- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นมู่หรงฟู่ ขอกู้รักแทนกู้ชาติ
- บทที่ 50 - กำลังเสริม
บทที่ 50 - กำลังเสริม
บทที่ 50 - กำลังเสริม
บทที่ 50 - กำลังเสริม
ภายในหมู่บ้านค่ายกลเซินเหอ พวกมู่หรงฟู่กำลังปรึกษาหารือกัน
เปิ่นกวนและเปิ่นเซียงเห็นว่า ควรจะรีบมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมืองทางฝั่งตะวันตกเพื่อล้อมสังหารจิวม่อจื้อและพวกโดยตรง ทว่ากลับถูกมู่หรงฟู่ปฏิเสธ
มู่หรงฟู่เห็นว่า ด้วยกำลังรบของทุกคนในตอนนี้ หากบุกไปล้อมสังหารกลุ่มของจิวม่อจื้อทั้งสามคน ย่อมมีแต่จะพังพินาศกันทั้งสองฝ่าย ด้วยฝีมือของกษัตริย์เป่าติ้งและยอดสงฆ์ทั้งสองเมื่อร่วมมือกัน อาจจะพอสูสีกับศิษย์พี่ศิษย์น้องเจ๋อหลัวซิง แต่ถ้าเหลือจิวม่อจื้อที่รับมือยากที่สุดก็คงไม่มีใครต่อกรได้ ต้องรู้ไว้ว่าคราวก่อนตนเองมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยคอยหนุนหลังก็ยังแทบจะต้านทานไม่ไหว ผ่านมาสามวันอีกฝ่ายคงฟื้นตัวเต็มที่แล้ว จะให้เอาหัวไปชนหรืออย่างไร
ส่วนคนอื่นๆ ของต้าหลี่ เกาเซิงไท่โหวแห่งส่านฉ่านมีวรยุทธ์สูงสุด เหนือกว่าเยี่ยเอ้อร์เหนียงอันดับสองในสี่คนโฉดอยู่ขั้นหนึ่ง สามขุนนางแห่งต้าหลี่มีฝีมือสูสีกับเยวี่ยเหล่าซานและอวิ๋นจงเฮ่อที่ยังไม่ถูกมู่หรงฟู่ทำลายวรยุทธ์ ส่วนจูตานเฉินกับฉู่ว่านหลี่สองคนรวมกันก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับเยวี่ยเหล่าซาน
หากรวมพลังของคนกลุ่มนี้เข้าด้วยกันแล้วต้องไปเจอกับต้วนเหยียนชิ่งพี่ใหญ่ของสี่คนโฉดก็น่าจะพอเอาชนะได้ แต่ก็คงเป็นการชนะที่บาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย การให้พวกเขามาร่วมมือกับตนเพื่อรับมือจิวม่อจื้อ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปทิ้ง เกรงว่าจิวม่อจื้อซัดดาบเปลวอัคคีลงมาไม่กี่ครั้ง คนกลุ่มนี้ก็คงล้มตายไปกว่าครึ่ง เพื่อความรอบคอบ จึงทำได้เพียงแบ่งพวกเขาออกเป็นสองกลุ่ม ให้ร่วมมือกับยอดสงฆ์รุ่นอักษรเปิ่นกลุ่มละรูป เพื่อรับมือกับเจ๋อหลัวซิงและศิษย์น้องที่มีวรยุทธ์อ่อนด้อยกว่า
ทว่าหากเป็นเช่นนั้น ความกดดันก็จะตกมาอยู่ที่มู่หรงฟู่กับยอดสงฆ์รุ่นอักษรเปิ่นอีกรูปที่เหลืออย่างหนักหน่วง จะสามารถยื้อเวลาไว้จนกว่าอีกฝั่งจะจัดการเจ๋อหลัวซิงและพรรคพวกได้หรือไม่ ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้
สรุปก็คือ ไม่ว่าจะแบ่งสรรคู่ต่อสู้อย่างไร ฝั่งของตนก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะกำชัยชนะได้เลย
ดูจากฝีมือของจิวม่อจื้อที่อารามมังกรฟ้า ต่อให้ตนเองร่วมมือกับยอดสงฆ์รุ่นอักษรเปิ่นทั้งสามรูปก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ ดังนั้นตอนนี้ฝั่งของเขาจึงจำเป็นต้องหาผู้ช่วยมาเสริมทัพ
เมื่อหลายวันก่อนมู่หรงฟู่ได้ส่งจดหมายไปหาเติ้งไป่ชวนและกงเหย่เฉียน สั่งให้พวกเขารีบเดินทางมายังกูซูด่วน ลองคำนวณเวลาดูแล้วก็น่าจะใกล้มาถึง วรยุทธ์ของสองคนนี้เหนือกว่าพี่สามเปาและพี่สี่เฟิงอยู่มาก หากสี่องครักษ์ตระกูลมู่หรงรวมตัวกันครบ เมื่อบวกกับคนของต้าหลี่ ก็น่าจะเพียงพอรับมือกับเจ๋อหลัวซิงและศิษย์น้องได้แล้ว
ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ก็เหลือเพียงจิวม่อจื้อ ตามการคาดคะเนของมู่หรงฟู่ อย่างน้อยต้องมียอดฝีมือระดับกษัตริย์เป่าติ้งถึงห้าคนจึงจะมีโอกาสชนะ ตอนนี้วรยุทธ์ของเขาน่าจะแข็งแกร่งกว่ากษัตริย์เป่าติ้งอยู่ไม่น้อย แต่ก็คงยากที่จะเอาชนะยอดสงฆ์รุ่นอักษรเปิ่นสองรูปร่วมมือกัน ยิ่งไปกว่านั้นจากบทเรียนครั้งก่อน พลังเคลื่อนย้ายดาราคงใช้รับมือกับจิวม่อจื้อไม่ได้ผลนัก การใช้ยาพิษก็แทบจะเลิกหวังไปได้เลย อีกทั้งในมือเขาก็มีพิษวายุโศกสลายปราณเพียงขวดเดียว และก็ใช้ไปแล้วเมื่อคราวก่อน ตอนนี้จะไปหาอีกขวดได้จากที่ไหน
ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร คนที่มีอยู่ในมือตอนนี้ก็ยังไม่พอที่จะโค่นล้มทั้งสามคนนั้นได้ การประเมินกำลังรบทั้งหมดของมู่หรงฟู่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ฝ่ายของเขาต้องไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือล้มตาย อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่คนที่มองเพื่อนเป็นแค่เบี้ยหมาก หากต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนักหน่วงเพื่อเอาชนะกลุ่มของจิวม่อจื้อ เรื่องแบบนี้เขาจะไม่มีวันทำเด็ดขาด
ทันใดนั้น ภายในใจของมู่หรงฟู่ก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ แม้เจ้านี่จะพึ่งพาไม่ค่อยได้ แต่ในมุมหนึ่งก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า หากเขาสามารถแสดงฝีมือได้ตามปกติ โอกาสชนะของฝั่งเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามส่วน หวังว่าเจ้านี่คงจะไม่ทำตัวเหลวไหลในเวลาสำคัญหรอกนะ
เคหาสน์มณฑา
เวลานี้ท่าทีของฮูหยินหวังที่มีต่อมู่หรงฟู่เปลี่ยนไปมาก ท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายก็คล้ายจะยอมรับการแต่งงานระหว่างเขากับหวังอวี่เยียนกลายๆ เท่ากับว่าทั้งสองตระกูลได้เกี่ยวดองกันอีกครั้ง
ช่วงหลายวันนี้พวกต้วนอวี้จึงพักอยู่ที่เคหาสน์มณฑาชั่วคราว เมื่อเห็นแก่หน้าของมู่หรงฟู่ นับเป็นเรื่องยากที่ฮูหยินหวังจะไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูกับพวกต้วนอวี้ ส่วนเจ้าทึ่มต้วนอวี้ก็อาศัยความรู้เรื่องดอกฉาฮวาของตน ทำให้ฮูหยินหวังหันมาให้ความสนใจ จากแขกผู้มาเยือนเคหาสน์มณฑา จึงกลายร่างเป็นคนสวนผู้ทรงเกียรติไปโดยปริยาย
ตอนที่มู่หรงฟู่ไปพบต้วนอวี้ในสวนของฮูหยินหวัง อีกฝ่ายกำลังง่วนอยู่กับการจัดกระถางดอกฉาฮวาด้วยสภาพมอมแมมคลุกฝุ่น
เมื่อมู่หรงฟู่เห็นสภาพอันตกอับของต้วนอวี้ เขาก็ทั้งขำทั้งสงสาร ดูเหมือนว่าไม่ว่าเส้นเวลาของโลกนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ต้วนอวี้ก็ยังหนีไม่พ้นชะตากรรมคนปลูกดอกไม้อยู่ดี พร้อมกันนั้นในใจก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจให้กับอารมณ์อันแปรปรวนของท่านป้าผู้นี้
"พี่ต้วน พี่ต้วน" มู่หรงฟู่ร้องเรียกติดต่อกัน แล้วเดินเข้าไปทักทายต้วนอวี้
ต้วนอวี้ปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากบังสายตาออก เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือมู่หรงฟู่ เขาก็ดีใจเป็นล้นพ้น "คุณชายมู่หรง เป็นท่านเอง ช่างดีเหลือเกิน"
ทั้งสองทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันไปมาพลางทอดถอนใจ ช่วงหลายวันนี้ทุกคนมัวแต่วุ่นวายกับการตามหาร่องรอยของจิวม่อจื้อ จึงไม่มีเวลามาสนใจต้วนอวี้ กษัตริย์เป่าติ้งและคนอื่นๆ รู้ดีว่าตอนนี้ต้วนอวี้ปลอดภัยแล้ว จึงยังไม่ทันได้แวะมาพบหน้า ผลก็คือต้วนอวี้ต้องลงมือปลูกดอกฉาฮวาอย่างขะมักเขม้นมาตลอดสามวันเต็ม
"คุณชายมู่หรง ขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ วันนั้นจุดชีพจรของข้าถูกสกัดเอาไว้ทำให้ใช้วรยุทธ์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้นข้าคงอยู่ช่วยท่านต่อสู้แน่"
ต้วนอวี้กล่าวด้วยความจริงใจ
ช่วงหลายวันที่เขาทำงาน แม้จะเหนื่อยยากไปบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เขาปวดใจยิ่งกว่าก็คือ เขาได้รู้จากอาจูกับอาปี้ว่าที่นี่คือที่พักของหวังอวี่เยียน นับตั้งแต่ได้เห็นหวังอวี่เยียนที่ต้าหลี่คราวก่อน ต้วนอวี้ก็สงสัยว่านางจะเป็นร่างจำแลงของพี่สาวเทพธิดาในถ้ำหยกไร้ประมาณ เขาจึงเฝ้าคิดถึงนางอยู่เสมอ ทว่าอีกฝ่ายกลับมีความรักอันลึกซึ้งต่อมู่หรงฟู่ ส่วนมู่หรงฟู่ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับต้าหลี่ คราวก่อนก็ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของจิวม่อจื้อ เขารู้ดีว่าชาตินี้ตนเองคงไม่มีวาสนาร่วมกับหวังอวี่เยียนอีกแล้ว ดังนั้นความเจ็บปวดในใจจึงทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมลงไปถนัดตา
มู่หรงฟู่ย่อมรู้ดีว่าในใจของอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่เรื่องอื่นพอจะเจรจากันได้ ทว่าเรื่องนี้ไม่มีทางให้ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยถามไถ่ตามมารยาท โดยไม่คิดจะพูดแทงใจดำ
"คุณชายมู่หรง คุณธรรมและวรยุทธ์ของท่านนับเป็นยอดคนในยุคนี้ แต่ท่านมีเรื่องหนักใจที่ไม่อาจบอกกล่าวผู้ใดเก็บไว้ในใจบ้างหรือไม่"
ต้วนอวี้เอ่ยถามมู่หรงฟู่ด้วยท่าทางหดหู่
มู่หรงฟู่ครุ่นคิด หากจะบอกว่ามีเรื่องให้หนักใจอะไร ก็คงเป็นการที่ต้องคอยรักษาภาพลักษณ์ความเป็นทายาทตระกูลผู้ดีต่อหน้าคนนอกอยู่เสมอนั่นแหละ บางครั้งมันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ราวกับมีคนคอยชี้นิ้วสั่งให้เขาศึกษาว่านิสัยดั้งเดิมของมู่หรงฟู่เป็นอย่างไร แล้วก็ต้องปฏิบัติตัวให้ตรงตามนั้น
แต่เห็นได้ชัดว่าความหนักใจของเขาคงไม่ใช่เรื่องเดียวกับความหนักใจของต้วนอวี้แน่
มู่หรงฟู่กล่าว "พี่ต้วนแตกฉานในพระคัมภีร์ คิดว่าน่าจะเข้าใจคำว่าความหนักใจได้ลึกซึ้งกว่าข้า ไม่เคยได้ยินหรือว่า 'สรรพสิ่งล้วนปรุงแต่ง ประดุจความฝันภาพมายา ประดุจน้ำค้างและสายฟ้า พึงพิจารณาตามความเป็นจริงเช่นนี้'"
เมื่อต้วนอวี้ได้ยินคำกล่าวนี้ ก็รู้สึกได้ถึงหลักธรรมอันลึกล้ำซ่อนอยู่ ภายในใจคล้ายจะตรัสรู้อะไรบางอย่าง ทว่าก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองอ่านพระคัมภีร์มาตั้งแต่เล็ก แต่กลับไม่เคยได้ยินประโยคเหล่านี้เลย จึงอดไม่ได้ที่จะถามมู่หรงฟู่ "คิดไม่ถึงว่าคุณชายมู่หรงจะศึกษาพระคัมภีร์ด้วย ประโยคเหล่านี้ดูเผินๆ เหมือนจะตื้นเขิน แต่กลับแฝงหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ ไม่ทราบว่าเป็นคำกล่าวของยอดสงฆ์ชาวจงหยวนรูปใดหรือ"
มู่หรงฟู่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ประโยคเหล่านี้ความจริงแล้วเป็นบทกวีแปลที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางจาก 'วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร' แล้วเหตุใดต้วนอวี้ถึงไม่รู้จักเล่า ขณะที่กำลังงุนงง เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าแต่เดิมบทกวีนี้แปลโดยยอดสงฆ์ผู้โด่งดังแห่งยุคราชวงศ์จิ้นนามว่าจิวม่อหลัวสือ และที่จริงแล้วตัวละครจิวม่อจื้อก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีจิวม่อหลัวสือเป็นต้นแบบ นั่นหมายความว่าโลกที่มู่หรงฟู่อาศัยอยู่ในตอนนี้ไม่ได้ตรงกับยุคราชวงศ์ซ่งเหนือตามประวัติศาสตร์จริงไปเสียทั้งหมด ความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เขามีก็ใช้ไม่ได้ผลเสมอไป
ด้วยความจนใจ มู่หรงฟู่จึงทำได้เพียงอ้างว่าตนเองเคยพบพระธุดงค์รูปหนึ่งและอีกฝ่ายก็มอบบทกวีนี้ให้ ต้วนอวี้ได้ยินดังนั้นก็เอาแต่ซักไซ้ไล่เลียงมู่หรงฟู่ไม่หยุดว่าพระธุดงค์รูปนั้นเป็นคนอย่างไร เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำตาโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น มู่หรงฟู่จึงต้องแต่งเรื่องพระตุ่มเรื้อนจากความฝันในหอแดงมาหลอกต้วนอวี้เป็นฉากๆ
เมื่อต้วนอวี้ฟังจบ เขาก็ปรบมือด้วยความประหลาดใจ "คิดไม่ถึงว่าบนโลกนี้จะมียอดสงฆ์ผู้ทรงศีลเช่นนี้อยู่ด้วย เพียงแต่น่าเสียดายอิงเหลียนแห่งตระกูลเจิน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่แสนดี แต่กลับต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของพวกค้ามนุษย์ เดาว่านางคงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส น่าเสียดาย น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ"
เขาทอดถอนใจคำว่าน่าเสียดายถึงสามครั้ง ลืมเรื่องที่ตัวเองกลุ้มใจก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น เอาแต่ดึงตัวมู่หรงฟู่ขอร้องให้เล่าเรื่องราวตอนต่อไป
"พี่ต้วน เรื่องราวต่อจากนี้เอาไว้วันหลังพวกเราค่อยมาคุยกันต่อ วันนี้ที่ข้ามาหาพี่ต้วนก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะหารือด้วย"
บนใบหน้าของมู่หรงฟู่ปรากฏแววตาจริงจัง
[จบแล้ว]