- หน้าแรก
- ลิขิตใหม่หัวใจดวงเดิม
- บทที่ 11: ขอเดินหน้าจีบเต็มกำลัง
บทที่ 11: ขอเดินหน้าจีบเต็มกำลัง
บทที่ 11: ขอเดินหน้าจีบเต็มกำลัง
"พี่หนิง นายนี่มันสุดยอดจริงๆ ตกลงว่าเอาจริงเรื่องเรียนแล้วใช่ไหมเนี่ย?" หูเจ๋ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเมื่อเห็นลั่วหนิงเดินกลับมา
"จะให้เป็นอย่างอื่นหรือไง?" ลั่วหนิงตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ "นายอยากมาลุยด้วยกันไหมล่ะ?"
เขายังคงอยากดึงเพื่อนคนนี้ให้ดีขึ้นไปด้วยกัน
"เอ่อ..." หูเจ๋อยังคงลังเล "แต่คะแนนฉันมันห่วยแตกมากเลยนะ"
เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มโอนอ่อนตามลั่วหนิงแล้ว แต่หลังจากที่เอาแต่เล่นสนุกมาหลายปี การจะให้เปลี่ยนตัวเองปุบปับมันก็เป็นเรื่องยาก
"นั่นไม่ใช่ข้ออ้างสักหน่อย ฉันก็ไม่ได้ต่างจากนายหรอก ตอนนี้เราทุกคนต่างก็ต้องพยายามกันทั้งนั้น ถ้านายลดการเล่นเกมลงแล้วหันมาทำโจทย์ให้มากขึ้นตั้งแต่วันนี้ นานวันเข้ามันจะไม่เห็นผลเลยหรือไง?"
"อืม ฉันจะลองดู..."
แม้ว่าผลการเรียนของพวกเขาทั้งคู่จะไม่ได้เรื่อง แต่ก็คงไม่มีใครอยากจมปรักอยู่รั้งท้ายไปตลอดกาล ถึงจะเป็นนักเรียนหลังห้อง พวกเขาก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเก่งกาจและได้รับการยกย่องชื่นชมจากคนอื่น
"ก็จริงอย่างที่นายว่า ดูเหมือนฉันก็ต้องพยายามบ้างแล้วล่ะ"
"มันต้องอย่างนี้สิ"
ลั่วหนิงคลี่ยิ้ม เขารู้สึกดีใจจริงๆ ที่เพื่อนรักคิดได้เสียที
"ลองดูหนังสือของฉันสิ เล่มนี้เหมาะกับนายเหมือนกันนะ"
หูเจ๋อมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของลั่วหนิงแล้วเดาขึ้นมา "ชิ นี่อย่าบอกนะว่าเป็นหนังสือที่นายไปซื้อกับหัวหน้าห้องเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนน่ะ?"
"ใช่แล้ว อิจฉาละสิ? เธอเป็นคนเลือกให้ฉันกับมือเลยนะ"
ลั่วหนิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยืดนิดๆ ด้วยความอยากอวดภรรยาตัวเอง
หูเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก "จิ๊ พี่หนิง นายนี่มันร้ายจริงๆ ช่วยหุบยิ้มกวนประสาทนั่นหน่อยได้ไหม?"
"หึ ไม่อะ"
หลังจากตั้งใจฟังบรรยายมาตลอดทั้งช่วงเช้า ลั่วหนิงก็รู้สึกว่าทุกอย่างยังเป็นไปได้ด้วยดี ดูเหมือนสมองของเขาจะยังไม่ฝ่อ ความสามารถในการซึมซับเนื้อหาบทเรียนยังคงใช้งานได้ดีเยี่ยม
"เดี๋ยวฉันไปซื้อข้าวกลางวันมาให้นะ" ลั่วหนิงหันไปมองลูเหยาแล้วเอ่ยขึ้น
ลูเหยามองหน้าเขาแล้วพยักหน้ารับอย่างอ่อนแรง
เธออยากจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่เคยระหองระแหงกันมาตลอดทำให้เธอพูดไม่ออก
ลั่วหนิงยิ้มบางๆ "เรื่องเล็กน้อยน่ะ"
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป
ณ โรงอาหาร
ลั่วหนิงยืนต่อคิวและสั่งอาหารใส่กล่องมาสองที่
"ลั่วหนิง"
เมื่อหันกลับไปตามเสียงเรียก เขาก็พบฉินเสวี่ยและหลินอวี่เฉินยืนอยู่ด้านหลัง
ลั่วหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น "มีอะไรหรือเปล่า?"
หลินอวี่เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ ไหวไหล่เป็นเชิงบอกใบ้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากทำเลยสักนิด
"นาย... ซื้อไปให้ยัยนั่นเหรอ?" ฉินเสวี่ยถามขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหึงหวงอย่างปิดไม่มิด
"ใช่"
สีหน้าของลั่วหนิงเย็นชา เขาหันกลับไปจัดการกับกล่องข้าวในมือต่อ
"นายทำแบบนี้หมายความว่ายังไง?" ฉินเสวี่ยเริ่มขึ้นเสียง
เมื่อก่อนเขาเคยเชื่อฟังและตามใจเธอมาตลอด ทำไมจู่ๆ เรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? เป็นเพราะเธอปฏิเสธเขาแค่นั้นน่ะหรือ? แต่นั่นมันก็เป็นสิทธิ์ของเธอไม่ใช่หรือไง? การที่เธอปฏิเสธเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่ตกลงเสียหน่อย
"เมื่อก่อนนายเคยซื้อข้าวเที่ยงให้ฉัน แล้วทำไมตอนนี้นายถึงไปซื้อให้คนอื่นล่ะ?"
ลั่วหนิงถึงกับกุมขมับกับคำพูดไร้สมองของเธอ เขาแค่นหัวเราะออกมาด้วยความโมโห "เธอก็พูดเองนี่ว่านั่นมันเรื่องในอดีต"
"แล้วยัยนั่นล่ะ? ไหนว่านายไม่ชอบลูเหยาไง แล้วทำไมถึงซื้อข้าวไปให้เธอ?"
ถึงแม้เขาจะคอยทะเลาะเบาะแว้งกับลูเหยาอยู่บ่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเกลียดขี้หน้าเธอเสียหน่อย
"ทำไมเธอถึงชอบแส่เรื่องของฉันนักฮะ?"
ตอนแรกลั่วหนิงก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ประโยคเมื่อครู่ทำเอาเขาเริ่มอารมณ์เสีย น้ำเสียงจึงเยียบเย็นลงไปหลายระดับ
"เรื่องของเราก็ส่วนเรื่องของเรา จะลากลูเหยาเข้ามาเกี่ยวทำไม?"
หลินอวี่เฉินคว้ามือฉินเสวี่ยเอาไว้ เธอรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจเล็กน้อยและพยายามจะดึงเพื่อนให้เดินออกไป "ไปกันเถอะ เสี่ยวเสวี่ย"
"ไม่"
ฉินเสวี่ยสะบัดมือออกอย่างดื้อดึง ตั้งใจจะเอาเรื่องลั่วหนิงให้ถึงที่สุด เธอจ้องหน้าเขาราวกับกำลังเค้นคอถามคนรักที่แอบนอกใจ
"ลั่วหนิง นายต้องอธิบายมานะ ยัยนั่นเป่าหูอะไรนายอีกใช่ไหม นายถึงได้เป็นแบบนี้น่ะ?"
"เธออยากให้ฉันอธิบายอะไรอีกล่ะ?"
ลั่วหนิงรู้สึกเหนื่อยใจเต็มทน "เธอบอกเองว่าอยากตั้งใจเรียน ก็ได้ ฉันก็ไม่ได้ไปกวนใจอะไรเธออีกแล้วไง แล้วตอนนี้ฉันเองก็อยากจะตั้งใจเรียนบ้าง ทำไมเธอถึงต้องมาตามกวนใจฉันด้วยล่ะ?"
"แล้วท่าทีของเธอเมื่อก่อนมันคืออะไรล่ะ? เธอควรจะรำคาญแล้วไล่ฉันไปไกลๆ ไม่ใช่หรือไง?"
ลั่วหนิงยิ้มเยาะตัวเอง เขายังคงจำวีรกรรมส่วนใหญ่ที่เธอเคยทำไว้ในอดีตได้เป็นอย่างดี
อย่างเช่นตอนที่เขาซื้ออาหารเช้าไปให้ ถ้าเธอไม่พอใจ เธอก็จะชักสีหน้าและเหวี่ยงวีนใส่ สรุปง่ายๆ คือเธอเป็นผู้หญิงที่เอาใจยากสุดๆ
ความพยายามและความจริงใจทั้งหมดของเขา ถูกฉินเสวี่ยโยนทิ้งลงพื้นแล้วเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต่างอะไรกับตัวตลกที่กำลังเล่นละครฉากหนึ่ง
"ฉัน..." ฉินเสวี่ยถึงกับอึกอัก พูดอะไรไม่ออก
เรื่องแบบนั้นมันเคยเกิดขึ้นด้วยหรือ?
การที่ลั่วหนิงคอยตามใจเธอมาตลอด ทำให้เธอเคยชินกับการวางมาดเหนือกว่า และไม่เคยตระหนักเลยว่าตัวเองมักจะใช้น้ำเสียงออกคำสั่งกับเขาอยู่เสมอ
"เอาเถอะ ต่างคนต่างอยู่ แล้วเหลือศักดิ์ศรีให้กันบ้างก็แล้วกัน"
เมื่อเห็นเธอเอาแต่เงียบ ลั่วหนิงก็ปัดมืออย่างตัดรำคาญ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ลูเหยาคงรอนานแล้ว เขาต้องรีบกลับไปหาเธอ
"เมื่อก่อนฉันทำตัวแย่กับเขามากเลยเหรอ?" ฉินเสวี่ยเหมือนจะถามหลินอวี่เฉิน หรือไม่ก็อาจจะแค่พึมพำกับตัวเอง
หลินอวี่เฉินพยักหน้าโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ในฐานะคนนอกที่มองดูความสัมพันธ์ของทั้งสองคน เธอรู้เรื่องราวดีพอสมควร
ไม่ว่าจะมองมุมไหน เธอก็รู้สึกว่าลั่วหนิงไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เขาทำดีที่สุดแล้วด้วยซ้ำ ในเมื่อตอนนี้เขาเหนื่อยล้าและอยากจะเดินจากไป ฉินเสวี่ยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปว่าอะไรเขาได้เลย
ฉินเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่นแล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกไป
"ไปกันเถอะ"
"อืม แล้วนี่เธอไม่กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อแล้วเหรอ?" หลินอวี่เฉินเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนเดินไปผิดทาง
"ไม่อะ ไปกินข้าวแกงตักเองกันเถอะ"
ฉินเสวี่ยหมดความอยากอาหารไปเสียดื้อๆ เธอไม่อยากกินแม้กระทั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อของโปรดอีกต่อไป
ลั่วหนิงวิ่งเหยาะๆ กลับมาที่ห้องเรียน แล้ววางกล่องอาหารลงตรงหน้าลูเหยา
"เอ้า วันนี้เธอมีวันนั้นของเดือน กินอะไรอ่อนๆ ไปก่อนก็แล้วกันนะ"
"อืม ขอบใจนะ"
ในที่สุดลูเหยาก็สามารถเอ่ยคำขอบคุณออกมาได้ ขณะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปแกะถุง ลั่วหนิงก็ชิงลงมือแกะกล่องอาหารให้เธอเสร็จสรรพ ลูเหยาจึงทำได้แค่นั่งมองเขาตาปริบๆ และรอทานอย่างเดียว
ลั่วหนิงกลับไปนั่งที่ของตัวเอง เปิดกล่องข้าวแล้วเริ่มลงมือทาน
เขาลอบมองหน้าเธอพลางหวนนึกถึงอดีต เมื่อก่อนเขาเอาแต่หนีออกไปเที่ยวเล่นนอกโรงเรียนตอนพักเที่ยงเสมอ เขาไม่เคยรู้เลยว่าลูเหยาต้องนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องเรียนเพียงลำพังแบบนี้
มันคงจะเหงามากแน่ๆ
"เดี๋ยวเธอจะทำอะไรต่อเหรอ?" ลูเหยาเอ่ยถามหลังจากทานข้าวเสร็จ
เธอคิดว่าพอกินเสร็จลั่วหนิงก็คงจะออกไปข้างนอกเหมือนเคย และเรื่องในวันนี้ก็คงเป็นแค่ข้อยกเว้น
"อ่านหนังสือไง" ลั่วหนิงตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
ลูเหยา: ?
"หืม?"
"ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?" ลั่วหนิงถามด้วยความประหลาดใจ เขาหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะเธอขึ้นมาเขย่าดูเบาๆ "น้ำตาลทรายแดงหมดแล้วเหรอ? เดี๋ยวฉันไปชงมาให้ใหม่นะ"
"หมดแล้วล่ะ แต่ฉันไม่อยากกินแล้ว ขอเป็นน้ำร้อนแทนได้ไหม? เธอช่วยล้างแก้วแล้วไปกดน้ำร้อนมาให้หน่อยสิ"
ลูเหยาเอ่ยอย่างเกรงใจ แอบรู้สึกว่าตัวเองอาจจะขอร้องมากเกินไปหรือเปล่า
"ได้สิ"
ลั่วหนิงคลี่ยิ้มแล้วเดินออกจากห้องเรียนไป
แม้ว่าลูเหยามักจะชอบต่อล้อต่อเถียงกับเขาอยู่บ่อยครั้ง แถมบางทียังชอบวางอำนาจและพูดจาเชือดเฉือน แต่พอถึงเวลาที่เธอต้องการเขาจริงๆ เธอกลับอ่อนโยนและขี้เกรงใจอย่างไม่น่าเชื่อ
เธอช่างเป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จักวางตัวและมีเสน่ห์จริงๆ น่ารักเป็นบ้า
ลั่วหนิงกลับมาพร้อมกับน้ำร้อนและยื่นแก้วส่งให้เธอ
"นี่ ระวังล่ะ มันร้อนนะ"
"อืม"
"น้ำตาลทรายแดงไม่อร่อยเหรอ?"
"เปล่า" ลูเหยาส่ายหน้า "ฉันแค่รู้สึกอยากกินน้ำเปล่ามากกว่าน่ะ"
"อ้อ"
ลั่วหนิงระบายยิ้มบนใบหน้าขณะทอดสายตามองเธอประคองแก้วน้ำและค่อยๆ จิบทีละนิด หลังจากชื่นชมภาพอันน่ามองนั้นจนพอใจแล้ว เขาก็หยิบหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาอ่านบ้าง
"ลั่วลั่ว?"
"หืม?"
ลั่วหนิงแทบจะตั้งตัวไม่ทันเมื่อได้ยินสรรพนามที่เธอใช้เรียก พอตั้งสติได้ว่าทั้งห้องเรียนมีแค่เขากับเธอเพียงสองคน เขาก็หันขวับไปมองหน้าเธอทันที
"มีอะไรเหรอ?"
"ทำไมจู่ๆ เธอถึงดีกับฉันนักล่ะ?"
ดวงตาของลูเหยาที่เปล่งประกายระยิบระยับราวกับทะเลดาว เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงจังและสงสัยใคร่รู้
เธออยากจะถามหาคำตอบจากเขาจริงๆ
"ก็เพราะฉันชอบเธอ และฉันก็อยากจะจีบเธอไง"
น้ำเสียงของลั่วหนิงทุ้มต่ำลงหนึ่งระดับขณะที่เขาลากเก้าอี้เข้าไปใกล้เธอมากขึ้น
ลั่วหนิงสารภาพความรู้สึกออกไปตรงๆ เขาคิดถึงเธอ เขาคิดถึงยายเด็กโง่คนนี้จับใจ เขาอยากให้เราคบกันเร็วๆ อยากจะกอด อยากจะจูบ และอุ้มเธอชูขึ้นสูงๆ
เขาแทบจะรอไม่ไหวแม้แต่วินาทีเดียว จึงได้ถอดหน้ากากและวางหัวใจเปลือยเปล่าของตัวเองลงตรงหน้าลูเหยาอย่างหมดเปลือก
เมื่อเห็นใบหน้าที่จู่ๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้ประชิดประกอบกับคำพูดที่หลุดออกมาจากปากเขา ลูเหยาก็รู้สึกราวกับเป็นลูกกวางน้อยที่กำลังตื่นตระหนก เธอผงะถอยหลัง ใบหน้าที่เคยขาวเนียนค่อยๆ ซับสีแดงจางๆจนแดงระเรื่อ
"พะ...พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย?"
"ฉันพูดจริงนะ"
ลั่วหนิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ และลูเหยาก็สัมผัสได้ถึงความแน่วแน่ในแววตาคู่นั้นจริงๆ
เขาพูดจริง
ลั่วหนิงไม่เคยโกหกเลย