- หน้าแรก
- ย้อนสู่ยุคกันดาร พาทั้งหมู่บ้านเป็นโจร
- บทที่ 2 แม่ม่ายทั้งกินทั้งโกย
บทที่ 2 แม่ม่ายทั้งกินทั้งโกย
บทที่ 2 แม่ม่ายทั้งกินทั้งโกย
บทที่ 2 แม่ม่ายทั้งกินทั้งโกย
เสียงร้องด้วยความตระหนกตกใจนี้แผดสลัดความเงียบสงัดยามรุ่งสากของหมู่บ้านต้าเจียง แม้ว่าบ้านของแม่ม่ายหวังจะตั้งอยู่ทางใต้สุดของหมู่บ้าน แต่เจียงจินสือก็ไม่แน่ใจนักว่าจะมีใครได้ยินเข้าหรือไม่
ซี้ด! เขาคงจะไม่ถูกจับถ่วงน้ำในกรงหมูหรอกนะ?
เจียงจินสือรีบผลักประตูเข้าไปทันทีพร้อมกับขมวดคิ้ว แสร้งทำเป็นว่าเพิ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก
เขาตีสีหน้าไม่พอใจพลางกล่าวกับแม่ม่ายหวัง "จะตะโกนหาอะไรกัน? ประตูก็ไม่หับให้ดี ข้านึกว่าเกิดเรื่องอะไรกับเจ้าเสียอีก!"
แม่ม่ายหวังชะงักไปครู่หนึ่ง ต่อเมื่อนางเห็นชัดว่าเป็นใบหน้าของเจียงจินสือ จึงแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นเอียงอายทันที
"จินสือ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?" ขณะที่พูด แม่ม่ายหวังก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายให้สูงขึ้น แต่กลับจงใจเปิดเปลือยหัวไหล่ให้เห็นรำไร
เจียงจินสือลอบสบถด่าหญิงแพศยาผู้น่าตายคนนี้อยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญ "ไหนเจ้าบอกว่าอยากจะเอาที่ดินสามหมู่มาแลกกับธัญพืชยี่สิบชั่งไม่ใช่หรือ? ข้าเอาของมาให้แล้ว ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อทำสัญญาซื้อขายกันเดี๋ยวนี้เลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ม่ายหวังถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ถึงขั้นสงสัยว่าตนเองยังฝันอยู่หรือไม่
เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ เจียงจินสือก็เบิกตาโพลง "ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่าไม่มีแรงทำนา ในนาก็ไม่มีเมล็ดข้าวเหลืออยู่เลยหรือไง? เจ้ายังบอกอีกว่าสามารถยกที่ดินให้ข้าทำกินได้ ขอเพียงแค่ธัญพืชยี่สิบชั่งเอาไว้ประทังชีวิตเท่านั้นไม่ใช่หรือ?"
แม่ม่ายหวังมองเขาด้วยความมึนงง นางเคยพูดจาทำนองนั้นจริง แต่นางไม่เคยบอกว่าจะเอาที่ดินมาแลกกับข้าวเลยสักนิด!
ทว่าเมื่อคิดได้ว่าวันนี้เจียงจินสือหอบเอาธัญพืชมาด้วย นางจึงปรับท่าทีให้อ่อนหวานลงอีกครั้ง
"จินสือ ตอนนี้ข้าลำบากมากจริงๆ ท่านก็รู้ว่าสามีเฮงซวยของข้าตายจากไปตั้งนานแล้ว ข้าต้องตัวคนเดียว..." พูดมาถึงตรงนี้ แม่ม่ายหวังก็ทำท่าสะอึกสะอื้น พลางเอื้อมมือไปปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงที่หางตา
เจียงจินสือโบกมือปัดอย่างรำคาญพลางกล่าวว่า "ความลำบากของเจ้ามันเกี่ยวอะไรกับข้า? ข้ามาที่นี่เพื่อแลกที่ดิน"
คราวนี้ สีหน้าของแม่ม่ายหวังเริ่มฉายแววกระอักกระอ่วน ที่ดินสามหมู่จะไปมีค่าเพียงธัญพืชยี่สิบชั่งได้อย่างไร? นางสงสัยว่าเจียงจินสือแสร้งโง่ หรือว่าความต้องการของนางยังไม่ชัดเจนพอ
เจียงจินสืออ้าปากค้าง ทำสีหน้าท่าทางเกินจริง "เจ้าคงไม่ได้คิดจะกินแรงคนอื่นฟรีๆ หรอกนะ?"
แม่ม่ายหวังเพิ่งเคยได้ยินคำว่า "กินแรงคนอื่นฟรีๆ" เป็นครั้งแรก แต่นางรู้ว่าคำว่า "กินฟรี" หมายถึงการเอาเปรียบ เมื่อนำมารวมกันก็น่าจะหมายความว่าเจียงจินสือเข้าใจเจตนาของนางแล้ว
ดังนั้น แม่ม่ายหวังจึงทำท่าทางขัดเขิน แสร้งทำเป็นลำบากใจอย่างยิ่ง ก่อนจะกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยว่า "ใช่แล้ว เป็นอย่างที่ท่านคิดนั่นแหละ ขอเพียงท่านมอบธัญพืชยี่สิบชั่งให้ข้า ข้าก็ยอมอยู่เป็นเพื่อนท่านสักครั้ง"
"อะไรนะ? ข้าให้ธัญพืชเจ้าไปยี่สิบชั่ง แล้วข้ายังต้องมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าอีกเนี่ยนะ? เจ้าคิดจะกินแรงกันทั้งขึ้นทั้งล่องเลยหรือไง? ถุย!" เจียงจินสือถ่มน้ำลายด้วยท่าทางรังเกียจสุดขีด พร้อมกับด่าทอแม่ม่ายหวัง "หน้าไม่อายจริงๆ"
หลังจากด่าจบ เขาก็ไม่สนใจว่าแม่ม่ายหวังจะคิดอย่างไร รีบคว้าถุงธัญพืชแล้ววิ่งพรวดออกไปราวกับลูกศร
คำด่านี้ทำเอาแม่ม่ายหวังยืนอึ้งไปนานแสนนาน กว่าจะรู้สึกตัว สีหน้าของนางก็ดูย่ำแย่ถึงขีดสุด
เขาแบกถุงธัญพืชเดินผ่านหมู่บ้าน ในเวลานี้ชาวบ้านผู้ขยันขันแข็งหลายคนตื่นกันหมดแล้ว
เจียงจินสือไม่เกรงกลัวว่าใครจะมาเห็น เขาเดินไปตามทางอย่างสง่าผ่าเผย
ขณะที่เดินผ่านบ้านดินหลังหนึ่ง หญิงชรานางหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากประตูบ้านแล้วร้องทักเจียงจินสือ "เสี่ยวสือ เจ้ามาจากไหนแต่เช้าเชียว?"
จากความทรงจำ เขารู้ว่าคนผู้นี้คือยายหลี่ ยายแก่ช่างเม้าท์ชื่อดังประจำหมู่บ้าน สมาชิกขาประจำใต้ต้นแอปริคอทใหญ่ และเป็นสารานุกรมเดินได้ของข่าวสารในท้องถิ่น
เจียงจินสือจึงกลอกตาไปมาพลางทักทายยายหลี่ "อรุณสวัสดิ์รับยายหลี่! ข้าเพิ่งมาจากบ้านท่านอาหวังคุ่ยขอรับ!"
หวังคุ่ยคือชื่อจริงของแม่ม่ายหวัง ซึ่งแต่งงานจากต่างถิ่นเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียง
แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดต่อกัน แต่ในรัศมีสิบหลี่มักจะมีความเกี่ยวพันกันเป็นญาติห่างๆ อยู่เสมอ นับประสาอะไรกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน หากจะเรียกขานนางว่า 'ท่านอา' ก็ถือว่าฟังดูเหมาะสมดี
คำพูดนี้จุดประกายวิญญาณนักสืบของยายหลี่ทันที นางรีบซักไซ้รายละเอียด "โอ้! เสี่ยวสือ แล้วเจ้าไปทำอะไรที่บ้านแม่ม่ายหวัง... หวังคุ่ยมาล่ะ?"
เจียงจินสือไม่รีบร้อนที่จะจากไป เขาเริ่มพิงรั้วคุยฟุ้งกับยายหลี่
"ท่านอาหวังคุ่ยบอกว่านางทำนาไม่ไหว จะยกที่ดินให้ข้าทำกิน แต่ต้องแลกกับธัญพืชยี่สิบชั่ง ข้าก็คิดว่าจะมีเรื่องดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับข้าได้ยังไง? ดีใจจนนอนไม่หลับทั้งคืน เช้ามืดวันนี้เลยรีบหอบของมาขอแลกที่ดินกับท่านอาหวังคุ่ยขอรับ" พูดจบ เจียงจินสือก็ตบถุงผ้าบนบ่าเบาๆ
เมื่อเห็นถุงผ้าที่มีน้ำหนัก ยายหลี่ก็หลงเชื่อคำพูดของเจียงจินสือโดยสัญชาตญาณ ส่วนเจียงจินสือเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีพิรุธแต่อย่างใด
"แล้ว แลกที่ดินสำเร็จไหมล่ะ?"
เจียงจินสือทำสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก "ถ้าแลกสำเร็จ ธัญพืชถุงนี้จะยังอยู่บนบ่าข้าหรือขอรับ? เมื่อวานตกลงกันเสียดิบดี แต่วันนี้นางกลับคำเสียอย่างนั้น บอกว่ายังไงก็ไม่ยอมแลกแล้ว"
พอได้ยินเช่นนี้ ยายหลี่ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดในใจได้เองทันที แม่ม่ายหวังจะอยากได้แค่ธัญพืชแลกกับที่ดินได้ยังไง? คงจะมีแผนร้ายลึกซึ้งในใจแน่ๆ เพียงแต่เสี่ยวสือเป็นคนซื่อจนมองเรื่องนี้จริงจังเกินไป
การกระทำของเจียงจินสือในครั้งนี้ก็เพื่อทำให้แม่ม่ายหวังเสียหน้า จะได้เลิกมาจดๆ จ้องๆ ธัญพืชที่มีอยู่อย่างจำกัดของเขาเสียที อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่คนโง่เหมือนเจ้าของร่างเดิม
เมื่อเห็นว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว เจียงจินสือก็ไม่รั้งรอ เขาบอกลายายหลี่แล้วมุ่งหน้าเดินกลับบ้านตามความทรงจำ
ยายหลี่มองตามหลังเจียงจินสือไป พลางรู้สึกว่าวันนี้เขาดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ปกติแล้วเขาจะไม่ชอบสุงสิงกับนางที่สุด และมักจะวางท่าทางเป็นบัณฑิตอยู่เสมอ
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้ เพราะนางมีข้อมูลที่สำคัญกว่าต้องรีบไปบอกต่อ
ว่าแล้วนางก็คว้าเก้าอี้ตัวเล็กในบ้าน แล้วเร่งฝีเท้าไปยังใต้ต้นแอปริคอทใหญ่อย่างรวดเร็ว
เจียงจินสือเดินมาถึงหน้าบ้านตามความทรงจำ เป็นลานบ้านเล็กๆ ที่ล้อมด้วยรั้วไม้ ภายในมีผนังดินผุพังและหลังคามุงจาก
เขากระแทกรั้วเข้าไปในลานบ้าน ก่อนจะหยุดชะงักลงพลางจ้องมองแผ่นไม้ผุๆ ที่แทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นประตู
เขาไม่มีครอบครัวมาก่อน จึงไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรในฐานะลูกชายหรือพี่ชาย ในความทรงจำของเขา เจ้าของร่างเดิมก็ไม่ใช่ลูกชายที่ดีเด่นอะไรนัก
ร่ำเรียนมาสองปี แต่แทบจะไม่รู้หนังสือเลยสักกี่ตัว เอาแต่พ่นถ้อยคำโบราณคร่ำครึ ทั้งที่ครอบครัวยากจนข้นแค้น แต่เขากลับไม่เคยคิดจะทำงานหนัก เอาแต่จมอยู่กับความสมเพชตัวเอง
เขาผลักงานในไร่นาทั้งหมดไปให้แม่และน้องสาวตัวน้อยรับผิดชอบ และต่อมายังติดการพนันงอมแงม เปรียบเสมือนปลิงที่คอยสูบเลือดเนื้อของครอบครัว
มารดาของเขาได้รับบาดเจ็บที่เท้าจากการโหมงานหนักมานานหลายปีจนปัจจุบันต้องนอนซมติดเตียง ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพาเจียงหลี น้องสาววัยสิบเอ็ดปีเพื่อความอยู่รอด
"กลับมาทำไมอีก? ที่บ้านไม่มีธัญพืชเหลือแล้วนะ! ไม่เหลืออะไรให้ท่านแล้ว!"
เจียงจินสือที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่หน้าประตู สะดุ้งตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
ประตูบ้านเปิดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เด็กหญิงตัวเล็กที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิงและผิวพรรณหมองคล้ำกำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
เสียงคำรามเมื่อครู่ก็มาจากปากของนางนั่นเอง คนผู้นี้คือน้องสาวของเจ้าของร่างเดิม เจียงหลี
เมื่อเห็นเจียงจินสือไม่พูดจา เจียงหลีก็ยิ่งโกรธจัด นางพุ่งเข้าไปเตะเจียงจินสือทันที
เมื่อนึกถึงเรื่องโง่เขลาทั้งหลายที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำไว้ เจียงจินสือจึงไม่คิดจะหลบเลี่ยง
เด็กผู้หญิงตัวแค่นี้จะมีแรงสักเท่าไหร่กันเชียว?
ไม่เจ็บหรอกน่า!
"โอ๊ย! นี่เจ้ากะจะเตะข้าให้ตายเลยหรือไง?"
เจียงจินสือพิงผนังดินพลางเอามือกุมหน้าขา หากลูกเตะนั้นสูงขึ้นไปอีกนิด เขาคงจะไม่มีทายาทสืบสกุลเป็นแน่
สิ้นเสียงของเขา เสียงที่อ่อนระโหยโรยแรงก็ดังออกมาจากในบ้าน
"นั่นเสี่ยวสือกลับมาแล้วใช่ไหม?"