เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 สนามอารมณ์ของซูเฉี่ยนเยว่และเซี่ยโม่

บทที่ 22 สนามอารมณ์ของซูเฉี่ยนเยว่และเซี่ยโม่

บทที่ 22 สนามอารมณ์ของซูเฉี่ยนเยว่และเซี่ยโม่


เจียงเฟิงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับหรงไห่พาณิชย์ เขาเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว

พนักงานหลายคนในหรงไห่พาณิชย์ต่างก็รู้จักเขาดี

ทันทีที่เห็นเจียงเฟิงปรากฏตัวที่หน้าประตู พนักงานหญิงตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับก็เริ่มมีท่าทีกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ข่าวลือที่หนาหูที่สุดในบริษัทก็คือเรื่องที่เจียงเฟิงจับได้ว่าเซี่ยโม่นอกใจ

“ว้าว เจียงเฟิงคงไม่ได้บุกมาหาเรื่องผู้จัดการเซี่ยของพวกเราหรอกนะ”

“ก็ไม่แน่นะ ถึงเจียงเฟิงจะดูเป็นคนอารมณ์ดี แต่ผู้ชายที่ไหนจะทนความอัปยศจากการถูกสวมเขาได้ล่ะ”

“จุ๊ๆ มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วสิ”

ในจังหวะนั้นเอง เซี่ยโม่ก็เดินกลับเข้ามาในบริษัทพอดี

เมื่อเห็นเจียงเฟิงยืนอยู่ที่นี่ เธอก็ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย

“นายมาทำไม?” เซี่ยโม่ถามเสียงเรียบ

เจียงเฟิงยิ้มตอบ “วันนี้เดินเล่นอยู่แล้วบังเอิญเห็นร้านขายขนมกุ้ยฮวาทำมือ ผมรู้ว่าคุณชอบกินก็เลยซื้อมาฝากน่ะ”

เซี่ยโม่อมองห่อขนมกุ้ยฮวาที่เจียงเฟิงยื่นให้ด้วยสีหน้าสับสน

เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจียงเฟิงต้องการอะไรกันแน่

เธอได้ยินมาจากเซี่ยเหลียงว่า ตอนนี้เจียงเฟิงกำลังรุ่ง มีผู้หญิงรุมล้อมไม่ขาดสาย

เธอจึงไม่คิดว่าเจียงเฟิงจะกลับมาเพื่อขอคืนดีแน่นอน

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยอมรับขนมในมือมา

“ขอบคุณค่ะ” เซี่ยโม่บอก

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ยังไงพวกเราก็เคยเป็นสามีภรรยากัน อีกอย่าง การที่ชีวิตคู่ของเราพังทลายก็เป็นเพราะผมที่นอกใจเอง คนที่ควรจะขอโทษคือผมมากกว่า” เจียงเฟิงกล่าว

เซี่ยโม่ : ...

เธอจ้องหน้าเจียงเฟิงเขม็ง

“ในที่สุดนายก็ยอมรับแล้วสินะว่านายนอกใจ?” เซี่ยโม่ถามเสียงเย็น

“ก็เป็นเพราะคุณนั่นแหละที่มัวแต่วุ่นอยู่กับงานทุกวัน สามีตัวเองไม่มีเวลาให้ดูแล ก็ต้องมีผู้หญิงคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเป็นธรรมดา” เจียงเฟิงพูดยิ้มๆ

เซี่ยโม่ : ...

ค่าความโกรธของเธอพุ่งทะยานจนแทบจะทะลุขีดจำกัด

ในตอนนั้นเอง พนักงานต้อนรับที่รอจังหวะดูเรื่องสนุกอยู่ก็เริ่มทนไม่ไหว

“ไอ้ผู้ชายสารเลว!” พนักงานคนหนึ่งด่าเจียงเฟิงออกมา

ยังมีคนอื่นรีบวิ่งเข้าไปหาเซี่ยโม่เพื่อปลอบใจ “ผู้จัดการเซี่ยคะ คุณหย่าน่ะถูกที่สุดแล้วค่ะ”

“แหมๆ กอดคอกันร้องไห้ซะด้วย น่าขำจริงๆ ผมขอเตือนพวกคุณนะ อย่าเอาเยี่ยงอย่างเซี่ยโม่ เพื่อหน้าที่การงานจนทำเอาชีวิตแต่งงานพังพินาศ ผู้หญิงน่ะควรจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกปรนนิบัติสามีถึงจะถูก การออกมาเสนอหน้าทำงานข้างนอกแบบนี้มันน่าละอาย” เจียงเฟิงเสริม

น้ำเสียงของเขาฟังดูแย่กว่าเดิมมาก

พนักงานหญิงของหรงไห่พาณิชย์โกรธจนตัวสั่นกันหมดแล้ว

เซี่ยโม่เองก็ฟิวส์ขาด เธอขว้างห่อขนมกุ้ยฮวาใส่หน้าเจียงเฟิงทันที “ไสหัวไป!”

“จะดุไปถึงไหนเนี่ย ไปก็ได้วะ เชอะ”

เมื่อเห็นเซี่ยโม่คว้ากระถางต้นไม้ใกล้มือขึ้นมา เจียงเฟิงก็รีบใส่เกียร์หมาเผ่นหนีออกไปทันที

หลังจากเจียงเฟิงไปแล้ว พนักงานหญิงต่างก็รุมล้อมปลอบใจเซี่ยโม่สารพัด

บางคนถึงกับออกปากสำนึกผิด

“ผู้จัดการเซี่ยคะ ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันเผลอคิดไปว่าคุณเป็นพวกลืมตัวเห็นแก่เงินจนทิ้งสามี ไม่นึกเลยว่าอดีตสามีคุณจะเป็นสัตว์ป่าในร่างมนุษย์แบบนี้”

“ไม่เป็นไรนะผู้จัดการเซี่ย การหย่ากับไอ้เศษมนุษย์นั่นถือเป็นโชคดีของคุณแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องกลัวนะคะ พวกเราทุกคนจะเป็นกำลังใจให้คุณเองค่ะ”

ความอิจฉาริษยาที่เคยมีต่อเซี่ยโม่เพราะเธอได้เลื่อนตำแหน่งพลันมลายหายไปในพริบตา และเปลี่ยนกลายเป็นความเห็นอกเห็นใจแทน

เมื่อเซี่ยโม่กลับเข้ามาในห้องทำงาน อารมณ์ของเธอก็เริ่มสงบลง

เธอเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นมหาวิทยาลัยกับเจียงเฟิง เธอรู้จักนิสัยของเขาดี

เขาไม่ใช่คนที่ชอบดูหมิ่นหรือทำให้อีกฝ่ายอับอายขายหน้าต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้เด็ดขาด

‘ทำไมวันนี้เขาถึงทำแบบนี้?’

พอนึกถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกน้องในบริษัท โดยเฉพาะพนักงานหญิง เซี่ยโม่ก็เริ่มเดาอะไรบางอย่างได้จางๆ

เธอจึงกดโทรศัพท์หาเซี่ยเหลียงทันที

รอสายไม่นาน ปลายสายก็กดรับ

“ฮัลโหล พี่” เสียงของเซี่ยเหลียงดังขึ้น

“แกไปบอกเจียงเฟิงเหรอ ว่าพี่โดนคนที่บริษัทเขม่นแล้วก็ซุบซิบเรื่องเสียหาย?” เซี่ยโม่ถาม

“ก็แค่เปรยๆ ไปค่ะ” เซี่ยเหลียงหยุดไปนิดแล้วถามต่อ “แล้วพี่เขยทำอะไรเหรอคะ?”

“ไม่มีอะไร”

พูดจบ เซี่ยโม่ก็กดวางสายไป

เธอเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน

จากตรงนี้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ข้างล่างได้

เธอมองเห็นเจียงเฟิงเดินออกมาจากอาคารตึกแฝดฉีจี้ แววตาของเธอเริ่มอ่อนโยนลงมาก

ความเย็นชาที่มีก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมด

จากนั้น เธอก็เห็นรถยนต์คันหนึ่งมาจอดตรงหน้าเจียงเฟิง

เจียงเฟิงคุยกับเจ้าของรถอยู่สองสามประโยคก่อนจะก้าวขึ้นรถไป

เซี่ยโม่รู้จักรถคันนั้นดี

มันคือรถของซูเฉี่ยนเยว่

ฟึ่บ~

เซี่ยโม่รูดม่านปิดหน้าต่างทันที สีหน้าของเธอกลับมาเย็นชาอีกครั้ง

ในอีกด้านหนึ่ง

รถคันนั้นเป็นของซูเฉี่ยนเยว่จริงๆ แต่คนที่ขับกลับไม่ใช่เธอ แต่เป็นหลิวจืออิน

“ทำไมคุณถึงขับรถของซูเฉี่ยนเยว่ล่ะ แล้วรถ ยังว่าง (U8) คันโตของคุณหายไปไหน?” เจียงเฟิงถาม

“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ ส่งเข้าศูนย์ไปซ่อมแล้ว” หลิวจืออินตอบเสียงเรียบ

อารมณ์ของผู้หญิงคนนี้ดูจะหดหู่ไม่น้อย

แต่เจียงเฟิงก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร

ผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงเฟิงก็เริ่มรู้สึกผิดสังเกต

“เอ่อ คุณหมอหลิวครับ ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่ทางไปมหาวิทยาลัยนะครับ...”

“ขอโทษค่ะ ใจลอยไปหน่อย”

หลิวจืออินหักพวงมาลัยมุ่งหน้ากลับไปทางมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง

“คือว่า... คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?” เจียงเฟิงถามต่อ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่...” หลิวจืออินยิ้มเศร้าๆ แล้วพูดต่อ “บางครั้งฉันก็แอบอิจฉาเฉี่ยนเยว่นะ ถึงสามีจะไม่รัก แต่พ่อแม่เธอก็รักเธอมาก แถมยังมีเพื่อนร่วมงานชายที่แสนอบอุ่นคอยปกป้องเธออยู่อีก”

มุมปากของเจียงเฟิงกระตุกเบาๆ

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ‘เพื่อนร่วมงานชายที่แสนอบอุ่น’ ในปากของหลิวจืออินก็น่าจะหมายถึงเขานั่นแหละ

เจียงเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดว่า “คุณหมอหลิวครับ ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ผมก็ยินดีจะช่วยคุณเหมือนกันนะ”

“จริงเหรอคะ? งั้น...” หลิวจืออินยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ไปดูตัวเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิคะ”

เจียงเฟิง : ...

“ล้อเล่นอีกแล้วนะครับ”

“ฉันพูดจริงค่ะ” หลิวจืออินยืนยัน

เจียงเฟิงไม่ได้ปฏิเสธ เขานิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วถามต่อว่า “แล้วผมไปที่นั่นจะให้ทำอะไรล่ะครับ?”

“ไม่รู้สิคะ” หลิวจืออินตอบ

เจียงเฟิงมุมปากกระตุกรัวๆ

เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ และนิ่งเงียบไป

ครู่ต่อมา

รถก็มาถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง

“ถึงที่หมายแล้วค่ะ” หลิวจืออินบอก

แต่เจียงเฟิงยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถ

“เจียงเฟิง? อาจารย์เจียงคะ?” หลิวจืออินทักซ้ำ

ฮู่ว~

เจียงเฟิงพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะพูดว่า “ผมก็ไม่รู้จะช่วยอะไรคุณได้บ้างหรอกนะครับ แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจ ผมไปเป็นเพื่อนก็ได้ครับ แน่นอนว่าผมจะไม่เข้าไปนั่งที่โต๊ะดูตัวหรอกนะ ผมจะรออยู่แถวๆ นั้นแหละครับ”

หลิวจืออินมองหน้าเจียงเฟิงพร้อมกับรอยยิ้ม

“ยิ้มอะไรครับ?”

“นึกว่าจะเก่งแต่ดุด่าฉันซะอีก” หลิวจืออินหัวเราะเบาๆ

เจียงเฟิงยิ้มแห้งๆ

คำพูดบางคำมันก็ยากที่จะพูดออกมาจริงๆ

ตัวอย่างเช่น สาเหตุหลักที่เขาอยากช่วยหลิวจืออิน ก็เพื่อจะ ‘ไถ่บาป’ ให้พ่อของเขา

ตาแก่ไปหลอกลวงความรู้สึกแม่ของหลิวจืออินไว้

ในฐานะลูกชาย ก็ต้องช่วยสะสมกุศลให้พ่อเพื่อชดใช้กรรมเสียหน่อย

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา

ทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในเมืองเจียงเฉิง

ชื่อร้าน ‘หมิงฉากว่าน’ ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ร้านอาหารกึ่งร้านน้ำชาชื่อดังระดับประเทศ

เฮ่อหงเย่ยืนรออยู่ที่หน้าประตู

เมื่อเห็นเจียงเฟิงและหลิวจืออินเดินมาด้วยกัน เฮ่อหงเย่ก็ขมวดคิ้วมุ่น “จืออิน วันนี้เป็นการพบกันของสองครอบครัว ลูกพาผู้ชายมาด้วยหมายความว่ายังไง?”

“คุณน้าเข้าใจผิดแล้วครับ ผมแค่ตั้งใจจะมาดื่มน้ำชาที่นี่พอดี คุณหมอหลิวเลยอาสาขับรถมาส่งน่ะครับ” เจียงเฟิงรีบแก้ตัว

เขาหยุดไปนิด หันไปมองหลิวจืออินแล้วพูดต่อ “งั้นคุณหมอหลิวครับ ผมขอตัวเข้าไปข้างในก่อนนะครับ”

พูดจบ เจียงเฟิงก็เดินนำเข้าไปในร้านน้ำชา แล้วหาที่นั่งตรงห้องโถงรับรอง

ที่นี่มีห้องส่วนตัวด้วย แต่ต้องจองล่วงหน้า

บริเวณหน้าร้าน

“คนที่ไป KTV กับลูกวันนั้น ก็มีผู้ชายคนนี้ด้วยใช่ไหม?” เฮ่อหงเย่ถามต่อ

“ใช่ค่ะ”

“ตกลงพวกเธอมีความสัมพันธ์กันยังไง?”

“เฉี่ยนเยว่เป็นคนพาเขาไปค่ะ” หลิวจืออินตอบ

“แล้วเขาเป็นอะไรกับซูเฉี่ยนเยว่?”

“แม่คะ แม่จะมาเป็นฝ่ายทะเบียนราษฎร์เหรอคะ? หรือว่าแม่จะปิ๊งเขาเข้าให้แล้ว?” หลิวจืออินประชด

“ลูกคนนี้นี่ พูดจาเหลวไหลใหญ่แล้ว! แม่แค่กลัวว่าลูกจะไปเจอคนไม่ดีต่างหาก”

“เหอะ พูดเหมือนใครบางคนที่เพิ่งโดนหลอกมาเลยนะคะ” หลิวจืออินสวนกลับ

เฮ่อหงเย่ถึงกับน้ำท่วมปาก

ในตอนนั้นเอง หลิวจืออินก็ถามต่อ “แม่คะ แม่จะไม่แจ้งความจริงๆ เหรอ?”

“แจ้งไปจะมีประโยชน์อะไร? เขายังไม่ได้เริ่มหลอกเงินแม่เลย แค่หลอกให้รักเฉยๆ ตำรวจเขาจะมายุ่งเรื่องแบบนี้เหรอ?” เฮ่อหงเย่ตอบอย่างสงบนิ่ง

“แม่คะ ถ้าแม่รู้สึกไม่สบอารมณ์ เดี๋ยวหนูจะจ้างคนไปสืบเรื่องไอ้นักต้มตุ๋นคนนั้น แล้วจะแฉให้ชื่อเสียงป่นปี้ไปเลย เขามีลูกชายที่ยังไม่แต่งงานอีกคนไม่ใช่เหรอคะ? พอชื่อเสียงพ่อมันเหม็นโฉ่แล้ว ดูซิว่าลูกมันจะไปหาเมียที่ไหนได้! ลูกสาวบ้านไหนจะยอมแต่งกับลูกของนักต้มตุ๋นกันล่ะ?” หลิวจืออินเสนอแผนการ

“พอเถอะ อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย ลูกน่ะจัดการเรื่องของตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” เฮ่อหงเย่ปราม

หลิวจืออินได้ยินดังนั้นก็คอตกทันที

“แม่คะ ต้องแต่งงานจริงๆ เหรอ?”

“ไม่ใช่แบบนั้นนะลูก ตงฟางไป่มีตรงไหนที่ไม่ดีล่ะ? หน้าตาก็หล่อ การศึกษาก็ดี ชาติตระกูลก็เลิศ นิสัยก็ดีอีกต่างหาก ลูกจะไปหาผู้ชายดีๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนอีก?”

เฮ่อหงเย่หยุดไปนิดก่อนจะดุต่อ “อย่ามาทำเป็นคนไม่รู้คุณค่าหน่อยเลยน่า”

“งั้นแม่คะ หนูขอถามหน่อย” หลิวจืออินจ้องหน้าแม่แล้วถามว่า “แล้วแม่ไปถูกใจผู้ชายคนนั้นตรงไหนคะ? ทั้งไม่หล่อแถมยังไม่มีเงินอีก”

“ทำไมวกกลับมาที่แม่ได้ล่ะเนี่ย?”

“สิ่งที่ตนไม่ปรารถนา ก็อย่าได้ยัดเยียดให้ผู้อื่นสิคะ”

เฮ่อหงเย่นวดขมับด้วยความปวดหัว

ในตอนนั้นเอง

รถโรลส์-รอยซ์ คันหนึ่งมาจอดสนิทที่หน้าประตูร้านน้ำชา

มีคู่สามีภรรยาวัยกลางคนและชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้าปีคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ

นั่นคือสมาชิกครอบครัวตงฟางทั้งสามคน

“หงเย่จ๊ะ ขอโทษทีนะ พอดีรถติดเลยมาสายไปหน่อย” แม่ของตงฟางไป่เอ่ยทัก

“พวกเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันค่ะ” เฮ่อหงเย่หยุดไปนิดก่อนจะเชื้อเชิญ “เชิญข้างในเถอะค่ะ”

ผู้ใหญ่ทั้งสามเดินนำหน้าไป โดยมีหลิวจืออินและตงฟางไป่เดินตามอยู่ด้านหลัง

“ไม่ได้เจอกันหลายปี จืออินสวยขึ้นเยอะเลยนะครับ” ตงฟางไป่พูดยิ้มๆ

“ขอบคุณค่ะ คุณเองก็หล่อขึ้นเหมือนกันนะ คงจะมีสาวๆ มาชอบเยอะเลยล่ะสิคะ?” หลิวจืออินยิ้มตอบตามมารยาท

“ในน้ำสามพันลี้ ขอเพียงตักดื่มแค่จอกเดียว หมายถึงรักเดียวใจเดียว ถ้าไม่ใช่คนที่ผมชอบ ต่อให้มีคนมาจีบเยอะแค่ไหนก็ไม่มีความหมายหรอกครับ”

“แหม เปิดฮาเร็มเลยก็ได้นี่คะ ผู้ชายทุกคนไม่ฝันอยากจะมีฮาเร็มกันทุกคนเหรอ?” หลิวจืออินแกล้งแหย่

“ผมปรารถนาเพียง ‘หนึ่งชีวิต หนึ่งคู่ครอง’ เท่านั้นครับ” ตงฟางไป่ยิ้มอย่างนุ่มนวล

‘ว้าว พ่อหนุ่มคนนี้ปากหวานชะมัด! คำพูดหวานล้อมน้ำตาลเคลือบยาพิษชัดๆ ทีตาบ้าเจียงเฟิงนั่นนะ พูดทีทำเอาคนแทบกระอักเลือดตาย แต่จะว่าไปวันนี้เขาก็ทำตัวดีอยู่นะ’ หลิวจืออินคิดในใจ

หลิวจืออินปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วยิ้ม “พวกเรารีบตามไปเถอะค่ะ พวกผู้ใหญ่เข้าไปในร้านกันหมดแล้ว”

ตงฟางไป่พยักหน้า “ครับ”

ในขณะเดียวกัน ณ โถงรับรองในร้านน้ำชา

เจียงเฟิงกำลังนั่งเผชิญหน้าอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง

ผู้หญิงฝั่งตรงข้ามไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเซี่ยโม่ อดีตภรรยาของเขานั่นเอง

“เมื่อกี้ยังอยู่ที่ห้องทำงานอยู่เลยนี่ครับ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้? คุณมาดูตัวอีกแล้วเหรอ?” เจียงเฟิงอดไม่ได้ที่จะถาม

“ไม่ได้หรือไงคะ?” เซี่ยโม่ถามเสียงเรียบ “ในเมื่อนายนั่งรถเพื่อนร่วมงานสาวมาได้ ทำไมฉันจะมาดูตัวไม่ได้ล่ะ?”

เจียงเฟิงเหงื่อตกเล็กน้อย

ดูเหมือนภาพที่เขาขึ้นรถซูเฉี่ยนเยว่จะถูกเซี่ยโม่เห็นเข้าจริงๆ

เขาปรับอารมณ์แล้วยิ้มกริ่ม “คุณหึงผมเหรอครับ?”

“เหอะ”

เซี่ยโม่หัวเราะเยาะในลำคอแวบหนึ่งก่อนจะพูดว่า “เจียงเฟิง การหลงตัวเองมันคือโรคนะคะ”

เจียงเฟิงจ้องมองเซี่ยโม่

เขาอยากจะรู้จริงๆ ว่าในใจของเซี่ยโม่ตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่

แต่ไม่รู้เป็นเพราะกำแพงใจของเซี่ยโม่มันหนาเกินไปหรือเปล่า พลังแอบฟังเสียงในใจของเขาถึงใช้กับเธอไม่ได้ผลเลยสักนิด

จนถึงป่านนี้ เขายังแอบฟังเสียงในใจของเซี่ยโม่ไม่ได้แม้แต่คำเดียว

‘เฮ้อ เมื่อไหร่พลังแอบฟังเสียงในใจของผมจะพังทลายกำแพงใจของเซี่ยโม่ได้สักทีนะ’

ในตอนนั้นเอง เซี่ยโม่ก็พูดต่อ “นี่พ่อคุณอดีตสามี ทำไมยังไม่ไปอีกล่ะคะ? คู่ดูตัวของฉันกำลังจะมาแล้วนะ”

“สายตาคุณไม่ค่อยดี เดี๋ยวผมช่วยสแกนให้เองครับ” เจียงเฟิงบอก

“นี่นายหน้าด้านไปหน่อยไหมคะ?”

เจียงเฟิงแสยะยิ้มกว้าง “ขอบคุณสำหรับคำชมครับ”

“อืม... ในเมื่อนายอยากจะอยู่ที่นี่นัก ก็ตามใจค่ะ” เซี่ยโม่ว่า

ไม่นานนัก กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูก

“ขอโทษนะคะที่มาสาย”

เสียงที่แสนคุ้นเคย

เจียงเฟิงหันกลับไปมอง แล้วก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นซูเฉี่ยนเยว่

เมื่อเห็นเจียงเฟิงอยู่ที่นี่ด้วย ซูเฉี่ยนเยว่เองก็แสดงท่าทางกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด

“นั่งสิคะ” เซี่ยโม่เชื้อเชิญ

ซูเฉี่ยนเยว่ปรายตามองหาที่นั่ง

โต๊ะน้ำชาหนึ่งตัว มีเก้าอี้สองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน

เจียงเฟิงนั่งฝั่งหนึ่ง เซี่ยโม่ก็นั่งอีกฝั่งหนึ่ง

นั่นหมายความว่า ถ้าซูเฉี่ยนเยว่จะนั่ง เธอต้องเลือกนั่งข้างเซี่ยโม่ ไม่ก็นั่งข้างเจียงเฟิง

แต่สำหรับซูเฉี่ยนเยว่ ไม่ว่าทางเลือกไหนก็ดูจะไม่ดีทั้งนั้น

“เอ่อ... ผมไม่รู้ว่าพวกคุณนัดเจอกัน พอดีผมนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน ผม... ผมขอตัวก่อนนะครับ”

เจียงเฟิงลุกขึ้นยืนหมายจะเผ่นหนี

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละค่ะ” เซี่ยโม่สั่ง

เจียงเฟิงสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินเข้าไปหาเซี่ยโม่ แล้วโน้มตัวลงไปใกล้ๆ กระซิบเสียงเบาว่า “นี่เซี่ยโม่ เรื่องของเราสองคน ทำไมคุณต้องลากคนอื่นมาเกี่ยวด้วยล่ะครับ?”

“อะไรนะ? นายอยากให้ฉันจูบนายเหรอ? ได้สิคะ” ทันใดนั้นเซี่ยโม่ก็โพล่งขึ้นมาเสียงดัง

เจียงเฟิง : ...

ไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัว เซี่ยโม่ก็ประทับริมฝีปากลงบนปากของเขาเบาๆ ทันที

เจียงเฟิงถึงกับยืนแข็งเป็นหินอยู่ตรงนั้น

ตลอดเวลาที่คบกันและแต่งงานกันมาเกือบเจ็ดปี

ในช่วงเจ็ดปีนั้น พวกเขาจูบกันมากี่ครั้งก็นับไม่ถ้วนแล้ว

แต่จูบในวันนี้ ถึงจะเป็นเพียงแค่การสัมผัสเบาๆ แต่ความรู้สึกกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

มันทำให้เขาย้อนนึกถึงความรู้สึกตอนที่จูบกับเซี่ยโม่ครั้งแรก มันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายยังไงยังงั้น

ซูเฉี่ยนเยว่มองภาพเจียงเฟิงและเซี่ยโม่ที่กำลัง ‘แสดงความรัก’ กันด้วยสายตาที่เรียบเฉย

“เอาละ นายไปได้แล้วค่ะ” ในตอนนั้นเอง เซี่ยโม่ก็สั่งขับไล่

เจียงเฟิงเดินออกมาด้วยความมึนงงไปหมด

“อาจารย์ซูคะ เชิญนั่งสิคะ” เซี่ยโม่หันไปบอกซูเฉี่ยนเยว่ต่อ

ซูเฉี่ยนเยว่ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเซี่ยโม่

“ความจริงคุณไม่จำเป็นต้องแกล้งจูบเจียงเฟิงต่อหน้าฉันหรอกค่ะ เพราะฉันไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว ถ้าคุณอยากจะยั่วให้ฉันโมโหจริงๆ ฉันว่าคุณไปจูบสามีฉันยังจะง่ายกว่านะคะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบอย่างสงบนิ่ง

เธอหยุดไปนิดก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเรียบ “มีธุระอะไรจะคุยกับฉันก็พูดมาเถอะค่ะ ฉันยุ่งมาก”

“ฉันอยากจะถามเรื่องใครบางคนหน่อยค่ะ” เซี่ยโม่นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วถามต่อ “คุณรู้ไหมว่ารอบตัวเจียงเฟิงมีผู้หญิงที่เขาเรียกว่า ‘พี่เวยเวย’ ไหมคะ?”

“ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบเสียงเรียบ

ความจริงแล้ว เธอเคยได้ยินชื่อนี้

วันนั้นที่เจียงเฟิงเมาเหล้าแล้วเธอดูแลเขาอยู่ เขาละเมอเพ้อพร่ำเหมือนจำคนผิด แล้วมองหน้าเธอพลางพูดว่า: ‘พี่เวยเวย พี่กลับมาแล้วเหรอ?’

แต่ว่าพี่เวยเวยคนนี้คือใครกันแน่ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

“ฉันก็นึกว่าเจียงเฟิงจะบอกคุณทุกเรื่องซะอีกนะเนี่ย” เซี่ยโม่แขวะต่อ

“มันแปลกประหลาดมากเลยนะคะ ทำไมคุณถึงคิดว่าเจียงเฟิงต้องเล่าทุกเรื่องให้ฉันฟังด้วยล่ะ?” ซูเฉี่ยนเยว่ย้อนถาม

นิสัยของเธอกับเซี่ยโม่นั้นต่างกันคนละขั้ว

เซี่ยโม่มีนิสัยเผด็จการและเข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไร แต่ซูเฉี่ยนเยว่ไม่ใช่

ปกติเธอเป็นคนอ่อนโยนและไม่ชอบมีเรื่องขัดแย้งกับใคร

แต่ในวันนี้ ซูเฉี่ยนเยว่กลับแสดงท่าทีเผชิญหน้ากับเซี่ยโม่อย่างเห็นได้ชัด

บรรยากาศระหว่างผู้หญิงสองคนตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายของ ‘สนามอารมณ์’ (Shura Field) เริ่มแผ่กระจายออกมาทีละนิด

เจียงเฟิงไม่ได้เดินไปไหนไกล

‘ไม่รู้ว่าสองคนนั้นคุยอะไรกันอยู่?’

พลัง ‘อ่านใจ’ ในตอนนี้ก็ดันมาใช้ไม่ได้ผล เขาแอบฟังเสียงในใจของทั้งเซี่ยโม่และซูเฉี่ยนเยว่ไม่ได้เลยสักคน

‘นี่ๆ ท่านพลังอ่านใจครับ วินาทีสำคัญแบบนี้อย่ามาตกม้าตายสิครับ’

เจียงเฟิงกระวนกระวายจนแทบจะเกาหัวตัวเองหลุด

ทว่าในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นในหัวของเจียงเฟิง: ‘เฮ่อหงเย่ยัยผู้หญิงคนนี้โง่จริงๆ เลย เธอคงไม่ได้คิดจริงๆ หรอกนะว่าพวกเรามาเพื่อคุยเรื่องแต่งงานของลูกสาวน่ะ? เป้าหมายของพวกเราคือตัวเธอต่างหาก เดี๋ยวแอบวางยาเธอซะ แล้วขังเธอไว้กับฉันในห้อง ยาในกระเป๋าของฉันเนี่ย ต่อให้เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจเข้มแข็งขนาดไหนก็รับรองว่าเอาไม่อยู่ ข่าวแม่ยายมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับว่าที่ลูกเขย ถ้าหลุดออกไปล่ะก็ ชีวิตของเฮ่อหงเย่ก็จบเหม่พอดี ด้วยจุดอ่อนนี้ เฮ่อหงเย่ที่เป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งของเมืองเจียงเฉิงก็ต้องยอมสยบอยู่ใต้แทบเท้าพวกเรา อยากได้เงินลงทุนเท่าไหร่ เธอก็ต้องยอมประเคนให้ทั้งนั้นแหละ’

นั่นคือเสียงของตงฟางไป่

เมื่อได้ยินสิ่งที่ตงฟางไป่คิด เจียงเฟิงก็แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโกรธแค้น

‘แม่มันเถอะ ไอ้พวกเดรัจฉานเอ๊ย’

‘แต่ก็นึกไม่ถึงเลยแฮะ ว่าหลิวจืออินจะเป็นลูกสาวของเฮ่อหงเย่ เศรษฐีนีเมืองเจียงเฉิงจริงๆ แล้วก็นะ ตาแก่บ้านผมเนี่ยตาถึงชะมัด เศรษฐีนีเมืองเจียงเฉิง... พ่อ... พ่อกล้าดียังไงเนี่ย’

เจียงเฟิงทั้งรู้สึกขำทั้งรู้สึกทึ่ง

พ่อของเขากล้าหาญกว่าที่เขาจินตนาการไว้เยอะเลย

ถึงขั้นกล้าจ้องจะงาบเศรษฐีนีที่มีทรัพย์สินนับหมื่นล้านเลยทีเดียว

ในตอนนั้นเอง เจียงเฟิงก็เห็นหลิวจืออิน เฮ่อหงเย่ และครอบครัวตงฟางทั้งสามคนกำลังเดินตรงมาทางนี้

เขาปรับอารมณ์ก่อนจะเดินสวนเข้าไปทันที

เมื่อเห็นเจียงเฟิงเดินตรงเข้ามาหา หลิวจืออินก็ใจกระตุกวูบ

เธอไม่รู้ว่าเจียงเฟิงคิดจะทำอะไร

ครู่ต่อมา ทั้งคู่เดินสวนกันไป

ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ในจังหวะนั้นเอง เจียงเฟิงก็หมุนตัวกลับแล้วตะโกนว่า “เดี๋ยวก่อน!”

ตงฟางไป่หันมามองเจียงเฟิงแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “มีธุระอะไร?”

“กระเป๋าตังค์ผมหาย คุณขโมยกระเป๋าตังค์ผมไปใช่ไหม?” เจียงเฟิงแกล้งโวยวาย

“หา?”

ตงฟางไป่ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโห

“พี่ชายครับ ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย? ดูหน้าผมเหมือนพวกโจรวิ่งราวโทรศัพท์ (หรือกระเป๋าตังค์) หรือไงครับ?” ตงฟางไป่ถามอย่างเหยียดๆ

“จะใช่หรือไม่ใช่ ก็ลองให้ค้นตัวดูหน่อยสิครับ จะได้รู้กันไปเลย” เจียงเฟิงท้า

สีหน้าของตงฟางไป่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเย็นว่า “พี่ชาย อย่ามาหาเรื่องกันดีกว่านะ”

“ถ้าคุณไม่ได้ขโมยโทรศัพท์ (หรือกระเป๋าตังค์) ผมไปจริงๆ แล้วคุณจะกลัวอะไรล่ะครับ?” เจียงเฟิงตะโกนเสียงดังขึ้น

ไม่นานนัก ผู้คนรอบข้างก็เริ่มมามุงดูกันเต็มไปหมด

แม้แต่เซี่ยโม่และซูเฉี่ยนเยว่ที่กำลังเปิด ‘สนามอารมณ์’ กันอยู่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเดินมาดูด้วย

‘ไอ้หมอนี่คิดจะทำอะไรอีกนะ?’ ซูเฉี่ยนเยว่รำพึงในใจ

แล้วเธอก็นึกถึงภาพที่เขาจูบกับเซี่ยโม่เมื่อกี้ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ในใจของเธอกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาดื้อๆ

ส่วนเซี่ยโม่ยืนอยู่ข้างๆ คอยสังเกตการณ์ด้วยสายตาเย็นชา ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

เมื่อเห็นคนเริ่มมุงดูมากขึ้น ครอบครัวตงฟางทั้งสามก็เริ่มมีอาการกระวนกระวาย

“ไร้สาระจริงๆ จืออินครับ พวกเราไปกันเถอะ” ตงฟางไป่ชวน

“หยุดนะ!”

เจียงเฟิงพุ่งเข้าไปคว้ามือตงฟางไป่ไว้ทันที แล้วพูดต่อว่า “ยอมให้ผมค้นตัวซะดีๆ ถ้าไม่ได้ขโมยไป คุณจะกลัวโดนค้นทำไมล่ะครับ?”

“แล้วถ้าค้นแล้วไม่เจอโทรศัพท์คุณล่ะ?”

“ผมจะกราบขอโทษคุณทันทีเลยครับ”

“คำขอโทษของแกมันมีค่าแค่ไหนกันเชียววะ!” ตงฟางไป่สบถออกมา

เมื่อต้องเผชิญกับการ ‘หาเรื่องไร้สาระ’ ของเจียงเฟิง ตงฟางไป่ก็แทบจะรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามไว้ไม่อยู่แล้ว

หลิวจืออินยืนดูอยู่ห่างๆ โดยไม่พูดอะไร

ถึงเธอจะไม่รู้จักเจียงเฟิงดีนัก แต่เธอก็มั่นใจว่าเจียงเฟิงไม่ใช่คนที่จะมาหาเรื่องคนอื่นมั่วซั่วแบบนี้แน่นอน

‘แต่หมอนี่คิดจะทำอะไรกันแน่?’

ในตอนนั้นเอง มีคนมุงพูดขึ้นว่า “น้องชาย ก็ยอมให้เขาค้นๆ ไปเถอะ จะได้จบๆ”

“ทำไมผมต้องยอมให้มันค้นด้วยล่ะครับ?” ตงฟางไป่เถียง

“ถ้างั้นก็เรียกตำรวจมาแล้วกันครับ” เจียงเฟิงเสนอ

“ดูเหมือนทางร้านจะแจ้งตำรวจไปแล้วนะครับ” ใครคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นตะโกนบอก

ตงฟางไป่เริ่มจะลนลานหนักขึ้น

เขารีบหาจังหวะเตรียมจะวิ่งหนี

“อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้นะครับ!” เจียงเฟิงตะโกนสั่ง

ทันใดนั้น พลเมืองดีหลายคนที่อยู่แถวนั้นก็ช่วยกันรวบตัวครอบครัวตงฟางทั้งสามคนกดลงกับพื้นทันที

ไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจก็เดินทางมาถึง

หลังจากสอบถามสาเหตุแล้ว ตำรวจก็เริ่มทำการค้นตัวตงฟางไป่

ตำรวจไม่พบโทรศัพท์ แต่กลับไปพบห่อยาผงต้องสงสัยซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อของตงฟางไป่แทน

“ว้าว คงไม่ใช่ยาเสพติดหรอกนะนั่น” เจียงเฟิงแกล้งพูดขึ้นเสียงดัง

“ไม่ใช่ครับ! นี่ไม่ใช่ยาเสพติดนะ!” ตงฟางไป่รีบปฏิเสธเสียงหลง

“แล้วมันคืออะไรครับ?” ตำรวจถามเสียงเข้ม

“มัน... มันไม่มีอะไรจริงๆ ครับ” ตงฟางไป่แข็งใจตอบ

“ดูท่าทางคงต้องเชิญพวกคุณไปคุยต่อที่โรงพักแล้วล่ะครับ”

จากนั้น ครอบครัวตงฟางทั้งสามคนก็ถูกคุมตัวไปที่สถานีตำรวจทันที

และทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานก็ตรวจสอบออกมาได้อย่างรวดเร็วว่า ผงในห่อนั้นมีส่วนประกอบของยากระตุ้นกำหนัดในปริมาณที่สูงมาก

เมื่อได้รับทราบข่าวนี้ หลิวจืออินก็โกรธจนแทบจะคลั่ง เธอประณามด่าทอครอบครัวตงฟางทั้งสามอย่างไม่ไว้หน้า

ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกขอบคุณเจียงเฟิงเป็นอย่างมาก

ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงเฟิง เธอหรือแม้แต่แม่ของเธออาจจะต้องตกอยู่ในอันตรายที่แสนสาหัสไปแล้วก็ได้

เพราะจากข้อมูลการสอบสวนของตำรวจ ตงฟางไป่ยอมรับสารภาพว่า บริษัทของครอบครัวเขากำลังประสบปัญหาด้านเงินทุนอย่างหนัก เขาเลยคิดแผนชั่วที่จะมาเล่นงานเฮ่อหงเย่

โดยตั้งใจจะอาศัยจังหวะการดูตัวของหลิวจืออินและตงฟางไป่ เพื่อแอบวางยาแม่ลูกคู่นี้ จากนั้นก็จะสร้างสถานการณ์อื้อฉาวขึ้นมาเพื่อใช้ข่มขู่บีบบังคับให้เฮ่อหงเย่ยอมควักเงินลงทุนให้ตระกูลตงฟาง

“ไอ้คนใจหมา! มันช่างสารเลวและเจ้าเล่ห์ที่สุดเลย!” หลิวจืออินด่ากราดออกมาอีกรอบ

ในตอนนั้นเอง ซูเฉี่ยนเยว่ก็เดินเข้ามาหา

“จืออิน สรุปแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่คะ?”

เธอรู้จักนิสัยของเจียงเฟิงดีกว่าหลิวจืออิน เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะทำอะไรไร้เหตุผล

“ไอ้สารเลวตงฟางไป่นั่นมันกะจะวางยาฉันค่ะ ดีที่เจียงเฟิงสังเกตเห็นก่อน” หลิวจืออินบอก

ซูเฉี่ยนเยว่หัวเราะเบาๆ “คราวนี้เธอติดค้างบุญคุณเจียงเฟิงชิ้นใหญ่แล้วนะ ดูซิว่าต่อไปเธอจะยังกล้าด่าเขาอีกไหม”

หลิวจืออินนิ่งเงียบไป

“แล้วสรุปว่าจะขอบคุณเจียงเฟิงเขายังไงดีคะ? จะยอมพลีกายตอบแทนบุญคุณเลยไหมล่ะ?” ซูเฉี่ยนเยว่แกล้งเย้า

เธอตั้งใจพูดประโยคนี้ออกมาเพื่อเอาคืน

เพราะก่อนหน้านี้ หลิวจืออินมักจะล้อซูเฉี่ยนเยว่บ่อยๆ ว่าควรจะยอมพลีกายให้เจียงเฟิง

แต่ใครจะไปนึกว่า หลิวจืออินกลับนิ่งคิดอย่างจริงจังขึ้นมาเสียอย่างนั้น

แค่กๆ!

“ฉันแค่ล้อเล่นนะคะ นี่เธอเอาจริงเหรอ?” ซูเฉี่ยนเยว่ถามด้วยความประหลาดใจ

หลิวจืออินเองก็แอบกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

“ฉันไม่ได้เอาจริงสักหน่อยค่ะ ความบริสุทธิ์ที่รักษากว่ายี่สิบห้าปีของฉัน จะมายอมยกให้ใครง่ายๆ ได้ยังไงกันล่ะคะ?”

พูดจบ หลิวจืออินก็นึกอะไรบางอย่างได้จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “จริงสิเฉี่ยนเยว่ ผู้หญิงคนที่อยู่กับเธอเมื่อกี้คือใครกันเหรอคะ?”

“เอ่อ...” ซูเฉี่ยนเยว่หยุดไปนิดก่อนจะตอบว่า “อดีตภรรยาของเจียงเฟิงค่ะ”

หลิวจืออิน : ...

“เชี่ย เมียเก่าเจียงเฟิงสวยขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”

“ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบเสียงเรียบ

“แค่กๆ ไม่เป็นไรนะเฉี่ยนเยว่ ความสวยของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ายัยนั่นเลย แถมเธอยังมีหน้าอกที่ใหญ่กว่าด้วย!” หลิวจืออินให้กำลังใจ

“ทำไมฉันต้องไปแข่งกับเขาด้วยล่ะคะ ไร้สาระจริงๆ”

หลิวจืออินหัวเราะร่าแล้วถามต่อ “แล้วสรุปว่า ยัยนั่นมาหาเธอทำไมคะ? จะมาเปิดศึกด้วยเหรอ?”

“เขามาถามเรื่องผู้หญิงที่ชื่อ ‘เวยเวย’ น่ะค่ะ”

“ใครกันคะ?”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่หยุดไปนิดก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คงจะเป็นชู้รักของเจียงเฟิงล่ะมั้งคะ”

“ชู้รักเหรอ... เฮ้อ ฉันนี่ดูถูกเจียงเฟิงเกินไปจริงๆ เห็นจนๆ แบบนั้น แต่กลับเนื้อหอมในหมู่สาวๆ ไม่เบาเลยนะเนี่ย”

หลิวจืออินนิ่งไปครู่หนึ่ง มองหน้าซูเฉี่ยนเยว่แล้วพูดต่อ “เฉี่ยนเยว่ ฉันเปลี่ยนใจแล้วนะ ฉันไม่สนับสนุนเธอกับเจียงเฟิงแล้วล่ะ ดูท่าทางแล้ว เจียงเฟิงก็ไม่ได้ต่างจากอู๋เจ๋อเท่าไหร่หรอก เป็นพวกเจ้าชู้ประตูดินพอกันทั้งคู่นั่นแหละค่ะ”

“อาจจะใช่นะคะ แต่สองคนนี้เขาก็มีความต่างกันอยู่ อย่างน้อยเจียงเฟิงเขาก็เป็นคนมีความรับผิดชอบ เหมือนอย่างวันนี้ ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องมาสอดเรื่องชาวบ้านก็ได้ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย บางทีนี่อาจจะเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เขาเป็นที่นิยมล่ะมั้งคะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบอย่างใจเย็น

หลิวจืออินพยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริงนะคะ”

ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของหลิวจืออินก็ดังขึ้น

“เอาละ ไม่คุยกับเธอแล้วล่ะ ฉันต้องไปหาแม่ก่อนนะคะ” หลิวจืออินบอก

“ไปเถอะค่ะ” ซูเฉี่ยนเยว่ตอบรับ

หลังจากหลิวจืออินจากไป ซูเฉี่ยนเยว่ถึงได้ขับรถออกไปจากที่นั่น

ภายในใจของเธอกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง

‘เดิมทีนึกว่าเขาจะทำดีกับฉันแค่คนเดียวซะอีก แต่ดูเหมือนฉันจะคิดมากไปเอง เขาก็แค่เป็นคนมีน้ำใจกับผู้หญิงสวยๆ ทุกคนนั่นแหละ’

เธอนิ่งเงียบไป ไม่รู้ว่าในใจลึกๆ กำลังรู้สึกอย่างไรอยู่กันแน่

ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของซูเฉี่ยนเยว่ก็ดังขึ้น

คนทีโทรมาคือ เจียงเฟิง...

จบบท

จบบทที่ บทที่ 22 สนามอารมณ์ของซูเฉี่ยนเยว่และเซี่ยโม่

คัดลอกลิงก์แล้ว