เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - ผู้จัดการหลี่เสียน

บทที่ 11 - ผู้จัดการหลี่เสียน

บทที่ 11 - ผู้จัดการหลี่เสียน


บทที่ 11 - ผู้จัดการหลี่เสียน

༺༻

ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องรับรองระดับปฐพีของหอสุราอวิ๋นเซวียนแห่งนี้ ทั้งสามคนจากตระกูลจงก็สลับหน้ากันพูดจาจิกกัดโจวตงหวง ทุกถ้อยคำล้วนแต่ตอกย้ำถึงวิกฤตที่โจวตงหวงกำลังเผชิญอยู่

เดิมที โจวตงหวงคิดว่าทั้งสามคนคงจะแค่พูดไปตามเรื่องตามราว

ทว่าตอนนี้ เมื่อรู้ว่าข้าวมื้อนี้ฉินเฟยเป็นคนจ่ายเอง เขาก็เดาได้ว่านี่ต้องเป็นความตั้งใจของฉินเฟยที่จงใจพาฉินเสี่ยวอวี่มาดูเรื่องตลกของเขาแน่นอน

ส่วนจุดประสงค์นั้น เห็นได้ชัดเจนมาก

ก็คือต้องการลดทอนภาพลักษณ์ของเขาในสายตาของฉินเสี่ยวอวี่ เพื่อที่ฉินเสี่ยวอวี่จะได้เลิกตามตื้อเขาเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง

เพราะว่า ฉินเฟยชอบฉินเสี่ยวอวี่

และความอยากครอบครองของลูกผู้ชาย ทำให้ฉินเฟยรับไม่ได้ที่ฉินเสี่ยวอวี่ไปสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น

ดังนั้น เขาจึงกลายเป็นหนามยอกอกของฉินเฟยไปโดยปริยาย

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในใจของโจวตงหวงก็แอบหัวเราะออกมา “ช่างเป็น... เด็กน้อยที่ยังไม่โตจริงๆ”

ในวินาทีนี้ โจวตงหวงลืมไปเสียสนิทเลยว่า ตอนนี้เขาเองก็อายุเพียงสิบหกปี และฉินเฟยยังอายุมากกว่าเขาหนึ่งปีเสียด้วยซ้ำ

“น้องตงหวง ได้ยินมานานแล้วว่าเจ้าฝึกฝนลมปราณไม่ได้... แล้วเจ้าทำลายหวางเฟิงคนนั้นได้ยังไงล่ะ? ต้องรู้นะว่าความสามารถของหวางเฟิงน่ะ ต่อให้เทียบกับข้าหรือจงกัง ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่เลย”

ฉินเฟยมองโจวตงหวง แล้วถามด้วยความอยากรู้

เมื่อฉินเฟยเริ่มเปิดประเด็น ไม่ใช่แค่จงกัง จงอี้ และจงซิ่วสามพี่น้องเท่านั้น แม้แต่ฉินเสี่ยวอวี่เองก็มองโจวตงหวงด้วยความอยากรู้เช่นกัน

เห็นได้ชัดว่า พวกเขาต่างก็สงสัยในเรื่องนี้

การที่โจวตงหวงฝึกฝนลมปราณไม่ได้และเป็นขยะทางยุทธ์นั้น ไม่ใช่ความลับอะไรในเมืองชิงซานเลย

“ถึงข้าจะไม่มีลมปราณ แต่กำลังดิบก็ยังพอมีอยู่บ้าง”

โจวตงหวงในขณะที่สวาปามอาหารบนโต๊ะอย่างไม่เกรงใจ ก็พูดออกมาเรียบๆ โดยที่ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองฉินเฟยเลยสักนิด

เมื่อเห็นโจวตงหวงพูดจาบ่ายเบี่ยงอย่างไม่ใส่ใจ สีหน้าของฉินเฟยก็ขรึมลงเล็กน้อย แต่บนใบหน้าก็ยังพยายามปั้นยิ้มออกมา “เท่าที่ข้ารู้ หวางเฟิงฝึกฝนลมปราณจนพอมีพื้นฐานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีแรงถึงหลายร้อยจิน... ต่อให้หวางเฟิงจะประมาท แต่ลำพังแค่กำลังดิบทั่วไป คงไม่สามารถบิดแขนเขาจนเป็นปมได้แบบนั้นหรอกมั้ง?”

“งั้นก็คงต้องบอกว่า แขนของเขาเปราะบางเกินไปเองล่ะนะ”

โจวตงหวงพูด

“โจวตงหวง การที่เจ้ามีกำลังดิบมหาศาลขนาดนั้น คงเป็นเพราะประธานหลินหลานเสาะหาของล้ำค่าที่ช่วยเพิ่มพลังกายมาประเคนให้เจ้ากินสินะ?”

จงอี้มองโจวตงหวงลึกๆ “ไม่อย่างนั้น เจ้าไม่มีทางมีกำลังดิบขนาดนั้นได้หรอก!”

จงซิ่วแค่นเสียงเหอะหนึ่งที ก่อนจะพูดตามมาว่า: “มิน่าล่ะเฉินตานตานถึงได้ทรยศประธานหลินหลาน ที่แท้นางก็ลำเอียงเข้าข้างเจ้าจน...”

คำว่า ‘ออกนอกหน้า’ ของจงซิ่วยังไม่ทันหลุดออกจากปาก นางก็ต้องหุบปากฉับลงทันที เพราะโจวตงหวงหยุดสวาปามอาหารบนโต๊ะแล้ว และกำลังจ้องมองนางด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก

สายตาอันเย็นชาของโจวตงหวงนั้น สร้างความกดดันมหาศาลให้แก่นาง ทำให้นางไม่กล้าที่จะพูดต่อ

“ถ้าเอ่ยถึงเฉินตานตานอีก ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะ... ช่วยบิดแขนเจ้าให้เป็นปมเหมือนกัน!”

โจวตงหวงค่อยๆ แสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวเรียงรายสองแถว น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกนั้น ราวกับทำให้อุณหภูมิในห้องรับรองลดฮวบลงไปหลายองศาในพริบตา

“โจวตงหวง!”

“โจวตงหวง เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว!”

เมื่อเห็นโจวตงหวงข่มขู่พน้องสาวของตน จงกังและจงอี้สองพี่น้องก็ลุกขึ้นจากที่นั่งทันที และพากันจ้องโจวตงหวงด้วยความโกรธแค้น

ทว่า โจวตงหวงกลับไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขาทั้งสองคน เขาก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อราวกับเห็นทั้งคู่เป็นเพียงอากาศธาตุ

นั่นยิ่งทำให้ทั้งสองคนโกรธจนแทบจะฟิวส์ขาด!

“นั่งลงกันเถอะ... นานๆ จะได้มานั่งด้วยกัน จะทำให้บรรยากาศมันแย่ไปทำไม? จงซิ่ว เรื่องนี้เจ้าผิดนะ เฉินตานตานคนนั้นเนรคุณ เหมือนหนูที่คนเขาจ้องจะรุมตีกันทั้งบ้านทั้งเมือง เจ้าจะไปแก้ตัวแทนนาได้ยังไงกัน?”

ในตอนนี้ ฉินเฟยก็ก้าวออกมาไกล่เกลี่ย พร้อมกับส่งสัญญาณสายตาให้จงกังและจงอี้สองพี่น้อง ทั้งคู่จึงยอมนั่งลงที่เดิมอย่างไม่เต็มใจนัก

ฉินเฟยพูดจบ ก็หันไปมองฉินเสี่ยวอวี่ แล้วถามพร้อมรอยยิ้มว่า: “เสี่ยวอวี่ พี่พูดถูกมั้ย?”

“พี่ฉินเฟยพูดถูกค่ะ เฉินตานตานคนนั้นเนรคุณ เป็นเหมือนหนูที่ใครๆ ก็จ้องจะตีจริงๆ ค่ะ!”

ฉินเสี่ยวอวี่พยักหน้าอย่างจริงจัง พร้อมกับมองฉินเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง และขอบคุณฉินเฟยเสียงเบา “พี่ฉินเฟย ขอบคุณที่ช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้พี่ตงหวงเมื่อกี้นะคะ”

“เสี่ยวอวี่เกรงใจไปแล้ว เพื่อนของเจ้า ก็คือเพื่อนของพี่ฉินเฟยคนนี้เหมือนกัน”

ฉินเฟยตอบกลับเสียงเบา แต่ในใจนั้นกำลังลิงโลด เพราะนี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ ไม่อย่างนั้นเขาจะยอมออกหน้าช่วยไกล่เกลี่ยให้โจวตงหวงไปเพื่ออะไร?

แม้ว่าโจวตงหวงจะทำลายหวางเฟิงได้ แต่เขาก็ยังคิดเสมอว่านั่นเป็นเพราะหวางเฟิงประมาท

จงกังและจงอี้สองพี่น้องหากร่วมมือกัน ขนาดเขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย เขาจึงไม่คิดว่าโจวตงหวงจะเป็นคู่ต่อสู้ของทั้งคู่ได้

การกระซิบกระซาบกันของฉินเสี่ยวอวี่และฉินเฟยนั้น ถึงแม้เสียงจะไม่ดังนัก แต่โจวตงหวงก็ได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

《เคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เอกอุ》 ที่เขาฝึกฝนนั้นเป็นเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งมาก นอกจากจะช่วยยกระดับตบะพลังแล้ว ยังช่วยยกระดับสมรรถภาพทางกายในทุกๆ ด้านอีกด้วย

ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังฝึกไม่ถึงรวบรวมปราณระดับหนึ่ง แต่ประสาทการรับฟังของเขาก็พัฒนาขึ้นมาก

“จอมปลอม!”

โจวตงหวงแอบตำหนิในใจ เขาพอมองออกว่าฉินเฟยจงใจเอาใจฉินเสี่ยวอวี่

บรรยากาศในห้องรับรองกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

“น้องตงหวง”

สุดท้าย เป็นฉินเฟยที่พูดทำลายความเงียบขึ้นมา โดยถามโจวตงหวงว่า “ถามจริงๆ เถอะ... วิกฤตที่สมาคมการค้าอวี้หลานกำลังเผชิญอยู่ในครั้งนี้ เจ้าคิดว่าจะผ่านไปได้รึเปล่า?”

“ถามจริงๆ งั้นรึ?”

โจวตงหวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ข้าชอบพูดเรื่องจริงอยู่พอดี”

วินาทีต่อมา ภายใต้สายตาของคนทั้งห้าคน โจวตงหวงก็พูดออกมาอย่างเป็นงานเป็นการว่า: “สมาคมอวี้หลานจะผ่านวิกฤตไปได้หรือไม่ ความจริงแล้วข้าไม่ได้สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว”

“สิ่งที่ข้าสนใจ มีเพียงความปลอดภัยของท่านแม่เท่านั้น”

โจวตงหวงพูดความจริง

สมาคมการค้าอวี้หลาน พูดกันตามตรงก็คือหลินหลานท่านแม่ของเขากำลังทำงานให้ตระกูลหลิน หาเงินมาได้เท่าไหร่ เก้าส่วนก็เป็นของตระกูลหลิน อีกหนึ่งส่วนที่เหลือกว่าจะมาถึงมือท่านแม่ได้ ก็ต้องเอาไปลงทุนต่อเพื่อหาเงินเพิ่มอีก

เงินไม่พอ ก็ยังต้องหาทางกู้ยืมเงินด้วยตัวเองอีก

หลายปีมานี้ ท่านแม่เพื่อสมาคมอวี้หลานแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีวันไหนที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเลย

บางที หากไม่มีสมาคมอวี้หลานแล้ว ท่านแม่อาจจะได้พักผ่อนเสียบ้าง

“เจ้าไม่สนใจงั้นรึ? ใครจะเชื่อ!”

จงซิ่วหัวเราะเยาะ

“ฮ่าๆ... นี่เป็นเรื่องตลกที่ขำที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมาในชีวิตเลยล่ะ!”

จงอี้หัวเราะก๊าก

“โจวตงหวง หากไม่มีสมาคมอวี้หลานแล้ว เจ้าก็จะไม่มีที่พึ่งพิงใดๆ อีกเลย... ตอนนี้เจ้ามีสมาคมอวี้หลานหนุนหลัง คนอื่นถึงเรียกเจ้าว่า ‘คุณชายตงหวง’ แต่ถ้าไม่มีสมาคมอวี้หลานแล้ว เจ้าก็เป็นเพียงขยะทางยุทธ์ที่ฝึกฝนลมปราณไม่ได้คนหนึ่ง ใครจะไปเห็นหัวเจ้า?”

จงกังพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

“สมัยนี้ ทำไมเวลาพูดความจริง กลับไม่ค่อยมีคนเชื่อกันนะ?”

โจวตงหวงส่ายหน้า แล้วทอดถอนใจออกมาอย่างยาวเหยียด ท่าทางนั้นราวกับกำลังรู้สึกหดหู่ที่หาคนรู้ใจไม่ได้

“น้องตงหวง เมื่อก่อนทำไมข้าถึงไม่ทันสังเกตเห็นนะ ว่าเจ้าเป็นคนที่มี... อารมณ์ขันขนาดนี้”

ฉินเฟยก้าวออกมาไกล่เกลี่ยอีกครั้ง

“ทำไมล่ะ? ฉินเฟย เจ้าเองก็ไม่เชื่อคำพูดของข้าเหมือนกันงั้นรึ?”

โจวตงหวงถามฉินเฟย

“ข้า...”

ฉินเฟยมองโจวตงหวง แล้วหันไปมองฉินเสี่ยวอวี่ ก่อนจะแบมืออย่างจนใจแล้วพูดว่า: “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อคำพูดของเจ้านะน้องตงหวง เพียงแต่คำพูดของเจ้าน่ะ มัน... ยากที่จะทำให้คนเชื่อถือได้จริงๆ”

“งั้นรึ... ถ้าอย่างนั้น หากข้าบอกเจ้าว่า ต่อให้คนของตระกูลหวางที่เป็นนักสู้ขอบเขตรวบรวมปราณระดับสองจะมาหาเรื่องข้าถึงที่บ้าน ข้าก็สามารถตบเขาให้ตายได้ในฝ่ามือเดียว”

โจวตงหวงถามฉินเฟยเป็นครั้งที่สอง “เจ้า ก็ไม่เชื่อเหมือนกันงั้นรึ?”

ฉินเฟยอึ้งไป

ฉินเสี่ยวอวี่นิ่งค้างไป

สาวใช้สองคนที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหารถึงกับตกใจจนหน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำพูดนี้ของโจวตงหวง

“ฮ่าๆๆๆ... ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ...”

ส่วนสามพี่น้องตระกูลจงในวินาทีนั้นก็ประสานเสียงหัวเราะออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงหัวเราะนั้นดังลั่นไปทั่วทั้งห้องรับรอง จนทำให้จานอาหารบนโต๊ะที่เบาหน่อยถึงกับสั่นสะเทือนตามไปด้วย

“โจวตงหวง ข้าว่าเจ้าคงจะรับความจริงที่สมาคมอวี้หลานกำลังจะพังทลายไม่ได้ จนเสียสติไปแล้วแน่ๆ เลย”

จงซิ่วหัวเราะจนน้ำตาไหลออกมา

“โจวตงหวง เจ้าช่างขี้โม้จริงๆ... ทำไมไม่พูดออกมาตรงๆ เลยล่ะ ว่าเจ้ากับท่านสามเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนน่ะเป็นพี่น้องกัน เจ้ามากินข้าวที่นี่ก็เลยกินฟรีได้น่ะ?”

จงอี้หัวเราะจนตัวงอ

“นั่นสิ! ไหนๆ ก็โม้แล้ว ทำไมไม่โม้ให้มันใหญ่กว่านี้หน่อยล่ะ?”

จงกังหัวเราะสำทับ พลางมองโจวตงหวงด้วยสายตาราวกับกำลังดูลิงแสดงปาหี่

“ก็ถูกของเจ้า”

โจวตงหวงมองจงอี้ แล้วพูดออกมาอย่างเป็นงานเป็นการว่า: “ข้ามากินข้าวที่หอสุราอวิ๋นเซวียนแห่งนี้ ก็สามารถกินฟรีได้จริงๆ นั่นแหละ”

“แต่ทว่า การที่ข้ากินฟรีได้นั้น ไม่ใช่เพราะข้ากับเจ้าซันเป็นพี่น้องกัน แต่เป็นเพราะ... ข้า คือเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนแห่งนี้”

โจวตงหวงพูดออกมาด้วยท่าทางที่เคร่งขรึมและจริงจังมาก

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ...”

สามพี่น้องตระกูลจงหัวเราะหนักกว่าเดิม ราวกับจะหยุดไม่ได้เสียให้ได้

เจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองชิงซานอย่างเจ้าซัน นี่เป็นความจริงที่ประจักษ์ชัดแจ้งแก่ทุกคน แต่ทว่าตอนนี้ โจวตงหวงกลับบอกว่าเขาเป็นเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียน?

ยังมีเรื่องอะไรที่เหลวไหลไปกว่านี้อีกมั้ย?

“โจวตงหวงคนนี้ เกรงว่าเขาจะเสียสติไปแล้วจริงๆ!”

เมื่อฉินเฟยมองโจวตงหวงอีกครั้ง ในส่วนลึกของดวงตาก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ

“ทำไมล่ะ? ฉินเฟย คำพูดนี้ของข้า เจ้าก็ยังไม่เชื่ออีกงั้นรึ?”

โจวตงหวงถามฉินเฟยเป็นครั้งที่สาม

“น้องตงหวง พอแค่นี้เถอะ”

ฉินเฟยส่ายหน้า น้ำเสียงไม่กระตือรือร้นเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป และเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาก ตอนนี้เขาถึงกับขี้เกียจที่จะตอบโจวตงหวงตรงๆ เลยด้วยซ้ำ

“พี่ตงหวง...”

ตอนนี้ ฉินเสี่ยวอวี่เองก็มองโจวตงหวงด้วยความเป็นห่วง นางคิดว่าพี่ตงหวงของนางคงจะป่วยไปแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงเอาแต่พูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้?

นางแม้จะยังเด็กอยู่ แต่ก็พอจะรู้ว่าคำพูดที่โจวตงหวงพูดออกมานั้นไม่สมจริง และไม่มีทางเป็นไปได้เลย

“ตึงๆ——”

มีเสียงเคาะประตูดังลั่นขึ้นมา ทำให้เสียงหัวเราะของสามพี่น้องตระกูลจงในห้องรับรองหยุดลงชั่วคราว ฉินเฟยจึงตะโกนบอกคนข้างนอกไปว่า ‘เข้ามาได้’

“ท่านแขกทั้งหลาย พวกท่านส่งเสียงดังเกินไปแล้ว จนรบกวนแขกท่านอื่นน่ะครับ... รบกวนช่วยเบาเสียงลงหน่อยได้ไหมครับ?”

ประตูห้องรับรองเปิดออก ชายวัยกลางคนที่ไว้เคราแพะและมีดวงตาที่ส่องประกายแห่งความฉลาดเฉลียวเดินเข้ามา

“ผู้จัดการหลี่เสียน!”

เมื่อเห็นชายวัยกลางคนคนนั้น สามพี่น้องตระกูลจงก็นั่งไม่ติดที่ ต่างพากันลุกขึ้นยืนทันที และฉินเฟยเองก็ดึงฉินเสี่ยวอวี่ให้ลุกขึ้นยืนด้วยเช่นกัน

สามพี่น้องตระกูลจง รวมถึงฉินเฟย ต่างก็พากันประสานมือโน้มตัวคำนับผู้ที่เข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างยิ่ง

หลี่เสียน แม้จะเป็นเพียงผู้จัดการคนหนึ่ง แต่เขาเป็นผู้จัดการหอสุราอวิ๋นเซวียน เป็นคนของเจ้าซันเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียน

ปกติแล้ว ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ในตระกูลของพวกเขามาเจอหลี่เสียน ก็ยังต้องปฏิบัติด้วยความเคารพเกรงใจ

ต่อหน้าหลี่เสียน พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะทำตัวบังอาจเลยแม้แต่นิดเดียว

༺༻

จบบทที่ บทที่ 11 - ผู้จัดการหลี่เสียน

คัดลอกลิงก์แล้ว