เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 - รนหาที่ตาย

บทที่ 35 - รนหาที่ตาย

บทที่ 35 - รนหาที่ตาย


บทที่ 35 - รนหาที่ตาย

สีหน้าของเฉิงอวี้ฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด โค้งคำนับฉินเฟิงอย่างนอบน้อมพลางกล่าว

"ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถเหนือผู้ใด แผนการอันแยบคายปานนี้ คนธรรมดาสามัญย่อมมิอาจคาดคิดได้พ่ะย่ะค่ะ"

จากนั้น เขาก็ขยับเข้าไปใกล้ฉินเฟิงเล็กน้อย จงใจลดเสียงลง แฝงไปด้วยความกังขา

"ฝ่าบาท หากเป็นดั่งที่ทรงวางแผนไว้ เช่นนั้นทางเมืองหลวงย่อมต้องมีผู้ที่สามารถสะกดเฟิงเช่อและเหล่าขุนนางพวกนั้นได้อย่างอยู่หมัด ฝ่าบาททรงไว้วางใจในตัวเฉินชิ่งจือและมู่กุ้ยอิงถึงเพียงนั้นเชียวหรือพ่ะย่ะค่ะ"

ฉินเฟิงมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"จ้งเต๋อเอ๋ย ความไว้วางใจที่ข้ามีต่อพวกเขา ก็เฉกเช่นเดียวกับที่ข้ามีต่อท่านนั่นแหละ พวกท่านล้วนเป็นคนที่ข้าไว้วางใจมากที่สุด ข้าเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าพวกเขาทั้งสองจงรักภักดีต่อข้าอย่างแท้จริง ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง สามารถควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน"

เฉิงอวี้ฟังจบก็ชะงักไปเล็กน้อย คล้ายจะประหลาดใจกับคำตอบของฉินเฟิง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ อย่างครุ่นคิด

ฉินเฟิงนั่งลงบนเก้าอี้ภายในห้อง โบกมือให้เฉิงอวี้และจ้าวคัง

"พวกท่านออกไปก่อนเถอะ จ้งเต๋อ ท่านเองก็พักผ่อนให้เต็มที่ พอหายเหนื่อยแล้วพวกเราจะได้รีบเดินทางกลับเมืองหลวงกัน"

เฉิงอวี้และจ้าวคังสบตากัน ก่อนจะขานรับพร้อมกัน

"พ่ะย่ะค่ะ"

จากนั้นก็ค่อยๆ ถอยออกไป

เมื่อพวกเขาคล้อยหลังไปแล้ว สายตาของฉินเฟิงก็ทอดมองไปไกลแสนไกล อันที่จริงเขาไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งหรอก เพียงแค่คิดถึงการนวดของมู่กุ้ยอิงก็เท่านั้นเอง

หลังจากทั้งสองพักผ่อนจนหายเหนื่อย ก็รีบควบม้าเดินทางกลับเมืองหลวงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดก็มาถึงเมืองหลวง

ฉินเฟิงพาเฉิงอวี้มุ่งตรงไปยังฐานลับขององครักษ์เสื้อแพรในเมืองหลวง ฐานลับแห่งนี้ซ่อนเร้นได้อย่างแนบเนียนยิ่งนัก ตั้งอยู่บริเวณหลังร้านของหอนางโลมแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ดูภายนอกเป็นเพียงสถานเริงรมย์ ทว่าภายในกลับซ่อนกลไกไว้มากมาย

ภายในฐานลับมีคนมารวมตัวกันอยู่กว่าสิบคนแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสิ้น

ทันทีที่ฉินเฟิงก้าวเข้ามา ทุกคนก็คุกเข่าลงทำความเคารพทันที ประสานเสียงตะโกนดังก้อง

"ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"

ฉินเฟิงโบกมือ

"ลุกขึ้นเถอะ"

ทุกคนทำตามคำสั่ง ลุกขึ้นยืน สายตาจดจ้องไปที่ฉินเฟิงด้วยความเคารพ

ฉินเฟิงมองพวกเขาพลางเอ่ย

"ช่วงที่ข้าไม่อยู่เมืองหลวง ลำบากพวกเจ้าแล้ว"

ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นห้าคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพ

"การได้รับใช้ฝ่าบาท ถือเป็นเกียรติของพวกข้าพ่ะย่ะค่ะ"

จากนั้น ทุกคนก็หันไปทำความเคารพเฉิงอวี้

"คารวะท่านผู้บัญชาการ"

พวกเขาได้รับรู้เรื่องที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งเฉิงอวี้เป็นผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรจากรายงานของจ้าวคังแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นจ้าวคังยังแนบภาพวาดของเฉิงอวี้มาในรายงานด้วยความใส่ใจ ดังนั้นพวกเขาจึงคุ้นหน้าคุ้นตาเฉิงอวี้เป็นอย่างดี

ฉินเฟิงกวาดสายตาอันน่าเกรงขามมองทุกคนอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทุกคนต้องฟังคำสั่งของเฉิงอวี้ ห้ามดื้อดึงขัดขืนเป็นอันขาด เขาคือผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรที่ข้าแต่งตั้งด้วยตัวเอง พวกเจ้าต้องช่วยเขาสุดกำลัง ทำงานให้ข้าอย่างเต็มที่ หากมีผู้ใดฝ่าฝืน ย่อมต้องรับโทษสถานหนัก"

ประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของฉินเฟิงดุดันขึ้น แววตาแฝงความเย็นเยียบ ทำให้ทุกคนอดขนลุกไม่ได้

ทุกคนประสานเสียงตอบรับ

"น้อมรับราชโองการ"

ฉินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าผ่อนคลายลง หันไปกล่าวกับเฉิงอวี้

"จ้งเต๋อ ต่อไปคนพวกนี้ก็ฝากท่านดูแลด้วย"

เฉิงอวี้ประสานมือ

"ฝ่าบาทโปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ทรงผิดหวัง จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อพัฒนาองครักษ์เสื้อแพรให้เติบโต กลายเป็นดาบที่คมกริบที่สุดในมือของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"

ในตอนนั้นเอง ซุนหมิง รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรที่มีระดับการฝึกฝนขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นห้า ก็ก้าวออกมาข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด รายงานฉินเฟิงด้วยความเคารพ

"ฝ่าบาท เมื่อเช้านี้สายลับที่พวกเราแฝงตัวไว้ในสำนักหมอกเมฆาส่งข่าวมาว่า หลี่เสวียน เจ้าสำนักหมอกเมฆาเพิ่งออกจากด่านเมื่อวานนี้ และทะลวงระดับขึ้นเป็นขั้นบรรพจารย์ยุทธ์สำเร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ

เมื่อหลี่เสวียนออกจากด่านก็ทราบเรื่องที่บุตรชาย รวมถึงผู้อาวุโสสองท่านและศิษย์อีกห้าคนของสำนักหมอกเมฆาถูกฝ่าบาททำลายพลังวรยุทธ์จนหมดสิ้น เขาก็โกรธจัดเป็นฟืนเป็นไฟ นำผู้อาวุโสอีกแปดท่านและศิษย์สายในสามพันคนของสำนักหมอกเมฆามุ่งหน้ามายังเมืองหลวงทันที ประกาศกร้าวว่าจะมาทวงถามความยุติธรรมจากฝ่าบาท

จากรายงานของสายลับที่ดักรออยู่ตามทาง คาดว่าคณะของสำนักหมอกเมฆาใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

ฉินเฟิงฟังรายงานของซุนหมิงจบ ก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า

"โอ้ หลี่เสวียนผู้นี้ช่างรนหาที่ตายเสียจริง"

มุมปากของฉินเฟิงยกขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงความดูแคลน ในใจลอบคิด ตอนนี้ข้ามีมู่กุ้ยอิงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเก้า เฉินชิ่งจือและเฉิงอวี้ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสอง ยังมีองครักษ์เสื้อแพรอีกห้าหมื่นนายและกองทัพเสื้อคลุมขาวอีกเจ็ดพันนาย การที่หลี่เสวียนมาเมืองหลวงก็ไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย

มาแค่คนเดียวยังพอว่า นี่พาศิษย์สำนักหมอกเมฆามาอีกสามพันคน ช่างไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย

ฉินเฟิงหันไปมองซุนหมิง เอ่ยถาม

"แล้วทางฝั่งเฟิงเช่อมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือไม่"

"เรียนฝ่าบาท เฟิงเช่อน่าจะได้รับจดหมายจากสำนักหมอกเมฆาแล้ว เมื่อวานนี้เขาเป็นฝ่ายติดต่อเหล่าขุนนางที่สวามิภักดิ์ต่อเขาอย่างลับๆ และแอบรวบรวมกองกำลังส่วนตัวที่ขุนนางเหล่านั้นเลี้ยงไว้ ดูท่าทางคงตั้งใจจะรอให้คณะของสำนักหมอกเมฆามาถึง แล้วอาศัยการสนับสนุนจากหลี่เสวียน สำนักหมอกเมฆา ปลดฝ่าบาทออกจากตำแหน่ง เพื่อก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนเสียเอง เพียงแต่สำนักหมอกเมฆาและเฟิงเช่อคงยังไม่รู้ว่าฝ่าบาทเสด็จกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว"

ฉินเฟิงอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้

"เฟิงเช่อผู้นี้ช่างคำนวณได้ละเอียดลออนัก น่าเสียดายที่แผนการของเขาถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องล้มเหลว"

สายตาของฉินเฟิงเริ่มลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ เอ่ยช้าๆ

"คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหลี่เสวียนผู้นี้จะออกจากด่านก่อนกำหนด ทั้งยังรีบร้อนมารนหาที่ตายเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็ย่อมต้องสนองความต้องการของพวกเขา ส่งคณะของสำนักหมอกเมฆากลุ่มนี้ไปลงนรกเสียเลย จะได้ให้คนทั่วหล้าได้รับรู้ว่า จุดจบของการล่วงเกินข้าจะเป็นเช่นไร"

เฉิงอวี้รับคำ

"ฝ่าบาท ข้าขอรับหน้าที่เป็นทัพหน้าให้ฝ่าบาท จะนำหัวของหลี่เสวียนมาถวายฝ่าบาทให้จงได้พ่ะย่ะค่ะ"

ฉินเฟิงฟังแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยว่า

"ดี จ้งเต๋อ ข้าเชื่อมั่นในความสามารถของท่านมาตลอด ทว่าเรื่องนี้จะประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย อย่างไรเสียสำนักหมอกเมฆาก็มีฝีมืออยู่บ้าง พวกเราอาจจะดูแคลนศัตรูในเชิงกลยุทธ์ได้ แต่ในเชิงยุทธวิธีต้องให้ความสำคัญกับศัตรู"

ฉินเฟิงนึกถึงเงื่อนไขภารกิจของระบบ ที่ระบุชัดเจนว่าต้องกวาดล้างผู้รุกรานจากสำนักหมอกเมฆาให้สิ้นซาก

การเอาชนะคณะของสำนักหมอกเมฆานั้นไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรจึงจะแน่ใจได้ว่าจะไม่ปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว

อย่างไรเสียคราวนี้ก็มากันตั้งสามพันกว่าคน หากมีคนรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ภารกิจก็ต้องล้มเหลวไม่ใช่หรือ

"จ้งเต๋อ การมาของหลี่เสวียน สำนักหมอกเมฆาในครั้งนี้ ยังพาศิษย์มาด้วยอีกสามพันคน ข้าต้องการจะสังหารศิษย์สามพันคนนี้ให้หมดสิ้น ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว ท่านพอจะมีอุบายอะไรดีๆ หรือไม่"

"ฝ่าบาท ตามความเห็นของข้า หากต้องการกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก การใช้พื้นที่นอกเมืองเป็นสมรภูมิรบถือว่าเหมาะสมที่สุดพ่ะย่ะค่ะ ในเมืองมีราษฎรอาศัยอยู่หนาแน่น สภาพพื้นที่ก็ซับซ้อน ไม่เหมาะกับการทำศึกใหญ่ของกองทัพ อีกทั้งหากสำนักหมอกเมฆาเพลี่ยงพล้ำ สภาพพื้นที่ในเมืองก็อาจจะกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ศิษย์สำนักเหล่านั้นหลบหนีได้

ข้าเห็นว่า ในพื้นที่โล่งกว้างนอกเมือง ด้วยความสามารถของท่านแม่ทัพเฉินชิ่งจือ การจะกวาดล้างศิษย์สามพันคนของสำนักหมอกเมฆาให้สิ้นซากย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น พวกเรายังสามารถจัดวางพลธนูอีกห้าพันนายไว้รอบนอก หากมีศัตรูพยายามจะฝ่าวงล้อมออกไป ก็ให้ระดมยิงทันที

ในขณะเดียวกัน ที่วงนอกสุดก็ให้วางกำลังพลชั้นยอดขององครักษ์เสื้อแพร องครักษ์เสื้อแพรมีความเชี่ยวชาญด้านการแกะรอยและลอบสังหาร ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีผู้ใดรอดไปได้ ต่อให้มีคนฝ่าวงล้อมทั้งสองชั้นออกมาได้ องครักษ์เสื้อแพรก็สามารถลงมือจัดการได้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครรอดชีวิตไปได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"

ฉินเฟิงฟังแล้ว ดวงตาก็สว่างวาบ ในใจลอบชื่นชมความล้ำลึกในกลอุบายของเฉิงอวี้

"จ้งเต๋อ แผนการของท่านยอดเยี่ยมมาก เอาตามที่ท่านว่าก็แล้วกัน"

จากนั้น ฉินเฟิงก็เริ่มสั่งการให้คนนำราชโองการไปแจ้งแก่เฉินชิ่งจือ ให้จัดวางกำลังทัพตามแผนการของเฉิงอวี้ แล้วส่งคนไปส่งราชโองการให้มู่กุ้ยอิงในวังหลวง ให้นางไปสมทบกับตนที่กำแพงเมืองหลวง สุดท้ายก็ส่งคนไปส่งจดหมายให้เฟิงเช่อและเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ แจ้งว่าฮ่องเต้ได้เตรียมฉากเด็ดไว้ให้ชมที่นอกเมืองหลวง ขอเชิญเหล่าขุนนางมาชมด้วยกัน

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉินเฟิงก็นำเฉิงอวี้และเหล่าองครักษ์เสื้อแพรมุ่งหน้าไปยังกำแพงเมือง

ในขณะเดียวกัน เฉินชิ่งจือที่ได้รับราชโองการ ก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว สั่งการให้กองทัพเสื้อคลุมขาวและกองกำลังป้องกันเมืองจัดวางกำลังทัพนอกเมืองตามแผนที่วางไว้ พร้อมกับจัดวางกองทหารรักษาพระองค์ในเมืองเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย นอกจากนี้ยังได้ส่งกองทหารรักษาพระองค์ไปเฝ้าจับตาดูรอบๆ จวนของเฟิงเช่อและพรรคพวกอย่างลับๆ หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ให้จับกุมทันที ไม่สนใจว่าจะจับตายหรือเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าในเมืองจะมีความสงบเรียบร้อย

พลธนูห้าพันนายก็แฝงตัวเข้าไปในป่านอกเมืองอย่างเงียบเชียบ ทุกคนง้างธนูเตรียมพร้อม แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น

ส่วนมู่กุ้ยอิงที่ได้รับราชโองการ พอคิดว่าฉินเฟิงกลับมาแล้ว ในใจก็เกิดความตื่นเต้นขึ้นมาเป็นระลอก ใบหน้างามแดงระเรื่อเล็กน้อย นี่หมายความว่านางจะต้องทำตามสัญญาแล้วหรือ

ส่วนเฟิงเช่อและพรรคพวกที่ได้รับจดหมาย กลับรู้สึกกังขาในใจ ฉินเฟิงกำลังเล่นงิ้วฉากไหนอยู่กันแน่

จบบทที่ บทที่ 35 - รนหาที่ตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว