- หน้าแรก
- คัมภีร์ดาราเก้าวิถี
- บทที่ 15 - ทะลวงสู่ระดับหก!
บทที่ 15 - ทะลวงสู่ระดับหก!
บทที่ 15 - ทะลวงสู่ระดับหก!
บทที่ 15 - ทะลวงสู่ระดับหก!
༺༻
ปราณเสวียนสายแล้วสายเล่ากระเพื่อมอยู่ในร่างกายอย่างไม่หยุดยั้งและไหลเข้าสู่จุดตันเถียน ปริมาณปราณเสวียนภายในจุดตันเถียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าเย่เฉินก็สัมผัสได้ถึงกำแพงระดับอย่างเลือนลาง
การจะพุ่งทะลุจากระดับห้าขั้นสูงสุดไปสู่ระดับหก ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุด อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงสองเดือน
เขาเพิ่งจะเลื่อนขึ้นมาอยู่ระดับห้าได้เพียงไม่กี่วัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะไปทำลายกำแพงระดับหกในตอนนี้ ทว่าเขากลับเลือกที่จะกลั่นกรองปราณเสวียนต่อไป เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยทะลวงผ่านในคราวเดียว
ทว่าในขณะที่เขากำลังกลั่นกรองปราณเสวียนอยู่นั้น บนกำแพงระดับกลับปรากฏรอยร้าวเล็กๆ ขึ้น และมีความรู้สึกเหมือนกำลังจะพังทลายลงมา
เย่เฉินตกใจมากและรู้สึกสงสัยยิ่งนัก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
กำแพงระดับนั้นเปรียบเสมือนเขื่อนกั้นน้ำ ส่วนปราณเสวียนของเย่เฉินก็เหมือนกับน้ำที่อยู่ในเขื่อน น้ำยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ได้พุ่งเข้าชนเขื่อน แต่เขื่อนก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันมหาศาลที่เกิดจากการกักเก็บน้ำเอาไว้ได้อีกต่อไป
เขื่อนสั่นคลอนและกำลังจะพังทลายลง และเพียงชั่วครู่เดียว มันก็พังทลายลงมาเสียงดังสนั่น!
เย่เฉินรู้สึกว่าปราณเสวียนในร่างกายพุ่งพล่านราวกับเสียงคำรามของแม่น้ำสายใหญ่
ระดับหก!
ขอบเขตปราณระเบิด!
เย่เฉินคำรามเบาๆ ปราณเสวียนในร่างกายพุ่งทะลุออกจากร่าง ทันทีที่มาถึงระดับหกขอบเขตปราณระเบิดแล้ว การจะใช้วิชายุทธ์ใดๆ ก็ตาม อานุภาพของมันจะมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว!
คิดไม่ถึงเลยว่าตัวเขาจะไม่ได้ไปกระแทกกำแพงระดับเลย แต่กำแพงระดับกลับแตกสลายไปเองตามธรรมชาติ เย่เฉินก้มหน้าครุ่นคิด หรือเป็นเพราะร่างกายของเขาได้รับการชำระล้างด้วยปราณเสวียนจากมีดบิน จนทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะปราณสถิตภายใน จึงทำให้เลื่อนระดับได้ง่ายกว่าคนทั่วไป หรืออาจจะเป็นเพราะปราณเสวียนที่เขาฝึกฝนนั้นแตกต่างจากคนปกติกันแน่?
ไม่ว่าจะอย่างไร การเลื่อนระดับได้ย่อมไม่มีข้อเสียอยู่แล้ว
เขามองไปที่เคล็ดวิชาดาราสวรรค์เก้าดารา การฝึกเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตระดับแรกเสร็จสิ้นลงแล้ว ในตอนนี้เย่เฉินมีสองทางเลือก ทางเลือกแรกคือฝึกเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตระดับที่สอง เพื่อให้ระดับปราณเสวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางเลือกที่สองคือฝึกเคล็ดวิชาอื่นให้ถึงระดับแรกเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ระดับปราณเสวียนเพิ่มขึ้นช้าลงบ้าง แต่ทว่าอานุภาพของเคล็ดวิชาดาราสวรรค์เก้าดารานั้น ย่อมแข็งแกร่งกว่าเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตอย่างเห็นได้ชัด!
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เย่เฉินก็เลือกวิชาหนึ่งในเคล็ดวิชาดาราสวรรค์เก้าดาราที่มีชื่อว่า เคล็ดวิชาวายุสถิต เพื่อเริ่มทำการฝึกฝน
ไม่รู้ว่าการจะฝึกเคล็ดวิชาวายุสถิตระดับแรกให้สำเร็จจะต้องใช้เวลานานเท่าใด ที่เขาฝึกเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตระดับแรกได้สำเร็จเร็วเช่นนี้ เป็นเพราะเขามีพื้นฐานจากการฝึกพลังภายในอสนีบาตมาก่อน จึงทำให้คุ้นเคยกับเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตเป็นอย่างดีและสามารถฝึกได้โดยง่าย แต่ทว่าในตอนนี้ เคล็ดวิชาวายุสถิตเป็นวิชาที่แปลกใหม่มากสำหรับเขา เขาจึงต้องตั้งใจศึกษาและทำความเข้าใจให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการฝึกฝน
ในขณะนั้นเอง เงาร่างหลายร่างก็เดินออกมาจากจวนประมุขและพุ่งตรงมาทางนี้
นั่นคือท่านพ่อและท่านปู่รองของเขา เย่เฉินรีบลุกขึ้นยืนทันที
สายตาของเย่จ้านเทียนและคนอื่นๆ ที่มองมาที่เย่เฉินนั้น เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"ท่านพ่อ ท่านปู่รอง และท่านอาทุกท่าน มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" เย่เฉินถามด้วยความสงสัย การที่มีคนจำนวนมากโผล่ออกมาและจ้องมองเขาแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่นัก
"เฉินเอ๋อ เมื่อครู่นี้ เจ้าเลื่อนระดับแล้วงั้นหรือ?" เย่จ้านเทียนถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ เพราะเย่เฉินเพิ่งจะเลื่อนสู่ระดับห้าได้ไม่นาน เขาจึงคิดว่าอย่างน้อยเย่เฉินก็ต้องใช้เวลาสักหนึ่งถึงสองเดือนจึงจะเลื่อนสู่ระดับหกได้
เมื่อครู่นี้เย่จ้านเทียนและคนอื่นๆ กำลังศึกษาเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตอยู่ในจวนประมุข ทันใดนั้นพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของปราณเสวียนที่รุนแรง และสัมผัสได้ว่ามีคนเลื่อนระดับขึ้นสู่ระดับหกขอบเขตปราณระเบิด พวกเขาซึ่งเป็นคนในรุ่น "จ้าน" ต่างก็อยู่ระดับเจ็ดขึ้นไปกันหมดแล้ว และในรัศมีไม่กี่ร้อยเมตรนี้จะมีใครเลื่อนระดับได้อีก? พวกเขาจึงนึกถึงเย่เฉินขึ้นมาทันที และรีบเร่งมาเพื่อจะยืนยันให้แน่ใจ
เย่เฉินจึงเข้าใจขึ้นมาทันทีว่า แรงสั่นสะเทือนของปราณเสวียนตอนที่เขาเลื่อนระดับเมื่อครู่นี้ ถูกท่านพ่อและคนอื่นๆ สัมผัสได้นั่นเอง
"เป็นลูกจริงๆ ครับ ลูกเลื่อนสู่ระดับหกแล้ว" เย่เฉินพยักหน้าตอบ
เย่จ้านเทียน เย่ซางเสวียน และคนอื่นๆ ต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ต้องรู้ว่านี่เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันเองนะ เย่เฉินกลับพุ่งทะยานมาถึงระดับหกแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้ทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจ นี่ไม่ใช่เพียงแค่คำว่าพรสวรรค์โดดเด่นจะมาบรรยายได้อีกต่อไปแล้ว
"เด็กคนนี้มีวาสนาที่ยิ่งใหญ่นัก อนาคตความรุ่งเรืองของตระกูลเย่ คงต้องพึ่งพาเขาแล้ว!" เย่ซางเสวียนมองเย่เฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก
เย่จ้านเทียน เย่จ้านหลง และคนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย แววตาของพวกเขาแฝงไปด้วยความยินดีที่ยากจะระงับเอาไว้ได้
ในช่วงไม่กี่วันนี้ เย่เฉินได้สร้างความประหลาดใจให้พวกเขามากเกินไปแล้วจริงๆ!
เมื่อเห็นเย่เฉินที่ยังคงสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางคำชมของทุกคน เย่ซางเสวียนก็ลอบถอนหายใจในใจด้วยความซาบซึ้ง ด้วยพรสวรรค์และจิตใจของเฉินเอ๋อ อนาคตจะต้องพุ่งทะยานสู่ท้องน้าและก้าวไปไกลหมื่นลี้แน่นอน ตระกูลเย่... ในที่สุดตระกูลเย่ก็มีความหวังแล้ว!
"ในที่สุดเฉินเอ๋อก็ถึงระดับหกแล้ว หากวันหน้าในการฝึกฝนเกิดปัญหาอะไรขึ้น เจ้าสามารถมาขอคำชี้แนะจากปู่รองและอาๆ ทุกคนได้ตลอดเวลา" เย่จ้านเทียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ประสบการณ์การฝึกฝนของพวกเรา คงจะไม่มีประโยชน์กับเฉินเอ๋อแล้วล่ะ" เย่ซางเสวียนถอนหายใจ เขาสัมผัสได้ว่าปราณเสวียนในร่างกายของเย่เฉินนั้นบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเขาเสียอีก ตามหลักการแล้ว ยิ่งระดับปราณเสวียนสูงขึ้น ปราณเสวียนก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากขึ้น ทว่าปราณเสวียนในร่างกายของเย่เฉินกลับขัดต่อหลักการนี้อย่างสิ้นเชิง เขาจึงคาดเดาในใจว่า หรือตอนที่บรรพบุรุษจากไป ได้ทิ้งเจตจำนงเอาไว้ในร่างกายของเย่เฉิน? แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
"ตอนที่เฉินเอ๋ออยู่ระดับห้าขั้นสูงสุด ก็สามารถเอาชนะเย่คงเยี่ยนระดับหกช่วงต้นได้แล้ว ตอนนี้ความแข็งแกร่งเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ลูกเองก็ไม่ทราบครับ" เย่เฉินส่ายหน้า ในเมื่อยังไม่ได้ลองสู้ดู เขาจะไปรู้ได้อย่างไร
"หรือว่าเราจะหาคนมาประลองกับเฉินเอ๋อสักหน่อยดีไหม?"
"ช่างเถอะ การศึกษาเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตนั้นสำคัญกว่า เอาไว้ค่อยทดสอบเฉินเอ๋อวันหลังก็แล้วกัน!"
ทุกคนต่างรู้สึกว่าตระกูลเต็มไปด้วยความหวัง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเย่เฉินนำมาให้!
เย่ซางเสวียนและคนอื่นๆ ทยอยจากไป เหลือเพียงเย่จ้านเทียนเพียงคนเดียว เย่จ้านเทียนมองเย่เฉินแล้วพูดว่า "เฉินเอ๋อ ตามพ่อมา!"
"ครับ!" เย่เฉินพยักหน้าและเดินตามเย่จ้านเทียนเข้าไปในจวนประมุข ผ่านระเบียงที่ทอดยาวและเข้าไปในห้องของเย่จ้านเทียน
เย่จ้านเทียนเปิดลิ้นชักลับและก้มลงหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบตราประทับโบราณออกมาหนึ่งอัน ขนาดประมาณหัวแม่มือ มีสีเขียวมรกตตลอดทั้งอันและดูใสสะอาดราวกับแก้ว
เมื่อเย่จ้านเทียนหยิบตราประทับนั้นออกมา เย่เฉินก็รู้สึกว่ามีดบินในสมองส่งเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เขาไม่รู้ว่าตราประทับในมือของท่านพ่อคืออะไร แต่มันน่าจะเป็นของล้ำค่าแน่นอน
"นี่คือตราประจำตระกูล มีสองอันคืออันใหญ่และอันเล็ก ตามกฎของบรรพบุรุษประมุขตระกูลและผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขจะเป็นผู้ถือครองคนละอัน เจ้าต้องดูแลตราประจำตระกูลอันนี้ให้ดี มันอาจจะดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร แต่มันคือสิ่งของที่สืบทอดกันมาของตระกูล!" เย่จ้านเทียนยื่นตราประทับนั้นให้เย่เฉิน
"ครับ ลูกจะดูแลรักษามันไว้อย่างดีที่สุด!" เย่เฉินรับตราประทับมาจากมือของเย่จ้านเทียน ตราประทับนี้ไม่รู้ว่าทำมาจากหินชนิดใดแต่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก มีสีเขียวมรกตตลอดทั้งอันและใสสะอาดจนไม่มีสิ่งเจือปนเลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อวางลงบนฝ่ามือ มันก็ดูเหมือนตราประทับหินธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่เห็นความพิเศษอะไรเลย เมื่อพิจารณาดูให้ดี ที่ก้านตราประทับมีตัวอักษรที่ซับซ้อนมากอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งพอจะเดาจากรูปร่างได้ว่าเป็นคำว่า "เย่" ส่วนที่ขอบตราประทับมีตัวอักษรเล็กๆ สามตัวซึ่งมีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าว ดูเหมือนจะเป็นคำว่า "ตราดาราสวรรค์"
"ตอนที่เจ้ายังเด็ก เจ้าเป็นคนใจร้อน พ่อจึงเก็บรักษามันเอาไว้ให้ก่อน ตอนนี้เจ้าได้รับตำแหน่งผู้สืบทอดประมุขอีกครั้ง พ่อจึงมอบมันคืนให้แก่เจ้า เมื่อมีตรานี้ ในเวลาที่พ่อไม่อยู่ เจ้าก็สามารถเป็นผู้นำตระกูลได้" เย่จ้านเทียนกล่าว
เย่เฉินเก็บตราประจำตระกูลนั้นไว้กับตัวอย่างมิดชิด
"ท่านพ่อ ในตอนที่แข่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดประมุข ลูกได้ใช้กายาอัสนีต้นกำเนิดและยั้งมือไม่ทัน จนทำให้เย่คงเยี่ยนบาดเจ็บสาหัสครับ" เย่เฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
"ในการประลองของตระกูล เย่คงเยี่ยนกลับใช้กรงเล็บอสนีหยินซึ่งเป็นวิชายุทธ์ต้องห้ามของตระกูล นั่นคือสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว ต่อให้เจ้าฆ่าเขา เขาก็ได้รับผลกรรมตามที่เขาก่อไว้!" เย่จ้านเทียนกล่าวด้วยแววตาที่เย็นชา โชคดีที่เย่เฉินไม่ได้รับบาดเจ็บ หากเย่เฉินเป็นอะไรไป ต่อให้เขาต้องสละตำแหน่งประมุข เขาก็จะฆ่าเย่คงเยี่ยนให้ได้!
"ลูกไม่ได้กังวลเรื่องเย่คงเยี่ยนครับ หากให้ประลองกันอีกครั้ง ลูกก็จะไม่ยั้งมือเหมือนเดิม เมื่อกลับมานึกดู ฝ่ามือที่ลูกฟาดไปที่หน้าอกของเย่คงเยี่ยนนั้น เหมือนจะทำให้เส้นเอ็นที่หน้าอกของเขาแตกละเอียดไปแล้ว ต่อไปเย่คงเยี่ยนคงไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้อีก และเย่ม่อหยางก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้อาวุโสด้วย เย่ม่อหยางคนนี้เป็นคนใจแคบ เขาจะต้องหาทางแก้แค้นเราแน่นอนครับ!" เย่เฉินกล่าวด้วยความกังวล
"ความกังวลของเจ้านั้นมีเหตุผล เย่ม่อหยางยังไงก็เป็นผู้อาวุโสของตระกูล หากเพียงเพราะเรื่องที่สั่งสอนบุตรไม่ดีแล้วจะนำตัวเขาไปคุมขังไว้ตลอดก็คงจะไม่เหมาะสม พ่อได้ส่งคนไปจับตาดูเย่ม่อหยางเอาไว้แล้ว หากเขาคิดทำอะไรไม่ดีขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้นเราค่อยจัดการเขาอีกที" เย่จ้านเทียนกล่าวพลางลูบศีรษะของเย่เฉินด้วยความภาคภูมิใจ "เฉินเอ๋อผ่านเรื่องราวมามากมาย ในที่สุดก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว! ในฐานะผู้สืบทอดประมุขของตระกูลเย่ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องเริ่มเข้ามาดูแลงานของตระกูลบ้างแล้วนะ!"
ในเมื่อท่านพ่อส่งคนไปจับตาดูเย่ม่อหยางแล้ว เย่เฉินก็เบาใจลงได้บ้าง แต่เขาก็ยังแอบคิดอยู่ในใจว่า เย่ม่อหยางคนนี้หากเก็บไว้จะเป็นภัยในภายหลัง เพราะเย่ม่อหยางนั้นมีความแข็งแกร่งถึงระดับเจ็ดขั้นสูงสุดเลยทีเดียว! เมื่อคิดได้ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรีบฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง
หลังจากออกมาจากที่พักของท่านพ่อ เย่เฉินก็ยังคงฝึกฝนอยู่ในลานบ้านต่อไป หลังจากมาถึงระดับหกขอบเขตปราณระเบิดแล้ว ระยะเวลาที่เขาสามารถใช้กายาอัสนีต้นกำเนิดได้นั้นยาวนานขึ้น โดยเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบยี่สิบวนาที ยิ่งใช้กายาอัสนีต้นกำเนิดได้นานเท่าไหร่ ในการต่อสู้จริงก็ยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น!
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา เย่จ้านเทียนเริ่มบอกเล่าสถานการณ์ต่างๆ ภายในตระกูลให้เย่เฉินฟังทีละน้อย
รายได้หลักของป้อมตระกูลเย่ในตอนนี้ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกคือเหมืองแร่ของตระกูลเย่ซึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกห่างจากป้อมตระกูลเย่ไปประมาณสองลี้ เหมืองนี้ผลิตเหล็กเสวียนและมีคนงานเหมืองประมาณร้อยกว่าคนทำงานให้แก่ป้อมตระกูลเย่ เหล็กเสวียนที่ผลิตได้ในแต่ละปีสามารถนำไปแลกโอสถรวบรวมปราณได้ประมาณสองร้อยเม็ด ส่วนที่สองคือร้านค้าของป้อมตระกูลเย่ที่ตั้งอยู่ในเขตตงหลิน ซึ่งในแต่ละปีจะมีรายได้เป็นโอสถรวบรวมปราณประมาณหนึ่งร้อยเม็ด นอกจากนี้ในเรื่องของอาหารและเสื้อผ้า ป้อมตระกูลเย่ยังสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้
รายได้ต่อปีของป้อมตระกูลเย่นั้นมีเพียงโอสถรวบรวมปราณสามร้อยเม็ดเท่านั้น ทว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา เย่เฉินกลับใช้โอสถรวบรวมปราณไปหลายพันเม็ด จึงจินตนาการได้เลยว่าเขาได้สร้างแรงกดดันให้แก่ตระกูลมากเพียงใด ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ป้อมตระกูลเย่มีทรัพย์สินมากมายในเขตตงหลิน และคนในตระกูลต่างก็มั่งคั่งมาก แต่ทว่าในตอนนี้ ทรัพย์สินเหล่านั้นกลับสูญเสียไปถึงห้าถึงหกส่วน และภายในป้อมก็ดูซบเซาลงไปมาก
เย่เฉินสัมผัสได้ถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่บนบ่าของเขา คนในตระกูลต่างดีกับเขามาก เขาจะต้องทำให้ป้อมตระกูลเย่กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งให้ได้!
༺༻