- หน้าแรก
- ยอดระบบผู้สร้างเส้นทางการฝึกฝน
- บทที่ 27 ฉันอยากแบกทีม
บทที่ 27 ฉันอยากแบกทีม
บทที่ 27 ฉันอยากแบกทีม
ติ๊ง——
ภารกิจหลัก: สืบทอด
ค้นหาหนูทดลองแบบเป็นๆ และถ่ายทอดแก่นแท้ของเวทมนตร์ให้ โดยครอบคลุมธาตุทั้งหก
ความคืบหน้าของภารกิจ: 6/6 สำเร็จ
รางวัล: พลังจินตนาการ 100 แต้ม
รางวัล: ทฤษฎีพื้นฐานของวงแหวนเวทย์
รางวัล: ทฤษฎีพื้นฐานเวทมนตร์อัญเชิญพันธสัญญา
……
ติ๊ง——
กระตุ้นภารกิจหลัก: ระยะประชิด!
เลือกวิชาการต่อสู้ระยะประชิดรูปแบบใดก็ได้เพื่อทำการพัฒนา
จำกัดเวลา: หนึ่งเดือน
……
หลังจากใช้เวลาไปถึงยี่สิบวัน ในที่สุดหลินซูก็เรียนรู้วงแหวนแห่งแสงได้สำเร็จ
ซูเสี่ยวไป๋เริ่มกังขาในพรสวรรค์ของหลินซูอย่างหนัก
แต่แน่นอนว่า ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นเสียที
ไม่ต้องมานั่งสอนเวทมนตร์ให้หลินซูอีกแล้ว
“บอส ผมอยากเรียนเวทมนตร์ธาตุไฟ ผมต้องการพลังทำลายล้างที่รุนแรง เวทมนตร์ธาตุแสงดูเหมือนจะไม่มีพลังโจมตีเลยสักนิดครับ”
หลินซูพูดอย่างไม่อายปาก ซูเสี่ยวไป๋ไม่รู้เลยว่านายไปเอาความมั่นใจมาจากไหน
ธาตุหลักของหลินซูคือแสง ซึ่งมีความเข้ากันได้ถึง 50% นายยังต้องใช้เวลาตั้งยี่สิบวันกว่าจะเรียนรู้เวทมนตร์พื้นฐานได้หนึ่งบท
นายยังมีหน้าจะมาขอเรียนเวทมนตร์ธาตุไฟอีกเหรอ?
ตอนนี้ฉันมีภารกิจหลักใหม่แล้ว
ฉันไม่มีเวลามาเสียกับนายหรอก
ในสายตาของซูเสี่ยวไป๋ หลินซูก็เป็นแค่พนักงานส่งของคนหนึ่ง
ใช้เสร็จก็ทิ้งได้เลย
ส่วนเรื่องที่ว่าต้องกังวลเกี่ยวกับออร่าตัวเอกของหลินซูไหมน่ะเหรอ?
กลัวไปทำไม พรสวรรค์ทางเวทมนตร์กากขนาดนี้ เสี่ยวเสี่ยวไป๋ยังตบคว่ำได้เลย
ซูเสี่ยวไป๋เปิดร้านค้าของระบบขึ้นมา ดูว่าช่วงนี้มีสินค้าอะไรมารีเฟรชบ้าง
……
ทฤษฎีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของวิชาภูษาเหล็ก: พลังจินตนาการ 100 แต้ม
โครงสร้างทฤษฎีระดับสูงของเวทมนตร์ธาตุไฟ: พลังจินตนาการ 200 แต้ม
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของวิชาหกรูปแบบ: พลังจินตนาการ 50 แต้ม
ความลับของการกำเนิดพลังภายในและร่างกาย: พลังจินตนาการ 100 แต้ม
เส้นทางวิวัฒนาการของชีววิทยาขั้นสูง: พลังจินตนาการ 500 แต้ม
……
ภารกิจหลักในรอบนี้คือการพัฒนาวิชาการต่อสู้ระยะประชิด
วิชาภูษาเหล็กกับวิชาหกรูปแบบก็น่าจะถือว่าเป็นวิชาการต่อสู้ระยะประชิดทั้งคู่สินะ?
วิชาภูษาเหล็ก หรือที่รู้จักกันในนาม วิชาโดนอัดแล้วไม่เจ็บ
แม้ซูเสี่ยวไป๋จะชอบทักษะประเภทเน้นป้องกันแบบสุด ๆ นี้มากก็ตาม
แต่เขาชอบการวิ่งหนีมากกว่า
ซูเสี่ยวไป๋มีความประทับใจต่อวิชาหกรูปแบบนี้มากเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะท่า ‘กายากระดาษ’ และท่า ‘โซล’
ท่ากายากระดาษมีพลังป้องกันที่ซ้ำซ้อนกับวิชาภูษาเหล็ก ยังไม่ต้องพูดถึงว่าอย่างไหนจะเก่งกว่าหรือพัฒยากว่ากัน
แต่อย่างน้อยวิชาหกรูปแบบก็มีข้อดีที่หลากหลายกว่า
แล้วยังมีท่าโซลอีกด้วย ท่านี้คือทักษะหนีตายขั้นเทพชัด ๆ
สำหรับคนอื่น ท่าโซลคือวิธีการรุกที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่สำหรับเขา ท่าโซลเอาไว้สำหรับวิ่งหนี
ซูเสี่ยวไป๋รู้สึกว่า นี่คือทักษะที่เอาไว้ใช้สำหรับป้องกันและหลบหนีโดยเฉพาะ
ดังนั้นหลังจากพิจารณาแล้ว ซูเสี่ยวไป๋ตัดสินใจว่า... ซื้อสินค้าที่วางขายรอบนี้ทั้งหมดเลยดีกว่า
ยังไงซะมันก็ไม่แพง ช่วงนี้ฉันสะสมพลังจินตนาการมาได้ไม่น้อยเลย
การซื้อความรู้ทฤษฎีพื้นฐานเหล่านี้ใช้พลังจินตนาการไปทั้งหมดเพียง 950 แต้มเท่านั้น
ทว่า ซูเสี่ยวไป๋พบว่าการจะพัฒนาวิชาหกรูปแบบนั้น กลับมีเงื่อนไขอยู่ด้วย
ค่าความแข็งแกร่งต้องถึง 200 แต้มเป็นอย่างน้อย ถึงจะตรงตามข้อกำหนดในการพัฒนา
เขาเริ่มเซ็งขึ้นมาเล็กน้อย
ต้องอัปความแข็งแกร่งเหรอ... เปลืองชะมัด
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการเอาตัวรอด ค่าสถานะพื้นฐานของเขามีไว้เพื่อความเร็วและความทนทานเท่านั้น
ตอนที่อัปความแข็งแกร่งไป 25 แต้มคราวก่อน ฉันยังปวดใจตั้งนาน
ครั้งนี้ต้องให้ฉันอัปไปถึง 200 แต้ม
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะล้มละลาย
ช่างเถอะ งั้นไปพัฒนาวิชาภูษาเหล็กแทนแล้วกัน
วิชาภูษาเหล็กดูเหมือนจะเหมาะกับเขามากกว่า
แต่พอดูข้อกำหนดในการพัฒนาวิชาภูษาเหล็กอีกที
ยุ่งยากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ขั้นแรกต้องพัฒนา ‘กำลังภายใน’ ให้สำเร็จก่อน
แถมยังต้องการระดับความรู้ด้านโครงสร้างมนุษย์ในระดับสูงสุดอีกด้วย
และความแข็งแกร่งก็ต้องการถึง 100 แต้ม ความทนทานอีก 100 แต้ม
ความทนทานน่ะถึงอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ความแข็งแกร่ง 100 แต้มนี่ก็ทำให้เขาปวดใจเหมือนกัน
ในเมื่อเป็นแบบนี้ สู้ยอมเสียพลังจินตนาการเพิ่มอีกหน่อยเพื่อพัฒนาวิชาหกรูปแบบยังจะดีกว่า
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ซูเสี่ยวไป๋ก็ตัดสินใจได้
เลือกพัฒนาวิชาหกรูปแบบ
……
หน้าต่างสถานะ: ซูเสี่ยวไป๋
ความแข็งแกร่ง: 10+190
ความเร็ว: 10+430
ความทนทาน: 10+355
พลังเวท: 16,100/16,100
พลังจินตนาการ: 2,400
……
ซูเสี่ยวไป๋มองดูหน้าต่างสถานะของตัวเอง
นักวิจัยอย่างฉัน จะเอาค่าความแข็งแกร่งสูงขนาดนี้ไปทำพระแสงเลเซอร์อะไร
แต่อัปไปแล้ว บ่นไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์
ซูเสี่ยวไป๋นวดคลึงขมับ
หลินซูยังคงอ้อนวอนซูเสี่ยวไป๋ไม่หยุด “บอส ผมรับรองเลยว่า ครั้งนี้จะไม่ใช้เวลานานขนาดนั้นแน่ ผมรู้สึกว่าพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ธาตุไฟของผมมันแข็งแกร่งมากจริงๆ ครับ”
สาเหตุที่หลินซูตั้งใจกับเวทมนตร์ธาตุไฟขนาดนี้ ความจริงแล้วเกี่ยวข้องกับร่างกายของเขา
ในโรงเรียน แม้เขาจะมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมมากก็ตาม
แต่ตำแหน่งของเขากลับเป็นแค่สายซัพพอร์ตมาโดยตลอด
ซึ่งเขาไม่ชอบการเป็นสายซัพพอร์ต เขาอยากจะเป็นสายแบกทีม ฉันอยากจะทำดาเมจ!
“ไปให้เสี่ยวเสี่ยวไป๋สอนนายสิ”
“แต่เสี่ยวเสี่ยวไป๋ใช้เวทไฟไม่เป็น ผมถามมาแล้วครับ”
“ความจริงนายไปเรียนเวทมนตร์ธาตุน้ำก็ได้นะ เวทน้ำสามารถใช้รักษา พิษ ชำระล้าง แล้วยังเพิ่มโล่ลดความเสียหายได้ด้วย ใช้งานได้ดีสุด ๆ ไปเลยล่ะ”
หลินซูได้ยินคำพูดของซูเสี่ยวไป๋ก็หน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที
เขาแค่ไม่อยากเล่นสายซัพพอร์ต แต่ผลสุดท้ายทักษะที่ซูเสี่ยวไป๋พูดมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นทักษะสายซัพพอร์ตทั้งนั้น
“ผมอยากเรียนเวทมนตร์ธาตุไฟครับ” หลินซูย้ำอีกครั้ง
ในตอนนี้เขาถึงจะดูเหมือนเด็กวัยรุ่นจริง ๆ หน่อย
“ช่างเถอะ เอาคัมภีร์เวทมนตร์ธาตุไฟสองเล่มนี้ไปศึกษาก่อน ถ้ายังเรียนไม่ได้ค่อยว่ากัน”
ซูเสี่ยวไป๋โดนหลินซูปั่นประสาทจนปวดหัวไปหมด
ทำไมเขาถึงไม่ยอมทำตัวเป็นพนักงานส่งของที่ดีอย่างสงบสุขนะ
หลินซูรับคัมภีร์เวทมา สีหน้าก็เริ่มดูไม่จืดทันที
เขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์
ดังนั้นเขาจึงต้องการคนสอนมากกว่าใครเพื่อน
แต่เห็นชัด ๆ ว่าซูเสี่ยวไป๋ไม่ได้คิดจะสอนเขาเลย
……
แม้ว่าซูเสี่ยวไป๋จะพัฒนาระบบเวทมนตร์สำเร็จแล้วก็ตาม
แต่วิชาหกรูปแบบกลับแตกต่างจากระบบเวทมนตร์โดยสิ้นเชิง
วิชาหกรูปแบบคือเทคนิคขั้นสุดยอดในการยกระดับสมรรถภาพร่างกายเพียงอย่างเดียว
หากไม่นับรวมพวกระบบพลังระดับเทพทรูทั้งหลายแล้ว
ในบรรดาระบบพลังทั่วไป วิชาหกรูปแบบนับว่าเป็นการพัฒนาร่างกายในระดับแนวหน้า
วิชาหกรูปแบบไม่ใช่ระบบพลังที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง
มันเป็นเพียงระบบการพัฒนาร่างกายขั้นสูงสุดเท่านั้น
เขาเจอปัญหาตั้งแต่เริ่มการพัฒนา
การพัฒนาระบบเวทมนตร์ ส่วนใหญ่แค่ใช้สมองคิดก็พอแล้ว
แต่ในการพัฒนาวิชาหกรูปแบบนั้น
กลับต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง
ความยากไม่ได้ยากไปกว่าระบบเวทมนตร์หรอก
แต่มันจุกจิกและวุ่นวายกว่ามาก
“เสี่ยวเสี่ยวไป๋ เสี่ยวเสี่ยวเฮย พวกแกมานี่ซิ”
เสี่ยวเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเสี่ยวเฮยที่เดิมทีอยู่ข้าง ๆ หลินซู รีบวิ่งมาหาซูเสี่ยวไป๋ทันที
หลินซูลืมตาขึ้นเล็กน้อย แม้ในใจจะพะวงเรื่องการเรียนเวทมนตร์ธาตุไฟ
แต่ความจริงแล้วจนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงทำความคุ้นเคยกับกระบวนการทำสมาธิอยู่
เขารู้ว่าสองวันนี้ซูเสี่ยวไป๋ดูเหมือนจะกำลังวิจัยของใหม่ ๆ อยู่
เขาสงสัยมากว่าซูเสี่ยวไป๋กำลังพัฒนาอะไรกันแน่
แต่หลังจากเฝ้าดูอยู่นาน เขาก็พบว่าซูเสี่ยวไป๋แค่ให้เสี่ยวเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเสี่ยวเฮยฝึกท่าทางชกมวยเตะถีบเท่านั้นเอง
สิ่งนี้ทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อย ท่าทางชกมวยเตะถีบแบบนี้มันไร้ความหมาย
เพราะต่อให้จะเป็นปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ที่เก่งที่สุด ภายใต้สภาพแวดล้อมโดยรวมของโลกในปัจจุบัน ก็ยังยากที่จะสร้างชื่อได้
ศัตรูที่พวกเขาต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพวกสัตว์อสูรเหล่านั้นต่างหาก
[จบบท]