมเลย"
"ได้โปรดให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะครับ บอส ผมขอร้อง ให้โอกาสผมอีกสักครั้งเถอะ"
"ผมจะต้องทำได้ดีแน่ๆ ครับบอส..."
แจ็คคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับโขกหัวไม่หยุด เขาพยายามดิ้นรนขอความเมตตา หวังว่าคิงพินจะยอมปรานีและปล่อยเขาไป ให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกสักครั้ง
"ไม่มีครั้งหน้าแล้ว ตอนนี้ฉันโกรธมาก แล้วก็ผิดหวังในตัวนายมากด้วย"
"ยัดมันลงไปในเครื่องบดของโรงงานด้านหลัง บดให้แหลกแล้วเอาไปโยนให้หมาล่าเนื้อของฉันกินซะ"
คิงพินหมดความอดทนอย่างสิ้นเชิง แววตาของเขาเปล่งประกายความดุร้ายน่าสะพรึงกลัวขณะเอ่ยปากอย่างเหี้ยมเกรียม คิงพินไม่เคยพูดเล่น เวลาที่เขาลงโทษลูกน้องที่ทำผิด เขามักจะพูดจริงทำจริงเสมอ
คนที่ทำให้เขาโกรธ คนที่ไม่เจียมตัว คนที่ทำผิดพลาด ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่ามีคนโชคร้ายกี่คนที่ถูกคิงพินส่งเข้าเครื่องบดจนกลายเป็นเศษเนื้อ และสุดท้ายก็กลายเป็นอาหารให้หมาล่าเนื้อของเขา
"ต่อไปก็ถึงตาพวกนายอธิบายแล้ว ถ้าทำให้ฉันพอใจไม่ได้ล่ะก็ คิงพินไม่ต้องการสวะหรอกนะ......"
หลังจากจัดการแจ็คเสร็จ เป้าหมายในการเชือดไก่ให้ลิงดูของคิงพินก็บรรลุผล บรรดาหัวหน้าแก๊งที่เหลือต่างพากันหวาดกลัวจนแทบไม่กล้าหายใจ
············································
หลังจากที่ฟังคำอธิบายของลูกน้องจนจบ และลงโทษพวกสวะบางคนไปแล้ว เมื่อเคลียร์หัวหน้าแก๊งเหล่านั้นออกไป ห้องทำงานก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงคิงพินและบูลส์อายสองคน คิงพินก็กลับมามีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรด มองดูที่เขี่ยบุหรี่ตรงหน้า ก่อนจะหยิบซิการ์ขึ้นมาจุดสูบอีกครั้ง
"เอาล่ะ ทีนี้พวกเราจะเอายังไงกันต่อดีล่ะ จะให้ฉันไปฆ่าพันนิชเชอร์กับพวกแก๊งตัวตลกให้ไหม"
บูลส์อายที่เงียบมาตลอดในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น ทันทีที่เปิดปากเขาก็เสนอตัวไปจัดการกับพันนิชเชอร์และพวกแก๊งตัวตลกทันที
"ยังไม่ต้อง ถึงแม้ช่วงนี้โจ๊กเกอร์ผู้เป็นเบื้องหลังของแก๊งตัวตลกจะยังไม่โผล่มา แต่ก็ไม่แน่ว่ามันอาจจะโผล่มาสร้างเรื่องเมื่อไหร่ก็ได้"
เมื่อคิงพินนึกถึงสัตว์ประหลาดที่โจ๊กเกอร์สร้างขึ้น เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เขาไม่มีปัญญาไปต่อกรกับสัตว์ประหลาดพรรค์นั้นหรอก
แถมเครือข่ายเส้นสายและร่มโพธิ์ร่มไทรที่เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก กลับต้องมาขาดสะบั้นลงไปตั้งมากมาย
ต้องรู้ไว้เลยนะว่าคนที่ตายในค่ำคืนแห่งความบ้าคลั่งที่โจ๊กเกอร์ก่อขึ้น ไม่ได้มีแค่นายกเทศมนตรีบูตเท่านั้น แต่ร่มโพธิ์ร่มไทรคนอื่นๆ ของคิงพินก็ล้วนจบชีวิตลงในค่ำคืนแห่งหายนะนั้นเช่นกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่คิงพินรู้สึกว่าตัวเองกำลังขาดแคลนพลังอำนาจ ต้องเข้าใจก่อนว่านับตั้งแต่เขาก้าวขึ้นสู่บัลลังก์จักรพรรดิโลกมืดแห่งนิวยอร์ก เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกกลัดกลุ้มและกังวลใจแบบนี้มานานมากแล้ว
ครั้งสุดท้ายที่เขารู้สึกโหยหาพลังอำนาจมากขนาดนี้ ก็คือตอนที่ภรรยาและลูกชายของเขาต้องมาตายเพราะแผนลอบสังหารของศัตรูซึ่งมีสาเหตุมาจากตัวเขาเอง
"ฉันได้กลิ่นความปรารถนาอันแรงกล้าในใจนาย ได้ยินเสียงความกลัดกลุ้มและกังวลใจของนาย นายกำลังสับสนอยู่ใช่ไหมล่ะ?"
และในจังหวะนั้นเอง น้ำเสียงของผู้หญิงที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์เย้ายวน ก็ดังขึ้นภายในห้องอย่างเงียบเชียบ ลอยเข้าหูของคิงพินและบูลส์อาย
[จบแล้ว]