เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ของขวัญขอบคุณของซูเฉี่ยนเยว่

บทที่ 21 ของขวัญขอบคุณของซูเฉี่ยนเยว่

บทที่ 21 ของขวัญขอบคุณของซูเฉี่ยนเยว่


“หรือว่าอยากจะจูบกับเจียงเฟิงล่ะคะ?” หลิวจืออินกระเซ้าต่อ

“ไปไกลๆ เลยค่ะ”

“ไม่มีไข่ แล้วจะไปยังไงล่ะจ๊ะ?”

ซูเฉี่ยนเยว่ : ...

“งั้นก็ไสหัวไปเลยค่ะ!

พูดจบ ซูเฉี่ยนเยว่ก็ผลักหลิวจืออินออกไปจากห้องปฐมพยาบาลแล้วปิดประตูดังปัง

จากนั้นเธอก็หันมามองเจียงเฟิงแล้วเอ่ยขึ้น “ฉัน... ได้ยินมาว่านายชอบทานข้าวราดปลาหอมสับเหรอคะ?”

“เอ่อ...”

เจียงเฟิงกะพริบตาปริบๆ เขารู้สึกแปลกใจว่าซูเฉี่ยนเยว่ไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน

ในตอนนั้นเอง ซูเฉี่ยนเยว่ก็ถามต่อ “หรือจะบอกว่า นายชอบทานแค่ข้าวราดปลาหอมสับที่อาจารย์หยางเป็นคนทำกันแน่คะ?”

“อ้อ เปล่าครับ ผมชอบเมนูนี้เฉยๆ น่ะครับ” เจียงเฟิงตอบ

“ฉันเองก็ทำเมนูนี้เป็นค่ะ พอดีคาบสอนช่วงเช้าของฉันจบลงแล้ว เดี๋ยวฉันจะกลับไปทำให้ แล้วจะเอามาส่งให้ที่มหาวิทยาลัยเป็นมื้อเที่ยงวันนี้นะคะ”

ซูเฉี่ยนเยว่หยุดไปนิดก่อนจะเสริมว่า “ถือว่าเป็นของขวัญขอบคุณที่นายช่วยชีวิตพ่อของฉันไว้แล้วกันค่ะ”

“อืม ตกลงครับ” เจียงเฟิงพยักหน้า

เขารู้ดีว่าซูเฉี่ยนเยว่เป็นคนที่ไม่ชอบติดค้างบุญคุณใคร

“งั้นฉันกลับก่อนนะคะ”

พูดจบ ซูเฉี่ยนเยว่ก็เดินออกจากห้องปฐมพยาบาลไป

หลิวจืออินยืนรออยู่ข้างนอก

“ออกมาเร็วปานนี้เลยเหรอคะ เจียงเฟิงนี่เป็นพวกเสร็จไว หรือเปล่าเนี่ย?” หลิวจืออินแซว

“ยัยคนนี้นี่ วันไหนไม่ได้พูดเรื่องใต้สะดือสักวันเธอจะตายไหมคะ” ซูเฉี่ยนเยว่หน้ามืดครึ้มบ่นใส่เพื่อนรัก

หลิวจืออินหัวเราะร่า “ก็ฉันแค่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมนี่นา ในเมื่ออู๋เจ๋อนอกใจได้ ทำไมเธอจะทำบ้างไม่ได้ล่ะคะ”

“เธอน่ะ เอาเรื่องตัวเองให้รอดก่อนเถอะค่ะ ไปล่ะนะ”

จากนั้นซูเฉี่ยนเยว่ก็เดินจากไปทันที

หลิวจืออินเดินกลับเข้าไปในห้องปฐมพยาบาล เพื่อทำแผลที่ศีรษะให้เจียงเฟิงต่อ

“เฉี่ยนเยว่รับปากอะไรนายน่ะ?” หลิวจืออินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“เธอถามว่า...” เจียงเฟิงหยุดไปนิด แกล้งทำท่าทางมีลับลมคมนัยแล้วบอกว่า “ความลับครับ”

หลิวจืออินเริ่มจะสติหลุดเล็กน้อย

“นี่เจียงเฟิง ฉันว่านายนี่มันใจคอคับแคบจริงๆ เลยนะ หรือจะเป็นแค่กับฉันคนเดียวล่ะเนี่ย?” หลิวจืออินว่า

“ผมเป็นพวกปฏิบัติกับคนอื่นตามที่เขาปฏิบัติกับผมครับ”

“หมายความว่า เพราะฉันไม่ดีกับนาย นายก็เลยไม่ดีกับฉันงั้นเหรอ?”

“แล้วคุณดีกับผมเหรอครับ?” เจียงเฟิงย้อนถาม

หลิวจืออินถึงกับอึกอัก

“พวกเราก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น นายจะให้ฉันดีกับนายยังไงล่ะคะ?” หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หลิวจืออินก็ถามต่อ

“ไม่ต้องหรอกครับ ความสัมพันธ์แบบคนรู้จักผ่านๆ นี่แหละกำลังพอดี เย็นชาเกินไปก็ไม่ดี เพราะพวกเราต่างก็เป็นเพื่อนของอาจารย์ซู ถ้าเพื่อนสองคนทะเลาะกัน อาจารย์ซูก็คงจะลำบากใจ แต่ถ้าสนิทสนมกันเกินไป... มันก็ไม่ดีเหมือนกันครับ”

“ทำไมล่ะคะ?”

“มันส่งผลกระทบต่อการหาแฟนใหม่ของผมครับ”

หลิวจืออิน : ...

เธอหน้ามืดครึ้มทันที

ตั้งแต่เกิดมาจนโต เธอไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนแสดงท่าทางรังเกียจโจ่งแจ้งขนาดนี้มาก่อนเลย

“เจียงเฟิง นายรู้ไหมว่าตอนนี้ฉันอยากจะทำอะไร?” หลิวจืออินถามเสียงเย็น

“อยากต่อยผมล่ะมั้งครับ”

“ผิดค่ะ ฉันอยากจะฆ่านายให้ตายคามือต่างหาก” หลิวจืออินบอก

เจียงเฟิงหัวเราะเบาๆ “แต่คุณไม่ทำหรอกครับ จริงๆ คุณก็แค่ปากร้ายไปงั้นเอง แต่เนื้อแท้คุณเป็นคนจิตใจดี เรื่องชั่วร้ายคอขาดบาดตายคุณทำไม่ลงหรอกครับ”

หลิวจืออินชะงักไป

“เหอะ อย่าคิดนะว่าตบหัวแล้วจะมาลูบหลังด้วยน้ำตาลสองสามก้อนแล้วฉันจะยกโทษให้”

แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่หลิวจืออินก็ไม่ได้หยุดมือที่กำลังทำแผลให้เจียงเฟิงเลย

ครู่ต่อมา...

“เสร็จแล้วค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ถ้ายังไม่สบายใจก็ไปทำซีทีสแกนอีกรอบแล้วกัน แต่ดูจากพลังที่นายใช้มาต่อปากต่อคำกับฉันเนี่ย คงไม่ได้สมองกระทบกระเทือนหรอกค่ะ” หลิวจืออินสรุป

“ขอบคุณครับ”

“คำขอบคุณด้วยปากน่ะมันไม่มีค่าหรอกค่ะ”

“แล้วคุณอยากได้ของขวัญขอบคุณแบบไหนล่ะครับ?” เจียงเฟิงถามกลับ

หลิวจืออินกำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น

“ฉันขอรับสายแป๊บนึงนะคะ”

หลิวจืออินไม่ได้เดินเลี่ยงไปไหน เธอกดรับสายในห้องปฐมพยาบาลต่อหน้าเจียงเฟิงทันที

“ฮัลโหลค่ะ แม่” หลิวจืออินกรอกเสียงลงไป

ดูเหมือนคนที่โทรมาจะเป็นเฮ่อหงเย่ แม่ของเธอ

“ตงฟางไป่มาที่เมืองเจียงเฉิงแล้วนะ เย็นนี้พวกลูกไปทานข้าวด้วยกันหน่อยดีไหมจ๊ะ?” เฮ่อหงเย่บอก

“มันจะไม่ค่อยดีมั้งคะ พวกเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นสักหน่อย”

“พวกเธอเคยเป็นเพื่อนร่วมห้องกันตอนมัธยมนี่นา ลืมไปแล้วเหรอ?”

“แม่ก็บอกเองว่าเป็นเรื่องตอนมัธยม หนูมันพวกความจำสั้นเหมือนปลานะคะ อย่าว่าแต่เพื่อนเก่าขนาดนั้นเลย ขนาดเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยหนูยังแทบจะลืมหน้าหมดแล้วเนี่ย” หลิวจืออินเถียง

เฮ่อหงเย่ : ...

ผ่านไปครู่ใหญ่ เฮ่อหงเย่ถึงได้พูดต่อ “เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว พ่อแม่ของตงฟางไป่ก็มาด้วย ที่พวกเขามาเมืองเจียงเฉิงครั้งนี้ก็เพื่อจะมาตกลงเรื่องงานแต่งของลูกกับตงฟางไป่ให้เป็นทางการเสียที อย่ามัวแต่อิดออดเลย เย็นนี้...”

“แต่ว่า เย็นนี้หนูนัดคนอื่นทานข้าวไว้แล้วค่ะ แม่แจ้งกะทันหันเกินไป” หลิวจืออินแย้ง

“นัดกับใครไว้ล่ะ?”

“แม่ไม่รู้จักหรอกค่ะ”

“ไม่บอกชื่อแล้วแม่จะรู้ได้ยังไงว่ารู้จักไหม?” เฮ่อหงเย่ถามต่อ

“เจียงเฟิงค่ะ” หลิวจืออินบอก

เจียงเฟิง : ...

“เจียงเฟิงคือใคร?” เฮ่อหงเย่ถาม

“อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงค่ะ”

“พวกเธอสองคนมีความสัมพันธ์กันยังไง?” เฮ่อหงเย่คาดคั้น

“เพื่อนค่ะ”

“เท่าที่แม่รู้จักลูก ถ้าแค่เพื่อนธรรมดา ลูกจะนัดเขาไปทานข้าวงั้นเหรอ?” เฮ่อหงเย่หยุดไปนิดก่อนจะถามต่อ “ลูกคงไม่ได้... นอกใจหรอกนะ?”

“นี่ๆ คุณแม่เฮ่อหงเย่คะ หนูขอเตือนนะอย่าพูดจาซี้ซั้ว นอกใจอะไรกัน? หนูมีความสัมพันธ์ทางนิตินัยกับตงฟางไป่หรือยังคะ? ตอนนี้แม้แต่คู่หมั้นก็ยังเรียกได้ไม่เต็มปากเลยด้วยซ้ำ จะมาหาว่าหนูนอกใจได้ยังไงล่ะคะ?” หลิวจืออินโวยวายด้วยความไม่พอใจ

“สรุปแล้ว ลูกกับเจียงเฟิงมีความสัมพันธ์กันยังไงแน่?”

“เพื่อนค่ะ”

เฮ่อหงเย่ : ...

ปลายสายอย่างเฮ่อหงเย่หน้ามืดครึ้มไปหมด “ก็ได้ งั้นเย็นนี้แม่จะยกเลิกนัดกับพวกตงฟางไป่ให้”

หลิวจืออินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ทว่า เฮ่อหงเย่ก็พูดต่อทันควัน “แต่ลูกต้องพานายเจียงเฟิงนั่นมาพบแม่ด้วย”

พูดจบ เฮ่อหงเย่ก็กดตัดสายไปทันที

แม่ของเธอกดวางสายเร็วมากจนหลิวจืออินไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธเลย

เธอหันมามองเจียงเฟิงแล้วพูดเสียงอ่อยว่า “อาจารย์เจียงคะ เมื่อกี้คงได้ยินแล้วใช่ไหม?”

“เปล่าครับ ผมหูไม่ดี”

เจียงเฟิงหยุดไปนิดก่อนจะพูดต่อ “เอาละ ผมต้องไปทำงานแล้วล่ะ บ๊ายบาย”

พูดจบ เจียงเฟิงก็เตรียมจะเดินออกจากห้องไป แต่กลับถูกหลิวจืออินคว้าแขนไว้แน่น

“เจียงเฟิง นายจะเห็นคนใกล้ตายแล้วไม่ช่วยไม่ได้นะ” หลิวจืออินอ้อนวอน

เจียงเฟิงกลอกตาใส่ “คุณหาเรื่องใส่ตัวเอก็แท้ๆ”

“เดี๋ยวฉันบอกความลับของเฉี่ยนเยว่ให้!” หลิวจืออินยื่นข้อเสนอ

เจียงเฟิงเผลอแสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็นออกมาตามสัญชาตญาณ แต่ก็รีบดึงสติกลับมาทันที

“หลิวจืออิน คุณหมายความว่ายังไงครับ? อาจารย์ซูเป็นเพื่อนร่วมงานที่โรงเรียน และเป็นภรรยาของเพื่อนสนิทผม เป็นพี่สะใภ้ของผมนะ คำพูดของคุณมันเหมือนกำลังหาว่าผมแอบมองอาจารย์ซูด้วยความใคร่อย่างนั้นแหละ”

“ไม่มีเลยเหรอคะ?”

“ไม่มีแน่นอนครับ!” เจียงเฟิงยืนยันหนักแน่น

“ฉันมีรูปเฉี่ยนเยว่ใส่บิกินี่ด้วยนะ” ในตอนนั้นเอง หลิวจืออินก็ทิ้งไพ่ตายออกมา

อึก~

เจียงเฟิงถึงกับลอบกลืนน้ำลาย

ซูเฉี่ยนเยว่เป็นผู้หญิงที่มีนิสัยค่อนข้างหัวโบราณและรักนวลสงวนตัว ขนาดถุงน่องสีดำเขายังไม่เคยเห็นเธอสวมเลย นับประสาอะไรกับบิกินี่

ถ้าจะบอกว่าไม่สนใจเลยล่ะก็ นั่นมันเรื่องโกหกชัดๆ

แต่ว่า...

‘หลักการ! คนเราต้องมีหลักการ! ถึงแม้อู๋เจ๋อจะบอกว่าอยากจับคู่ผมกับซูเฉี่ยนเยว่ แต่อย่างน้อยตอนนี้อู๋เจ๋อก็ยังไม่ตายนะ โบราณว่าไว้ เมียเพื่อนต้องไม่ล่วงเกิน ศีลธรรมน่ะ เจียงเฟิง นายต้องรักษาศีลธรรมเอาไว้ให้มั่นนะเว้ย’

ฮู่ว~

เจียงเฟิงสูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง

“ซูเฉี่ยนเยว่เป็นพี่สะใภ้ผม ผมมีให้เธอแค่ความเคารพเท่านั้น ไม่เคยมีความคิดอกุศลแม้แต่นิดเดียวครับ!” เจียงเฟิงประกาศเจตนารมณ์

สิ้นเสียงของเขา ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาพร้อมกับเสียงหนึ่ง

“อาจารย์ซูคะ มายืนทำอะไรที่หน้าประตูห้องปฐมพยาบาลเหรอคะ?”

ทั้งเจียงเฟิงและหลิวจืออินในห้องถึงกับชะงักไปพร้อมกัน

จากนั้น หลิวจืออินก็เดินไปเปิดประตูห้องปฐมพยาบาล

และซูเฉี่ยนเยว่ก็ยืนอยู่หน้าประตูจริงๆ

เธอมีสีหน้าที่ดูจะกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย

เธอเอื้อมมือขึ้นมาลูบผมหน้าม้าเบาๆ ก่อนจะยิ้มแห้งๆ แล้วบอกว่า “ฉันก็เพิ่งมาถึงน่ะค่ะ ไม่ได้ยินว่าพวกคุณคุยอะไรกันอยู่หรอก”

คำพูดนี้มันดูเหมือน ‘ร้อนตัว’ ยังไงบอกไม่ถูก

ในตอนนั้นเอง ซูเฉี่ยนเยว่ก็มองมาที่เจียงเฟิงแล้วพูดต่อ “อาจารย์เจียงคะ พอดีฉันนึกขึ้นได้ว่าเตาแก๊สที่บ้านพังน่ะค่ะ เลยทำกับข้าวไม่ได้ ถ้างั้นฉันขอเปลี่ยนเป็นสั่งข้าวราดปลาหอมสับจากข้างนอกมาเป็นของขวัญขอบคุณแทนได้ไหมคะ?”

“ได้หมดครับ” ตอนนี้เจียงเฟิงรู้สึกผิดอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูกเลยได้แต่ตอบรับไป

“งั้นก็ดีค่ะ จะได้ไม่เสียเวลาพวกคุณด้วย ฉันไปก่อนนะคะ”

พูดจบ ซูเฉี่ยนเยว่ก็เดินจากไปทันที

“เฉี่ยนเยว่ รอฉันด้วยสิ!”

หลิวจืออินรีบวิ่งตามไป

ทั้งคู่เดินออกจากห้องพยาบาลมาพร้อมกัน

“หึงเหรอคะ?” หลิวจืออินแซว

“หึงอะไรกัน ไร้สาระค่ะ”

“จริงๆ นะ เจียงเฟิงน่ะมันปากแข็งจะตาย ปากก็บอกว่าไม่สนใจรูปบิกินี่ของเธอหรอก แต่ว่านะ...”

ไม่ทันที่หลิวจืออินจะพูดจบ ซูเฉี่ยนเยว่ก็หยุดฝีเท้ากะทันหันแล้วจ้องหน้าหลิวจืออินเขม็ง ก่อนจะพูดเสียงเข้มว่า “หลิวจืออิน ฉันเห็นว่าเธอเป็นเพื่อนรักที่สุดของฉันนะ แต่เธอกลับเอารูปของฉันไปใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับผู้ชายแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ?”

“ขอโทษค่ะ ฉันผิดไปแล้ว พอดีมันจวนตัวเลยหน้ามืดไปหน่อยน่ะค่ะ” หลิวจืออินพนมมือไหว้ขอโทษขอโพยทันที

ซูเฉี่ยนเยว่ค้อนใส่เพื่อนรักแวบหนึ่ง ก่อนจะถามต่อว่า “สรุปแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่คะ?”

หลิวจืออินจึงเล่าเรื่องที่จะต้องหมั้นกับตงฟางไป่ให้ฟัง

“ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้บอกว่าแล้วแต่พรหมลิขิตหรอกเหรอคะ? แถมยังบอกว่าตงฟางไป่ก็ดูนิสัยดี ในเมื่อไม่มีคนที่ชอบจะแต่งกับใครก็คงเหมือนกัน แล้วทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนใจล่ะคะ? หรือว่าเจอคนที่ชอบแล้ว? เจียงเฟิงเหรอคะ?” ซูเฉี่ยนเยว่ถามต่อ

“ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาดค่ะ!” หลิวจืออินปฏิเสธเสียงแข็ง

เธอหยุดไปครู่หนึ่ง กัดฟันกรอดแล้วพูดต่อ “เจียงเฟิงน่ะดีแต่จะทำให้ฉันโมโห”

ซูเฉี่ยนเยว่ปรายตามองเพื่อนรักแวบหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร

เธอรู้จักนิสัยของเพื่อนสนิทคนนี้ดี

หลิวจืออินเป็นคนที่ไม่ค่อยแคร์สายตาหรือความคิดเห็นของคนอื่นเท่าไหร่นัก

แต่เจียงเฟิงคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้เธอถึงกับต้องมานั่งกลุ้มใจและสับสนขนาดนี้

ซูเฉี่ยนเยว่สายตาเรียบเฉย ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

ในตอนนั้นเอง หลิวจืออินก็ถอนหายใจยาว “ช่างเถอะ การหลบหนีมันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาตลอดไปหรอก ถึงเมื่อก่อนจะไม่ได้รู้สึกถูกชะตากับตงฟางไป่ แต่ไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจจะคลิกกันก็ได้ ความรู้สึกของคนเรามันเปลี่ยนไปตามเวลาและสถานที่เสมอนั่นแหละค่ะ”

ซูเฉี่ยนเยว่คลี่ยิ้มบางๆ “พยายามเข้านะคะ รีบแต่งงานออกไปให้ได้ล่ะ”

“เธอน่ะรีบแต่งออกไปตั้งนานแล้ว แล้วผลเป็นยังไงล่ะคะ?”

ซูเฉี่ยนเยว่นิ่งเงียบไม่ตอบโต้

“อุ๊ย ขอโทษนะคะ” หลิวจืออินรีบขอโทษทันควัน

ซูเฉี่ยนเยว่ยิ้มตอบ “ฉันไม่ได้เปราะบางขนาดนั้นหรอกค่ะ สถานะชีวิตคู่ของฉันมันแย่จริงๆ นั่นแหละ มันคือความจริง”

เธอหยุดไปนิดแล้วพูดต่อ “เอาละ ไม่คุยเรื่องนี้แล้วค่ะ ฉันไปก่อนนะคะ”

หลังจากแยกกับหลิวจืออิน ซูเฉี่ยนเยว่ก็มุ่งหน้ากลับบ้านทันที

เธอนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นอยู่ครู่หนึ่ง แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่มีสมาธิเลยสักนิด

สายตามักจะชำเลืองมองไปทางห้องครัวอยู่บ่อยครั้ง

พอถึงเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง สีหน้าของซูเฉี่ยนเยว่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจลุกขึ้น เดินเข้าห้องครัว และเริ่มลงมือทำกับข้าว

ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ข้าวราดปลาหอมสับร้อนๆ ก็ทำเสร็จเรียบร้อย เธอจัดการบรรจุลงในกล่องเก็บความร้อนอย่างประณีต

จากนั้นเธอก็เรียกบริการรับส่งของ (Runner) ให้ช่วยเอาอาหารกล่องนี้ไปส่งที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง

ในขณะนั้น ณ มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง

เวลาเที่ยงตรง

กิจกรรมรับสมัครงานในช่วงเช้าของมหาวิทยาลัยสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

ตามกำหนดการ กิจกรรมในช่วงบ่ายจะเริ่มขึ้นอีกครั้งในเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง

หลังจากออกมาจากห้องพยาบาล เจียงเฟิงก็กลับไปที่สนามกีฬาอีกครั้งเพื่อคอยช่วยเหลือเหล่านักศึกษาจบใหม่ในการหางาน

เมื่อกิจกรรมช่วงเช้าจบลง หนิงเหยียนก็เดินเข้ามาหาเขาอีกครั้ง

“อาจารย์เจียง ไปทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหารด้วยกันไหมครับ?” หนิงเหยียนชวน

ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของเจียงเฟิงก็ดังขึ้น

เขากดรับสาย

“ฮัลโหล คุณเจียงใช่ไหมครับ?” ปลายสายถาม

“ใช่ครับ”

“ผมมีพัสดุอาหารมาส่งครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมเอาไปส่งให้ครับ”

“ผมอยู่ที่สนามกีฬาครับ”

ไม่นานนัก พนักงานรับส่งของก็นำเอาข้าวราดปลาหอมสับที่ซูเฉี่ยนเยว่เป็นคนทำมาส่งถึงมือเจียงเฟิง

“อ้าว สั่งอาหารเดลิเวอรี่ไว้แล้วเหรอครับ” หนิงเหยียนที่เดินตามมาทักขึ้น

“ครับ”

“สั่งอะไรมาเหรอครับ” หนิงเหยียนสูดดมกลิ่นแล้วเปรยขึ้นว่า “หอมจังเลย กลิ่นเหมือนข้าวราดปลาหอมสับเลยนะครับ”

เจียงเฟิงจึงเปิดกล่องอาหารออกดู

มันคือข้าวราดปลาหอมสับจริงๆ

ไม่ต้องเดาให้ยาก นี่คือสิ่งที่ซูเฉี่ยนเยว่สั่งมาให้แน่นอน (เขาเข้าใจว่าสั่งมา)

ภายในกล่องอาหาร แบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็นข้าวสวยสีขาวสะอาด อีกครึ่งหนึ่งเป็นผัดปลาหอมสับ

เนื้อเส้นยาวๆ ของเนื้อสัตว์ดูเรียงตัวสวย สีสันแดงสว่างชวนให้น่าลิ้มลอง เส้นของเห็ดหูหนู เส้นแครอท และเส้นหน่อไม้ฝรั่ง (Celtuce) สลับสับเปลี่ยนกันดูราวกับภาพวาดที่มีสีสันหลากหลาย ต้นหอมสีเขียวสดและพริกดองสีส้มแดงกระจายอยู่ทั่วไป ดูคล้ายดวงดาวที่ทอประกายอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ยิ่งเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับอาหารจานนี้เข้าไปอีก

‘แต่ว่า นี่มันร้านไหนทำเนี่ย? หน้าตาอาหารนี่ระดับพรีเมียมเลยนะเนี่ย แถมกลิ่นยังหอมมากจริงๆ ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไงนะ?’

จากนั้นเจียงเฟิงก็ตักขึ้นมาลองชิมคำหนึ่ง แล้วดวงตาก็พลันเป็นประกาย

ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความนุ่มเด้งของเนื้อสัตว์ มันดูราวกับเต้นระบำอยู่ในปาก ทุกเส้นใยอัดแน่นไปด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและสดใหม่

ต่อมา ความกรุบกรอบของเห็ดหูหนู ความหวานละมุนของแครอท และความสดกรอบของหน่อไม้ฝรั่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนลิ้น รสสัมผัสของพวกมันสอดประสานกันอย่างลงตัว ราวกับท่วงทำนองของบทเพลงซิมโฟนีแห่งรสชาติที่บรรเลงได้อย่างไพเราะ

ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าฝีมือแม่และหยางเถาที่ทำเมนูนี้ให้อร่อยมากแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าข้าวราดปลาหอมสับกล่องนี้มีรสชาติที่เหนือกว่าไปอีกขั้น

‘ซูเฉี่ยนเยว่ไปสั่งเมนูนี้มาจากร้านไหนกันนะ? วันหลังต้องตามไปชิมที่ร้านให้ได้เลย’

แต่เขาก็รู้สึกกระดากใจที่จะไปถามซูเฉี่ยนเยว่ตรงๆ

เพราะเหตุการณ์ที่ห้องพยาบาลวันนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ค่อนข้างจะกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย

ในขณะที่เขากำลังขบคิดอยู่นั้น ก็มีกลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย

หยางเถาเดินเข้ามาหาแล้วนั่นเอง

“ว้าว ข้าวราดปลาหอมสับหอมจังเลยค่ะ สาวสวยคนไหนทำให้ทานเหรอคะเนี่ย?” หยางเถากระเซ้าเย้าแหย่

“โธ่เอ๊ย สั่งเดลิเวอรี่มาครับ” เจียงเฟิงตอบ

“ร้านไหนทำล่ะคะเนี่ย?”

“เอ่อ มีคนสั่งมาให้ผมน่ะครับ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เจียงเฟิงตอบเลี่ยงๆ

“แหม ใครกันน้า?” หนิงเหยียนแกล้งแซวต่อ

“คุณนี่ทำไมขี้งกกว่าผู้หญิงอีกครับเนี่ย?” เจียงเฟิงหยุดไปนิดก่อนจะพูดต่อ “ก็แค่เพื่อนในเน็ตคนหนึ่งที่รู้จักกันตอนเล่นเกมน่ะครับ”

เขาไม่รอให้หนิงเหยียนได้ซักไซ้ต่อ จึงถามกลับทันทีว่า “อาจารย์หนิงไม่หิวเหรอครับ?”

“ขอผมชิมข้าวราดปลาหอมสับของคุณสักคำได้ไหมครับ?”

“ฝันไปเถอะครับ” เจียงเฟิงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

หนิงเหยียนหัวเราะร่า “ก็ได้ครับ งั้นผมไปหาอะไรกินที่โรงอาหารแทนแล้วกัน”

จากนั้นหนิงเหยียนก็เดินจากไป

“เจียงเฟิง นายไปสนิทกับหนิงเหยียนตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?” หยางเถาถามยิ้มๆ

“ไอ้เจ้าหนิงเหยียนนั่นแหละครับที่เดินเข้ามาตีสนิทกับผมเอง”

“คงเป็นเพราะเรื่องอาจารย์นันกงเสวี่ยล่ะมั้งคะ” หยางเถาเปรยขึ้น

เจียงเฟิงทำหน้าประหลาดใจ “คุณก็รู้เหรอครับ?”

หยางเถาพยักหน้า

“ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่นันกงเสวี่ยเลือกเท่าไหร่นะคะ หนิงเหยียนคนนี้เป็นถึงคุณชายรองแห่งหนิงซื่อกรุ๊ป ทั้งหน้าตาและนิสัยก็ดี ไม่ได้ดูเสเพลเหมือนลูกเศรษฐีคนอื่นๆ เลย แต่ก็นะ ความชอบมันเป็นเรื่องส่วนบุคคล พวกเราที่เป็นคนนอกก็ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายหรอกค่ะ” หยางเถาว่า

เธอหยุดไปครู่หนึ่งเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้จึงถามต่อว่า “วันก่อนคุยกับนันกงเสวี่ย เห็นว่ากำหนดคลอดน่าจะเป็นช่วงสุดสัปดาห์นี้แหละค่ะ ถึงตอนนั้นนายเตรียมจะใส่ซองรับขวัญเท่าไหร่คะ?”

เจียงเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “สักหนึ่งพันหยวนมั้งครับ? ตอนนี้ผมกำลังขัดสนเงินทอง คงใส่ซองให้ได้ไม่มากเท่าไหร่”

“โอเคค่ะ งั้นฉันก็จะใส่สักหนึ่งพันเหมือนกัน อ้อ จริงด้วย ถ้านายขาดเหลือเรื่องเงินล่ะก็ ฉัน...”

ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ จู่ๆ ก็มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเดินถือใบปลิวตรงเข้ามาหา

เธอชื่อ กัวจื่อหาน เป็นนักศึกษาในห้องที่นันกงเสวี่ยดูแลอยู่

“อาจารย์เจียงคะ ได้ยินว่าอาจารย์กำลังขาดเงินเหรอคะ?”

“หูไวจริงๆ นะครับเราเนี่ย”

“แหะๆ หนูมีงานเสริมมาแนะนำค่ะ ใช้เวลาสั้น แต่ได้เงินไว รับรองว่าถูกกฎหมายแน่นอนค่ะ”

เจียงเฟิงตาเป็นประกายทันที

ใช้เวลาสั้น ได้เงินไว แถมยังถูกกฎหมาย นี่มันงานในฝันของคนสู้งานชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง?

“งานอะไรเหรอครับ? บอกมาเร็วๆ เลย” เจียงเฟิงถามอย่างกระตือรือร้น

“ดูเอาเองแล้วกันค่ะ”

จากนั้น กัวจื่อหานก็ยื่นใบปลิวในมือให้เจียงเฟิง

เจียงเฟิงรับมาอ่านดูแวบเดียวถึงกับเหงื่อซึม

มันคือใบปลิวประชาสัมพันธ์โครงการรณรงค์ของธนาคารอสุจิแห่งเมืองเจียงเฉิง

ธนาคารอสุจิมนุษย์เป็นหน่วยงานทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ตรวจสอบ และรักษาอสุจิโดยใช้เทคโนโลยีความเย็นยิ่งยวด เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาภาวะมีบุตรยากและป้องกันโรคทางพันธุกรรม

มันเป็นหน่วยงานวิชาชีพที่ปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด

การบริจาคอสุจิสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้จริงๆ

ใช้เวลาสั้น ได้เงินไว และถูกกฎหมาย

ที่เด็กนี่พูดมามันก็ไม่ผิดเลยสักนิดเดียว

“กัวจื่อหาน เธอไปเอาใบปลิวนี้มาจากไหนน่ะ?”

“พอดีหนูทำงานพาร์ตไทม์อยู่ที่นั่นน่ะค่ะอาจารย์” กัวจื่อหานตอบ

“อ้อ... อย่างนี้นี่เอง” เจียงเฟิงหยุดไปนิดก่อนจะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วเดี๋ยวนี้ราคาค่าบริจาคนี่เขากำหนดกันยังไงเหรอครับ?”

“ราคาหน้าฉากดูเหมือนจะคงที่นะคะ แต่ความจริงแล้วมันเป็นราคาที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของตัวผู้บริจาคค่ะ โดยปกติแล้ว ยิ่งหน้าตาดี การศึกษาสูง ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก อย่างในกรณีของอาจารย์เจียงเนี่ย อย่างต่ำก็น่าจะได้สักหกพันหยวนต่อครั้งเลยนะคะ”

“เดี๋ยวนี้ราคาสูงขนาดนี้เลยเหรอครับ?” เจียงเฟิงทำตาโตด้วยความประหลาดใจ

กัวจื่อหานกะพริบตาปริบๆ “เอ๊ะ? อาจารย์เจียงรู้ราคาเมื่อก่อนด้วยเหรอคะ หรือว่าอาจารย์เคยไปบริจาคมาแล้ว?”

แค่กๆ!

เจียงเฟิงสำลักน้ำลายทันที

“จะเป็น... เป็นไปได้ยังไงกันล่ะครับ?!”

เจียงเฟิงรีบปฏิเสธเสียงแข็ง

“โอเคค่ะ สรุปคือมันเป็นทางหาเงินอีกทางหนึ่งนะคะ ถ้าวันไหนอาจารย์อยากหาเงินเพิ่มก็บอกหนูได้นะ หนูชำนาญขั้นตอนการเดินเรื่องที่นั่นดีค่ะ”

พูดจบ กัวจื่อหานก็หัวเราะร่าแล้ววิ่งหนีไป

เจียงเฟิงนวดขมับตัวเองเบาๆ “ดูท่าทางปกติผมจะตามใจพวกเด็กแสบพวกนี้มากเกินไปสินะเนี่ย ถึงได้กล้ามาล้อผมเล่นเป็นรายคนแบบนี้”

“อาจารย์เจียงจะไม่ลองดูจริงๆ เหรอคะ? นี่เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อชาติและประชาชน แถมยังได้เงินใช้ด้วยนะคะ” หยางเถากระเซ้าด้วยรอยยิ้ม

เจียงเฟิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “คุณเองก็เอาเปรียบผมกับเขาด้วยเหรอครับเนี่ย”

“อาจารย์ผู้หญิงในออฟฟิศเขาเม้าท์กันว่า นายยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินนี่นา ดูท่าทางจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดสินะคะ” หยางเถาพูดพลางหัวเราะเบาๆ

เจียงเฟิงนิ่งเงียบไม่โต้ตอบ

“เอาละค่ะ ไม่รบกวนเวลาทานข้าวของนายแล้ว ฉันไปหาอะไรกินที่โรงอาหารบ้างดีกว่า”

พูดจบหยางเถาก็เดินจากไป

ทันทีที่เขาทานข้าวราดปลาหอมสับในกล่องจนหมด สวี่ลู่และซุนหว่านก็เดินเข้ามาหาอีกครั้ง

ซุนหว่านเดินมาหยุดตรงหน้าเจียงเฟิงแล้วก้มศีรษะลงคำนับอย่างสวยงามโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

“อ้าว เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย” เจียงเฟิงทัก

“พวกเราเพิ่งไปถามที่โรงพักมาค่ะ ปรากฏว่าพวกบริษัทซาหลัวพาณิชย์เป็นพวกสิบแปดมงกุฎแชร์ลูกโซ่จริงๆ ด้วย ซุนหว่านรู้ตัวแล้วว่าเข้าใจอาจารย์ผิดไป เลยตั้งใจมาขอโทษอาจารย์น่ะค่ะ” สวี่ลู่เป็นคนอธิบายแทน

“หนูขอโทษจริงๆ ค่ะอาจารย์” ซุนหว่านเอ่ยเสียงอ่อย

เจียงเฟิงยิ้มปลอบ “ไม่เป็นไรหรอกครับ”

เขาหยุดไปนิด มองหน้าซุนหว่านแล้วพูดต่อ “ซุนหว่านครับ ความจริงเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าเพื่อนคนอื่นในห้องเลยนะ สิ่งเดียวที่เธอขาดไปคือความมั่นใจในตัวเอง อาจารย์เชื่อว่าขอแค่เธอมีความมั่นใจ เธอต้องหางานที่ดีทำได้แน่นอนครับ”

“หนูจะพยายามค่ะอาจารย์” ซุนหว่านรับคำ

ส่วนสวี่ลู่อ้อมไปยืนทางด้านหลังของเจียงเฟิงแล้วเปรยขึ้นว่า “อาจารย์เจียงยอมแกล้งล้มจนเจ็บตัวก็เพื่อจะถ่วงเวลาพวกสิบแปดมงกุฎพวกนั้นไว้สินะคะ?”

“แผลเล็กน้อยน่ะครับ” เจียงเฟิงยิ้มตอบ

สวี่ลู่ไม่ได้พูดอะไรต่อ

เจียงเฟิงหันไปมอง เห็นยัยเด็กนี่กำลังตาแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้

“เป็นอะไรไปอีกคนล่ะเนี่ย?” เจียงเฟิงถาม

“หนูแค่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยค่ะ อาจารย์เจียงดีขนาดนี้ แต่กลับโดนคนลับหลังเอาไปพูดจาว่าร้ายเสียๆ หายๆ เต็มไปหมด” สวี่ลู่บอกด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

เจียงเฟิงยิ้มกว้าง “ไม่มีใครบนโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบหรอกครับ อาจารย์เองก็มีข้อเสียตั้งเยอะแยะ และมันก็ไม่มีทางที่ทุกคนจะยอมรับในตัวเราได้ทั้งหมดหรอก เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรครับ ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องอยู่เพื่อทำให้คนอื่นพอใจ แค่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดโดยไม่ละอายใจตัวเองก็พอแล้ว”

“หนูไม่สนว่าใครจะมองอาจารย์ยังไง แต่ในใจหนู อาจารย์คือครูที่ดีที่สุดค่ะ” สวี่ลู่ยืนยันหนักแน่น

เจียงเฟิงยิ้มอย่างอบอุ่น “ขอบคุณนะ คำพูดของเธอถือเป็นประโยคที่ทำให้อาจารย์รู้สึกประทับใจที่สุดตลอดสี่ปีในการทำงานนี้เลยล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น อาจารย์คะ อาจารย์อยากได้แฟนไหมคะ?” สวี่ลู่โพล่งถามขึ้น

“ไม่เป็นไรครับ” เจียงเฟิงรีบปฏิเสธทันที

‘ยัยเด็กสวี่ลู่นี่ ช่วงนี้ท่าทางจะอาการหนักแฮะ’

สวี่ลู่หัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอจูงมือซุนหว่านเดินจากไปพร้อมกัน

เจียงเฟิงหย่อนตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัย

ในจังหวะที่เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เขาเผลอทำเอาบัตรคอนเสิร์ตของเสิ่นอวี่เวยที่เกือบจะฉีกทิ้งร่วงลงบนพื้นโดยไม่ตั้งใจ

ในขณะที่เขากำลังจะก้มลงเก็บ ก็มีมือคนหนึ่งยื่นมาชิงเก็บขึ้นไปเสียก่อน

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับใบหน้าที่แสนคุ้นเคย

เครื่องหน้าสวยสะดุดตาบวกกับบุคลิกที่ดูเย็นชา

เซี่ยเหลียง อดีตน้องเมียของเขานั่นเอง

“นี่ค่ะ” เซี่ยเหลียงยื่นบัตรคอนเสิร์ตคืนให้เจียงเฟิง

“ผม...” เจียงเฟิงหยุดไปนิดก่อนจะพูดต่อ “ผมยกให้คุณแล้วกันครับ เห็นคุณชอบฟังเพลงไม่ใช่เหรอ?”

ยัยเด็กคนนี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนมักจะเห็นเธอใส่หูฟังบลูทูธฟังเพลงอยู่ตลอดเวลา

“ให้ฉันเหรอคะ?” เซี่ยเหลียงถามย้ำ

“ความจริงผมก็ไม่ได้ชอบไปดูคอนเสิร์ตเท่าไหร่หรอกครับ” เจียงเฟิงอ้าง

“แต่คุณอุตส่าห์กดบัตรที่นั่งโซนใน (Infield) มาได้เลยนะคะ ที่นั่งโซนนี้ไม่แค่แพงอย่างเดียว แต่มันยังหาซื้อยากสุดๆ เลยนะ” เซี่ยเหลียงตั้งข้อสังเกต

“เพื่อนให้มาน่ะครับ” เจียงเฟิงตอบเลี่ยงๆ

“งั้นถ้าคุณไม่ต้องการ ฉันขอรับไว้แล้วกันนะคะ” เซี่ยเหลียงว่า

“รับไว้เถอะครับ” เจียงเฟิงยิ้มให้

เซี่ยเหลียงรับบัตรคอนเสิร์ตไปเก็บไว้ แล้วนั่งลงข้างๆ เจียงเฟิงบนม้านั่ง

“พี่สาวได้เลื่อนตำแหน่งแล้วนะคะ ตอนนี้เธอเป็นผู้จัดการสาขาเจียงเฉิงของหรงไห่พาณิชย์แล้วค่ะ” ในตอนนั้นเอง เซี่ยเหลียงก็เอ่ยขึ้น

เจียงเฟิงยิ้มตอบ “พี่สาวคุณเขามีความสามารถอยู่แล้วล่ะครับ”

“พนักงานหญิงในบริษัทของพี่สาวหลายคนแอบซุบซิบกันลับๆ ว่าที่พี่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเพราะไปนอนกับผู้บริหารที่สำนักงานใหญ่มาค่ะ แถมยังลือกันว่าที่พี่หย่า เป็นเพราะพี่เขยจับได้ว่าพี่มีชู้กับหัวหน้างานน่ะค่ะ” เซี่ยเหลียงเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“พวกปากหอยปากปู พูดจาเหลวไหล!”

เจียงเฟิงมีอาการโกรธจัดจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

ถึงแม้ชีวิตแต่งงานของเขากับเซี่ยโม่จะล้มเหลว แต่เขาก็ไม่เคยนึกโกรธแค้นเธอเลย

มันเป็นเพราะตัวเขาเองที่มี ‘ดีบัฟ’ ติดตัวเยอะเกินไปต่างหาก

ความสามารถของเขาในตอนนั้นมันไม่เพียงพอจะสร้างอนาคตที่เซี่ยโม่คาดหวังได้

แต่เจียงเฟิงรู้จักเซี่ยโม่ดี เธอไม่มีวันเอาตัวเข้าแลกเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเด็ดขาด

“พี่สาวคุณรู้เรื่องข่าวลือพวกนี้ไหมครับ?” เจียงเฟิงพยายามปรับอารมณ์ให้คงที่แล้วถามต่อ

“รู้ค่ะ”

“แล้วเธอ...”

“พี่บอกว่าปากก็เป็นของคนอื่น พี่ห้ามไม่ได้หรอกค่ะ” เซี่ยเหลียงหยุดไปนิดก่อนจะพูดต่อเสียงเรียบ “พี่เป็นคนที่มีศักดิ์ศรีสูงมาก ถึงปากจะบอกว่าไม่สนใจ แต่ในใจพี่คงจะเครียดมากเหมือนกันนั่นแหละค่ะ”

เจียงเฟิงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

หลังจากนั่งคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง เซี่ยเหลียงก็ขอตัวกลับ

ส่วนเจียงเฟิงเองก็เดินออกจากมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงเช่นกัน

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาก็เดินทางมาถึงอาคารสำนักงานตึกแฝดของฉีจี้กรุ๊ป

ซึ่งเป็นตึกเดียวกับที่เขาเคยช่วยสวี่ลู่ไว้บนดาดฟ้า

และสำนักงานใหญ่สาขาเจียงเฉิงของหรงไห่พาณิชย์ที่เซี่ยโม่ทำงานอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ชั้น 8 ของอาคาร A ในตึกแฝดแห่งนี้นั่นเอง

ไม่กี่นาทีต่อมา เจียงเฟิงก็มายืนอยู่ที่หน้าประตูสำนักงานของหรงไห่พาณิชย์ สาขาเจียงเฉิง

จบบท

จบบทที่ บทที่ 21 ของขวัญขอบคุณของซูเฉี่ยนเยว่

คัดลอกลิงก์แล้ว