เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - ฟาดฟันกลางรัฐบาลเมือง

บทที่ 14 - ฟาดฟันกลางรัฐบาลเมือง

บทที่ 14 - ฟาดฟันกลางรัฐบาลเมือง


บทที่ 14 - ฟาดฟันกลางรัฐบาลเมือง

ตอนบ่าย ในการประชุมประสานงานเรื่องข้อพิพาทโครงการสำคัญของคณะทำงานเฉพาะกิจจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยระดับเมือง พายุที่เคยก่อตัวอยู่ในมุมมืดก็พัดโหมออกมาสู่เบื้องหน้าในที่สุด

การประชุมที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัย มีต้านตานรองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจสอบวินัยเป็นประธาน แค่ดูจากหัวข้อการประชุมก็รู้แล้วว่า พวกเขายังคงพยายามเบี่ยงเบนประเด็นให้เป็นแค่ 'ข้อพิพาท' ซึ่งแน่นอนว่าผู้เข้าร่วมประชุมอย่างหลิวอ้ายจินย่อมไม่พอใจอย่างมาก

ในการประชุมวาระปกติครั้งก่อน ก็มีการคัดค้านอย่างชัดเจนแล้วว่าห้ามระบุว่าเป็น 'ข้อพิพาท' แต่ผลการสืบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กลับยังคงมุ่งเป้าไปที่เรื่อง 'ข้อพิพาท' อยู่ดี

"แล้วท่านเลขาธิการฟางชิงผิงล่ะคะ" หลิวอ้ายจินไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมาทันที แต่กลับถามหาฟางชิงผิงเลขาธิการคณะกรรมการตรวจสอบวินัยระดับเมืองแทน

"ท่านนายกเทศมนตรีหลิว พอดีท่านเลขาธิการฟางไปอบรมที่ต่างมณฑลครับ เดือนหน้าถึงจะกลับมา" ต้านตานตอบกลับ

"หลังจากคณะทำงานเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว ได้รายงานผลให้สหายฟางชิงผิงทราบหรือยัง"

ต้านตานยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความอึดอัด "ท่านนายกเทศมนตรีหลิว ตอนนี้งานของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยผมเป็นคนดูแลชั่วคราวครับ ช่วงที่ท่านเลขาธิการฟางไปอบรม คงไม่สะดวกที่จะจัดการเรื่องงานเท่าไหร่นัก"

"ตกลง ในเมื่อตอนนี้คุณเป็นคนรับผิดชอบงานของคณะกรรมการตรวจสอบวินัย" หลิวอ้ายจินไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป เธอตบโต๊ะประชุมฉาดใหญ่ ทำเอาแก้วน้ำทุกใบสะดุ้งจนมีเสียงกระทบกัน

"ทำไมฉันถึงมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบวินัยเป็นแกนนำหลัก แล้วให้คณะกรรมการการเมืองและกฎหมายคอยสนับสนุน ต้องให้ฉันพูดตรงๆ กว่านี้อีกไหม"

"โครงการไฟฟ้าของบริษัทเสี่ยวหน่าวบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว มันใช่แค่เรื่องข้อพิพาทธรรมดาเหรอ นี่คือวิธีการทำงานของพวกคุณงั้นสิ เคยเห็นใจความรู้สึกของฝ่ายผู้ก่อสร้างบ้างไหม โครงการถูกดึงเช็งครั้งแล้วครั้งเล่า พวกคุณยังต้องการความมีประสิทธิภาพกันอยู่หรือเปล่า"

ต้านตานกับเรินซิงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าปริปากตอบ

ทว่า ในจังหวะนั้นเอง จ้าวอี้ลู่เลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายกลับขยับแก้วชาให้เข้าที่ แล้วพูดแทรกขึ้นมาลอยๆ แต่สายตากลับตวัดไปมองเฉินชิงที่กำลังนั่งจดบันทึกการประชุมอยู่อย่างมีเลศนัย

"ท่านนายกเทศมนตรีหลิว พูดถึงเรื่องประสิทธิภาพและวิธีการทำงาน ผมเองก็มีเรื่องอยากจะฝากไว้สักหน่อยเหมือนกัน ข้าราชการหนุ่มสาวของเราบางคนสมัยนี้ เพิ่งจะเข้ามาทำงานในหน่วยงานรัฐได้ไม่นาน เรื่องเน่าเหม็นในครอบครัวตัวเองยังจัดการไม่รอด อาศัยแค่ว่าได้ทำงานใกล้ชิดผู้หลักผู้ใหญ่ ก็เลยเมินเฉยต่อขั้นตอนทางกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของกระบวนการยุติธรรมไปในทางที่ผิด คิดว่าตำรวจของประชาชนมีไว้รับใช้เขาคนเดียวหรือไงครับ"

พูดจบ จ้าวอี้ลู่ก็เคาะนิ้วลงบนโต๊ะประชุมเบาๆ "พฤติกรรมแบบนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด มีปัญหาอะไรก็ไปแจ้งความ มันก็ต้องดูด้วยว่าเป็นเรื่องอะไร ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัวยังแก้ไม่ตก แล้วจะไปช่วยผู้ใหญ่จัดการเรื่องระดับชาติได้ยังไง"

คำพูดของจ้าวอี้ลู่ ถึงแม้จะไม่ได้ระบุชื่อใคร แต่ทุกคนในห้องประชุมที่มีไหวพริบสักหน่อยต่างก็รู้ดีว่าเขากำลังหมายถึงใคร

เขาฉวยโอกาสเอาเรื่องที่เฉินชิงแจ้งตำรวจจัดการปัญหาครอบครัว มายกเป็นประเด็นใหญ่โตระดับ 'ใช้ทรัพยากรทางกฎหมายอย่างผิดวัตถุประสงค์' และ 'ละเลยขั้นตอนทางกฎหมาย' หวังจะทำลายความน่าเชื่อถือและจรรยาบรรณในการทำงานของเฉินชิงจากรากฐาน

ดูเผินๆ เหมือนโจมตีเฉินชิง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์ในการเลือกคนของหลิวอ้ายจิน หรืออาจจะถึงขั้นปฏิเสธการตัดสินใจของเธอเลยด้วยซ้ำ

บรรยากาศในห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันทันที สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่จ้าวอี้ลู่สลับกับเฉินชิง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลิวอ้ายจินซึ่งนั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ

ถึงแม้มันจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อหลิวอ้ายจินโดยตรง แต่การเบี่ยงเบนประเด็นอย่างแนบเนียนแบบนี้ ก็ถือเป็นชั้นเชิงการต่อรองทางการเมืองที่เหนือชั้นมาก

หลิวอ้ายจินขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเคร่งเครียด

แน่นอนว่าเธอต้องปกป้องเฉินชิง แต่ข้อหาที่จ้าวอี้ลู่ยัดเยียดให้นั้นมันใหญ่โตเกินไป ถ้าเธอเถียงแทนเฉินชิงตรงๆ ก็อาจจะถูกมองว่า 'เข้าข้างลูกน้อง' จนทำให้ตัวเองเสียเปรียบได้

ขณะที่เธอกำลังใคร่ครวญหาคำพูดที่เหมาะสม เธอก็สังเกตเห็นว่าเฉินชิงวางปากกาจดบันทึกลงแล้ว เขามองมาที่เธอด้วยสายตาเรียบเฉย แฝงความหมายเชิงขออนุญาต

หลิวอ้ายจินใจเต้นตึกตัก เธอสัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบและคำขอร้องที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเฉินชิง

เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นิ้วมือเคาะเป็นจังหวะเงียบๆ บนโต๊ะ ผ่านไปไม่กี่วินาที เธอก็พยักหน้าให้เฉินชิงเบาๆ

เธอตัดสินใจเวทีนี้ให้เฉินชิงจัดการเอง นี่คือความไว้วางใจขั้นสูงสุด และก็เป็นบททดสอบที่แสนอันตรายเช่นกัน

เมื่อได้รับอนุญาต เฉินชิงก็ลุกขึ้นยืนอย่างใจเย็น เขาค้อมตัวให้ต้านตานรองเลขาธิการที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมและนายกเทศมนตรีหลิวอ้ายจินเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสบตากับจ้าวอี้ลู่

น้ำเสียงที่นอบน้อมแต่ไม่อ่อนข้อดังก้องไปทั่วห้องประชุม

"คำพูดของท่านเลขาธิการจ้าวเมื่อครู่นี้ ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่ผมเชื่อว่าคงหมายถึงเรื่องที่ผมไปแจ้งความเมื่อเช้านี้ เพราะถูกหมิ่นประมาทและก่อกวนในที่สาธารณะแน่ๆ ครับ"

จ้าวอี้ลู่แค่นเสียงขึ้นจมูก ยกแก้วชาขึ้นจิบโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง ท่าทางดูถูกเหยียดหยามสุดๆ

เฉินชิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ น้ำเสียงของเขากลับยิ่งราบเรียบขึ้น แฝงไปด้วยท่าทีขอคำชี้แนะ "ที่ท่านเลขาธิการจ้าวติติงว่าผม 'จัดการเรื่องเน่าเหม็นในครอบครัวไม่ได้' ข้อนี้ผมน้อมรับด้วยความเต็มใจครับ เรื่องในครอบครัวมันพูดยาก ปัญหาชีวิตคู่ของผมมันจบไม่สวยจริงๆ ทำให้ผู้ใหญ่ต้องมาพลอยปวดหัวไปด้วย"

เขายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง ยอมรับว่า 'เรื่องในครอบครัว' เขามีข้อบกพร่องจริงๆ ทำเอาสีหน้าของจ้าวอี้ลู่และพรรคพวกผ่อนคลายลง คิดว่าเฉินชิงยอมจำนนแล้ว

แต่ทันใดนั้น เฉินชิงก็พลิกกลับคำพูด น้ำเสียงยังคงนอบน้อมเช่นเดิม

"แต่ว่า ท่านเลขาธิการจ้าวครับ สิ่งที่ผมไม่ค่อยเข้าใจก็คือ ในเมื่ออดีตแม่ยายกับอดีตพี่สะใภ้ของผม มายืนป่าวประกาศเรื่องโกหกหน้าประตูสำนักงานรัฐบาลเมือง ทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของผม และสร้างความวุ่นวายให้กับการทำงานของหน่วยงานรัฐ การที่ผมเลือกใช้กระบวนการทางกฎหมายอย่างการแจ้งความเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง และรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงาน ทำไมถึงถูกมองว่าเป็นการ 'ละเลยขั้นตอนทางกฎหมาย' และ 'ใช้ทรัพยากรทางกฎหมายอย่างผิดวัตถุประสงค์' ไปได้ล่ะครับ"

เขากวาดสายตามองเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย รวมถึงคณะกรรมการตรวจสอบวินัยที่อยู่ในห้อง ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ใบหน้าของจ้าวอี้ลู่ เน้นย้ำทีละคำราวกับตอกตะปู

"หรือว่า ตามความหมายของท่านเลขาธิการจ้าว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการกระทำที่ท้าทายกฎหมายและระเบียบวินัยอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้..."

เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น "พวกเราข้าราชการที่เป็นสมาชิกพรรค ควรจะยอมกลืนเลือดทนให้เขาด่าทอ และปล่อยให้เรื่องมันเงียบหายไปเอง เพียงเพราะคำว่า 'เรื่องอื้อฉาวในครอบครัวไม่ควรเอาไปป่าวประกาศ' งั้นเหรอครับ"

"การใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ปล่อยให้คนชั่วทำลายความสงบสุขของสังคมได้ตามอำเภอใจ แถมยังเชิดหน้าชูตาได้อีกงั้นเหรอครับ"

"ถ้าแม้แต่สิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเองถูกลิดรอนยังไม่กล้าใช้กฎหมายปกป้อง แล้วพวกเราจะเอาความมั่นใจจากไหนไปปกป้องสิทธิ์ของประชาชน ไปพิทักษ์ความยุติธรรมและความโปร่งใสให้สังคมได้ล่ะครับ"

คำถามที่รัวเป็นชุดเหล่านี้ มีเหตุผลรองรับรัดกุม ค่อยๆ ไต่ระดับความเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนบิดเบือนข้อกล่าวหาของจ้าวอี้ลู่ ให้กลายเป็นการท้าทายหลักการ 'ทำงานตามกฎหมาย' ไปอย่างสิ้นเชิง

เริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ ในห้องประชุม

จ้าวอี้ลู่หน้าตึงขึ้นมาทันที เขาวางแก้วชาลง ในที่สุดก็ยอมสบตากับเฉินชิง น้ำเสียงแฝงความคุกคาม "ช่างสรรหาคำพูดนักนะ ปัญหาในครอบครัวตกลงกันเองไม่ได้หรือไง ถึงต้องไปแจ้งความให้เป็นเรื่องใหญ่โต คิดว่าตัวเองเก่งนักเหรอ"

เฉินชิงรอประโยคนี้อยู่แล้ว เขายิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกจนใจและคมกริบดุจใบมีด

"ท่านเลขาธิการจ้าวครับ ถ้ามันเป็นแค่ปัญหาในครอบครัว ผมก็ยินดีปิดประตูเคลียร์กันเองอยู่แล้วครับ แต่การกระทำของพวกเขามันล้ำเส้นความเป็นครอบครัวไปแล้ว มันลุกลามไปถึงความสงบเรียบร้อยของสังคม และการทำลายภาพลักษณ์ของข้าราชการรัฐแล้วครับ ซึ่งมันก็เหมือนกับกรณีโครงการไฟฟ้าเสี่ยวหน่าวที่เรากำลังหารือกันอยู่นี่แหละครับ..."

เขาพลิกแพลงดึงหัวข้อกลับเข้าสู่ประเด็นหลักของการประชุมได้อย่างแนบเนียน พร้อมกับเพิ่มระดับเสียงขึ้นอีก "สิ่งที่ฝ่ายก่อสร้างโครงการต้องเผชิญ มันใช่แค่ 'ข้อพิพาททางแพ่ง' ธรรมดาๆ งั้นเหรอครับ การที่บริษัทท้องถิ่นพานักเลงไปบุกทำลายข้าวของ เรียกร้องขอ 'เงินทอน' ก้อนโต นี่มันไม่ใช่การเหยียบย่ำกฎหมายบ้านเมือง และทำลายบรรยากาศการลงทุนของเมืองเราอย่างโจ่งแจ้งหรอกเหรอครับ!"

สายตาของเฉินชิงลุกโชนไปด้วยไฟ จ้องเขม็งไปที่จ้าวอี้ลู่ "ท่านเลขาธิการจ้าวครับ ที่ผมแจ้งความ ก็เพราะผมเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะคืนความยุติธรรมให้ผมได้ แล้วถ้าเป็นกรณีของโครงการไฟฟ้าเสี่ยวหน่าว พวกเราไม่ยิ่งต้องยึดมั่นในกฎหมาย พึ่งพากฎหมาย เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับบริษัทที่ทำตามกฎหมาย และส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้กับบรรยากาศการลงทุนในเมืองเจียงหนานของเราหรอกเหรอครับ!"

เฉินชิงยกระดับความสำคัญของประเด็นขึ้นไปอีกขั้น เขาสานต่อเรื่องราวไม่หยุด "ถ้าแม้แต่พวกเราเองยังแยกแยะพฤติกรรมผิดกฎหมายไม่ออก จัดการปัญหาด้วยความลังเล แล้วนักลงทุนต่างชาติที่ไหนเขาจะกล้ามาลงทุนล่ะครับ เรื่องส่วนตัวยังจัดการไม่ได้ก็ยากที่จะทำให้คนอื่นเชื่อถือ แต่ถ้าเรื่องระดับชาติที่ส่งผลกระทบวงกว้างยังมองไม่ออก ไม่กล้าเข้าไปจัดการ ความเสียหายที่จะตามมา มันคืออนาคตการพัฒนาของทั้งเมือง และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเลยนะครับ!"

สิ้นเสียงของเขา ห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

คำพูดของเฉินชิงถือเป็นการโต้กลับที่สมบูรณ์แบบมาก

เขาไม่ได้แค่แก้ต่างให้ตัวเองจากข้อกล่าวหาของจ้าวอี้ลู่ได้อย่างหมดจด แต่ยังยกระดับตัวเองขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศีลธรรมด้วยคำว่า 'ทำงานตามกฎหมาย' และ 'เห็นแก่ส่วนรวม' สุดท้ายยังตอกกลับอย่างเจ็บแสบ ด้วยการชี้เป้าเรื่อง 'เรื่องในบ้าน' กลับไปที่การ 'เพิกเฉย' หรือ 'ทำงานสะเปะสะปะ' ของหน่วยงานยุติธรรมภายใต้การนำของจ้าวอี้ลู่ในคดีนี้ เป็นการตอกย้ำว่าจ้าวอี้ลู่นั่นแหละที่เป็นคน 'มองไม่ออกถึงเรื่องใหญ่ระดับชาติ' เสียเอง

มุมปากของหลิวอ้ายจินยกยิ้มพอใจขึ้นมานิดหนึ่งจนแทบจะสังเกตไม่เห็น

ส่วนใบหน้าของจ้าวอี้ลู่นั้นมืดทะมึนราวกับเมฆฝนที่พร้อมจะเทลงมาได้ทุกเมื่อ

หลิวอ้ายจินฉวยโอกาสรับช่วงต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "คำพูดของสหายเฉินชิงน่าคิดมากเลยนะ! ท่านเลขาธิการจ้าว บรรยากาศการลงทุนของเมืองเจียงหนานคือสิ่งสำคัญที่สุด เรื่องนี้คงไม่ต้องให้ฉันย้ำอีกรอบหรอกนะ!"

ต้านตานหน้าเจื่อนสุดๆ

ผู้ทรงเกียรติระดับเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย กลับถูกเลขานุการตัวเล็กๆ สวนกลับจนไปไม่เป็น สายตาที่จ้าวอี้ลู่จ้องมองเฉินชิงยิ่งทวีความอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ

"ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าคณะทำงานเฉพาะกิจยังหาข้อสรุปไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้ท่านเลขาธิการฟางไม่สะดวกทำงาน งั้นฉันก็จะยื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการตรวจสอบวินัยระดับมณฑล หรือแม้แต่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางส่งคนลงมาจัดการเอง!" หลิวอ้ายจินแทบจะไม่เปิดช่องให้ต้านตานกับจ้าวอี้ลู่ได้เถียงอีก "เลิกประชุม!"

ควันหลงจากการปะทะคารมในการประชุมรายงานความคืบหน้าที่จัดโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัย เจือจางลงชั่วคราวพร้อมกับคำสั่ง 'เลิกประชุม' ของหลิวอ้ายจิน

ทว่า ความกดดันที่มองไม่เห็นกลับทับถมลงบนบ่าของใครหลายคนอย่างหนักอึ้ง

ต้านตานและจ้าวอี้ลู่ในฐานะตัวแทนของคณะทำงานเฉพาะกิจจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและคณะกรรมการการเมืองและกฎหมาย การจะสืบสวนคดีโครงการไฟฟ้าเสี่ยวหน่าวในครั้งต่อไป คงไม่อาจทำตัวชิลเหมือนที่ผ่านมาได้อีกแล้ว

แรงกดดันจากหลิวอ้ายจินไม่ได้มาจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ามีหน่วยงานระดับมณฑลหรือสูงกว่านั้นลงมาแทรกแซงจริงๆ เรื่องไฟลามทุ่งคงเป็นแค่เรื่องเล็ก อนาคตทางการเมืองของพวกเขาอาจจะจบเห่ลงตรงนี้เลยก็ได้

ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมหลิวอ้ายจินถึงกัดเรื่องโครงการไฟฟ้าเสี่ยวหน่าวไม่ปล่อย แต่วิธีการทำงานแบบเด็ดขาดเลือดเย็นตั้งแต่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ๆ ก็ทำให้ทุกคนต้องเกรงใจเธอไม่น้อย

ทุกคนต่างมีไม้บรรทัดในใจของตัวเอง เอาไว้ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย เฉินชิงที่เดินตามหลังหลิวอ้ายจินออกมาจากห้องประชุม ก็ยังคงรักษาระยะห่างครึ่งก้าวตามสไตล์เลขานุการที่ดี

แต่ในใจของเขากลับไม่สงบเลยแม้แต่น้อย

คำขู่ตรงๆ ของจ้าวอี้ลู่หลังเลิกประชุมครั้งก่อน และสายตาอำมหิตที่ตวัดมองมาตอนใกล้จะเลิกประชุมเมื่อครู่นี้ มันเหมือนงูพิษที่กำลังแลบลิ้นขู่ฟ่อเตรียมจะฉก เขาแทบจะรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นยะเยือกรดต้นคอ

พอเดินตามหลิวอ้ายจินกลับเข้าห้องทำงานนายกเทศมนตรี เฉินชิงวางสมุดบันทึกและแก้วชาบำรุงสุขภาพของเธอลง เตรียมจะถอยออกไป

แต่กลับเห็นหลิวอ้ายจินไม่ได้เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เธอกลับเดินไปที่หน้าต่าง ก้าวเดินช้าลง ราวกับกำลังทอดสายตามองความวุ่นวายของเมืองเจียงหนาน

ระหว่างที่กำลังยืนอึ้งอยู่นั้น เสียงของหลิวอ้ายจินก็แว่วมา

"เฉินชิง เมื่อกี้ทำได้ดีมากนะ!" เธอพูดโดยไม่ได้หันกลับมามอง ราวกับมีตาทิพย์รู้ว่าเขากำลังมองเธออยู่

"เป็นเพราะท่านนายกเทศมนตรีหลิวให้โอกาสผมต่างหากล่ะครับ" เฉินชิงรีบค้อมตัวลงเล็กน้อย ถึงแม้เธอจะมองไม่เห็น แต่กิริยานี้ไม่ได้มีไว้แค่แสดงความเคารพต่อเจ้านายเท่านั้น แต่ยังเป็นการกลบเกลื่อนความคิดอกุศลที่แอบผุดขึ้นมาในหัวเมื่อครู่นี้ด้วย

แถมเขายังรู้ตัวดีว่า ถ้าไม่มีหลิวอ้ายจินคอยหนุนหลัง เขาคงไม่มีวันได้หลุดพ้นจากนรกขุมนั้นที่ตำบลหยางจีหรอก

และยิ่งไม่มีทางที่เลขานุการตัวเล็กๆ อย่างเขา จะกล้าไปต่อปากต่อคำกับจ้าวอี้ลู่ในที่ประชุมแบบนั้นได้

"โอกาสให้ไปแล้ว ก็ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ ฉันไม่เคยมองข้ามความพยายามของใครหรอกนะ"

ยังไม่ทันที่เฉินชิงจะตอบรับ เธอก็ค่อยๆ เดินกลับมาจากหน้าต่าง "เท่าที่ฉันรู้มา จ้าวอี้ลู่เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น เจ้าเล่ห์เพทุบาย วันนี้รอยร้าวระหว่างเขากับพวกเราคงประสานกันไม่ติดแล้ว และคุณก็ล่วงเกินเขาไปเต็มๆ จากนี้ไป จะทำอะไรก็ต้องระวังตัวให้มากยิ่งขึ้นนะ"

หลิวอ้ายจินหันกลับมา เนื่องจากเธอยืนย้อนแสง ทำให้มองเห็นสีหน้าเธอไม่ชัดนัก แต่คำเตือนในน้ำเสียงนั้นชัดเจนมาก

"ผมเข้าใจครับ" เฉินชิงพยักหน้า "ขอบพระคุณที่กรุณาตักเตือนครับ ผมจะระวังตัวครับ"

"อืม" หลิวอ้ายจินเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน "ตอนบ่ายฉันมีลงพื้นที่ คุณไม่ต้องตามไปหรอกนะ สรุปรายงานการประชุมวันนี้ให้เรียบร้อยด้วย อ้อ อีกเรื่อง..." เธอเงยหน้าขึ้นมองเฉินชิง "เรื่องส่วนตัวของคุณ ก็รีบจัดการให้มันจบๆ ไปซะ อย่าปล่อยให้มันยืดเยื้อคาราคาซัง จนกลายเป็นอาวุธให้คนอื่นเอามาโจมตีคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าล่ะ"

เฉินชิงรู้ดีว่าเธอหมายถึงสถานะการแต่งงานระหว่างเขากับอู๋จื่อหาน

ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นคนเอ่ยปากขอหย่ากับอู๋จื่อหาน

แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า สถานะสามีภรรยาก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 14 - ฟาดฟันกลางรัฐบาลเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว