- หน้าแรก
- หลังจากหย่าร้าง ผมได้รับพลังอ่านใจ
- บทที่ 28 นันกงเสวี่ยคลอดแล้ว
บทที่ 28 นันกงเสวี่ยคลอดแล้ว
บทที่ 28 นันกงเสวี่ยคลอดแล้ว
เจียงเฟิงที่อยู่ข้างๆ ถึงกับต้องปาดเหงื่อเย็น
“อ้อ อยู่บ้านเจียงเฟิงเหรอครับ โอเค ผมทราบแล้ว” อู๋เจ๋อตอบกลับมาในโทรศัพท์
ซูเฉี่ยนเยว่ : ...
“แค่เนี้ย?” ซูเฉี่ยนเยว่อดไม่ได้ที่จะถามต่อ “อู๋เจ๋อ ฉันค้างคืนที่บ้านผู้ชายคนอื่นนะ คุณไม่เป็นห่วงเลยเหรอ?”
“ผมเชื่อใจคุณครับ” อู๋เจ๋อบอก
เขาไม่แม้แต่จะเอ่ยปากว่าจะมารับซูเฉี่ยนเยว่กลับบ้านเลยสักคำ
“ฉันซึ้งใจจริงๆ เลยค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่พูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ถ้างั้นนี่ก็ดึกมากแล้ว พวกคุณพักผ่อนกันเถอะครับ” อู๋เจ๋อเสริม
ปัง~
ซูเฉี่ยนเยว่กดวางสายทันที
ฮู่ว~
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นออกมาแรงๆ เพื่อระงับอารมณ์ให้สงบลง
“กลับกันเถอะค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอกเสียงเรียบ
“กลับบ้านผมเหรอครับ?” เจียงเฟิงถาม
“แล้วจะให้ไปที่ไหนล่ะคะ?” ซูเฉี่ยนเยว่หยุดไปนิดก่อนจะพูดต่อ “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เพื่อนรักของคุณเขาอนุญาตแล้ว”
เจียงเฟิงทั้งขำทั้งเครียด
เขาฟังออกว่าในใจของซูเฉี่ยนเยว่ตอนนี้กำลังเดือดปุดๆ
สามีตัวเองแท้ๆ กลับแสดงท่าทีเห็นดีเห็นงามที่ภรรยาจะไปค้างอ้างแรมกับผู้ชายคนอื่น ไม่โกรธก็บ้าแล้ว
เจียงเฟิงไม่ได้พูดอะไรต่อ
จากนั้น ทั้งสองคนก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่ห้องเช่าของเจียงเฟิง
“ดึกมากแล้ว คุณไปอาบน้ำนอนเถอะครับ เอ่อ... เหมือนที่บ้านจะไม่มีชุดนอนผู้หญิงเหลืออยู่เลย เดี๋ยวผมออกไปซื้อให้ชุดหนึ่งนะครับ” เจียงเฟิงบอก
ครั้งที่แล้วเขาซื้อให้แค่ชุดชั้นใน แต่ยังไม่ได้ซื้อชุดนอน
“ขอบคุณค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบ
เจียงเฟิงเตรียมตัวจะเดินออกจากห้องไป
แต่พอถึงหน้าประตู ซูเฉี่ยนเยว่ก็เดินตามมาด้วย
“เอ่อ อยู่บ้านคนเดียวกลัวเหรอครับ?” เจียงเฟิงถาม
“นิดหน่อยค่ะ”
เจียงเฟิงยิ้ม “งั้นพวกเราไปซื้อชุดนอนด้วยกันเลยแล้วกันครับ”
“ค่ะ”
ใกล้ๆ กับหมู่บ้านที่เจียงเฟิงพักอยู่ มีร้านขายชุดชั้นในสตรีที่เปิดจนดึก และที่นั่นก็มีชุดนอนขายด้วย
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน สิ่งแรกที่สะดุดตาคือชุดชั้นในสตรีหลากหลายรูปแบบที่วางเรียงรายกันละลานตา
ตั้งแต่แบบเรียบง่ายสีพื้น ไปจนถึงแบบลูกไม้ปักลายสุดหรู ตั้งแต่เนื้อผ้าคอตตอนที่ใส่สบาย ไปจนถึงผ้าไหมที่ดูเซ็กซี่ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงที่รักแฟชั่นและความเป็นตัวของตัวเอง
ชุดชั้นในลูกไม้ที่ดูประณีตราวกับงานศิลปะที่ถักทอจากเส้นใยแมงมุม ลวดลายที่ละเอียดอ่อนราวกับดอกไม้ที่กำลังผลิบาน ทอประกายล้อแสงไฟจางๆ ดูลึกลับและเย้ายวนใจ
ถึงในร้านจะมีชุดชั้นในหลายแบบ แต่สายตาของเจียงเฟิงกลับวนเวียนอยู่แต่กับพวกชุดลูกไม้เหล่านั้น
จะมีผู้ชายแท้ๆ คนไหนปฏิเสธลูกไม้ได้ล่ะ?
ในตอนนั้นเอง ซูเฉี่ยนเยว่ก็หันมายิ้มถามว่า “ลูกไม้นี่สวยไหมคะ?”
เจียงเฟิงรีบเบือนสายตาหนีด้วยความขัดเขินทันที
“มาช่วยฉันเลือกชุดนอนหน่อยสิคะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
“มันจะเหมาะเหรอครับ?” เจียงเฟิงถามเสียงอ่อย
“อู๋เจ๋อยังไม่ถือสาเลย แล้วนายจะมัวเหนียมอายทำไมคะ?” ซูเฉี่ยนเยว่ถามเสียงเรียบ
เจียงเฟิงเหงื่อซึม
เขาปรับอารมณ์แล้วชี้ไปที่ชุดหนึ่ง “ผมว่าชุดนอนสีฟ้าอ่อนชุดนั้นดูดีนะครับ”
เขาหยิบชุดนั้นมาทาบกับตัวเธอครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “เอาชุดนี้แหละครับ”
“ส่งมาให้ฉันค่ะ เดี๋ยวฉันไปจ่ายเงินเอง” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
“ไม่เป็นไรครับ ผมจ่ายเอง”
ราคาไม่ได้แพงนัก ชุดนอนรับหน้าร้อนชุดหนึ่งราคาแค่ 99 หยวนเท่านั้น
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านและกลับมาที่ห้องเช่า
“งั้นฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
“ครับ เชิญเลย เดี๋ยวผมดูทีวีรอ” เจียงเฟิงตอบ
ซูเฉี่ยนเยว่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอถือชุดนอนเดินเข้าห้องน้ำไป
เจียงเฟิงนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เปิดโทรทัศน์ดูแต่ใจกลับลอยละล่องไปไกล
ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา ซูเฉี่ยนเยว่ก็เดินออกมาจากห้องน้ำ
เธอสวมชุดนอนที่เพิ่งซื้อมาใหม่
“ฉันอาบเสร็จแล้วค่ะ นายก็ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
“ครับผม”
เจียงเฟิงเดินสวนเข้าไปในห้องน้ำทันที
ส่วนซูเฉี่ยนเยว่ก็หยิบไดร์เป่าผมมานั่งเป่าผมจนแห้ง
หลังจากนั้นเธอก็เดินเข้าห้องพักแขกไป
เธอล้มตัวลงนอนบนเตียง สองมือประสานรองใต้ท้ายทอย จ้องมองเพดานห้องด้วยความเหม่อลอย
‘นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่กันแน่เนี่ย’
การมาขอนอนค้างที่บ้านเจียงเฟิง แม้จะบอกว่าทำไปเพราะประชดอู๋เจ๋อ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ตัวตนจริงๆ ของเธอจะกล้าทำเลย
เธอเป็นคนหัวโบราณ ตั้งแต่แต่งงานมา อย่าว่าแต่มาค้างบ้านผู้ชายโสดเลย แม้แต่ไปทานข้าวกับผู้ชายสองต่อสองเธอก็ไม่เคยทำ
‘นี่ฉันกำลังปล่อยเนื้อปล่อยตัวประชดชีวิตแข่งกับอู๋เจ๋ออยู่เหรอ? ถ้าเกิดเจียงเฟิงอยากจะมีอะไรกับเราขึ้นมาจริงๆ เราจะทำยังไง? ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเสนอตัวมาขอนอนค้างบ้านเขาเองแท้ๆ แบบนี้มันก็คือการอ่อย ไม่ใช่เหรอ? เพราะฉะนั้น ถ้าเจียงเฟิงจะขอมีอะไรด้วย เราก็คงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธสินะ’
ซูเฉี่ยนเยว่มีสีหน้าสงบนิ่ง
‘ไม่รู้ว่าตอนนี้เจียงเฟิงมองเรายังไงนะ? เขาคงคิดว่าเราเป็นพวกผู้หญิงเก็บกด สินะ ภายนอกดูรักนวลสงวนตัว แต่ความจริงกลับเป็นพวกสำส่อน’
ในขณะที่เธอกำลังขบคิดอยู่นั้น...
จู่ๆ เสียงเคาะประตูห้องพักแขกก็ดังขึ้น
หัวใจของซูเฉี่ยนเยว่กระตุกวูบทันที
‘จะ... จะมาแล้วเหรอ?’
เธอเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา
พูดตามตรง เธอไม่ได้เตรียมใจที่จะต้องมีอะไรกับเจียงเฟิงเลยสักนิด
“มะ... มีอะไรเหรอคะ?” ซูเฉี่ยนเยว่ถามลอดผ่านประตูไป
“คุณไม่ต้องกลัวนะครับ ผมไม่ได้จะเข้ามาเอาเปรียบคุณ” เสียงเจียงเฟิงดังมาจากข้างนอก
“ฉัน... ฉันไม่ได้กลัวสักหน่อย” ซูเฉี่ยนเยว่แข็งใจตอบ
เจียงเฟิงที่อยู่หน้าประตูแอบขำเบาๆ
ตั้งแต่มีพลังอ่านใจ คนที่เขาแอบฟังเสียงในใจได้บ่อยที่สุดก็คือซูเฉี่ยนเยว่นี่แหละ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงนี้เขาใกล้ชิดกับเธอมาก
อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะซูเฉี่ยนเยว่ดูภายนอกเป็นคนนิ่งขรึมและมั่นคง แต่ลึกๆ ในใจเธอบอบบางมาก
เมื่อกี้ผ่านเสียงในใจ เจียงเฟิงรู้ดีว่าซูเฉี่ยนเยว่กำลังประหม่าสุดขีด
“ผมแค่จะถามว่า คุณมีเสื้อผ้าที่ต้องซักไหมครับ? พอดีผมกำลังจะซักผ้า ถ้าคุณมี ผมจะได้ซักไปพร้อมกันเลย” เจียงเฟิงบอก
“ไม่มีค่ะ ชุดที่ฉันใส่มาเมื่อวานเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ ไม่ต้องซักหรอกค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบ
“โอเคครับ งั้นก็รีบนอนพักผ่อนเถอะครับ”
พูดจบ เจียงเฟิงก็เตรียมจะเดินจากไป
ทว่าจู่ๆ ซูเฉี่ยนเยว่ก็เปิดประตูเดินออกมา
“มีอะไรเหรอครับ?” เจียงเฟิงถาม
“ฉัน... ฉันซักเองค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
“ซักอะไรครับ?”
“เสื้อผ้าของคุณไงคะ” ซูเฉี่ยนเยว่หยุดไปนิดแล้วพูดต่อ “ฉันไม่อยากติดค้างน้ำใจคุณมากเกินไป”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า “คุณทั้งทำกับข้าวให้ฉัน ซื้อชุดนอนให้ พาฉันไปเยี่ยมพ่อ แต่ฉันกลับไม่ได้ทำอะไรให้คุณเลย ให้ฉันช่วยซักผ้าให้เถอะนะคะ”
“แต่เครื่องซักผ้าบ้านผมเสียอยู่นะครับ ยังไม่มีเวลาซ่อมเลย”
“ฉันจะซักมือให้ค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอก ก่อนจะถามต่อว่า “เสื้อผ้าที่จะซักอยู่นักไหนคะ?”
“อยู่ในห้องน้ำครับ”
ซูเฉี่ยนเยว่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเดินกลับเข้าห้องน้ำไปทันที
ครู่ต่อมาเธอชะโงกหน้าออกมาบอกว่า “คุณรีบนอนเถอะค่ะ พรุ่งนี้เช้าฉันไม่มีสอน เลยไม่ต้องรีบไปมหาวิทยาลัยแถมยังนอนตื่นสายได้ แต่คุณน่ะต้องไปสแกนนิ้วเข้างานทุกเช้านะคะ”
“อิจฉาคนมีอัตราจ้างประจำจริงๆ เลยครับ” เจียงเฟิงแกล้งบ่น
“เอาละ เลิกพูดมากแล้วรีบไปนอนได้แล้วค่ะ!” ซูเฉี่ยนเยว่สั่ง
พอพูดจบ เธอก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองมันดูแปลกๆ ไป
เธอไม่ใช่เมียเจียงเฟิงเสียหน่อย ไม่ควรใช้ ‘น้ำเสียงเมียจ๋า’ แบบนี้เลย
อย่างไรก็ตาม เจียงเฟิงกลับทำตัวว่าง่าย เขารีบเดินกลับเข้าห้องตัวเองไปทันที
หลังจากเจียงเฟิงเข้าห้องไปแล้ว ซูเฉี่ยนเยว่ก็รวบรวมสมาธิเตรียมตัวซักผ้า
ในตอนนั้นเอง เธอเพิ่งสังเกตเห็นเสื้อผ้าที่เจียงเฟิงถอดทิ้งไว้
นอกจากเสื้อตัวนอกแล้ว ยังมีกางเกงในด้วย
มุมปากของเธอถดถอยลงเล็กน้อย
อยู่ที่บ้าน เธอก็ซักผ้าให้อู๋เจ๋ออยู่บ่อยๆ แต่สำหรับชุดชั้นในนั้นต่างคนต่างซักมาโดยตลอด
‘ครั้งแรกในชีวิตที่ต้องมาซักกางเกงในให้ผู้ชาย ดันไม่ใช่ของสามีตัวเองเสียอย่างนั้น นี่เรากำลังทำตัวไร้ยางอาย อยู่หรือเปล่านะ?’
ซูเฉี่ยนเยว่ปรากฏรอยยิ้มสมเพชตัวเองขึ้นมาวูบหนึ่ง
ครู่ต่อมาเธอปรับอารมณ์ เลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วเริ่มลงมือซักผ้าอย่างตั้งใจ
วันรุ่งขึ้น
ตอนที่เจียงเฟิงตื่นขึ้นมา ซูเฉี่ยนเยว่ยังคงหลับอยู่ เสื้อผ้าที่ซักไว้เมื่อคืนถูกตากไว้เรียบร้อยแล้วที่ระเบียง
เขาลงมือทำอาหารเช้า เดิมทีคิดจะเคาะประตูเรียกเธอมาทานด้วยกัน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ
‘ปล่อยให้เธอนอนต่ออีกหน่อยเถอะ สองวันที่ผ่านมาเธอคงแทบไม่ได้พักผ่อนเลย’
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เจียงเฟิงก็หาฝามาครอบอาหารส่วนที่เหลือไว้ แล้วเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้ซูเฉี่ยนเยว่ ก่อนจะรีบออกไปทำงาน
พอถึงหน้ามหาวิทยาลัย เขาก็เจอกับหนิงเหยียนพอดี
“แหม อาจารย์เจียง ดูหน้าตาผ่องใสจังเลยนะ ไปเจอเรื่องดีๆ อะไรมาเหรอครับ? หรือว่าถ่านไฟเก่ากับเมียเก่าจะกลับมาคุโชนอีกรอบ?” หนิงเหยียนแซวด้วยรอยยิ้ม
“ไปไกลๆ เลยไป”
เจียงเฟิงหยุดไปนิด พอนึกถึงเรื่องที่แยกทางกับเซี่ยโม่เมื่อวานอย่างไม่ค่อยดีนัก อารมณ์ของเขาก็หม่นลงเล็กน้อย
ในโลกใบนี้ ผู้หญิงที่เขาติดค้างมากที่สุดก็คือเซี่ยโม่
ตอนแต่งงานกัน เขาเคยให้สัญญาไว้มากมายด้วยความมุ่งมั่น แต่จนกระทั่งหย่ากัน เขาก็ยังทำตามสัญญานั้นไม่ได้เลยสักกี่อย่าง
ถึงแม้หลายๆ เรื่องมันจะเกินกำลังความสามารถของเขาในตอนนั้น แต่อย่างไรเสียเขาก็ทำให้เซี่ยโม่ผิดหวังจริงๆ
เมื่อเห็นเจียงเฟิงเงียบไปกะทันหัน หนิงเหยียนก็รีบขอโทษ “ขอโทษครับ ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายนะ”
“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอกครับ” เจียงเฟิงปรับอารมณ์ก่อนจะยิ้มตอบ “ไปทำงานกันเถอะ พวกเรามันพวกคนงานสู้ชีวิต ไม่เหมือนพวกที่มีอัตราจ้างประจำหรอก”
“นั่นสินะครับ”
“อ้อ ไม่ใช่สิ ผมลืมไป คุณน่ะเป็นถึงคุณชายรองแห่งหนิงซื่อกรุ๊ป คนสู้ชีวิตมีแค่ผมคนเดียวต่างหาก” เจียงเฟิงแกล้งว่า
“คุณชายรองตระกูลหนิง... ชื่อฟังดูดีนะ แต่มันก็แค่...”
หนิงเหยียนถอนหายใจยาวก่อนจะพูดต่อ “ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า อ้อ จริงด้วย”
เขานึกอะไรขึ้นมาได้ จึงจ้องมองเจียงเฟิงด้วยสายตาที่ลุกโชน
“สายตาแบบนั้นมันอะไรครับเนี่ย พวกชาวสีม่วงถอยไปไกลๆ เลยนะ” เจียงเฟิงทำท่าระแวง
“อาจารย์เจียงครับ เมื่อไหร่พวกเราจะไปเยี่ยมอาจารย์นันกงกันดีล่ะครับ?” หนิงเหยียนถามเข้าเรื่อง
เจียงเฟิงเหงื่อซึม
“อาจารย์นันกงเขาใกล้จะคลอดอยู่แล้วนะ คุณยังจะตามตื๊อเขาอยู่อีกเหรอ?”
“ถึงเขาจะมีลูก แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีแฟนที่ไหนนี่ครับ บางทีอาจจะเป็นแค่วันไนท์แสตนด์ (One-night stand) แล้วพลาดท้องขึ้นมาก็ได้” หนิงเหยียนวิเคราะห์
“แล้วคุณไม่ถือสาเหรอ?”
“ก็แค่วันไนท์แสตนด์ ต่างฝ่ายต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว จะไปถือสาทำไมล่ะครับ?” หนิงเหยียนถามกลับ
เจียงเฟิง : ...
‘ความรักมันทำให้คนตาบอดจริงๆ สินะ’
ในตอนนั้นเอง หนิงเหยียนก็รบเร้าต่อ “เจียงเฟิง เอาแบบนี้ไหม วันนี้พวกเราไปเยี่ยมอาจารย์นันกงกันเถอะ”
“พี่ชายครับ นันกงเสวี่ยเขากำหนดคลอดภายในไม่กี่วันนี้แล้วนะ คุณจะไปทำไม? ไปช่วยทำคลอดเหรอครับ” เจียงเฟิงถามอย่างเหนื่อยหน่าย
“ผมก็แค่อยากจะแสดงตัวตนต่อหน้าเขาหน่อยน่ะครับ”
เจียงเฟิงนิ่งเงียบไม่ตอบ
ไอ้เจ้าหนิงเหยียนคนนี้ ถึงจะเป็นลูกคนรวยแต่กลับไม่มีนิสัยเสียของพวกลูกเศรษฐีเลย ไม่ทำตัวกร่าง ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เจ้าชู้ แต่ข้อเสียอย่างเดียวคือ... เป็นพวกคลั่งรัก!
ตั้งแต่เห็นนันกงเสวี่ยบนถนนเมื่อปีครึ่งก่อน เขาก็ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบทันที
พอรู้ว่านันกงเสวี่ยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง เขาก็เลยดิ้นรนสมัครเข้ามาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่นี่เพื่อจะได้ใกล้ชิดเธอ
เพียงแต่เขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของนันกงเสวี่ยเลย
นันกงเสวี่ยเป็นคนที่มีบุคลิกเย็นชาและถือตัวมาก เธอเกลียดผู้ชายที่เข้ามาเกาะแกะน่ารำคาญที่สุด
ยิ่งหนิงเหยียนรุกหนักเท่าไหร่ นันกงเสวี่ยก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจมากขึ้นเท่านั้น
‘แต่จะว่าไปนะ ในโลกนี้ยังมีผู้ชายที่ทำให้ราชินีหิมะอย่างนันกงเสวี่ยยอมมีลูกด้วยได้นี่ นับว่ายอดฝีมือจริงๆ’
เสิ่นอวี่เวยบนแผ่นป้ายโฆษณาอาจจะดูสวยสง่าและเย็นชาไร้คู่เปรียบ
แต่นั่นมันก็แค่ภาพลักษณ์ในการถ่ายแบบเท่านั้น
ตัวจริงของเสิ่นอวี่เวยในตอนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่และมั่นคง แต่ไม่ได้ถึงขั้นเย็นชาเข้าไม่ถึง
เพราะในฐานะดารา เธอจะทำตัวเย็นชาเข้าถึงยากไปเพื่ออะไรล่ะ
แต่นันกงเสวี่ยนี่สิที่ ‘เย็น’ ของจริง
เย็นชาเหมือนชื่อของเธอเลย (เสวี่ย แปลว่า หิมะ)
ไม่สิ ให้ความรู้สึกว่าเย็นกว่าหิมะเสียอีก
เจียงเฟิงร่วมงานกับเธอมาสามปี แทบจะไม่เคยเห็นเธอยิ้มเลยสักครั้งเดียว
ขนาดอดีตน้องเมียอย่างเซี่ยเหลียงที่ไม่ค่อยยิ้มเหมือนกัน แต่เซี่ยเหลียงก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่เย็นเยียบขนาดนี้
แต่นันกงเสวี่ยกลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสาวงามภูเขาน้ำแข็งที่ไม่เคยมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
อย่าว่าแต่นักศึกษาในห้องของเธอเลย แม้แต่เจียงเฟิงเองเวลาเห็นหน้าเธอยังรู้สึกประหม่าทุกที
ก่อนหน้านี้ที่มีคนล้อว่าอาจารย์ประจำชั้นสาวสวยทั้งสี่คนที่เป็นคู่หูของเจียงเฟิงคือฮาเร็มของเขานั้น เจียงเฟิงถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
ขืนเรื่องนี้หลุดไปถึงหูนันกงเสวี่ยล่ะก็ มีหวังบ้านแตกแน่ๆ
ยังดีที่ดูเหมือนนันกงเสวี่ยจะยังไม่เคยได้ยินเรื่องล้อเล่นนี้ และก็ไม่มีใครกล้าไปเล่นมุกแบบนี้ต่อหน้าเธอด้วย
“หนิงเหยียน ผมว่านายน่ะต้องเป็นพวกชอบโดนรังแกแน่ๆ นันกงเสวี่ยอาจจะเป็นยอดพธูที่งามล่มเมืองก็จริง แต่กุหลาบดอกนี้มันมีหนามแหลมคมนะเว้ย” เจียงเฟิงเตือน
หนิงเหยียนยิ้มกว้าง “ผมชอบแนวนี้แหละครับ”
“ไอ้โรคจิตเอ๊ย” เจียงเฟิงค่อนขอด
“จริงสิเจียงเฟิง เย็นนี้ฉันเลี้ยง KTV นะ ไปด้วยกันไหม?” หนิงเหยียนชวน
เจียงเฟิงมีสีหน้าหวาดระแวง “อยู่ๆ มาทำใจดีแบบนี้ ต้องมีแผนอะไรแน่ๆ พูดมาซิ จะให้ทำอะไร?”
“คือว่า...” หนิงเหยียนอึกอักครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วบอกความจริง “วันนี้เป็นวันเกิดพี่ชายฉันน่ะสิ เขาชวนไปร้องเพลงที่ KTV แล้วก็มีพวกคุณชายคนดังในเมืองเจียงเฉิงคนอื่นๆ ไปด้วย ฉันไม่ค่อยชอบยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้นเท่าไหร่ แต่พี่ชายสั่งมาฉันก็ขัดไม่ได้ เลยอยากให้นายไปเป็นเพื่อนหน่อยน่ะ”
“เยี่ยนลั่วไปด้วยไหมครับ?” เจียงเฟิงถามขึ้นกะทันหัน
หนิงเหยียนทำหน้าประหลาดใจ
“นายรู้จักเยี่ยนลั่วด้วยเหรอ?”
“ก็นิดหน่อยครับ” เจียงเฟิงตอบเสียงเรียบ
บรรดาคุณชายคนดังในเมืองเจียงเฉิงเขาก็ไม่ได้รู้จักใครหรอก
แต่ชื่อเยี่ยนลั่วเขารู้จักดี
เพราะเยี่ยนลั่วเคยตามจีบเซี่ยโม่มาก่อน สมัยนั้นพวกเขาถือว่าเป็น ‘คู่แข่งหัวใจ’ กันเลยทีเดียว
“งั้นก็ดีเลย นายยิ่งต้องไปเป็นเพื่อนฉันให้ได้เลยนะ”
ไม่รอให้เจียงเฟิงปฏิเสธ หนิงเหยียนก็พนมมือไหว้ขอร้องทันที “ขอร้องล่ะนะเพื่อน”
เฮ้อ~
เจียงเฟิงถอนหายใจยาว “ก็ได้ครับ ทราบแล้ว”
ในมหาวิทยาลัย ความจริงแล้วเขาก็ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่นๆ เท่าไหร่
อย่างที่เคยบอกไป อาจารย์ที่ปรึกษาที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงมีลุ้นที่จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ แต่เงื่อนไขแรกคือคุณต้องได้รับรางวัล ‘อาจารย์ที่ปรึกษาดีเด่นประจำปี’ เสียก่อน
ซึ่งเจียงเฟิงครองตำแหน่งนี้มาสองปีซ้อนแล้ว สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่นๆ ที่อยากจะได้รับการบรรจุ เขาจึงเปรียบเสมือนคู่แข่งตัวฉกาจหรือกระทั่ง ‘อุปสรรค’ ชิ้นโต
แถมคู่หูทำงานของเขาทั้งสี่คนยังสวยสะพรั่งกันทุกคน ยิ่งทำให้คนอื่นพากันอิจฉาตาร้อนเข้าไปใหญ่
ในมหาวิทยาลัย คนที่เขาสนิทใจด้วยที่สุดก็มีแค่หนิงเหยียนนี่แหละ
เพราะหนิงเหยียนเองก็โดนคนอื่นเขม่นอยู่เหมือนกัน
ถ้าพวกเขาสองคนยังจะมาผิดใจกันอีก ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยคงจะลำบากน่าดู
“งั้นตกลงตามนี้เลยนะ!”
พูดจบ หนิงเหยียนก็รีบใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปทันทีเพราะกลัวเจียงเฟิงจะเปลี่ยนใจ
หลังจากหนิงเหยียนไปแล้ว เจียงเฟิงก็เตรียมตัวจะเดินเข้าอาคารเรียน
“เจียงเฟิง” ในตอนนั้นเอง มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
เจียงเฟิงหันไปมอง เห็นรถยนต์คันที่แสนคุ้นตาจอดอยู่ที่ริมถนน
และภายในรถนั้นมีคนที่เขารู้จักดีนั่งอยู่
อู๋เจ๋อ
ทันทีที่เห็นหน้าอู๋เจ๋อ เจียงเฟิงก็รู้สึกผิดบาป ขึ้นมาทันที
ถึงแม้เขาจะเรียกได้ว่า ‘จีบสาวตามใบสั่ง’ ก็เถอะ แต่มันก็อดรู้สึกผิดไม่ได้อยู่ดี
เจียงเฟิงเดินเข้าไปนั่งในรถ
“เป็นยังไงบ้าง?” อู๋เจ๋อเปิดฉากถามทันที
“เป็นยังไงเรื่องอะไรครับ?”
“อย่ามาทำเป็นไขสือ เฉี่ยนเยว่เมื่อคืนพักอยู่ที่ห้องคุณไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ใช่ครับ แต่พวกเราไม่ได้ทำอะไรกันเลยนะ” เจียงเฟิงรีบบอก
ซึ่งก็เป็นความจริงที่พวกเขาไม่ได้มีอะไรเกินเลยกัน
“จริงเหรอครับ?” อู๋เจ๋อทำสีหน้าหวาดระแวง “เฉี่ยนเยว่สวยระดับนางฟ้าขนาดนั้น คุณทนไหวได้ยังไงเนี่ย?”
“ทีคุณเองยังทนได้เลยนี่ครับ”
“นั่นเพราะผมกลัวว่าอารมณ์ที่ตื่นเต้นมันจะไปกระตุ้นโรคหัวใจผมต่างหากล่ะ”
อู๋เจ๋อหยุดไปนิดแล้วถามย้ำ “ไม่ได้ทำจริงๆ เหรอ?”
“ไม่ได้ทำจริงๆ ครับ”
“เรื่องแบบนี้มันก็ต้องไม่รีบร้อนล่ะนะ ขืนคุณรุกหนักเกินไปเฉี่ยนเยว่จะยิ่งรังเกียจเอา” อู๋เจ๋อบอก
“ไม่ใช่ละ อู๋เจ๋อ นี่คุณตั้งใจจะจับคู่ผมกับซูเฉี่ยนเยว่จริงๆ เหรอครับ?”
“คุณคิดว่าผมพูดเล่นหรือไงล่ะครับ?”
อู๋เจ๋อหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเรียบ “วันนี้ผมเพิ่งไปถามหมอมาอีกรอบ หมอเขาบอกว่าต่อให้การผ่าตัดสำเร็จ ผมก็ห้ามใช้ชีวิตที่มีอารมณ์ตื่นเต้นรุนแรงเด็ดขาด แถมเขายังเปรยๆ เตือนผมอีกว่า กรณีของผมเนี่ยไม่ว่าการผ่าตัดจะออกมาเป็นยังไง กิจกรรมบนเตียงน่ะมันเป็นเรื่องที่เสี่ยงตายมาก คุณอยากให้เฉี่ยนเยว่ต้องอยู่เหมือนเป็นหม้ายไปตลอดชีวิตหรือไงครับ?”
เจียงเฟิงจ้องหน้าอู๋เจ๋อนิ่ง
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาถึงได้ถามออกมาว่า “แล้วคุณทำใจได้เหรอครับ?”
อู๋เจ๋อยิ้มขมขื่น “จะทำใจได้ยังไงล่ะครับ ใครล่ะอยากจะส่งเมียที่สวยราวกับนางฟ้าของตัวเองไปขึ้นเตียงกับผู้ชายคนอื่น แต่ว่าผมจะมีทางเลือกอื่นอีกเหรอ?”
เจียงเฟิงนิ่งเงียบ
มุมมองความคิดของคนเรามันต่างกัน
ถ้าเป็นเขา ถึงจะโดนด่าว่าเห็นแก่ตัวยังไง เขาก็คงไม่มีวันยอมผลักไสภรรยาตัวเองไปสู่อ้อมกอดของผู้ชายคนอื่นในขณะที่เขายังมีลมหายใจอยู่เด็ดขาด
แต่เขาก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของอู๋เจ๋ออยู่บ้าง
อู๋เจ๋อปิดบังอาการป่วยของตัวเองกับซูเฉี่ยนเยว่มาตลอด ถือเป็นฝ่ายที่ไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่ของสามีภรรยา
อู๋เจ๋อบอกว่า เพราะเรื่องนี้ทำให้เขามีความกดดันมหาศาลจนสุขภาพจิตแทบพังทลาย
เขารู้สึกว่าตัวเองทำผิดต่อซูเฉี่ยนเยว่มากเหลือเกิน
ดังนั้น เขาจึงอยากจะหาที่พึ่งพิงที่ดีให้กับซูเฉี่ยนเยว่ เพื่อเป็นการลดความรู้สึกผิดบาปในใจของตัวเองลงบ้าง
เพียงแต่...
‘ตัวผมเนี่ยนะ จะเป็นที่พึ่งพิงที่ดีให้ซูเฉี่ยนเยว่ได้จริงๆ?’
เจียงเฟิงไม่ได้มีความมั่นใจเลยสักนิดเดียว
เขาเพิ่งจะผ่านการหย่าร้างมาหมาดๆ แถมอดีตภรรยายังเคยทิ้งท้ายไว้ว่า ‘การแต่งงานกับคุณคือการตัดสินใจที่แย่ที่สุดในชีวิต’ อีกต่างหาก
ท่ามกลางความเงียบนั้น อู๋เจ๋อก็เอ่ยขึ้นว่า “เอาละ คุณรีบไปทำงานเถอะ เดี๋ยวจะสายเอา”
เจียงเฟิงพยักหน้าแล้วเดินออกจากรถไป
ตลอดทั้งช่วงเช้า เจียงเฟิงทำงานด้วยใจที่เหม่อลอย
พอถึงช่วงเที่ยง หนิงเหยียนก็เดินเข้ามาหา
“เจียงเฟิง ไปกินข้าวที่โรงอาหารกันครับ ผมเลี้ยงเอง” หนิงเหยียนชวน
ในจังหวะที่เขากำลังจะลุกขึ้น โทรศัพท์มือถือของเขาก็ส่งเสียงเตือน ‘ติ๊ง’
มันคือเสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปวีแชท (WeChat)
เจียงเฟิงหยิบมือถือขึ้นมาดู
เป็นข้อความจากซูเฉี่ยนเยว่
“ฉันเตรียมมื้อเที่ยงไว้ให้แล้วนะคะ วางไว้ที่ม้านั่งด้านหลังอาคารเรียน 11 ค่ะ”
ในตอนนั้นเอง หนิงเหยียนก็เร่ง “อาจารย์เจียงครับ ไปกันเถอะ”
“เอ่อ พอดีผมมีธุระด่วนกะทันหันน่ะครับ คงไปไม่ได้แล้ว”
พูดจบ เจียงเฟิงก็รีบเดินออกจากห้องทำงานไปทันที
เขามุ่งหน้าไปยังด้านหลังของอาคารเรียน 11
ที่ม้านั่งตัวหนึ่ง มีกล่องอาหารวางอยู่ ภายในคือข้าวราดปลาหอมสับที่แสนคุ้นเคย
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นซูเฉี่ยนเยว่แอบยืนดูอยู่ไม่ไกลนัก
เจียงเฟิงหลุดยิ้มออกมา
“อาจารย์ซูครับ มายืนทำอะไรตรงนั้นล่ะครับ?” เจียงเฟิงแกล้งทักยิ้มๆ
“ถึงตรงนี้จะค่อนข้างเปลี่ยว แต่ก็อาจจะมีคนเดินผ่านไปมาได้นะคะ ขืนเราอยู่ด้วยกันเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดเอา ในเมื่อนายมาถึงแล้ว งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบ ซูเฉี่ยนเยว่ก็เดินจากไปทันที
เมื่อเขากลับเข้ามาในห้องทำงาน หยางเถาก็เดินออกมาจากห้องพอดี
“อาจารย์ซูคะ เมื่อเช้าไม่เห็นหน้าเลยนะคะ” หยางเถาทัก
“เมื่อเช้าฉันไม่มีสอนค่ะ เลยนอนตื่นสายอยู่ที่บ้าน” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบเลี่ยงๆ
“อย่างนี้นี่เอง” หยางเถาพยักหน้าก่อนจะยิ้มถามต่อ “ฉันกำลังจะไปทานข้าวพอดี ไปด้วยกันไหมคะ?”
“ฉันทานมาจากที่บ้านเรียบร้อยแล้วค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
“โอเคค่ะ งั้นฉันไปทานก่อนนะ”
จากนั้นหยางเถาก็เดินจากไป
ซูเฉี่ยนเยว่เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองพลางเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากนั้นไม่นานเธอนึกอะไรบางอย่างได้ จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแวบหนึ่งแล้วถอนหายใจยาว
‘สามีฉันเนี่ยจะเรียกว่าเป็นคนใจกว้าง หรือเรียกว่าเขาไม่สนใจฉันเลยกันแน่คะเนี่ย? ฉันไม่กลับบ้านทั้งคืน เขาไม่แม้แต่จะโทรมาถามไถ่เลยสักนิด’
ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น มีข้อความวีแชทใหม่เด้งขึ้นมา
เป็นข้อความจากเจียงเฟิง
“กับข้าวอร่อยมากครับ ขอบคุณนะ”
“เป็นการแลกเปลี่ยนกันไงคะ นายให้ที่พักพิงกับฉัน ฉันก็ต้องหาอะไรให้นายทานสิ ถึงจะเรียกว่ายุติธรรม” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบกลับ
“แต่วัตถุดิบที่คุณใช้ทำมันก็มาจากในตู้เย็นห้องผมทั้งนั้นเลยนะครับ” เจียงเฟิงส่งข้อความกลับมา
‘ไอ้หมอนี่!’
ซูเฉี่ยนเยว่หน้ามืดครึ้มทันที ก่อนจะกดส่งข้อความไปว่า “อาจารย์เจียงคะ ถ้าคุณยังเป็นพวกขี้งวดแบบนี้ ระวังจะหาแฟนใหม่ไม่ได้นะคะ!”
“ก็นั่นแหละครับ เพราะงั้นคุณก็ไม่จำเป็นต้องมาหาความยุติธรรมอะไรกับผมหรอก การที่ผมอยากจะดีกับคุณมันเป็นความตั้งใจของผมเอง คุณไม่จำเป็นต้องพยายามหาอะไรมาตอบแทนหรอกครับ” เจียงเฟิงส่งข้อความมาอีก
เมื่อได้เห็นข้อความนั้น หัวใจของซูเฉี่ยนเยว่ก็พลันเต้นรัวแรงขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างไม่รู้สาเหตุ
เธอรีบพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองทันที
‘เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมหัวใจถึงเต้นแรงขนาดนี้ล่ะ? เฮ้ๆ อย่าเชียวนะ เจียงเฟิงเป็นเพื่อนรักของสามีเธอนะเฉี่ยนเยว่... เธอจะทำแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด’
ซูเฉี่ยนเยว่ก้มหน้านิ่ง พลางเม้มริมฝีปากเบาๆ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หยางเถาก็ทานข้าวเสร็จและเดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน
“หืม? อาจารย์ซูคะ เป็นอะไรหรือเปล่า?” หยางเถาถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ... เปล่าค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่รีบปรับอารมณ์ก่อนจะยิ้มตอบ “ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”
เธอหยุดไปนิด มองหน้าหยางเถาแล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “อาจารย์หยางคะ ช่วงนี้คุณกับเจียงเฟิงเป็นยังไงบ้างเหรอคะ?”
“หา? ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ล่ะคะ?”
“ก็เห็นตอนนี้คุณกับเจียงเฟิงต่างก็เป็นโสดด้วยกันทั้งคู่ แถมในโรงเรียนก็มีข่าวลือเรื่องพวกคุณหนาหูอยู่ ฉันก็เลยนึกสงสัยขึ้นมาน่ะค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
หยางเถาหัวเราะเบาๆ
เธอมองหน้าซูเฉี่ยนเยว่แล้วแกล้งถามว่า “แหม อาจารย์ซูไปหัดสนใจเรื่องซุบซิบแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะเนี่ย?”
ซูเฉี่ยนเยว่แข็งใจตอบ “ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่ชอบเรื่องซุบซิบหรอกมั้งคะ?”
“งั้นเหรอคะ” หยางเถาหยุดไปนิดก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ระหว่างฉันกับเจียงเฟิงก็... ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาๆ นี่แหละ”
“อ้อ”
ซูเฉี่ยนเยว่ไม่ได้ชวนคุยเรื่องนี้ต่อ แต่เลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นแทน “จะว่าไปนะ อาจารย์นันกงใกล้จะคลอดแล้วใช่ไหมคะ?”
“กำหนดคลอดน่าจะเป็นช่วงวันสองวันนี้แหละค่ะ เธอเคยบอกไว้ว่าถ้าคลอดเมื่อไหร่จะส่งข่าวบอกในกลุ่มวีแชทของพวกเราเป็นที่แรกเลย ตอนนี้ยังไม่มีข้อความส่งมา แสดงว่าน่าจะยังไม่คลอดมั้งคะ” หยางเถาบอก
‘กลุ่มวีแชท’ ที่หยางเถาพูดถึง คือกลุ่มเล็กๆ ที่เจียงเฟิงเป็นคนสร้างขึ้น
หัวหน้ากลุ่มคือเจียงเฟิง และสมาชิกก็คืออาจารย์ประจำชั้นสาวสวยทั้งสี่คนที่เป็นคู่หูการทำงานของเขานั่นเอง
ทั้งซูเฉี่ยนเยว่ หยางเถา และนันกงเสวี่ย ต่างก็อยู่ในกลุ่มนั้นทั้งหมด
ชื่อกลุ่มเดิมคือ: เจียงเฟิงและบรรดาคู่หูสาวสวยของเขา
แต่ภายหลังถูกนันกงเสวี่ยแก้ชื่อเป็น: จงเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
ในขณะที่กำลังคุยกันอยู่ จู่ๆ ก็มีการแจ้งเตือนข้อความใหม่ในกลุ่มวีแชท 【จงเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด】
ซูเฉี่ยนเยว่รีบกดเปิดดูทันที
“ว้าว น่ารักจังเลยค่ะ”
นันกงเสวี่ยส่งรูปทารกแรกเกิดเข้าไปในกลุ่ม
“เจ้าหญิงตัวน้อยค่ะ หนักสามกิโลกับอีกสามขีด (6 จิน 6 เหลียง)” นันกงเสวี่ยส่งข้อความตามมา
ในขณะที่ซูเฉี่ยนเยว่และหยางเถายังไม่ทันได้พิมพ์ตอบ ก็มีใครบางคนชิงแสดงความยินดีตัดหน้าไปก่อนแล้ว
“ยินดีด้วยนะครับ ยินดีด้วยจริงๆ!”
ข้อความนี้มาจากเจียงเฟิงนั่นเอง
ทั้งซูเฉี่ยนเยว่และหยางเถาต่างก็แอบมุมปากกระตุก พลางคิดในใจว่า ‘เจ้านี่มันปฏิกิริยาไวชะมัด! ขนาดพ่อแท้ๆ ของเด็กยังไม่เห็นจะตื่นเต้นเท่านี้เลยมั้งเนี่ย!’
แต่ทว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร และส่งข้อความ ‘ยินดีด้วย’ ตามเข้าไปในกลุ่มเช่นกัน
ในตอนนั้นเอง หยางเถาก็ส่งข้อความถามต่อ “นันกงคะ สะดวกเมื่อไหร่พวกเราจะแวะไปเยี่ยมคุณกับลูกนะคะ”
“เอ่อ... พรุ่งนี้แล้วกันค่ะ ลูกเพิ่งคลอดตามธรรมชาติ หัวเลยดูเบี้ยวๆ ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ หมอบอกว่าพรุ่งนี้น่าจะเริ่มเข้าที่แล้ว พรุ่งนี้พวกคุณค่อยแวะมานะคะ” นันกงเสวี่ยส่งข้อความตอบกลับมา
“ไม่สวยที่ไหนกันคะ? น่ารักจะตายไป” ซูเฉี่ยนเยว่ส่งข้อความตอบ
เธอมองรูปทารกที่นันกงเสวี่ยส่งมาในกลุ่มด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับ
ซูเฉี่ยนเยว่เป็นคนรักเด็กมาก
สาเหตุหนึ่งที่เธอยอมแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย ก็เพราะเธออยากจะเป็นคุณแม่เร็วๆ
แต่ใครจะไปนึกว่า หลังจากแต่งงานมาสามปี อย่าว่าแต่มีลูกเลย แม้แต่การร่วมหอก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
‘จะว่าไปนะ ลูกของนันกงเสวี่ยคนนี้มาได้ยังไงกัน? ไม่เคยเห็นข่าวเลยว่าเธอมีแฟน’
ถึงจะสงสัยมากแค่ไหน แต่เรื่องแบบนี้เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ
ในตอนนั้นเอง หยางเถาก็หันมาถามซูเฉี่ยนเยว่ว่า “จะว่าไปนะอาจารย์ซู คุณแต่งงานมาตั้งสามปีแล้ว ยังไม่คิดจะมีลูกอีกเหรอคะ?”
“แหะๆๆ...”
ซูเฉี่ยนเยว่ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะแข็งใจตอบว่า “เพิ่งจะเริ่มทำงานเองค่ะ ขอมุ่งเน้นเรื่องงานก่อนดีกว่า”
“ลูกของอาจารย์ซูต้องออกมาสวยเหมือนถอดแบบมาจากภาพวาดแน่ๆ เลยค่ะ ก็คุณแม่สวยระดับนางฟ้าขนาดนี้นี่นา”
หยางเถาหยุดไปนิดก่อนจะยิ้มออกมา “ได้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกคุณที่เป็นเทพธิดาแบบนี้ ฉันนี่กดดันจริงๆ เลยค่ะ”
“อาจารย์หยางเองก็สวยมากนะคะ” ซูเฉี่ยนเยว่ชมจากใจ
หยางเถายิ้มรับ “ฉันน่ะรู้เงาหัวตัวเองดีค่ะ”
เธอหยุดไปนิดก่อนจะถามต่อ “ถ้างั้น คุณอยากจะไปเยี่ยมคุณนันกงเสวี่ยกับลูกวันไหนดีคะ?”
“เป็นเย็นนี้เลยดีไหมคะ?” ซูเฉี่ยนเยว่เสนอ
“ตกลงค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวฉันบอกเจียงเฟิงด้วยเลยแล้วกันค่ะ”
จากนั้น ซูเฉี่ยนเยว่ก็กดโทรศัพท์หาเจียงเฟิงทันที
“ฮัลโหลค่ะ” เสียงเจียงเฟิงดังมาจากปลายสาย
“เจียงเฟิง เย็นนี้คุณว่างไหมคะ?” ซูเฉี่ยนเยว่ถาม
“เย็นนี้... เย็นนี้ผมมีธุระนิดหน่อยครับ” เจียงเฟิงตอบอึกอัก
“ทำไมพูดจาอึกอักแบบนั้นล่ะคะ? เย็นนี้แอบไปทำเรื่องไม่ดีอะไรหรือเปล่า?” ซูเฉี่ยนเยว่แกล้งถาม
“จะบ้าเหรอครับ ผมเป็นถึงแม่พิมพ์ของชาตินะ จะไปทำเรื่องไม่ดีได้ยังไงกัน”
เจียงเฟิงหยุดไปนิดก่อนจะเล่าความจริง “พอดีวันนี้เป็นวันเกิดพี่ชายของหนิงเหยียนน่ะครับ หนิงเหยียนเขากลัวพี่ชายมาก เลยคะยั้นคะยอจะลากผมไปเป็นเพื่อนให้ได้เลย”
“โอเคค่ะ ทราบแล้ว” ซูเฉี่ยนเยว่บอก
“คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” เจียงเฟิงถามกลับ
“ไม่มีอะไรสำคัญหรอกค่ะ คุณไปทำธุระเถอะ”
“ครับผม”
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็น
ซูเฉี่ยนเยว่และหยางเถาเดินทางมาถึงโรงพยาบาลแม่และเด็กแห่งเมืองเจียงเฉิง และหา ‘ห้องพักฟื้น’ ของนันกงเสวี่ยจนพบ
มันเป็นห้องพักฟื้นแบบเดี่ยว
ในตอนนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนเตียงคนไข้ เธอกำลังตั้งอกตั้งใจพิมพ์งานในโน้ตบุ๊กอยู่
เธออายุไล่เลี่ยกับซูเฉี่ยนเยว่ ประมาณยี่สิบสี่ถึงยี่สิบห้าปี
ผมยาวสีดำขลับสลวยทิ้งตัวลงบนหัวไหล่ที่บอบบางแต่ตั้งตรงของเธอราวกับน้ำตก
เครื่องหน้าของเธอประณีตงดงามอย่างไร้ที่ติ เส้นแนวกรามที่คมชัดและเรียบเนียนดุจหยกสลัก ดูสูงศักดิ์และเย็นชาในเวลาเดียวกัน
ทรงคิ้วเรียวบางที่เชิดขึ้นเล็กน้อยดูราวกับใบหลิวที่ถูกสลักไว้อย่างบรรจงบนผิวพรรณที่ขาวผ่อง ภายใต้คิ้วคู่นั้นคือดวงตาที่ลุ่มลึกและเย็นเยียบประดุจดาวที่ส่องประกายในคืนที่หนาวเหน็บ แววตาที่ล้ำลึกนั้นดูราวกับจะมองทะลุทุกสิ่งบนโลกใบนี้ได้ ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความห่างเหินที่ปฏิเสธทุกคนที่พยายามจะเข้าใกล้
กระดูกไหปลาร้าที่ดูประณีตราวกับจันทร์เสี้ยวสองดวงฝังอยู่บนผิวที่ขาวราวกับหิมะ ดูเหมือนงานศิลปะตามธรรมชาติที่สื่อถึงความนุ่มนวลและสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอได้อย่างไม่ต้องใช้คำพูด ชวนให้ผู้ที่ได้เห็นต้องหลงใหลและตกตะลึงในความงามนั้น
เธอคือ นันกงเสวี่ย คู่หูอีกคนของเจียงเฟิงนั่นเอง
เมื่อซูเฉี่ยนเยว่และหยางเถาเคาะประตูเดินเข้าไป นันกงเสวี่ยก็แสดงท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย
“ทำไมพวกคุณถึงมาตอนนี้ล่ะคะ? ไหนบอกว่าจะมากันพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?”
“พวกเราใจร้อนอยากเห็นหน้าเด็กน่ะค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่พูดยิ้มๆ
“เสียใจด้วยนะคะ ตอนนี้ลูกไม่ได้อยู่ที่ห้องนี้หรอกค่ะ”
“อ้าว?”
นันกงเสวี่ยอธิบายต่อว่า “เด็กที่เกิดในโรงพยาบาลแม่และเด็กแห่งนี้ ไม่ว่าจะคลอดก่อนกำหนดหรือมีภาวะขาดออกซิเจนหรือไม่ ทุกคนจะต้องถูกส่งเข้าตู้อบเพื่อเฝ้าดูอาการเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงค่ะ ฉันเองก็ได้เห็นหน้าลูกแค่แวบเดียวตอนคลอดเสร็จ ถ่ายรูปเสร็จพยาบาลก็อุ้มไปเลยล่ะค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง รู้งี้พวกเรามาพรุ่งนี้ก็ดีแล้วค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่ว่า
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะชำเลืองมองโน้ตบุ๊กที่วางอยู่ตรงหน้านันกงเสวี่ยแล้วถามต่อว่า “นี่ยังจะขยันทำงานอยู่อีกเหรอคะ ทำไมไม่พักผ่อนให้เต็มที่ล่ะ?”
“คลอดเองมันก็เจ็บแค่ตอนเบ่งนั่นแหละค่ะ คลอดเสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว อีกอย่างฉันไม่มีอะไรทำด้วย เลยนั่งเขียนแผนการสอนไปเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะ”
นันกงเสวี่ยหยุดไปนิดก่อนจะค่อยๆ ลงจากเตียงแล้วชวน “พวกคุณคงยังไม่ได้ทานข้าวกันมาใช่ไหมคะ ไปหาอะไรกินกันเถอะค่ะ”
จากนั้น ทั้งสามคนก็เดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารของโรงพยาบาลพร้อมกัน
การปรากฏตัวของพวกเธอทั้งสามคน กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในโรงอาหารทันทีในชั่วพริบตา
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
เพราะไม่ว่าจะเป็นนันกงเสวี่ย หรือซูเฉี่ยนเยว่ ต่างก็เป็นสาวงามระดับท็อปของเมืองเจียงเฉิงด้วยกันทั้งคู่
แม้แต่หยางเถาเอง ก็มีความสวยที่เรียกได้ว่าโดดเด่นไม่แพ้ใคร
“แล้วหัวหน้ากลุ่มของพวกเราไม่ได้มาด้วยเหรอคะ?” ในตอนนั้นเอง นันกงเสวี่ยก็ถามขึ้น
“เย็นนี้เขามีธุระน่ะค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบ
นันกงเสวี่ยพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
จากนั้นเธอเริ่มถามถึงสถานการณ์ที่มหาวิทยาลัยแทน
“อาจารย์นันกงคะ ช่วงที่คุณไม่อยู่เนี่ย ในมหาวิทยาลัยมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ” หยางเถาหัวเราะร่า
“เล่าให้ฟังหน่อยสิคะ”
“เมื่อไม่นานมานี้ มีคนแอบปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับอาจารย์ซูค่ะ แล้วเจียงเฟิงเป็นคนไปลากคอคนทำออกมาเองกับมือเลยนะ แถมยังเปิดศึกต่อยตีกับนักศึกษาตรงนั้นเลยด้วยค่ะ”
“ฟังดูสมกับเป็นเรื่องที่เขาจะทำดีนะคะ”
นันกงเสวี่ยหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองซูเฉี่ยนเยว่แล้วถามต่อ “แล้วอาจารย์ซูมีหวั่นไหวบ้างไหมคะ?”
ซูเฉี่ยนเยว่หยัดไหล่เบาๆ “พวกเธอนี่น้า ฉันน่ะแต่งงานมีสามีเป็นตัวเป็นตนแล้วนะคะ จะไปหวั่นไหวกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีได้ยังไงล่ะคะ?”
คำพูดประโยคนี้ หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงพูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
แต่สำหรับวันนี้ เธอกลับรู้สึกผิดอยู่ในใจเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก
เพราะวันนี้ ตอนที่เจียงเฟิงส่งข้อความมาบอกว่าเขาเต็มใจที่จะทำดีกับเธอ วินาทีนั้นหัวใจของซูเฉี่ยนเยว่เต้นแรงขึ้นมาจริงๆ
“แล้วนายมีความรู้สึกรักใคร่ให้กับสามีจริงๆ หรือเปล่าคะ?” นันกงเสวี่ยถามแทงใจดำ
ซูเฉี่ยนเยว่รู้สึกหนังศีรษะชาหนึบทันที
นันกงเสวี่ยคนนี้มีการสังเกตที่น่ากลัวจริงๆ
ก่อนหน้านี้เธอเคยร่วมโต๊ะทานข้าวกับซูเฉี่ยนเยว่และอู๋เจ๋อมาครั้งหนึ่ง สงสัยคงจะเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้วแน่ๆ
“ฉันจำได้ว่าอาจารย์ซูเคยบอกว่าเธอชอบเด็กมาก ใช่ไหมคะ?” ในตอนนั้นเอง นันกงเสวี่ยก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่พยักหน้ายอมรับ
“ความจริงแล้ว การจะมีลูกก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเสมอไปหรอกนะคะ เราสามารถ ‘ขอยืมพันธุ์’ ได้ค่ะ” นันกงเสวี่ยกล่าวเสียงเรียบ
แค่กๆ!
ทั้งซูเฉี่ยนเยว่และหยางเถาถึงกับสำลักอาหารพร้อมกันทันที
‘คำพูดคำจาช่างโหดร้ายทารุณแท้!’
“พวกคุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันหมายถึงเราสามารถไปที่ธนาคารอสุจิเพื่อทำเด็กหลอดแก้วได้ค่ะ ถึงแม้การขออนุมัติสำหรับผู้หญิงโสดมันจะยุ่งยากนิดหน่อย แต่มันก็มีวิธีที่จะทำให้ผ่านการตรวจสอบได้อยู่หลายวิธีเลยล่ะค่ะ”
คำพูดนี้ทำเอาทั้งซูเฉี่ยนเยว่และหยางเถาถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ซูเฉี่ยนเยว่ก็รวบรวมความกล้าถามออกไปเบาๆ ว่า “เอ่อ... อาจารย์นันกงคะ ขอเสียมารยาทถามนิดนึงเถอะค่ะ ลูกของคุณคนนี้...”
จบบท