- หน้าแรก
- ปั้นฝันในปี 1980 จากคนธรรมดาสู่ยอดศิลปิน
- บทที่ 45 - เขียนจบ และให้ลู่เหยาช่วยดู
บทที่ 45 - เขียนจบ และให้ลู่เหยาช่วยดู
บทที่ 45 - เขียนจบ และให้ลู่เหยาช่วยดู
บทที่ 45 - เขียนจบ และให้ลู่เหยาช่วยดู
เมื่อเห็นสีหน้าอึ้งๆ ของฟางหมิงหัว จ้าวหงจวินก็เริ่มคุยโวอย่างภาคภูมิใจ "ไม่เคยเห็นล่ะสิ? จะบอกให้นะ นี่เขาเรียกว่ากาแฟเนสกาแฟ! พ่อฉันเอาติดมือกลับมาตอนที่ไปดูงานที่อเมริกา เห็นว่าดื่มแล้วช่วยให้กระปรี้กระเปร่ามาก เธอเขียนนิยายอยู่ไม่ใช่เหรอ? ถ้าถ่วงนอนก็ใช้เจ้านี่แหละช่วยได้"
"ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ" ฟางหมิงหัวรับมา
แต่ในใจเขากลับรู้สึกขำไม่ออกบอกไม่ถูก
ไอ้เจ้านี่น่ะเหรอ...
ถ้าเป็นโลกก่อนผมแทบจะไม่ชายตาแลด้วยซ้ำ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นกาแฟดริปสิครับ?
สู้คุณแอบไปหยิบชาชั้นดีของคุณพ่อมาให้ผมยังจะดีกว่าเสียอีก
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนรักคนนี้มาก
ทั้งคู่คุยกันอยู่พักหนึ่ง จ้าวหงจวินก็ขี่รถยนต์คันโตที่ยืมเขามากลับบ้านไป
ฟางหมิงหัวเองก็ขี่จักรยานกลับบ้าน ในเมื่อมีเตียงแล้วเขาจึงบอกพ่อกับแม่ว่าจะขอย้ายมานอนที่หน่วยงานชั่วคราว เขาขนเสื่อน้ำมัน มุ้ง และผ้าห่มใส่จักรยานขนมาที่หน่วยงาน และวิ่งรอกกลับไปขนหีบเสื้อผ้า ชุดที่ต้องใช้ กระเป๋าใส่ของ และนาฬิกาปลุกมาจนครบ
ย้ายมาอยู่ที่นี่เลยน่าจะสะดวกกว่า
ความจริงแล้วสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ดีกว่าที่บ้านเสียอีก อย่างน้อยในช่วงฤดูร้อนเขาก็ไม่ต้องทนดมกลิ่นเหม็นจากห้องน้ำของห้องข้างๆ
เขาวุ่นวายอยู่จนถึงสี่ทุ่ม ในที่สุดก็จัดแจงทุกอย่างเข้าที่ เขาหันมองไปรอบๆ ห้อง
ไม่มีม่านเหรอ?
ไม่เป็นไร ใช้หนังสือพิมพ์ปิดกระจกท่อนล่างไว้ก็ได้ ใครๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น
อืม... ไม่เลว ไม่เลวเลย
ฟางหมิงหัวรู้สึกพอใจมาก
เขาเหลือบไปเห็นกระป๋องกาแฟบนโต๊ะทำงาน และแอบยิ้มขื่นออกมา
เอาเถอะ เก็บไว้ดีกว่า จะชอบหรือไม่ชอบก็อย่าให้เสียของ เพราะในยุคนี้เจ้านี่ถือเป็นของฟุ่มเฟือยราคาแพงทีเดียว
เขาถอดเสื้อผ้าออก เหลือเพียงกางเกงในตัวเดียวแล้วไปอาบน้ำที่ก๊อกน้ำในลานบ้าน เช็ดตัวให้แห้งแล้วใส่เสื้อผ้ากลับตามเดิม รินน้ำชามาจิบหนึ่งถ้วย เมื่อดูเวลาพบว่ายังไม่ถึงห้าทุ่ม เขาจึงนั่งลงที่โต๊ะและเริ่มกางกระดาษต้นฉบับออกมา
ยังหัวค่ำอยู่เลย เขียนต่ออีกสักนิดแล้วกัน
ฟางหมิงหัวเริ่มลงหลักปักฐานอยู่ที่หน่วยงานอย่างเต็มตัว แต่เขาก็ตั้งตารางเวลาการเขียนให้ตัวเองอย่างชัดเจนว่า กลางคืนจะเขียนไม่เกินเที่ยงคืน เช้าเจ็ดโมงต้องตื่นมาออกกำลังกายเบาๆ และไปกินมื้อเช้าที่โรงอาหารของหน่วยงาน กินมื้อเที่ยงเสร็จก็นอนพักสายตาครู่หนึ่งแล้วค่อยเริ่มเขียนต่อ เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นมนุษย์ค้างคาวเหมือนลู่เหยาเด็ดขาด
ผมไม่ได้อยากเอาชีวิตของตัวเองไปเป็นเครื่องสังเวยให้กับวรรณกรรมหรอกนะ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคม ต้นฉบับเรื่อง "เยาว์วัย" ฉบับร่างครั้งแรกก็สำเร็จลุล่วงทั้งหมด
เมื่อมองดูปึกกระดาษต้นฉบับหนาเตอะในมือ ฟางหมิงหัวก็รู้สึกถึงความสำเร็จอย่างท่วมท้น
ตลอดเวลากว่ายี่สิบวันยี่สิบคืนที่เขาทุ่มเทมา...
เมื่อเขียนจบ แน่นอนว่าเขาต้องหาใครสักคนมาช่วยอ่านและชี้แนะข้อบกพร่อง คนแรกที่เขาคิดถึงก็คือลู่เหยา
ที่จริงเขาสามารถไปหาบรรณาธิการบริหารของนิตยสารเหยียนเหอได้ แต่ฟางหมิงหัวไม่ได้วางแผนจะตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้ลงในนิตยสารเหยียนเหอ
นิตยสารเหยียนเหอส่วนใหญ่จะลงเฉพาะนิยายขนาดสั้น แต่นิยายเรื่อง "เยาว์วัย" นี้ ฟางหมิงหัวประเมินคร่าวๆ แล้วน่าจะมีจำนวนคำประมาณ 120,000 ตัวอักษร ซึ่งถือเป็นนิยายขนาดกลางค่อนข้างยาว นอกจากนิตยสารจะทำเล่มพิเศษสำหรับเรื่องนี้เรื่องเดียว
แต่ดูเหมือนจะยังไม่เคยมีประเพณีทำแบบนั้นมาก่อน
ในเมื่อไม่ได้กะจะลงที่นั่น การไปหาบรรณาธิการที่หน่วยงานก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ นอกจากความสัมพันธ์ส่วนตัวกับต่งมั่วแล้ว บรรณาธิการคนอื่นๆ ก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ในเชิงการทำงานเท่านั้น
เป้าหมายของฟางหมิงหัวคือหนังสือวรรณกรรมขนาดใหญ่อย่าง "ตางไต้" หรือ "สิบตุลา" (October) ซึ่งเน้นตีพิมพ์นิยายขนาดกลางเป็นหลัก หรือไม่ก็เป็นนิตยสาร "วรรณกรรมกองทัพปลดแอก" ที่นิยมลงนิยายแนวทหารอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าทางนั้นจะรับพิจารณานิยายขนาดกลางหรือเปล่า
เขาเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในจุดนี้เท่าไหร่
ช่างเถอะ อย่าเพิ่งคิดมาก ไปหาลู่เหยาให้ช่วยดูก่อนดีกว่า
แต่เมื่อดูเวลาตอนนี้เพิ่งจะสิบโมงเช้า คาดว่าลู่เหยาคงจะยังไม่ตื่นแน่นอน
เอาไว้กินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่อยไปหาดีกว่า
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ฟางหมิงหัวจัดแจงเก็บต้นฉบับปึกใหญ่ใส่ย่ามทหารสีเหลืองคู่ใจเตรียมตัวจะออกไป ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าเขายังมีกาแฟอีกกระป๋องที่ยังไม่ได้เปิดใช้
ลองเอไปให้ลู่เหยาลองชิมดูดีไหมนะ?
เจ้านี่ช่วยให้ตื่นตัวได้ดี เผื่อพี่เขาจะได้ลดบุหรี่ลงบ้าง
ฟางหมิงหัวรีบหยิบกระป๋องกาแฟออกมาจากหีบ ใส่ลงในย่ามทหาร ล็อคห้องให้เรียบร้อยแล้วขี่จักรยานฝ่าแดดเปรี้ยงออกจากนิตยสารไป
บ้านของลู่เหยาอยู่ในลานของสมาคมนักเขียน เป็นบ้านแถวชั้นเดียวสองห้อง ซึ่งอยู่ใกล้กับนิตยสารมาก เพียงไม่กี่นาทีฟางหมิงหัวก็มาถึงลานด้านหลังของสมาคมนักเขียน
สมาคมนักเขียนมีลานบ้านย่อยๆ หลายแห่ง ลู่เหยาอาศัยอยู่ในลานทางทิศตะวันออก เมื่อฟางหมิงหัวขี่จักรยานเข้าไป เขาก็เห็นลู่เหยาสวมเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้น นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายเก่าๆ ใต้ร่มไม้ในลานบ้าน กำลังหยอกล้อเล่นกับลูกสาวอย่างสนุกสนาน
เมื่อเห็นฟางหมิงหัวขี่จักรยานเข้ามา เขาก็ยิ้มและทักทายทันที "เสี่ยวฟาง เขียนจบแล้วเหรอ?"
"ครับ วันนี้เขียนจบแล้ว เลยกะจะเอามาให้พี่ช่วยดูให้หน่อยครับ" ฟางหมิงหัวตอบตรงประเด็น
"ได้เลย แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกนะ ฉันต้องดูเจ้าตัวเล็กนี่ก่อน แฟนฉันไปทำงานน่ะ" ลู่เหยาหัวเราะพลางบอก
ฟางหมิงหัวรู้ดีว่าภรรยาของลู่เหยาชื่อ หลินต๋า ทำงานอยู่ที่ซีหยิ่ง (Xi'an Film Studio)
เขาหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่อายุยังไม่ถึงสองขวบดี หนูน้อยกะพริบตาโตสีดำขลับมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"พี่ลู่ครับ รอผมแป๊บนึงนะ" ฟางหมิงหัวนึกอะไรออกจึงรีบขี่จักรยานออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่นาทีเขาก็กลับมาพร้อมกับลูกกวาดรสผลไม้หลายเม็ดในมือ
"หมิงหมิงจ๋า อาให้ขนมจ้ะ" ฟางหมิงหัวนั่งลง แกะห่อลูกกวาดแล้วส่งให้หนูน้อย
เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มกว้างทันที และพูดเสียงใสว่า "ขอบคุณค่ะ... คุณอา"
"ยินดีจ้ะ"
ฟางหมิงหัวใส่ลูกกวาดที่เหลือลงในกระเป๋าเอี๊ยมตัวน้อยของหนูน้อย จากนั้นก็หยิบกระป๋องกาแฟออกมาจากย่ามทหาร
"พี่ลู่ครับ เจ้านี่เรียกว่ากาแฟ พ่อเพื่อนผมหิ้วกลับมาจากต่างประเทศครับ" ฟางหมิงหัวอธิบาย "ดื่มแล้วจะช่วยให้สมองตื่นตัว บรรเทาความเหนื่อยล้า และทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น มีประโยชน์ต่อการเขียนงานของพี่มากเลยนะครับ!"
"จริงเหรอ? มีสรรพคุณดีขนาดนั้นเลยเหรอ? แถมเป็นของนอกด้วย? ไม่ได้ๆ มันมีค่าเกินไป เธอเก็บไว้ใช้เองเถอะ" ลู่เหยาพยายามปฏิเสธ
"พี่ลู่ครับ บอกตามตรงว่ากาแฟเนี่ยรสชาติมันออกขมไปหน่อย ผมดื่มแล้วไม่ค่อยชินเท่าไหร่ครับ... อีกอย่าง พี่น่ะสูบบุหรี่จัดเกินไปแล้ว ดื่มกาแฟช่วยให้ตื่นตัวได้จะได้ลดบุหรี่ลงบ้างไงครับ"
"เสี่ยวฟาง เธอนี่ช่างเป็นห่วงฉันจริงๆ เลยนะ เอาเถอะ งั้นฉันขอรับไว้แล้วกัน ขอลองชิมของนอกดูสักหน่อย" ลู่เหยารับกระป๋องกาแฟไปพลิกดูซ้ายขวาด้วยความสนใจ
ฟางหมิงหัวอธิบายวิธีการชงกาแฟเบื้องต้นให้อีกฝ่ายฟัง ลู่เหยาได้ยินดังนั้นก็พูดว่า "เดี๋ยวฉันขอไปชงมาชิมดูสักถ้วยก่อนนะ" พูดจบเขาก็เดินเข้าบ้านไปด้วยความตื่นเต้น
ฟางหมิงหัวจึงอุ้มหนูน้อยมาหยอกล้อเล่นด้วย
อาจจะเป็นเพราะได้ขนมไปก่อนหน้านี้ หนูน้อยเลยไม่กลัวคนแปลกหน้า เธอหัวเราะคิกคักส่งเสียงดังให้ฟางหมิงหัวอย่างอารมณ์ดี
ผ่านไปไม่กี่นาที ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอุทานของลู่เหยาดังมาจากในบ้าน "โอ๊ยพระเจ้า... ทำไมมันขมขนาดนี้เนี่ย?"
ฟางหมิงหัวรีบอุ้มหนูน้อยเดินเข้าบ้านไป พลางบอกว่า "ช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่ชินครับ ดื่มไปเรื่อยๆ เขาว่ากันว่ารสชาติมันจะดีขึ้นเอง เพื่อนผมบอกว่าถ้าพี่รู้สึกขมเกินไปก็เติมน้ำตาลทรายขาวลงไปหน่อยก็ได้ครับ"
ลู่เหยาไม่ได้เติมน้ำตาล แต่ลองจิบดูอีกสองสามคำ คิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่ก็ค่อยๆ คลายออก "เออ... เชื่อไหมว่าตอนแรกมันขมจริง แต่พอดื่มไปเรื่อยๆ มันกลับมีกลิ่นหอมติดจมูกแฮะ... ของดีจริงๆ!"
"เวลาทำงานดึกๆ แล้วรู้สึกล้า ลองดื่มดูช่วยได้เยอะครับ แต่อย่าดื่มบ่อยเกินไปนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นโรคประสาทอ่อนๆ เอาได้!" ฟางหมิงหัวเตือน
"มันก็เหมือนดื่มชานั่นแหละน่า วางใจเถอะ ร่างกายฉันแข็งแรงดี" ลู่เหยาถือแก้วสังกะสีที่มีกาแฟอยู่ข้างในเดินออกมานอกห้อง แล้วพูดกับฟางหมิงหัวว่า "เอามาสิ"
"อะไรครับ?"
"ก็ต้นฉบับที่เธอเขียนไงล่ะ"
"โอ๊ย..." เกือบจะลืมธุระสำคัญไปเสียแล้ว
ฟางหมิงหัววางหนูน้อยลงบนพื้น จากนั้นก็หยิบปึกต้นฉบับออกมาจากย่ามทหารส่งให้ลู่เหยา
" 'เยาว์วัย'..." ลู่เหยาอ่านชื่อนิยายแล้วเอ่ยชมว่า "ชื่อนี้เพราะดีนะ เธอเก่งเรื่องตั้งชื่อกว่าฉันตั้งเยอะ!"
หือ?
"เอาล่ะ เธอไปทำธุระของเธอเถอะ พรุ่งนี้ฉันอ่านจบแล้วจะเอาไปคืนให้นะ" ลู่เหยากล่าว
"ไม่รีบครับพี่ ค่อยๆ อ่านก็ได้ครับ" ฟางหมิงหัวคุยต่ออีกครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวลา
เขากลับไปเพื่อเตรียมตัวพักผ่อนนอนหลับให้เต็มอิ่ม
(จบแล้ว)