- หน้าแรก
- เทวทูตสุริยันแห่งเวสเทรอส
- บทที่ 101 - สามวันสุดท้ายของการรวมพล
บทที่ 101 - สามวันสุดท้ายของการรวมพล
บทที่ 101 - สามวันสุดท้ายของการรวมพล
บทที่ 101 - สามวันสุดท้ายของการรวมพล
ตั้งแต่สี่วันก่อน หลิวอี้ได้ทยอยตอบคำถามสี่ข้อดังนี้: "พวกเราสู้เพื่ออะไร?", "พวกเราสู้กับใคร?", "พวกเราสู้แล้วอยากได้อะไร?" และ "ใครจะเป็นคนสู้?" เมื่อถึงวันที่ห้า ประเด็นการประชุมจึงรุดหน้าไปสู่คำถามที่ว่า: "พวกเราจะสู้อย่างไร?"
ในเวสเทอรอสมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "โจรคุณธรรม" มากมาย และไม่ขาดแคลนเรื่องสั้นแนวชาวบ้านธรรมดาใช้ไหวพริบเอาชนะอัศวินที่โง่เขลาหรือนักบวชที่โลภมาก เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนถึงความปรารถนาอันงดงามของราษฎรเวสเทอรอสในการต่อต้านการกดขี่จากขุนนาง
ทว่า ในโลกความเป็นจริง อัศวินที่ติดอาวุธครบมือเพียงคนเดียวพร้อมทหารรับใช้เก่าอีกสองสามคน ก็สามารถปราบปรามราษฎรนับร้อยได้อย่างง่ายดาย พวกอัศวินพำนักอยู่ในคฤหาสน์ที่มีการป้องกันแน่นหนา ฝึกฝนวิชาฆ่าคนภายใต้คำสอนของผู้อาวุโส เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะออกไปยังหมู่บ้านเพื่อ "เก็บภาษีด้วยกำลังอาวุธ"
ในหมู่บ้านที่ห่างไกลบางแห่ง ท่านลอร์ดยังคงใช้ระบบ "สิทธิ์ในคืนแรก" ที่น่ารังเกียจ ซึ่งเคยถูกกษัตริย์เจแฮริสยกเลิกไปนานแล้ว
ชาวนาที่ถือจอบย่อมไม่อาจต่อกรกับอัศวินขุนนางที่ยึดการฆ่าคนเป็นอาชีพได้ แต่ไม่ว่าที่ไหน จำนวนอัศวินที่อยู่บนยอดของโซ่อาหารย่อมมีน้อยกว่าชาวนาเสมอ
ดังนั้น หากราษฎรเวสเทอรอสต้องการเอาชนะอัศวินขุนนาง พวกเขาต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เปลี่ยนจำนวนที่มากกว่าให้กลายเป็นพลังที่แท้จริง และความสามัคคีนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในหมู่ราษฎร แต่ยังรวมถึงทุกคนที่เห็นอกเห็นใจและสนับสนุนภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้
เพื่อโดดเดี่ยวเหล่าขุนนาง "ชั่วร้าย" ที่ต่อต้านศรัทธาต่ออันเช่ ราษฎรควรใช้ทุกโอกาสในการลดทอนกำลังของพวกเขาทีละน้อย บั่นทอนทรัพยากร จนกระทั่งพวกเขาถูกกำจัดหรือยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ทว่าในช่วงเริ่มต้นของภารกิจ ศาสนจักรของอันเช่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูมากเกินไป
เพียงแค่หนึ่งปีก่อน หากศาสนจักรต้องการจะพัฒนาในเวสเทอรอส เส้นทางสายนี้ย่อมเต็มไปด้วยขวากหนาม
ยามนั้นเหล่าขุนนางในเจ็ดราชอาณาจักรต่างรวมพลังกันอย่างเหนียวแน่นภายใต้ธงกวางมงกุฎ จงรักภักดีต่อกษัตริย์โรเบิร์ต บาราเธียน แม้พระองค์จะไม่ใช่กษัตริย์ที่ปราดเปรื่องแต่ก็ยังนับว่าเป็น "คน" ที่ดีพอ ในบรรยากาศสังคมเช่นนั้น ศาสนจักรของอันเช่และแนวคิดของพระองค์ย่อมขาดแรงดึงดูดต่อราษฎรทั่วไป ต่อให้ฝืนพัฒนาจนมีกองกำลังขึ้นมาบ้าง ก็จะถูกขุนนางที่สามัคคีกันกวาดล้างได้โดยง่าย
ทว่า สถานการณ์ยามนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว แม้บนบัลลังก์เหล็กจะยังคงมีกษัตริย์จากตระกูลบาราเธียนคือ "จอฟฟรีย์ บาราเธียน" ประทับอยู่ ทว่าอำนาจควบคุมราชสำนักที่แท้จริงกลับตกอยู่ในมือของลอร์ดไทวิน ผู้พิทักษ์แดนตะวันตก ลอร์ดไทวินนำทัพใหญ่ประจำการในคราวน์แลนด์ ทำให้ริเวอร์แลนด์กลายเป็นนรกบนดิน ทว่าแดนตะวันตกบ้านเกิดของเขากลับถูกพวกแดนเหนือรุกรานและปล้นชิง
เมื่อกำลังหลักของทัพแดนเหนือมุ่งลงใต้ พื้นที่ในแดนเหนือย่อมรกร้าง จนถึงขั้นมีข่าวลือร้ายแรงว่าวินเทอร์เฟลถูกพวกเกาะเหล็กไหลตีแตกและทำลายล้าง เหตุการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างขุนนางระดับบนทวีความรุนแรงขึ้น ต่างฝ่ายต่างแยกตัวเป็นเอกเทศ ใช้ดาบจ่อคอหอยกันเองและคอยเหนี่ยวรั้งกันไปมา สถานการณ์เช่นนี้ได้เปิดช่องว่างเล็กๆ ให้แก่เหล่าบุตรแห่งอันเช่ได้มีพื้นที่อยู่รอดและพัฒนาตนเอง
ดังนั้น เมื่องานรวมพลสิ้นสุดลง ผู้เดินในแสงตะวันรุ่นใหม่ควรจะออกจากอาศรม เดินทางลึกเข้าไปในหมู่บ้าน ป่ารก และเมืองขนาดเล็ก เพื่อเผยแผ่แก่นแท้ของ "อันเช่เจ็ดเทพ" ให้แก่ราษฎรที่ตกอยู่ในความทุกข์ยาก กระตุ้นให้พวกเขารวมพลังกัน หยิบอาวุธขึ้นมาเพื่อปกป้องตนเอง
เหล่าผู้นำสารของอันเช่ต้องเป็นดั่งชาวนาที่ขยันขันแข็ง หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธาลงบนพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์นี้ และหมั่นรดน้ำ กำจัดแมลง และถอนวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ วันหนึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะหยั่งรากงอกงาม เติบโตเป็นไม้ใหญ่ และค้ำจุนโลกใบนี้ให้ก้าวไปสู่สรวงสวรรค์ที่ดียิ่งขึ้น
หลิวอี้กล่าวต่อผู้ร่วมประชุม "พวกเราไม่ต้องการปราสาท ไม่ต้องการเมืองใหญ่ จงทิ้งคฤหาสน์หรูหราไว้ให้พวกขุนนางที่โหดเหี้ยมและนักบวชที่ฉ้อฉลเหล่านั้นเถอะ พวกเรามาจากหมู่บ้านและไร่นา รากของพวกเราหยั่งลึกอยู่ในหมู่บ้านและไร่นา เมื่อพวกท่านลอร์ดเล่นเกมแห่งอำนาจจนเบื่อแล้ว และชะโงกหัวอันจองหองออกมาจากปราสาท พวกเขาจะได้เห็นธงรุ่งอรุณสีทองปักอยู่ทุกหนแห่งที่สายตามองไปถึง"
ทว่า แม้ศาสนจักรใหม่จะเป็นปรปักษ์กับชนชั้นขุนนาง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกับอัศวินขุนนางทุกคน
เพราะในหมู่ขุนนางย่อมมีนักรบผู้เที่ยงธรรมและมีศรัทธาเคร่งครัด โดยเฉพาะบุตรคนรองและลูกนอกสมรสของพวกท่านลอร์ด
แม้พวกเขาจะมีความสูงส่งทางสายเลือดไม่ต่างกัน ทว่าในครอบครัวกลับมักถูกกดขี่และถูกเอารัดเอาเปรียบ บุตรของลอร์ดใหญ่อาจจะอาศัยบารมีบิดาและพี่ชายเพื่อหาตำแหน่งให้ตนเองได้ ทว่าบุตรคนรองและลูกนอกสมรสของลอร์ดเล็กหรืออัศวินธรรมดา มักจะได้เพียงม้าหนึ่งตัว ดาบหนึ่งเล่ม แล้วต้องไปตายเอาดาบหน้า ดังนั้นการมารับใช้ศาสนจักรย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการไปเป็นอัศวินรับจ้างหรืออัศวินรับใช้ลอร์ดคนใดคนหนึ่ง
สำหรับขุนนางที่ยอมรับในศรัทธาต่ออันเช่ ศาสนจักรใหม่ก็ยินดีเปิดรับ
ขอเพียงพวกเขายอมปฏิบัติตามกฎของศาสนจักรในการปฏิบัติ ต่อราษฎรอย่างยุติธรรม พวกเขาก็สามารถรักษาทรัพย์สินในที่ดินของตนไว้ได้ ทว่าอัตราภาษีต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ศาสนจักรกำหนด
นอกจากนี้ สำหรับแม่หญิงในตระกูลขุนนางที่ต้องสูญเสียสามี บุตรชาย หรือบิดาในสงคราม ศาสนจักรจะมอบความคุ้มครองให้ เพื่อให้พวกเธอไม่ต้องฝืนแต่งงานกับอัศวินแปลกหน้าเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่รอด บุตรธิดาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของพวกเธอก็จะได้รับการดูแลจากศาสนจักรให้เติบโตอย่างปลอดภัย พ้นจากภัยมืดของการฆาตกรรมเพื่อชิงสิทธิ์ในที่ดิน
การดึงขุนนางเหล่านี้เข้าร่วมในภารกิจของอันเช่ ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ศาสนจักรใหม่ได้อย่างชัดเจน แต่ยังเป็นการลดทอนกำลังโดยรวมของชนชั้นขุนนางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น เขาจึงย้ำเตือนเหล่าผู้เดินในแสงตะวันอีกครั้งว่า ในระหว่างการเดินทางเผยแผ่ศรัทธา โดยเฉพาะในเขตที่การปกครองของท่านลอร์ดยังมั่นคง ต้องรักษาความระมัดระวังอย่างสูงสุด ในการพูดคุยกับราษฎร ควรหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงเรื่องการเผชิญหน้ากับขุนนางโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งที่เกินความจำเป็น
หลิวอี้เน้นย้ำว่า ในช่วงแรก ภารกิจหลักของศาสนจักรใหม่คือการส่งสารให้ผู้ศรัทธาเจ็ดเทพเข้าใจอย่างชัดเจนว่า: อันเช่และเจ็ดเทพคือหนึ่งเดียวกันแต่มีเจ็ดปาง พวกเขาไม่ได้ขัดแย้งกัน ทว่าส่งเสริมและสะท้อนซึ่งกันและกัน ด้วยวิธีนี้ ศาสนจักรสามารถค่อยๆ นำทางให้ผู้ศรัทธาเข้าใจและยอมรับศรัทธาต่ออันเช่ เปิดประตูสู่มุมมองใหม่ให้แก่พวกเขา
เมื่อผู้ศรัทธาค่อยๆ ยอมรับศรัทธาต่ออันเช่แล้ว ศาสนจักรจึงจะคัดเลือกผู้ที่มั่นคงและเคร่งครัดจากกลุ่มคนเหล่านั้น เพื่อถ่ายทอดแนวคิดหลักคือ "เสรีภาพ, เสมอภาค, ภราดรภาพ" ต่อไป
หากคนเหล่านั้นไม่เพียงแต่ยอมรับแนวคิด แต่ยังแสดงความปรารถนาจะต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ พวกเราควรสนับสนุนให้พวกเขาถือเหรียญตราแนะนำของผู้เดินในแสงตะวันมาหาพวกเรา เพื่อกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในภารกิจของศาสนจักร
ในการบรรยายวันที่ห้านี้ กลยุทธ์การก้าวเดินอย่างมั่นคงและเป็นขั้นเป็นตอนที่หลิวอี้เสนอ สามารถขจัดความลังเลในใจของผู้ที่มีสายตาทางยุทธศาสตร์ในที่ประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลิวอี้รู้ดีว่า การใช้ผู้น้อยชนะผู้ยิ่งใหญ่ หรือการใช้กำลังน้อยสู้กำลังมาก คือข้อห้ามสำคัญในตำราพิชัยสงคราม หากเขาเสนอให้ผู้ติดตามหยิบอาวุธขึ้นบุกตีปราสาทขุนนางที่ใกล้ที่สุดในทันทีและสังหารล้างครัวขุนนาง เช่นนั้นเมื่องานรวมพลจบลง อย่างน้อยหนึ่งในสามของคนจะเลือกจากไปเงียบๆ เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงตายตามผู้นำที่ไร้สติ
ทว่า ตามแผนยุทธศาสตร์ที่หลิวอี้วางไว้อย่างประณีต คือการค่อยๆ กัดกร่อนรากฐานการปกครองของขุนนาง จนนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจการปกครองในที่สุด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หลังจบการประชุมวันที่ห้า คนส่วนใหญ่ยังคงจมดิ่งอยู่ในความอัศจรรย์ของพลังที่เหล่าผู้เดินในแสงตะวันแสดงให้เห็น และพูดคุยถึงเรื่องราวน่าทึ่งเหล่านั้น ทว่าในขณะเดียวกัน นักบวชพเนจรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลบางส่วนเริ่มวางแผนเขตปกครองของตนเองแล้ว พวกเขามองเห็นความหมายอันไกลหามในยุทธศาสตร์ของหลิวอี้ และเตรียมพร้อมจะลงมือปฏิบัติจริง
ระหว่างมื้อค่ำ นักบวชพเนจรนามว่าออร์เตกาจาก "เรดลีฟริดจ์" มานั่งข้างๆ โรลฟ์ แล้วถามว่า "พี่น้องโรลฟ์ เมื่องานรวมพลจบลง ท่านมีแผนจะทำสิ่งใด?"
โรลฟ์นิ่งคิดแล้วตอบ "ข้าอาจจะไปที่เมืองสโตนเซปต์"
ออร์เตกาได้ยินดังนั้นก็สงสัย "แต่ผู้ส่งแสงเตือนพวกเราว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ไม่ใช่หรือ?"
โรลฟ์อธิบาย "ข้าเคยรับใช้ในวิหารที่สโตนเซปต์ ที่นั่นมีนักบวชสองสามคนที่เป็นอาจารย์และเพื่อนร่วมเรียนของข้า ข้าอยากจะแบ่งปันความจริงที่ผู้ส่งแสงนำมาให้แก่พวกเขา"
ออร์เตกาขมวดคิ้ว เตือนว่า "นักบวชในวิหารมีชีวิตที่สุขสบาย ท่านอาจจะโน้มน้าวพวกเขาได้ยาก"
โรลฟ์ส่ายหน้า "อย่างไรก็ต้องลองดู ข้าเป็นเด็กกำพร้า ตอนแปดขวบบิดาไปค้าขายแล้วไม่กลับมา เก้าขวบมารดาก็ป่วยตาย เพราะข้าพอจะรู้เรื่องตัวเลขบ้าง จึงถูกนักบวชเลก้าแห่งวิหารสโตนเซปต์รับไปเป็นศิษย์ และได้บวชเป็นนักบวชเมื่อเติบโต ยามนี้แสงสว่างมาถึงแล้ว ศาสนจักรเดิมย่อมต้องแตกสลาย ข้าไม่อาจทนเห็นพวกเขาต้องตายไปพร้อมกับอาณาจักรที่เน่าเฟะนั่นได้"
พูดจบ โรลฟ์จิบซุปแล้วถามกลับ "แล้วท่านเล่า พี่น้องออร์เตกา?"
ออร์เตกาตักมันฝรั่งในชาม ตอบว่า "ข้าตั้งใจจะติดตามนักบวชสแปร์โรว์ เขาตั้งแผนจะเดินทางจากคราวน์แลนด์ไปตามถนนกษัตริย์มุ่งสู่คิงส์แลนดิ้ง เพื่อยื่นฎีกาต่อระดับสูงของศาสนจักรและกษัตริย์"
เมื่อได้ยินว่าจะไปคิงส์แลนดิ้ง โรลฟ์ก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวล "ไปคิงส์แลนดิ้งหรือ? เหล่าอธิการในมหาวิหารเบเลอร์คงไม่ยอมให้เขาเผยแผ่ความคิดที่ถูกมองว่าเป็นนอกรีตเช่นนี้แน่นอน"
ออร์เตกาตอบกลับ "ทีแรกข้าก็นึกเช่นนั้น ทว่าหลังจากฟังการบรรยายของผู้ส่งแสง ข้าก็เข้าใจว่านักบวชสแปร์โรว์คงไม่ทำความผิดพลาดที่ตื้นเขินเช่นนั้นแน่ เขาคงมีความคิดบางอย่างที่ต่างออกไป แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเราไม่อาจปล่อยให้เขาเดินทางไปยังที่ที่อันตรายเช่นนั้นเพียงลำพังได้ ดังนั้นเมื่องานรวมพลจบลง ไม่ว่าข้าจะได้รับคัดเลือกเป็นผู้เดินในแสงตะวันหรือไม่ ข้าก็ต้องร่วมเดินทางไปครั้งนี้ด้วย"
เมื่อเอ่ยถึงผู้เดินในแสงตะวัน นั่นคือภาระอันหนักอึ้งที่วีรบุรุษผู้เคร่งครัดและมั่นคงที่สุดเท่านั้นจะแบกรับได้ ยามนี้โรลฟ์มีความรู้สึกทั้งประหม่าและคาดหวัง ไม่รู้ว่าตนเองจะมีคุณสมบัติพอจะเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ ทว่าต่อให้ไม่ได้เป็น เขาก็ได้พบเส้นทางในอนาคตแล้ว นั่นคือการทำให้เหล่าชาวบ้านที่เคยให้ขนมปังและดูแลให้เขาเติบโตมาไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอีกต่อไป
หลังจากเรียนภาคทฤษฎีมาห้าวัน เมื่อถึงวันที่หก หลิวอี้จึงเริ่มสอนภาคปฏิบัติ
เขาเน้นย้ำว่า การจัดตั้งกองกำลังของคนยากไร้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้คนสวมเกราะหยิบอาวุธวิ่งเข้าใส่ศัตรูก็จบ นักรบทุกคนที่เต็มใจสละชีพเพื่อศรัทธาลล้วนเป็นทรัพย์สินที่มีค่า ชีวิตของพวกเขาจะสูญเสียไปเปล่าๆ ไม่ได้
แม้ตอนนี้หลิวอี้จะยังไม่อาจจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ได้ แต่เขาสามารถแบ่งปันยุทธวิธีและประสบการณ์ได้มากมาย
ดังนั้น เขาจึงนำผู้ที่เต็มใจเข้าเรียนในคาบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาย ออกไปยังพื้นที่ว่างนอกอาศรม และถ่ายทอดการใช้ค่ายกลหยวนยางที่ดัดแปลงมาจากแม่ทัพชี่จี้กวง คือ "ค่ายกลหงส์" นั่นเอง
ค่ายกลนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาเดิมทีเพื่อปราบพวกโจรสลัดวอโค่วที่มีความสามารถในการต่อสู้ตัวต่อตัวสูงในพื้นที่ที่มีระบบลำน้ำซับซ้อนของเจียงเจ้อ
และสถานการณ์เช่นนี้ก็คล้ายคลึงกับศัตรูที่เหล่าผู้เดินในแสงตะวันกำลังเผชิญอยู่: ในพื้นที่ริเวอร์แลนด์ที่มีระบบลำน้ำซับซ้อน ราษฎรต้องต่อกรกับชนชั้นอัศวินที่มีความสามารถในการรบตัวต่อตัวสูง
มือโล่สองคนรับหน้าที่ป้องกันด้านหน้า, มือหอกยาวสี่คนรับหน้าที่โจมตีระยะกลาง, มือหน้าไม้สองคนรับหน้าที่โจมตีระยะไกล และมือตะขอ/ฉมวกสองคนรับหน้าที่ป้องกันด้านข้าง
ค่ายกลเช่นนี้เรียนรู้ได้ง่าย ความต้องการด้านยุทโธปกรณ์และสมรรถภาพของนักรบแต่ละคนก็ไม่สูงนัก หนึ่งค่ายกลหงส์ที่สมบูรณ์มีคนสิบคนพอดี หนึ่งค่ายกลจึงเท่ากับหนึ่งหน่วยรบพื้นฐาน
ดังนั้นค่ายกลหงส์นอกจากจะมีหน้าที่ในการรบ ยังมีหน้าที่ในการจัดระเบียบองค์กรไปในตัวด้วย จึงเป็นยุทธวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับราษฎรริเวอร์แลนด์
หลิวอี้ใช้เวลาตลอดทั้งวันอธิบายหลักสำคัญในการใช้ค่ายกลหงส์ ก่อนจะสิ้นสุดการเรียนการสอนในวันนั้น
เมื่อถึงวันสุดท้าย เขาใช้เวลาอีกหนึ่งวันถ่ายทอดแก่นแท้ของสงครามกองโจรให้แก่ผู้ร่วมประชุม
"ในเมื่อพวกเราดำรงชีวิตอยู่อย่างต้อยต่ำทว่าเหนียวแน่นดั่งนกกระจอก เช่นนั้นพวกเราก็ต้องต่อสู้อย่างชาญฉลาดและกล้าหาญดั่งนกกระจอกเช่นกัน" หลิวอี้กล่าว "ในสนามรบ พวกเราไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องวิถีอัศวินหรือเกียรติยศกับศัตรู ขอเพียงใช้ได้จริง ท่าไหนอัมมหิตก็จงใช้ท่านั้น เจ็ดเทพอาจจะยกโทษให้แก่บาปของพวกมัน ทว่าพวกเราจะไม่ทำ ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราคือการส่งพวกมันไปพบเจ็ดเทพ ให้พระบิดาเป็นผู้ตัดสินพวกมันเอง"
หลิวอี้เสนอว่า ในฐานะนักรบแห่งเจ็ดเทพ ต้องต่อสู้ดั่งนกกระจอก โดยยึดหลักสามประการ:
หนึ่ง, คล่องตัวและฉับไว กองกำลังของคนยากไร้ต้องเคลื่อนไหวแบบหน่วยย่อยหลายกลุ่ม รวมตัวและสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว ไร้ร่องรอย จัดการศัตรูได้อย่างชาญฉลาด
สอง, พรางตัวและจู่โจม ใช้ความได้เปรียบของการพรางตัวที่ยอดเยี่ยม หาจังหวะจู่โจมศัตรูโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ศัตรูยากจะป้องกัน
สาม, สะสมชัยชนะเล็กเป็นใหญ่ สร้างความรำคาญและบั่นทอนศัตรูอย่างต่อเนื่อง ใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุดสร้างความลำบากให้ศัตรูมากที่สุด เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในสงครามทีละน้อย โดยมีเป้าหมายหลักคือการสังหาร, บั่นทอน, หลอกล่อ และทำให้ศัตรูเหนื่อยล้า
เมื่อเทียบกับกองกำลังโจรที่มาจากแดนตะวันตกหรือข้ามมาจากตะวันออก ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของราษฎรริเวอร์แลนด์คือความคุ้นเคยกับภูมิประเทศ และการเป็นกองกำลังของคนยากไร้เอง
ยุทธวิธีแบบเผชิญหน้าตรงๆ นั้นใช้ไม่ได้ผล เหล่าขุนนางริเวอร์แลนด์ได้พิสูจน์ด้วยเลือดมาแล้วว่าทัพแดนตะวันตกแกร่งเพียงใด ดังนั้นหากต้องการชัยชนะในการต่อสู้กับทัพแดนตะวันตก มีเพียงการใช้สงครามกองโจรเท่านั้น จึงจะสามารถใช้จุดเด่นของกองกำลังราษฎรได้อย่างเต็มที่
สุดท้าย หลิวอี้กล่าวปิดงานรวมพล: "พี่น้องทั้งหลาย ลุกขึ้น หยิบอาวุธขึ้นต่อสู้! ความตายไม่เป็นของผู้วิ่งหาแสงสว่าง!"
การบรรยายติดต่อกันเจ็ดวันของหลิวอี้ ไม่เพียงแต่จะเข้าถึงใจคนเพราะอานุภาพของ "พรแห่งปัญญา" ทว่ายังเป็นเพราะทฤษฎีที่สั่นสะเทือนอารมณ์ที่เขานำเสนอ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ยากจะลืมเลือน
สำหรับหลายคน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินคนมาชำแหละความจริงของโลกนี้ได้อย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้
แม้แต่ผู้เดินในแสงตะวันที่ติดตามหลิวอี้มานานที่สุด ก็ยังไม่เคยได้ฟังเนื้อหาที่เป็นระบบเช่นนี้มาก่อน พวกเขารู้สึกราวกับมีมือขนาดใหญ่มาปัดเป่าหมอกควันเบื้องหน้าออกไป ให้พวกเขาได้เห็นโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ด้วยประสบการณ์และความสนใจที่ต่างกัน แต่ละคนจึงจดจำเนื้อหาที่ต่างกันออกไป เหล่านักบวชให้ความสนใจกับทฤษฎีเทววิทยาที่ว่าอันเช่และเจ็ดเทพคือหนึ่งเดียวกัน อัศวินและนักรบให้ความสนใจกับการถอดบทเรียน "การรบแบบนกกระจอก" และ "ค่ายกลหงส์" ส่วนเหล่าผู้นำผู้อพยพและผู้อาวุโสในหมู่บ้านต่างให้ความสำคัญกับระบอบการปกครองแบบใหม่
ทว่าไม่ว่าแต่ละคนจะเน้นหนักไปทางใด ความรู้ที่หลิวอี้ถ่ายทอดให้นี้ล้วนเป็นสมบัติที่มีค่ามหาศาล
นับแต่นี้ไป ฉายา "ผู้ส่งแสง" ของเขา จะไม่ได้มีความหมายเพียงแค่เขานำพาพลังแห่งแสงมาให้ ทว่ายังหมายถึงการที่เขาใช้ความคิดที่ไม่เคยปรากฏในโลกใบนี้มาฉุดช่วยคนยากไร้ขึ้นจากความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง ให้พวกเขาได้มองเห็นแสงสว่างที่แท้จริง
(จบแล้ว)