- หน้าแรก
- เส้นทางราชการของผม เกิดใหม่ทั้งที ครั้งนี้ขอกุมอำนาจ
- บทที่ 3 สถานการณ์ปัจจุบันของฉินซี
บทที่ 3 สถานการณ์ปัจจุบันของฉินซี
บทที่ 3 สถานการณ์ปัจจุบันของฉินซี
อย่างที่คำโบราณว่าไว้ ชื่อเสียงของคนก็เหมือนร่มเงาของต้นไม้ ชื่อของหลีเว่ยปินในส่านหนานเวลานี้ ทรงพลังมากพอที่จะทำให้ทุกคนยำเกรงได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ภายในห้องทำงาน
เพียงแค่คำถามเดียวของหลีเว่ยปิน ก็ทำเอาเหยียนเผิงเฟยถึงกับชะงักงัน ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
การจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำคนใหม่ แน่นอนว่าไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของเมืองฉินซีแต่อย่างใด
แต่วงการราชการก็เป็นแบบนี้แหละ เมื่อมีคนนั่งเกี้ยว ก็ต้องมีคนช่วยหาม ตราบใดที่ผู้นำพอใจ เรื่องผิดถูกก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไร
ทว่า คำถามของหลีเว่ยปินกลับทำให้เหยียนเผิงเฟยเดาใจผู้นำคนใหม่ไม่ออกเสียแล้ว
จะบอกว่ามีธรรมเนียมนี้... ความจริงมันก็ไม่มีนี่นา
อย่างน้อยสำนักงานคณะกรรมการพรรคเมืองก็ไม่เคยกฎระเบียบว่าต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำคนใหม่
แต่ถ้าบอกว่าไม่มี... แล้วที่เขาเสนอไปเมื่อกี้ล่ะ หมายความว่ายังไง?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เหยียนเผิงเฟยก็จำต้องส่ายหน้าปฏิเสธอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วฝืนยิ้มออกมา
"ท่านเลขาธิการหลีครับ ทางเมืองเราไม่ได้มีธรรมเนียมแบบนี้หรอกครับ แต่เห็นว่าท่านเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ พวกเราก็เลยคิดว่าน่าจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อฉลองและเป็นการเลี้ยงต้อนรับท่านไปในตัว อีกอย่างก็จะได้ถือโอกาสให้เพื่อนร่วมงานทุกคนได้ทำความรู้จักกับท่านด้วยครับ"
หลีเว่ยปินพยักหน้ารับคำโดยไม่ได้ว่าอะไรต่อ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เหยียนเผิงเฟยก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ความจริงแล้ว ก่อนที่หลีเว่ยปินจะเดินทางมาถึงส่านหนาน แทบจะทันทีที่คำสั่งแต่งตั้งถูกประกาศออกมา เหยียนเผิงเฟยก็รีบไปค้นประวัติของหลีเว่ยปินมาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น
เขายังไปค้นหาสุนทรพจน์ รายงาน บทความเชิงทฤษฎี และข่าวตามหน้าสื่อต่างๆ ที่หลีเว่ยปินเคยให้สัมภาษณ์หรือตีพิมพ์ไว้ สมัยที่ทำงานอยู่เจียงหนานและโม่เป่ยมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยิ่งอ่าน เหยียนเผิงเฟยก็ยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เพราะจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเหล่านี้ การใช้คำว่า เด็ดขาดและเหี้ยมหาญ กล้าตัดสินใจ กล้าลงมือ มาบรรยายท่านเลขาธิการหลีคนใหม่นี้ ถือเป็นการประเมินความสามารถของท่านต่ำเกินไปมาก
ไม่ว่าจะเป็นผลงานการผลักดันโครงการบูรณาการระดับภูมิภาคซงเฟิงหวย สมัยที่อยู่เจียงหนาน หรือการลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของข้าราชการระดับอำเภอและเขต สมัยที่เป็นรองหัวหน้าฝ่ายจัดตั้งมณฑลเจียงหนาน หรือแม้แต่การเป็นหัวหอกในการปฏิรูปอุตสาหกรรมที่โม่เป่ย เรียกได้ว่าท่านเลขาธิการหลีผู้นี้ไปที่ไหน ก็พร้อมที่จะล้มล้างระบบเดิมและสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทนที่นั่นเสมอ
ที่สำคัญที่สุดคือ ในสายตาคนทั่วไป ผลงานระดับชิ้นโบแดงเหล่านี้ แค่ทำสำเร็จเพียงชิ้นเดียวในวาระการดำรงตำแหน่ง ก็มากพอที่จะทำให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างก้าวกระโดดแล้ว แต่หลีเว่ยปินกลับทำสำเร็จทั้งหมดทุกชิ้น
ถ้าตอนนี้ท่านเลขาธิการหลีจะบอกเขาว่า "อะไรก็ตามที่ผม หลีเว่ยปิน ตั้งใจจะทำ มันต้องสำเร็จทุกอย่าง ส่วนอะไรที่ผมไม่อยากทำ คนอื่นก็ไม่มีทางทำสำเร็จ" เหยียนเผิงเฟยก็คงไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย
เพราะความจริงมันประจักษ์อยู่ตรงหน้า ต่อให้เขาอยากจะโต้แย้งก็คงหาเหตุผลมาหักล้างไม่ได้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุคคลระดับนี้ เหยียนเผิงเฟยจะไม่ระมัดระวังตัวและรอบคอบให้ถึงที่สุดได้อย่างไร
"เอาเป็นว่า ยกเลิกงานเลี้ยงต้อนรับไปก่อนก็แล้วกัน"
"รอให้ผมคุ้นเคยกับสถานการณ์ของเมืองฉินซีมากกว่านี้ก่อน แล้วถ้ามีเวลา ผมจะเลี้ยงข้าวทุกคนเอง"
"ตอนนี้นายกเทศมนตรีจางอยู่ที่ห้องทำงานไหม คุณบอกให้เขามาหาผมที่นี่หน่อยสิ"
ภายในห้องทำงาน
เมื่อได้ยินสองประโยคแรกของหลีเว่ยปิน เหยียนเผิงเฟยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
แต่พอได้ยินประโยคสุดท้าย หัวใจของเขากลับกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะตอนที่เขาเดินมาที่ห้องของหลีเว่ยปิน เขาเพิ่งจะเห็นจางหมิงเจี๋ยขึ้นรถขับออกไปจากที่ทำการรัฐบาลพอดี
เขาไม่รู้หรอกว่าจางหมิงเจี๋ยออกไปทำอะไร แต่เขารู้ดีว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ การที่นายกเทศมนตรีอย่างจางหมิงเจี๋ยไม่อยู่รอรับคำสั่งจากเลขาธิการพรรคคนใหม่ที่ห้องทำงาน แต่กลับออกไปข้างนอก มันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ต้องไม่ลืมนะว่า
หลีเว่ยปินที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่ได้เป็นแค่เลขาธิการพรรคเมืองฉินซีเท่านั้น แต่ยังควบตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคมณฑลส่านหนาน และรองผู้ว่าการมณฑลอีกด้วย
เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านผู้นี้
อย่าว่าแต่เลขาธิการคณะกรรมการพรรคระดับเมืองอย่างเขาเลย
ต่อให้นายกเทศมนตรีเมืองเอกอย่างจางหมิงเจี๋ย ก็ยังเทียบไม่ติดฝุ่นเลยด้วยซ้ำ
"ท่านเลขาธิการครับ ดูเหมือนท่านนายกเทศมนตรีจางจะเพิ่งออกไปทำธุระเมื่อกี้นี้เองครับ"
"ให้ผมโทรตามท่านให้รีบกลับมาตอนนี้เลยไหมครับ"
เมื่อเดาใจหลีเว่ยปินไม่ออก เหยียนเผิงเฟยจึงทำได้เพียงรายงานสถานการณ์ไปตามความจริง
เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่จะช่วยปกปิดให้จางหมิงเจี๋ยหรอก
ก็แหม ตอนนี้ใครๆ ในเมืองฉินซีก็รู้ดีว่าใครคือกำลังกุมอำนาจที่แท้จริงเอาไว้
โชคดีที่หลีเว่ยปินไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองอะไร เขาเพียงแค่โบกมือและไม่ได้พูดอะไรต่อ เหยียนเผิงเฟยจึงทำได้เพียงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบกริบ
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากรีบบึ่งรถกลับมาจากที่ทำการคณะกรรมการพรรคมณฑลด้วยความร้อนรน
จางหมิงเจี๋ยก็พุ่งตรงไปหาเหยียนเผิงเฟยเป็นคนแรก
ทันทีที่รู้ว่าหลีเว่ยปินเรียกหาเขาเมื่อกว่าครึ่งชั่วโมงที่แล้ว สีหน้าของจางหมิงเจี๋ยก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที
"โอเค ผมรู้แล้ว"
จางหมิงเจี๋ยตอบรับสั้นๆ แล้วรีบสาวเท้าตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของเลขาธิการพรรคโดยไม่แวะกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองเลย
แต่ทว่า เคาะประตูอยู่หลายครั้งก็ไม่มีเสียงตอบรับ จนกระทั่งรองผู้อำนวยการกองจากห้องเลขาฯ ข้างๆ เดินออกมาบอกว่า ท่านเลขาธิการหลีไปที่ทำการคณะกรรมการพรรคมณฑลแล้ว
จางหมิงเจี๋ยถึงกับยืนอึ้งไปเลย
ในใจได้แต่ด่าทอตัวเองที่ทำเรื่องโง่ๆ ลงไป
...
หลีเว่ยปินเดินทางมาที่คณะกรรมการพรรคมณฑลจริงๆ และทันทีที่มาถึง เขาก็ตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของเลขาธิการพรรค เพื่อพบกับ จูจื้อซิน เลขาธิการพรรคส่านหนาน
ภายในห้องทำงาน
ไป๋เหวินเทา ผู้อำนวยการกองอำนวยการของสำนักงานคณะกรรมการพรรคมณฑล ซึ่งพ่วงตำแหน่งเลขาฯ ของจูจื้อซิน นำน้ำชามาเสิร์ฟให้หลีเว่ยปิน ก่อนจะปิดประตูเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ
กลิ่นหอมของชาอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
จูจื้อซินเชื้อเชิญให้หลีเว่ยปินนั่งลง ดูเหมือนวันนี้อารมณ์ของเขาจะเบิกบานเป็นพิเศษ
"เว่ยปินเอ๊ย คราวนี้ฉันยอมทิ้งหน้าตาตัวเอง หน้าด้านไปขอตัวเธอมาจากท่านหัวหน้าฝ่ายเหอเลยนะเนี่ย"
"เป็นไงบ้าง? สภาพอากาศที่ส่านหนานพอจะปรับตัวได้ไหม?"
จูจื้อซินลุกขึ้นยื่นบุหรี่ให้หลีเว่ยปิน
เมื่อเทียบกับตอนที่หลีเว่ยปินมาเยือนส่านหนานในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายจัดตั้งส่วนกลางเมื่อครั้งก่อน ครั้งนี้จูจื้อซินดูผ่อนคลายขึ้นมาก
"ก็พอได้ครับ อากาศที่ส่านหนานก็คล้ายๆ กับที่โม่เป่ยแหละครับ"
"ท่านหัวหน้าครับ ผมก็เคยอยู่ที่โม่เป่ยมาตั้งสี่ห้าปี ถือว่าเป็นคนเหนือครึ่งตัวไปแล้วล่ะครับ"
จูจื้อซินพยักหน้ารับคำ
แล้วเดินมานั่งที่โซฟาข้างๆ หลีเว่ยปิน
สีหน้าของเขาดูสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย
"มันก็จริงนะ อย่างที่เขาว่ากัน เจียงหนานชุ่มฉ่ำ โม่เป่ยลมแรง คนเราพออยู่ที่ไหนนานๆ เข้า ความเคยชินหลายๆ อย่างมันก็เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมนั่นแหละ"
"การที่เธอมาส่านหนานในครั้งนี้ คงต้องแบกรับแรงกดดันไม่น้อยเลยนะ"
"ยังไม่ต้องพูดถึงที่อื่นหรอก เอาแค่ฉินซีในฐานะเมืองเอก ตอนนี้สถานการณ์ก็ตึงเครียดมากทีเดียว"
"ปัญหาโครงการหมู่บ้านในเมืองหัวหยางเฉิงมันใหญ่โตมาก ช่วงที่ผ่านมาฉันให้เติ้งจินหลงไปรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาอย่างละเอียดแล้ว สภาพความเลวร้ายมันเกินกว่าที่พวกเราจะจินตนาการไว้เยอะเลยล่ะ"
จูจื้อซินอัดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ เคาะขี้เถ้าบุหรี่ออก แล้วเข้าประเด็นทันที
ความจริงแล้ว จูจื้อซินไม่ได้พูดเกินจริงเลย
ปัญหาของโครงการหัวหยางเฉิง ในตัวของมันเองไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก
แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องร้ายแรงในการทำงานด้านบุคลากรและเศรษฐกิจ
ดังนั้น ตอนที่เกิดเรื่องหัวหยางเฉิงขึ้น เดิมทีเขาถอดใจเรื่องโควตาพื้นที่นำร่องไปแล้วด้วยซ้ำ
เพราะปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มันเป็นโรคเรื้อรังที่สะสมมานานหลายปี การจะแก้ปัญหาให้หมดไปในระยะเวลาอันสั้นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่ใครจะไปคิดว่า เรื่องราวจะพลิกผัน ส่านหนานกลับได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องพร้อมกับตงไห่เสียอย่างนั้น
และในสถานการณ์เช่นนี้เอง ที่จูจื้อซินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เสนอชื่อหลีเว่ยปินให้มารับตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคส่านหนานควบตำแหน่งเลขาธิการพรรคเมืองฉินซีทันที
เหตุผลที่เขาทำเช่นนี้ ก็เพราะเล็งเห็นถึงความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจและประสบการณ์ด้านการจัดตั้งองค์กรอันโชกโชนของหลีเว่ยปินนั่นเอง
ในฐานะผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจใหม่ซงเฟิงหวยที่เจียงหนาน และเป็นแกนนำในการผลักดันการปฏิรูปอุตสาหกรรมในโม่เป่ย ความสามารถด้านเศรษฐกิจของหลีเว่ยปินนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว
ส่วนในด้านการจัดตั้งองค์กร หลีเว่ยปินก็เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วมากมาย ทั้งรองหัวหน้าฝ่ายจัดตั้งเจียงหนาน หัวหน้าฝ่ายจัดตั้งโม่เป่ย และรองหัวหน้าฝ่ายจัดตั้งส่วนกลาง ประสบการณ์ของเขาช่ำชองเกินกว่าข้าราชการทั่วไปจะเทียบติด
และที่สำคัญที่สุด ในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชา จูจื้อซินไว้วางใจหลีเว่ยปินอย่างเต็มที่
ส่านหนานในตอนนี้เต็มไปด้วยการเกี่ยวโยงทางผลประโยชน์ที่ซับซ้อน และลัทธิการปกป้องผลประโยชน์ท้องถิ่นก็รุนแรงมาก ถ้าไม่ใช่คนอย่างหลีเว่ยปิน เขาก็ไม่ไว้ใจที่จะมอบหมายงานบริหารเมืองฉินซีให้กับข้าราชการท้องถิ่นของส่านหนานเลยจริงๆ