- หน้าแรก
- เลือดล้างบัลลังก์ฉิน
- บทที่ 1 - หนึ่งสายตาข้ามพันปี
บทที่ 1 - หนึ่งสายตาข้ามพันปี
บทที่ 1 - หนึ่งสายตาข้ามพันปี
บทที่ 1 - หนึ่งสายตาข้ามพันปี
คัมภีร์ประวัติศาสตร์สือจี้จารึกไว้ว่า เมื่อหลี่ซือถูกนำตัวออกจากคุกเพื่อไปรับโทษประหารสามชั่วโคตรพร้อมกับบุตรชายคนรอง เขาหันมองหน้าลูกชายแล้วเอ่ยว่า “พ่ออยากจะจูงสุนัขสีเหลืองตัวนั้น พากันเดินออกจากประตูเมืองทิศตะวันออกแห่งซ่างไช่เพื่อไปล่ากระต่ายป่าด้วยกันกับเจ้าอีกสักครั้ง แต่คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว!” สิ้นคำสองพ่อลูกก็กอดกันร่ำไห้ ก่อนจะถูกล้างบางสิ้นทั้งตระกูล
นั่นเป็นเพียงยามเย็นธรรมดาๆ วันหนึ่ง
ปีคริสต์ศักราช 1946 เมืองหลินเถา มณฑลกานซู่ รถยนต์คันหนึ่งคลุมทับด้วยผ้าใบสีเขียวขี้ม้าพรางตัวเป็นรถทหาร แล่นเชื่องช้าเข้าสู่ดินแดนรกร้างไร้ผู้คนทางตะวันตกเฉียงเหนือ
สวี่ข่าย ค้นหาอย่างยากลำบากมาหลายปี ในที่สุดก็มองเห็นประกายแห่งความหวัง!
หากตำนานโบราณนั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ย่อมต้องสั่นสะเทือนวงการโบราณคดีไปทั้งบางอย่างแน่นอน
ทรายเหลืองปลิวว่อน งานขุดค้นดำเนินมาถึงช่วงท้าย ทว่ากลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น! กระบอกปืนเย็นเฉียบจ่อเข้าที่ขมับของเขา
“ศาสตราจารย์สวี่ ขออภัยด้วย”
สิ้นเสียงปืนหลายนัดที่ดังมาจากมุมมืด เลือดของใครหลายคนก็สาดกระเซ็นย้อมผืนดินสีเหลืองของกำแพงเมืองจีนยุคราชวงศ์ฉิน
สวี่ข่ายถูกยิงเข้าที่หัวไหล่ เขารีบใช้ร่างกายทาบทับปกป้องวัตถุโบราณที่เพิ่งขุดค้นพบขึ้นมาหมาดๆ อย่างสุดชีวิต
มือปืนโน้มตัวลงมาแค่นเสียงหัวเราะต่ำลึก แย่งชิงของจากคนใกล้ตายอย่างไม่เปลืองแรง เพียงง้างมือที่กำแน่นของเขาออกอย่างง่ายดาย
สวี่ข่ายรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายกำหยกนั้นไว้แน่น ความเย็นเยียบของหยกซึมลึกเข้าสู่กระดูกและสายเลือด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มช่องปาก
“...แผนผังเหอถู...เป็นสมบัติของชาติเรา...พวกแกเอาไปไม่ได้...”
“หึหึ คนจีนอย่างพวกแก คู่ควรด้วยหรือ”
คามิมูระ ชิโนะ เอ่ยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะเหนี่ยวไกปืนปลิดชีพเพื่อนร่วมงานของเขาที่กำลังตัวสั่นเทาอยู่ข้างๆ ไปอีกคน
“ทังจือเผย!”
สวี่ข่ายเบิกตากว้างมองดูเพื่อนรัก... ดอกไม้สีเลือดวงใหญ่บานสะพรั่งกลางหน้าอก กระสุนนัดนั้นทะลวงผ่านกระดูกซี่โครง ทังจือเผยล้มตึงลงกับพื้น แผ่นหลังปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ นัยน์ตาของเขายังคงจ้องเขม็งไปยังตำราสวรรค์ที่ถูกคามิมูระแย่งชิงไป
คามิมูระกระชากคอเสื้อสวี่ข่ายขึ้นมา เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ต้องขอบคุณที่แกทำงานให้สมาคมของเรา พอเรียนจบก็เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาให้พวกเราทันที ผ่านมาตั้งหลายปี แกก็ยังต้องรับใช้พวกเราอยู่ดี”
ความเชื่อมั่นของสวี่ข่ายพังทลายลงในพริบตา “เมื่อสิบปีก่อน สมาคมอ้างว่าจะนำโบราณวัตถุมากมายไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเพื่อหลบภัยสงคราม...แท้จริงแล้ว แท้จริงแล้ว ที่ผ่านมาคือ...”
มุมปากของคามิมูระยกยิ้มขึ้น “ถูกต้อง เป็นอย่างที่ศาสตราจารย์คิดนั่นแหละ”
——โบราณวัตถุเหล่านั้นซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าที่แบกรับประวัติศาสตร์จีนนับพันปี ถูกคนพวกนี้ลอบขนย้ายออกนอกประเทศและนำไปขายต่อในตลาดมืด!!! “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ฉันจะบอกศาสตราจารย์ให้เอาบุญ ตราหยกสืบแผ่นดินพวกเราก็ต้องการ แผนผังเหอถูและคัมภีร์ลั่วซูก็เช่นกัน”
“ไม่มีทาง! นั่นคือสมบัติของแผ่นดินเรา พวกแกไม่มีวันเอาไปได้...”
พูดยังไม่ทันจบ กระสุนนัดหนึ่งก็เจาะทะลุลำคอของสวี่ข่าย เลือดสดๆ ทะลักล้นเต็มลำคอ
สวี่ข่ายไม่อาจเปล่งเสียงใดได้อีก เขาทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูคนญี่ปุ่นถือสมบัติของชาติเดินจากไปไกลแสนไกลด้วยความสิ้นหวัง
คนญี่ปุ่นไม่ได้ลงมือฆ่าเขาให้ตายสนิทเหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เพียงเพื่อให้เขาต้องทนดูภาพความสูญเสียนี้ด้วยตาสองข้างของตัวเอง
เบื้องหน้าของเขาคือกำแพงเมืองจีนอันเก่าแก่ คือแสงอัสดงยามเย็น เขาหวังเหลือเกินว่ากำแพงเมืองจีนจะยื่นมือออกมาช่วยเหลือ หวังเหลือเกินว่าจะมีใครสักคนมาช่วยเขา
ในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจจะขาดห้วง สวี่ข่ายนึกถึงตำนานบทนั้น ในขณะที่แสงสีแดงเรื่อกำลังจะเลือนหาย เขาฝืนเปล่งเสียงออกมาว่า ฉันยอมใช้ร่างนี้สังเวยแด่กำแพงเมืองจีน เพื่อวิงวอนขอความหวังเพียงหนึ่งเดียว ขอให้ลูกหลานในภายภาคหน้า นำสิ่งที่ควรจะเป็นของพวกเรากลับคืนมาด้วยเถิด
น้ำตาเอ่อล้นออกจากเบ้าตาของสวี่ข่าย เขามองกำแพงเมืองจีนเป็นครั้งสุดท้าย
ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงสีเลือด ร่างของเขาทอดทิ้งไว้ ณ ที่แห่งนั้น และค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนทรายสีเหลือง
ปีคริสต์ศักราช 2022 พิพิธภัณฑ์กองทัพทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้ เวลาห้าโมงเย็น เสียงเพลงบรรเลงก่อนปิดทำการดังกังวานขึ้นช้าๆ เสียงประกาศในห้องโถงดังวนซ้ำ “เรียนท่านนักท่องเที่ยวที่เคารพ โปรดตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับท่านอีกในโอกาสหน้า”
สวี่จือรีบร้อนเดินแหวกฝูงชนกลับมายังจุดตรวจความปลอดภัย
“เจ้าหน้าที่จะสับคัตเอาต์แล้วนะ” เพื่อนร่วมงานเห็นเธอชูบัตรพนักงานด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงเอ่ยแซวว่า “เลิกงานไม่กระตือรือร้น ทัศนคติมีปัญหานะเนี่ย ผู้อำนวยการก็ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนให้สักหน่อย เดี๋ยวพอไฟดับก็ต้องพกไฟฉายเดินคลำทางเอาเองนะ จะให้ฉันเปิดไฟทิ้งไว้ให้ไหม”
“อ้อ ไม่เป็นไรจ้ะเสี่ยวจาง ฉันลืมของไว้ที่ห้องเก็บเอกสารน่ะ ฝากบอกพี่เฉินทีนะว่าขอยืมคีย์การ์ดแป๊บหนึ่ง”
สวี่จือรีบตอบรับ พลางหยิบคีย์การ์ดห้องเก็บเอกสารมาอย่างเกรงใจ
สิ่งนั้นคือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับเก่ากึก
พาดหัวข่าวเหนือภาพถ่ายขาวดำเขียนตัวเบ้อเริ่มว่า
นักโบราณคดีสงสัยพบซากกำแพงเมืองจีนยุคราชวงศ์ฉินในกานซู่
คนทั้งหกในรูปสวมชุดทำงาน สี่คนนั่งยองๆ อีกสองคนยืนคู่กัน
ชายสองคนที่ยืนอยู่สวมแว่นตาทั้งคู่ นักวิชาการทางขวามีเอกสารปึกหนึ่งม้วนใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง
ส่วนอีกคนมีปากกาหมึกซึมเหน็บไว้ที่หน้าอก ยืนกอดอก โดยมีเพื่อนร่วมงานผิวขาวสะอาดทางซ้ายโอบไหล่เขาไว้
บนใบหน้าของพวกเขาระบายด้วยรอยยิ้มอันแสนปีติ
สวี่จือไม่อาจกลั้นอาการสั่นเทาไว้ได้
ชายสวมแว่นตากรอบทองคนนั้น จะเป็นใครไปได้อีก ถ้าไม่ใช่ สวี่ข่าย ปู่ของเธอ!
“ปีสาธารณรัฐที่สามสิบห้า คุณปู่ยังอยู่ที่กานซู่ ท่านไม่ได้ไปอเมริกาเหรอ”
ในที่สุดเธอก็พบเบาะแสจากกองเอกสารยุคสาธารณรัฐจีนที่มีมากมายมหาศาล
สวี่จือกวาดตามองหนังสือพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอไม่อาจระงับความตื่นเต้นได้ มือสองข้างสั่นระริก
“พ่อคะ พ่อรู้ไหม หนูหาคุณปู่เจอแล้ว พ่อพูดถูก คุณปู่ไม่ใช่คนที่ทิ้งลูกเมียหนีเอาตัวรอดไปอเมริกาตอนที่ประเทศกำลังตกอยู่ในวิกฤต ท่านยังอยู่ในจีน ท่านไปสำรวจโบราณสถาน แล้วก็หายตัวไป...”
ทำไมคุณปู่ถึงหายตัวไปนานหลายสิบปี ทำไมชื่อของคุณปู่ถึงไม่เคยปรากฏในวารสารโบราณคดีฉบับไหนเลย ซากกำแพงเมืองจีนยุคฉินที่กล่าวถึงในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ไม่มีใครในแวดวงวิชาการไปสำรวจ และไม่มีใครพูดถึง กำแพงเมืองส่วนนั้นถูกทุกคนลืมเลือนไปจนหมดสิ้น
จู่ๆ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวก็แล่นปราดเข้ามาในหัว
ตอนนั้นคุณปู่ประสบเหตุร้ายใช่หรือไม่ และเพื่อทำลายหลักฐาน คนร้ายจึงทำลายโบราณสถานแห่งนั้นไปพร้อมๆ กัน
สวี่จือสั่นสะท้านไปทั้งตัว เธอกำหนังสือพิมพ์ในมือไว้แน่น
เธอมองเห็นเส้นทางเบื้องหน้ามืดสนิท
แต่ยังดีที่แผนกจัดแสดงกลางแจ้งซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ตรงสุดทางเดินยังคงเปิดไฟทิ้งไว้ดวงหนึ่ง
สวี่จือรู้สึกว่าทางเดินวันนี้ช่างยาวไกลเหลือเกิน แสงไฟสลัวๆ ทว่ากลับเป็นพื้นที่ราบเรียบสุดลูกหูลูกตา ไร้ซึ่งเงาของตึกระฟ้าใดๆ
“นี่ฉันเดินเข้ามาในโซนโบราณสถานที่เพิ่งเปิดใหม่เหรอเนี่ย”
เพิ่งก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียว พอก้มมองลงไปเธอก็ต้องตกตะลึง เสื้อผ้าของเธอหดเล็กลงจนหมด! ตัวเธอเองก็เตี้ยแคระแกร็นลง ในมือยังกำดินโคลนสีเหลืองไว้แน่น
“ชุดสตรีโบราณ นี่ฉันใส่ชุดนี้ได้ยังไง”
เมื่อเธอหันขวับกลับไปมอง ก็พบกับเรื่องราวสุดแสนจะพิสดาร
เบื้องหลังของเธอไม่ใช่ชั้นวางเอกสารอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มทหารสวมชุดเกราะหนังและหวายสานในยุคจ้านกั๋ว
“องค์หญิง ฝ่าบาทรับสั่งว่าท่านควรกลับวังได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
คนที่มีรูปลักษณ์เหมือนหุ่นทหารดินเผาด้านหลังเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
หืม
“มีชีวิต มีชีวิตจริงๆ เหรอ” สวี่จือผู้มีทักษะความสามารถขั้นสูงเริ่มสงสัยว่าตัวเองกำลังฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า
คนที่เรียนโบราณคดี มีใครบ้างที่ไม่อยากทะลุมิติไปพูดคุยแบบเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองกำลังศึกษาวิจัยอยู่
สวี่จือยังไม่ทันตื่นจากภวังค์ความตื่นเต้นที่เพิ่งค้นพบเบาะแสของคุณปู่
เมื่อมองไปรอบๆ ขุนเขาเขียวขจี รถม้าคันใหญ่ หัวใจของเธอก็เต้นรัวแรง
คุณปู่...เมื่อตอนนั้นคุณปู่ก็ทะลุมิติมาเหมือนกันใช่ไหม พร้อมกับคำถามนี้ ขณะที่เดินไปยังรถม้า สวี่จือก็เริ่มปรับตัวยอมรับความจริงที่ว่าร่างกายของเธอหดเล็กลงแล้ว
จิตวิญญาณของสาวสมัยใหม่อายุยี่สิบเจ็ดปี ได้เข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของเด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุราวหกขวบ
เมื่อเธอขึ้นไปบนรถม้า ก็เห็นบุรุษสวมชุดคลุมสีดำนั่งตัวตรงอยู่ตรงกลางพร้อมกับขุนนางของเขา
วินาทีที่บุรุษผู้นั้นตวัดสายตาขึ้นมองเธอ มันคือสายตาที่ราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งไปถึงจิตวิญญาณ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
เธอไม่กล้าขยับตัว
พิจารณาจากเครื่องแต่งกายของเขา บางทีอาจจะเป็นช่วงยุคก่อนราชวงศ์ฉิน
เธอไม่แน่ใจว่าเขาคือกษัตริย์พระองค์ใด แต่ดูจากธงลายพยัคฆ์และเกลียวคลื่นแล้ว น่าจะเป็นราชวงศ์ฉิน
“เหอฮวา หนีไปเล่นซนที่ไหนมาอีกล่ะ” เขาเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่าน้ำเสียงกลับมีแรงดึงดูดประดุจอุกกาบาต
หลังคอของเธอเย็นวาบ อึกอักจนพูดไม่ออกสักคำ
เวลานั้น พวกเขาต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว ทั้งเขาและขุนนางผู้นั้นต่างมีดวงตาที่งดงามเหนือคำบรรยาย ได้ยินเพียงขุนนางผู้นั้นประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมถ่อมตนว่า “องค์หญิงเหอฮวา ฝ่าบาท ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมซือ ขอตัวลากลับก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านที่ปรึกษาเดินระวังด้วย” เขาขยับตัวลุกขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองส่งคนที่เรียกตัวเองว่ากระหม่อมผู้นั้น
รูปร่างของขุนนางผู้นั้นผอมบางเสียจนชุดขุนนางดูหลวมโพรก
เธอยืนนิ่งกลั้นหายใจอยู่ตรงนั้น พยักหน้าตอบรับอย่างเหม่อลอย
หลี่ ซือ อย่างนั้นหรือ เธอพึมพำชื่อนี้อยู่ในใจ
แล้วเขาล่ะ สวี่จือมองชายตรงหน้าด้วยความสับสนและทำอะไรไม่ถูก คำตอบแทบจะจ่ออยู่ที่ริมฝีปากอยู่แล้ว
หลี่ซือเรียกฉันว่าองค์หญิง งั้นฉันก็คือ ลูกสาวของเขาหรือ ลูกสาวของอิ๋งเจิ้งอย่างนั้นหรือ
สวี่จือแทบจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ตอนนี้ เธอกำลังมองเขา พวกเขาไม่มีกำแพงแห่งกาลเวลาและมิติมาขวางกั้นอีกต่อไป เธอไม่ได้สัมผัสชีวิตของเขาผ่านตู้กระจกจัดแสดงโบราณวัตถุอีกต่อไป แต่กำลังยืนเผชิญหน้ากันอย่างแท้จริง
เธอถึงขั้นสามารถสัมผัสตัวเขาได้
สัมผัสได้อย่างแท้จริง
แต่เธอจำได้แม่นยำเหลือเกินว่า ฮ่องเต้ฉินที่สองจะสังหารพี่น้องของตนเองจนหมดสิ้น หากไม่รีบหนีไปแต่เนิ่นๆ ด้วยฐานะของเธอ จุดจบย่อมต้องน่าอนาถอย่างแน่นอน
อิ๋งเจิ้งวางม้วนไม้ไผ่ในมือลง “เป็นอะไรไป”
เขาถึงกับแย้มสรวลออกมา
“คงไม่ได้โกรธที่ข้าให้เจ้ากลับวังเร็วกว่ากำหนดหรอกใช่ไหม”
“ท่าน ท่าน...”
น้ำเสียงและสำเนียงที่สวี่จือเปล่งออกมา แม้แต่ตัวเธอเองยังฟังไม่รู้เรื่อง
อิ๋งเจิ้งไม่เข้าใจความหมาย
ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับจิ๋นซีฮ่องเต้ที่สามารถสืบค้นร่องรอยได้ในหน้าประวัติศาสตร์ เธอล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
แต่เธอไม่เคยเจอเขาตัวเป็นๆ
ไม่เคยได้ยินเสียงของเขา
ปีที่สี่สิบแปดแห่งรัชศกฉินเจาอ๋อง เดือนอ้าย อิ๋งเจิ้งประสูติที่เมืองหานตัน เมืองหลวงของแคว้นจ้าว นามว่าจ้าวเจิ้ง
ปีที่ยี่สิบหกแห่งรัชศกฉินอ๋องเจิ้ง หรือปี 221 ก่อนคริสตกาล แคว้นฉียอมจำนนต่อแคว้นฉิน แคว้นฉีล่มสลาย
ปีที่สามสิบเจ็ดแห่งรัชศกจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือปี 210 ก่อนคริสตกาล จิ๋นซีฮ่องเต้เสด็จประพาสทั่วแผ่นดินพร้อมกับหูไห่ พระราชโอรสองค์รอง และสวรรคตด้วยอาการประชวรที่เนินทรายซาชิว
ต่อให้เป็นการพบกันเพียงชั่วพริบตา แล้วมันจะสำคัญอะไรล่ะ เธอจึงวิ่งเข้าไปหา ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าวที่ก้าวข้ามกาลเวลานับพันปี
เธอลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้ตัวเองมีความสูงเท่ากับเด็กหกขวบ ต่อให้อิ๋งเจิ้งนั่งอยู่ก็ยังสูงกว่าเธอมากนัก
อิ๋งเจิ้งโอบกอดเธอไว้อย่างเป็นธรรมชาติ
เธอตอบรับอย่างกล้าๆ กลัวๆ เธอตระหนักดีว่าการสัมผัสเช่นนี้ หากเปรียบเขาเป็นวัตถุโบราณ เธอคงกำลัง “ก่ออาชญากรรม” อยู่แน่ๆ
ความอบอุ่นแผ่ซ่านมาจากร่างกายที่มีเลือดเนื้อ สวี่จือกำแขนเสื้อของเขาไว้แน่น นิ่งเงียบ ราวกับคนรุ่นหลังที่กำลังเคารพบูชาอย่างศรัทธา
ท่ามกลางความเงียบงัน เธอคิดอะไรมากมายเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบเทียมและความโศกเศร้าอันแสนรันทดของเขา
อิ๋งเจิ้งไม่คาดคิดว่าเธอจะทำแบบนี้ เขาลูบกระหม่อมของเธอเบาๆ แล้วอุ้มสวี่จือขึ้นมาอย่างง่ายดาย
เธอเบิกตากว้าง จ้องมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียด
สวี่จือรู้สึกว่าตัวเองรับมือกับความต่างของวัยระดับนี้ไม่ได้ ทำไมเธอถึงได้มาพบอิ๋งเจิ้งในวัยยี่สิบเก้าปีด้วยฐานะเช่นนี้ แต่กลับมีจิตวิญญาณเช่นนี้ด้วย
อิ๋งเจิ้งอุ้มเธอด้วยมือเดียวและทำท่าจะลุกขึ้น เธอจึงรีบกอดคอเขาไว้แน่น
อิ๋งเจิ้งหันหน้ามา แววตาเปี่ยมด้วยความเมตตาเอ็นดูทำให้สวี่จือสะท้านสะเทือนในใจ
เธอมองเห็นสองมืออันไร้เดียงสาของตนเอง รวบรวมสติ รู้สึกประหม่าและหวาดกลัว
ทว่าริมฝีปากกลับเปล่งภาษากลางและสำเนียงแคว้นฉินออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเกินคาด
เธอเรียกออกไปสองคำ “เสด็จพ่อ”
อิ๋งเจิ้งแย้มสรวล
ช่างเป็นดวงตาแบบไหนกันนะ ความเมตตาและความเด็ดเดี่ยวไม่อาจปิดบังความห่างเหินเย็นชาไว้ได้
วินาทีนี้ เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผูกพันประหนึ่งได้กลับคืนสู่รากเหง้าของบรรพบุรุษ
อิ๋งเจิ้งคิดว่าเธอไม่อยากกลับ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าตามใจเจ้ามากเกินไปแล้ว กลับถึงวังต้องทำตัวดีๆ นะรู้ไหม”
“เพคะ” เธอตอบรับอย่างรวดเร็ว
องค์หญิงเหอฮวาวัยหกขวบไม่ได้ทิ้งความทรงจำใดๆ ไว้ให้เธอ และไม่มีสองจิตวิญญาณอาศัยอยู่ในร่างเดียวกัน
เธอคิดว่าไม่ว่าองค์หญิงตัวจริงจะยังอยู่หรือไม่ เธอจะคอยมอบความรักอันอบอุ่นเท่าที่เธอจะทำได้ให้แก่บิดาขององค์หญิงผู้นี้ ในยามที่เขาตัดขาดจากผู้คนในหกแคว้นไปตลอดชีวิต และในยามที่เขาถูกคนทั้งแผ่นดินลอบสังหาร
เธอแย้มยิ้ม นัยน์ตาทอประกายระยิบระยับคู่กระหยับเหมือนกับบิดาของเธอไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อกลับถึงพระราชวัง เธอก็เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างได้ในชั่วพริบตา
ที่แท้พระมารดาของเธอก็คือองค์หญิงที่เดินทางมาจากแคว้นฉู่ พระนางมีรูปโฉมงดงามเหนือผู้คนและมีน้ำเสียงขับขานที่สะกดใจ พระนางโปรดปรานการร้องเพลงบทบนเขาพุ่มฝูซูงามตา ดังนั้นเธอจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเธอยังมีพระเชษฐาอีกหนึ่งพระองค์ นามว่าฝูซู
คุณชายฝูซู
ยามที่สวี่จือได้เห็นสายตาของพระมารดายามที่ทอดพระเนตรมองเธอ เธอก็รับรู้ได้จากก้นบึ้งของหัวใจว่า พระนางรังเกียจชิงชังพวกเธอ
เป็นเรื่องราวที่ไม่ต้องเสียเวลาเดาเลยสักนิด
พระนางคือเชลยที่แคว้นฉู่ส่งมายังแคว้นฉิน
ในยามค่ำคืน พระมารดามักจะเหม่อมองดวงจันทร์ด้วยความเศร้าสร้อย ท่ามกลางเรือนผมสีดำขลับดุจน้ำตก คือใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
ใครๆ ต่างก็บอกว่า พระสนมเจิ้งมีชายในดวงใจอยู่ก่อนที่จะมายังแคว้นฉินแล้ว พระนางไม่ได้รักอิ๋งเจิ้ง
ขณะเดียวกัน แคว้นฉินก็กำลังวางแผนที่จะทำลายล้างมาตุภูมิของพระนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
พระนางเคียดแค้นจนแทบอยากจะฆ่าอิ๋งเจิ้งให้ตาย แต่กลับต้องให้กำเนิดสายเลือดของเขาถึงสองคน เด็กสองคนที่เกิดมาพร้อมกับความแค้นเช่นนี้ จะไม่ให้พระนางเกลียดชังได้อย่างไร
ส่วนอิ๋งเจิ้งนั้น เติบโตมาจากการพึ่งพาอาศัยผู้อื่น วัยเด็กที่ต้องระหกระเหินและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แสนรันทด ทำให้เขาดูเหมือนจะไม่เชื่อใจใครอีกต่อไป
ความโดดเดี่ยวและความเผด็จการทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเหมือนคนดึงเลื่อยที่กำลังงัดข้อกับท่อนไม้ เขาต้องการครอบครองพระนาง เป็นเจ้าของพระนาง แต่กลับไม่เคยยอมเปิดใจมองดูความรู้สึกของพระนางเลยสักครั้ง
พระเชษฐาของเหอฮวาทั้งเป็นเลิศและชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่ง เขาดูเหมือนต้องการที่จะประสานรอยร้าวในความสัมพันธ์เช่นนี้ ภายใต้ความกดดันอันแสนสาหัสและไร้ซึ่งความรัก ฝูซูจึงเลือกเดินในเส้นทางแห่งการไถ่บาปที่สวนทางกับผู้เป็นบิดาอย่างสิ้นเชิง
สวี่จือใช้เหตุผลในมุมมองของคนนอกเพื่อทำความเข้าใจจุดนี้จนกระจ่างแจ้ง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสลดใจ เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่อาจหยุดยั้งความตกต่ำในช่วงบั้นปลายชีวิตของพวกเขาได้
การเกิดมาของเธอไม่ได้ช่วยบรรเทาความขัดแย้งนี้เลย กลับยิ่งทำให้พระมารดาทวีความเกลียดชังพวกเขามากยิ่งขึ้น
บางทีอาจเป็นเพราะความทรมานเช่นนี้ อิ๋งเหอฮวาจึงเลือกที่จะหลบลี้หนีหน้าไป และจิตวิญญาณของเธอจึงได้เข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างนี้แทน
ตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
ในช่วงเวลาก่อนรุ่งอรุณแห่งความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ เธอได้นำความรู้ทางวิชาชีพของตนเองมาใช้ประโยชน์อย่างหน้าไม่อาย
เธอเลือกที่จะมองเห็นเหล่าผู้กล้าและปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรมในยุคโบราณทีละคนๆ อย่างแน่วแน่มั่นคง เฉกเช่นเดียวกับการตัดสินใจอันเที่ยงธรรมดั่งพู่กันของนักประวัติศาสตร์
บุรุษผู้สง่างามดั่งสายลมและมั่นคงดั่งหินผา
กุนซือผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศหาตัวจับยาก
ท่ามกลางแสงแดดสาดส่องลงมากระทบร่างขณะวิ่งไปทั่วพระราชวังเสียนหยาง เธอตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องตามหาใครคนหนึ่งให้พบ ความเยือกเย็นและมีเหตุผลดูขัดแย้งกับตัวเด็กอย่างเห็นได้ชัด
ตามหาอย่างยากลำบากมาหลายวัน กลับไร้ซึ่งวี่แวว
จ้าวเกาอยู่ที่ไหนกันนะ ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“องค์ องค์หญิง ได้ยินมาว่าท่านกำลังตามหาข้าน้อยอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
[จบแล้ว]