- หน้าแรก
- ไซบอร์กสายเซียน
- บทที่ 7 - การแทรกแซงที่ไม่ต้อนรับ
บทที่ 7 - การแทรกแซงที่ไม่ต้อนรับ
บทที่ 7 - การแทรกแซงที่ไม่ต้อนรับ
บทที่ 7 - การแทรกแซงที่ไม่ต้อนรับ
༺༻
"ผมเห็นมันแล้ว" ไมเคิลหรี่ตาลง จ้องมองไปยังระยะไกล
มีสัตว์ต่างดาวขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายคางคก มันอ้าปากกว้าง สร้างประตูมิติที่อนุญาตให้ต่างดาวตัวอื่น ๆ ผ่านเข้ามาได้
'ถ้าให้ฉันเดา ประตูมิตินี้น่าจะเชื่อมต่อกับดาวเนปจูน เพราะต่างดาวที่อ่อนแอตัวนี้ไม่น่าจะสามารถสร้างประตูมิติได้ไกลเกินไป' เขาคาดการณ์
การเคลื่อนย้ายผ่านประตูมิติคือหนึ่งในเหตุผลที่มนุษยชาติเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในการต่อสู้กับการรุกรานของพวกต่างดาว ในขณะที่พวกเขายังไม่สามารถเข้าใจหลักการของมันได้ แต่ศัตรูของพวกเขากลับสามารถสร้างประตูมิติขึ้นที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ นั่นคือเหตุผลที่มันอันตรายมากที่มีพวกต่างดาวแอบซ่อนอยู่ตามพื้นผิวของดวงจันทร์มากมายขนาดนี้
แม้ว่าพวกเขาจะสามารถสู้กลับต่างดาวที่บุกมาพร้อมกับยานอวกาศได้ แต่ถ้าต้องเผชิญกับคลื่นฝูงต่างดาวที่บุกโจมตีพร้อม ๆ กันล่ะก็ สถานการณ์จะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
'หวังว่าในชีวิตนี้ มนุษยชาติจะสามารถเข้าใจได้ว่าการเคลื่อนย้ายผ่านประตูมิติมันทำงานยังไง' ไมเคิลหวังในขณะที่เข้าไปใกล้พวกต่างดาว
เนื่องจากมันเปิดประตูมิติอยู่ นั่นหมายความว่ามันต้องติดแหง็กอยู่กับที่ไปตลอดชีวิต สิ่งที่ไมเคิลต้องทำก็คือจัดการกับศัตรูที่เหลืออยู่ไม่กี่ตัวใกล้กับเจ้าคางคกนั่น
"โชคดีที่พวกมันทั้งหมดเป็นแค่ระดับต่ำ ถ้าพวกมันเป็นระดับสูงล่ะก็ เรื่องคงจะยุ่งยากกว่านี้มาก" เขาสอนหายใจพลางเช็ดเลือดออกจากใบดาบ
ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาเดินตรงไปหาคางคกยักษ์และแทงเข้าที่สมองของมัน
[ภารกิจ สังหารคลื่นฝูงต่างดาว: สำเร็จ!]
[กำลังแจกจ่ายรางวัล]
[ได้รับไซเบอร์เนติกส์ระดับหายาก, 50 แต้มทักษะ]
เนื่องจากไมเคิลกินเนื้อของศัตรูที่เขาฆ่ามาจนถึงตอนนี้ ทำให้เขาสามารถสะสมแต้มทักษะได้ทั้งหมด 80 แต้ม
วินาทีต่อมา ชิปนีออนก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา เขาใส่เข้าไปในลิงก์ประสาทโดยไม่ลังเล
[ทำความเข้าใจวิชาใหม่สำเร็จ: พุ่งทะยาน]
[ระดับ: หายาก]
[เลเวล: 1]
[คำอธิบาย: เพิ่มความว่องไวของคุณขึ้น 500% เป็นเวลา 1 วินาที มีคูลดาวน์ 30 วินาที]
'ดีมาก! ถ้าฉันใช้สิ่งนี้ร่วมกับเบอร์เซิร์กเกอร์ ฉันจะสามารถทำความว่องไวได้มากกว่า 2,500 แต้มเลยทีเดียว'
ไมเคิลรู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับความเข้ากันได้ระหว่างสองวิชาของเขา เส้นทางสู่พลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงไม่ใช่การสะสมวิชาที่หายากที่สุดที่หาได้ แต่คือการหาวิธีที่พวกมันจะส่งเสริมกันและกัน
"ทำได้ดีมาก ใครจะไปคิดว่าพวกเราจะสามารถฆ่าได้ทั้งคลื่นฝูง แถมยังทำลายประตูมิติได้โดยไม่ต้องใช้กำลังเสริมเลย" เอวาเอ่ยชม เธออยากจะลูบหัวไมเคิลบ้างเพราะเขาเคยทำกับเธอมาก่อนครั้งหนึ่ง แต่กลางคันเธอก็ตระหนักได้ว่าเธอเอื้อมไม่ถึงยอดหัวของเขา เธอเลยต้องเปลี่ยนไปตบที่หัวไหล่ของเขาแทน
ไมเคิลอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ "ขอบคุณสำหรับกำลังเสริมนะครับ ถ้าผมอยู่คนเดียว ผมคงต้องหนีจากฝูงต่างดาวนั่นไปตั้งแต่แรกแล้ว"
เขาลูบหัวเอวาไปตามสัญชาตญาณ ทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว
สมาชิกในหน่วยที่เหลือต่างมองการแลกเปลี่ยนท่าทางนี้ด้วยความตะลึงงัน ตลอดชีวิตพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจอมระห่ำจะแสดงอาการลนลานต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะกับผู้ชาย!
'ฉันไม่แน่ใจว่าแกกำลังแกล้งหล่อนจงใจ หรือว่าแกน่ะมันเป็นพวกบื้อกันแน่' ดาบร้องเรียกขึ้นในหัวของเขา
'สิ่งที่ฉันทำก็แค่การปฏิบัติต่อคนที่คู่ควรด้วยความเมตตาและให้เกียรติเท่านั้น ฉันควบคุมสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ได้หรอก'
ดาบส่งเสียงหึในลำคอก่อนจะหายวับเข้าไปในร่างกายของไมเคิล นี่คือข้อดีที่สุดของอาวุธวิญญาณ นอกจากมันแทบจะพังไม่ได้แล้ว มันยังสามารถเข้าไปอยู่ในร่างกายของคนคนหนึ่งและพร้อมที่จะถูกเรียกออกมาได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
เมื่อภัยคุกคามจบลง สมาชิกในหน่วยก็เริ่มผ่อนคลาย พวกเขาตัดสินใจกินมื้อค่ำก่อนจะกลับไปที่ฐานทัพเพื่อเติมเสบียงและพักผ่อน พวกเขาต่อสู้กันมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 6 ชั่วโมงแล้ว มันไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยล้าจนเกินไป
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศการกินมื้อค่ำที่รื่นเริง ก็มีเสียงหนึ่งขัดจังหวะการสนทนาอันสนุกสนานของพวกเขา
"นั่นใครน่ะ?!"
เมื่อได้ยินเสียงเตือน สมาชิกทั้งหน่วยก็หันไปยังต้นเสียง ที่นั่นมีชายผมบลอนด์นัยน์ตาสีมรกตยืนอยู่
"พวกเราคือหน่วยจู่โจมจากฐานที่ 85" เอวาตอบ "เดิมทีหน้าที่ของพวกเราคือการสกัดกั้นการบุกรุกของคลื่นฝูงต่างดาว แต่พวกเราประเมินแล้วว่าสามารถจัดการทำลายประตูมิติได้ด้วยตัวเอง"
เธอเดาได้ตั้งนานแล้วว่าคนพวกนี้คือทหารหนุนที่พวกเขาสมควรจะได้รับ น้ำเสียงที่เป็นศัตรูของเธอนั้นตั้งใจ เพราะทหารหนุนมาช้าไปตั้งหลายชั่วโมง! ถ้าไม่ใช่เพราะไมเคิลพุ่งออกไปและจัดการกับประตูมิติ พวกเขาก็คงถูกคลื่นศัตรูถล่มไปนานแล้ว
"พูดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งที่ฉันได้ยินคือคุณฝ่าฝืนคำสั่งและทำให้คนทั้งหน่วยต้องตกอยู่ในความเสี่ยง... ให้ฉันเดานะ เพราะในทุกฐานทัพมีการแข่งขันว่าใครจะฆ่าต่างดาวได้มากที่สุด คุณเลยยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อไซเบอร์เนติกส์ระดับเอปิกงั้นสิ?" ชายผมบลอนด์แค่นเสียงเยาะ
เอวากัดฟันด้วยความโกรธ กำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมา แทนที่จะได้รับคำชม เธอกับลูกน้องกลับถูกเยาะเย้ยงั้นเหรอ?
ก่อนที่เธอจะทันอ้าปาก ไมเคิลก็ขัดจังหวะขึ้นมาก่อน
"เปล่าครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเรานอนรอทหารหนุนที่ไม่มีวันมาถึงต่างหาก ในเมื่อคนที่พวกเราต้องฝากชีวิตไว้ด้วยดันไม่ยอมโผล่หน้ามาในเวลาที่เหมาะสม พวกเราเลยต้องถูกบังคับให้ตามล้างตามเช็ดความห่วยแตกของพวกเขาเอง ถ้าไม่ใช่เพราะกัปตันเอวา พื้นที่แถวนี้ทั้งหมดคงเต็มไปด้วยศัตรูไปนานแล้ว"
ไมเคิลไม่ใช่คนที่ใส่ใจว่าใครจะดูถูกเขา เพราะคำพูดน่ะไม่มีพลังเหนือเขาได้หรอก แต่เขาไม่สามารถทนได้เมื่อคนที่เขาเคารพและเห็นคุณค่าถูกดูหมิ่น
'มันชัดเจนว่าไอ้ผมบลอนด์นั่นกำลังพยายามทำอะไร มันอยากจะยั่วให้เอวาโจมตีมัน'
"หือ?" ชายผมบลอนด์ทำเสียงประหลาดใจ "สามัญชนชั้นต่ำกล้าดียังไงมาสอดเรื่องของพวกกัปตัน?"
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พวกทหารหนุนมีความตั้งใจที่จะหาเรื่อง ไอ้ผมบลอนด์นั่นเจตนาดูถูกไมเคิล โดยหวังว่าเอวาจะโจมตีเขา
เนื่องจากเธอเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของอารมณ์ที่ระเบิดง่ายแม้กระทั่งในฐานทัพอื่น ๆ กัปตันอีกคนจึงลองเสี่ยงดวงดู
เอวาเริ่มใกล้จะหมดความอดทนแล้ว เมื่อเธอได้ยินไมเคิลถูกดูถูก มันทำให้เลือดในกายของเธอเดือดพล่าน
ก่อนที่เธอจะกระโจนเข้าใส่กัปตันจอมโอหังนั่นและฉีกกระชากเขาออกเป็นชิ้น ๆ ไมเคิลก็ลูบหัวเธอเบา ๆ ทำให้เธอสงบลง
เขาตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม "สามัญชนชั้นต่ำคนนี้แค่ไม่ชอบเวลาที่กัปตันไร้ความสามารถอย่างคุณมาดูถูกกัปตันของผมที่เหนือกว่าคุณในทุกด้านน่ะครับ"
เส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผากของไอ้ผมบลอนด์ หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงต้องเสียหน้า... เสียหน้าให้กับสามัญชนชั้นต่ำด้วย!
เขากล่าวลอดไรฟันออกมา
"แก..."
༺༻