- หน้าแรก
- ยอดระบบผู้สร้างเส้นทางการฝึกฝน
- บทที่ 16 ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการแบกอิฐ
บทที่ 16 ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการแบกอิฐ
บทที่ 16 ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการแบกอิฐ
หัวหน้าหน่วยรู้สึกสบายไปทั้งตัวในพริบตา ดวงตาก็กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เขาก็ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง “ยังไม่พอ ขออีกสักสองสามคำสิ”
ซูเสี่ยวไป๋วิ่งไปพลาง ยัดลูกบอลแสงเข้าปากหัวหน้าไปพลาง
หัวหน้าพรูลมหายใจออกมายาว ๆ รู้สึกดีขึ้นมาก
ถึงแม้จะยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรแล้ว
“นายนี่มันเก่งขนาดนี้ ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่บอกกันเร็วกว่านี้วะ?”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะเก่งขนาดนี้”
“เหล่าโฉว!”
ในตอนนั้นเอง ซูเสี่ยวไป๋และหัวหน้าก็เห็นเหล่าโฉวที่พิงอยู่ตรงมุมกำแพง
รอบ ๆ ตัวเขาเต็มไปด้วยซากสัตว์อสูร ไม่รู้เลยว่าเหล่าโฉวฆ่าสัตว์อสูรไปกี่ตัวแล้ว
ซูเสี่ยวไป๋รีบพุ่งเข้าไปแบกเหล่าโฉวขึ้นหลังแล้ววิ่งหนีต่อไป
“หัวหน้า เสี่ยวไป๋... พวกเราทำสำเร็จแล้วใช่ไหม?”
“ดูจากฉากแผ่นดินไหวภูเขาถล่มแบบนี้ก็น่าจะรู้แล้วนะ” ซูเสี่ยวไป๋ตอบ
“สำเร็จแล้ว” หัวหน้ายืนยัน
“งั้นฉันก็...”
“อย่ามาปักธงอีกนะโว้ย!”
ซูเสี่ยวไป๋รีบพูดแทรกคำพูดของเหล่าโฉวทันที
ตลอดทางมีซากสัตว์อสูรให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ
แต่กลับไม่พบเห็นคนอื่น ๆ เลย
สิ่งที่เห็นเพียงอย่างเดียวคือท่อนขาข้างหนึ่ง นั่นน่าจะเป็นท่อนขาของหลินถง
อารมณ์ของซูเสี่ยวไป๋และหัวหน้าต่างก็หนักอึ้ง
ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรอีก ต่างก็วิ่งหนีออกไปสุดชีวิต
ทางเดินเริ่มแตกร้าวและพังทลายลงมาอย่างต่อเนื่อง
ทว่าเมื่อใดก็ตามที่ถูกขวางทาง หัวหน้าก็จะใช้พลังของตนเองทะลวงฝ่าออกไป
เมื่อไม่มีการสะกดพลังจากคริสตัลฟ้าในรังราชินีมารดา พลังทำลายล้างของหัวหน้าก็กลับคืนมาดังเดิม
“เสี่ยวไป๋ นายนี่ร้องไห้ด้วยเหรอ...”
หัวหน้าคิดว่า ซูเสี่ยวไป๋เสียใจให้กับเพื่อนร่วมทีมที่สละชีพไป
แต่ในความเป็นจริง ซูเสี่ยวไป๋กำลังร้องไห้ให้กับแต้มพลังจินตนาการมากมายที่ต้องเสียไปต่างหาก
เขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังเวทมากมายขนาดนั้นแท้ ๆ
ผลสุดท้ายก็เอาแต้มพลังจินตนาการไปอัปพลังเวทจนหมด
ตลอดทางไม่ว่าจะมีอะไรมาขวาง หัวหน้าก็จะใช้กำลังกวาดล้างจนหมดสิ้น
ซูเสี่ยวไป๋และหัวหน้าพุ่งออกจากถ้ำ พร้อมกับเหล่าโฉวที่อยู่บนหลังของซูเสี่ยวไป๋
ทว่าในเวลานี้ภูเขาไท่อูพังทลายลงไปกว่าครึ่งแล้ว
แม้แต่ทางลาดชันเดิมก็หายไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาคือหน้าผาที่ขาดวิ่น
“กระโดดลงไป!” หัวหน้าไม่เปิดโอกาสให้ซูเสี่ยวไป๋ได้ตั้งตัว เขาลากซูเสี่ยวไป๋กระโดดลงไปทันที
“เชี่ย อย่าหวังว่าจะได้มีครั้งหน้าอีกเลย...” ซูเสี่ยวไป๋ร้องลั่น
ถึงพื้นอย่างปลอดภัย แต่สภาพจิตใจของซูเสี่ยวไป๋กลับบอบช้ำไปหมด
ภูเขาไท่อูที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ซูเสี่ยวไป๋ไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อนึกถึงว่าครั้งนี้น่าจะได้เงินรางวัลโบนัสก้อนโต อารมณ์ของซูเสี่ยวไป๋ก็ดีขึ้นมาในพริบตา
แต่พอนึกถึงเพื่อนร่วมทีมที่เพิ่งจะทำความรู้จักกันได้ไม่กี่วัน ความสัมพันธ์ก็ยังถือว่าดีอยู่เลย กลับต้องมาตายจากไป อารมณ์ของซูเสี่ยวไป๋ก็แย่ลงอีกครั้ง
พอคิดถึงเงินรางวัลโบนัสของตัวเอง อารมณ์ก็กลับมาดีอีกครั้ง คิดถึงความตายของเพื่อนร่วมทีม อารมณ์ก็แย่ลงอีก...
……
อาการบาดเจ็บของเหล่าโฉวไม่ได้หนักหนาอะไร เขาแค่เหนื่อยจนหมดแรงเท่านั้น
เมื่อมีซูเสี่ยวไป๋ผู้เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ทำงานได้ไม่มีวันหยุดอยู่ด้วย เหล่าโฉวก็ไม่จำเป็นต้องลงไปเดินเองด้วยซ้ำ
หลังจากหนีมาได้กว่าร้อยลี้ ซูเสี่ยวไป๋ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่หัวหน้านี่สิลำบากหน่อย เขาไม่ได้มีพละกำลังอึดถึกทนเหมือนซูเสี่ยวไป๋
การแบกคนมาด้วยแถมยังวิ่งมาไกลขนาดนี้
ทันทีที่พวกเขาหยุดลง หัวหน้าก็คุกเข่าลงกับพื้น โก่งคออาเจียนอย่างหนัก
“เสี่ยวไป๋ นายบอกฉันมาตามตรง นายมีร่างกายศักดิ์สิทธิ์สีขาวจริงๆ เหรอ?”
“ใช่”
“เป็นไปไม่ได้ ทักษะที่นายใช้ก่อนหน้านี้ไม่น่าจะเป็นของคนที่มีร่างกายศักดิ์สิทธิ์สีขาวเลยนะ”
“ฉันพัฒนาระบบพลังรูปแบบใหม่ขึ้นมาน่ะ” ซูเสี่ยวไป๋บอก
ถึงอย่างไรภารกิจก็กำหนดให้ต้องถ่ายทอดเวทมนตร์ออกไปอยู่แล้ว
ซูเสี่ยวไป๋จึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง
หัวหน้าและเหล่าโฉวเบิกตากว้าง มองซูเสี่ยวไป๋ด้วยความตกตะลึง
ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย? คนคนเดียวสามารถพัฒนาระบบพลังรูปแบบใหม่ขึ้นมาได้งั้นเหรอ?
ในประวัติศาสตร์หนึ่งร้อยปีของดาวไป๋ฉยง มีทีมวิจัยกี่ทีมที่ทำงานวิจัยและพัฒนาทั้งวันทั้งคืน จนถึงปัจจุบันก็มีเพียงสามระบบพลังที่ค่อนข้างสมบูรณ์เท่านั้น
ซูเสี่ยวไป๋คนเดียวสามารถพัฒนาระบบพลังรูปแบบใหม่ขึ้นมาได้?
ในสายตาของพวกเขามันเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
แต่สีหน้าของหัวหน้ากลับดูสับสันเล็กน้อย
เหล่าโฉวพูดขึ้นเรียบ ๆ “เสี่ยวไป๋ วันหลังอย่าพูดจาซี้ซั้วแบบนี้อีกนะ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก”
“เอ๊ะ แต่ฉันพูดจริง ๆ นะ...”
“ไม่มีแต่” เหล่าโฉวพูดอย่างเย็นชา “หลอกผีเถอะ”
“เหล่าโฉวพูดถูก นายอย่ามาโม้เลย เรื่องนี้ฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน” ท่าทีของหัวหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมากะทันหัน
คำพูดแบบนี้กล้าพูดออกมาพล่อย ๆ ไม่กลัวโดนรุมทึ้งจนกระดูกแหลกละเอียดหรือไง?
หัวหน้าและเหล่าโฉวรู้ดีว่า การปรากฏตัวของระบบพลังรูปแบบใหม่ จะทำให้เกิดความสั่นสะเทือนมากเพียงใด
และในฐานะผู้พัฒนาระบบพลังรูปแบบใหม่ ซูเสี่ยวไป๋ไม่มีความสามารถพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้เลย
หรืออาจจะแหลกสลายไปภายใต้กระแสคลื่นนี้เลยด้วยซ้ำ
ซูเสี่ยวไป๋เงียบไป เป็นเพราะคำพูดของตนเองทำให้พวกเขากลัวงั้นเหรอ?
ความจริงแล้วซูเสี่ยวไป๋ก็มีความคิดอยากจะโอ้อวดอยู่บ้าง
แต่เขาก็รู้ดีว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์
เวทมนตร์นี้เขาเป็นคนพัฒนาขึ้นมาก็จริง แต่ถ้าไม่มีหลักการและโครงสร้างรวมทั้งหมดที่ระบบให้มา ซูเสี่ยวไป๋ก็คงไม่มีทางพัฒนาออกมาได้สำเร็จหรอก
ซูเสี่ยวไป๋ไม่ใช่คนที่สร้าง หนึ่ง จาก ศูนย์ แต่เป็นคนที่เปลี่ยน ศูนย์จุดหนึ่ง ให้กลายเป็น หนึ่ง ต่างหาก
ท่าทีของเหล่าโฉวและหัวหน้าทำให้ซูเสี่ยวไป๋ตระหนักได้ว่า ตนเองดูเหมือนจะหลงระเริงมากเกินไปจนลืมตัวไปว่า โลกใบนี้มันกินคน
ซูเสี่ยวไป๋แอบยินดี โชคดีที่เหล่าโฉวและหัวหน้าถือว่าเป็นคนที่รู้คุณคน
เพียงแต่ ภารกิจของเขาจะทำอย่างไรดีล่ะ?
ปวดหัวจังเลย...
เดิมทีซูเสี่ยวไป๋ก็แค่คิดจะใช้ผลงานวิจัยของตนเองหาเงินสักหน่อย
แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไปจนตาย
แม้แต่ตอนนี้ ซูเสี่ยวไป๋ก็ยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนความตั้งใจเดิมเลย
ก็แค่หลังจากนี้ต้องทำอะไรให้ระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้นเอง
ไม่นาน ยานบินก็มารับพวกเขา
มันคือยานบินลำเดียวกับที่มาส่งพวกเขานั่นแหละ ไม่ได้ตก
ซูเสี่ยวไป๋ด่าหัวหน้าในใจอีกครั้งว่าเป็นจอมหลอกลวง
……
“ฉันจะขอลาออกจากหน่วยรบพิเศษ ใครก็อย่ามาห้ามฉัน”
บนยานบิน ซูเสี่ยวไป๋ตะโกนเสียงดัง
“ฉันอนุมัติ” หัวหน้าพูดเรียบ ๆ “เดิมทีนายก็เป็นแค่กรรมกรแบกหาม ฉันไม่ได้คิดจะให้นายอยู่ในหน่วยรบพิเศษตลอดไปอยู่แล้ว”
แม้จะรู้ว่าหัวหน้ากำลังปกป้องตนเองทางอ้อม
แต่ซูเสี่ยวไป๋ก็ยังรู้สึกไม่ยินยอมอยู่ดี
ตนเองเป็นถึงฮีโร่ผู้กอบกู้เมืองไท่ยงเลยนะ
อย่างน้อยก็ต้องให้เงินรางวัลโบนัสก้อนโตกับตนเองสิ แล้วก็ต้องได้รับการเชิดชูจากคนทั้งเมืองด้วย
สุดท้ายก็รับงานพรีเซนเตอร์ คุยเรื่องโฆษณาอะไรพวกนี้ มันไม่ได้มากเกินไปใช่ไหม
ไม่สบอารมณ์เลย...
“หัวหน้า งั้นเงินรางวัลโบนัสของฉันในครั้งนี้...” ซูเสี่ยวไป๋ถูมือไปมา มองหัวหน้าด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
“เอาล่ะ ไม่ขาดเงินของนายแม้แต่แดงเดียวหรอก”
พอได้ยินว่าเงินรางวัลโบนัสมีหวังแล้ว อารมณ์ของซูเสี่ยวไป๋ก็กลับมาเบิกบานอีกครั้งในพริบตา
“หัวหน้า ต่อไปถ้าไม่มีภารกิจฆ่าฟันอะไรพวกนี้ มีอะไรก็เรียกฉันได้เลย ไม่ว่าจะงานเลี้ยงเล็กงานเลี้ยงใหญ่ งานกินดื่ม ฉันไม่ปฏิเสธแน่นอน”
เมื่อซูเสี่ยวไป๋กลับมาเหยียบเมืองไท่ยงอีกครั้ง เขาก็รู้สึกได้ถึงการมีชีวิตอยู่
การฆ่าฟันอะไรพวกนี้ มันน่ารังเกียจที่สุดเลย
ยังไงซะการเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการแบกอิฐก็ดีกว่า
นี่ต่างหากถึงจะเป็นอาชีพที่เขาชอบที่สุด
และเป็นอาชีพที่มีอนาคตที่สุดด้วย
[จบบท]