- หน้าแรก
- เมื่อผมขอศิษย์พี่หญิงบำเพ็ญคู่สองชั่วโมง ด้วยหินวิญญาณเพียงห้าสิบก้อน
- บทที่ 31 ศิษย์พี่ มาสิ กินหญ้าซะ
บทที่ 31 ศิษย์พี่ มาสิ กินหญ้าซะ
บทที่ 31 ศิษย์พี่ มาสิ กินหญ้าซะ
หลี่ชวนแย่งหญ้าเบญจธาตุมาจากมือของหูหมิ่น หมุนตัวแล้วทิ้งก้นนั่งแหมะลงบนแผ่นหลังของนางทันที
แม้ว่ามือของเขาจะละออกจากศีรษะของนางแล้ว แถมยังเอานางมาทำเป็นม้านั่ง แต่หูหมิ่นก็ยังไม่กล้าตอบโต้กลับอยู่ดี
การปะทะกันในชั่วพริบตาเมื่อครู่ ได้ทำลายความมั่นใจของหูหมิ่นจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
หลี่ชวนเคาะเศษดินบนรากของหญ้าวิญญาณออกพลางเอ่ยว่า "ศิษย์พี่ช่างหูตาคับแคบเสียจริง ศิษย์น้องอย่างข้าแม้อาจจะไม่มีพรสวรรค์อะไร แต่ที่ข้ามีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะเอาชีวิตเข้าแลกมาทั้งนั้น"
"แม้ข้าจะอยู่เพียงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่ แต่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่ที่แลกมาด้วยชีวิต กับขั้นรวบรวมลมปราณระดับเจ็ดที่ได้มาจากการนั่งบำเพ็ญเพียรของศิษย์พี่ มันจะเหมือนกันได้อย่างไร"
ภารกิจล่าสังหารที่เหล่าศิษย์สำนักหยินหยางรับมาทำ หลี่ชวนก็เคยเห็นมาบ้างแล้ว
ภารกิจส่วนใหญ่ที่พวกเขารับ เป้าหมายมักจะมีระดับพลังต่ำกว่าตัวเองทั้งสิ้น
สำหรับศิษย์สำนักหยินหยางแล้ว นี่ก็คือการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว
ทว่าเมื่อใดที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันที่มีลูกไม้พิเศษขึ้นมาหน่อย พวกเขาก็ถึงกับไปไม่เป็นเหมือนกัน
อย่างเช่นภารกิจสังหารผู้ฝึกตนมารที่ฉู่เมิ่งโยวรับมาคราวก่อน นางก็เกือบจะถูกไอมารของผู้ฝึกตนมารแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
ผู้ฝึกตนมารผู้นั้นไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่วิธีการกลับแปลกประหลาดและเหี้ยมโหด ยากจะป้องกัน การที่ฉู่เมิ่งโยวไม่พลาดท่าเสียที ก็ต้องชมว่านางมีประสบการณ์ต่อสู้ที่โชกโชน
พลังต่อสู้ของศิษย์สำนักหยินหยาง อาจมีคนค่อนขอดว่ามีดีแต่ชื่อ
แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ผู้ฝึกตนอย่างหลี่ชวนนั้น เป็นพวกหนึ่งในล้านที่หาตัวจับได้ยาก
ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะผ่านความเป็นความตายมานับร้อยครั้งแล้วยังมีชีวิตรอดมาได้
โดยเฉพาะพวกผู้ฝึกตนอิสระ มักจะตายง่ายที่สุดเมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย
และหลี่ชวน ก็คือผู้ฝึกตนอิสระ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ นั่นก็คือความเร็วในการฝึกตนของสำนักหยินหยาง
หลี่ชวนใช้เวลากว่า 30 ปีถึงจะบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม หากเป็นศิษย์ธรรมดาของสำนักหยินหยาง ป่านนี้คงอยู่ขั้นสร้างรากฐานช่วงปลายไปแล้ว
ศิษย์อย่างฉู่เมิ่งโยว แม้ประสบการณ์และทักษะการต่อสู้จะเทียบหลี่ชวนไม่ได้ แต่ด้วยความห่างชั้นของระดับพลัง นางสามารถบดขยี้หลี่ชวนได้อย่างง่ายดาย
และฉู่เมิ่งโยวก็เพิ่งจะอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น หากให้เวลานางสัก 30 ปี นางคงควบแน่นแก่นทองคำไปนานแล้ว
ต่อให้เป็นศิษย์พี่อย่างหูหมิ่น ก็อายุเพียง 24 ปี
โม่เซียงหลิงอาจจะอายุมากกว่าหน่อย คือ 28 ปี
แต่นางเข้าสำนักตอนอายุ 16 ปี พออายุ 18 ก็บรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบแล้ว นับเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง
ส่วนสาเหตุที่นางติดอยู่ที่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบนานถึง 10 ปี จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน
การที่พวกนางแข็งแกร่งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่เพราะความสามารถของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่วิชาของสำนักหยินหยางก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ไม่อย่างนั้นสำนักหยินหยางจะกลายเป็นขุมกำลังฝึกเซียนระดับแนวหน้าได้อย่างไร อาศัยแค่หน้าตาหล่อสวยอย่างเดียวหรือ
"ศิษย์น้อง หญ้าเบญจธาตุต้นนั้นศิษย์พี่จะยกให้เจ้าก็แล้วกัน เจ้าปล่อยให้ศิษย์พี่ลุกขึ้นก่อนดีไหม" เมื่อตกเป็นรอง หูหมิ่นก็ยอมอ่อนข้อให้ทันที
"ยกให้ข้างั้นหรือ" หลี่ชวนหัวเราะลั่น "ศิษย์พี่ ใครให้ความกล้าท่านมาพูดกับข้าแบบนี้ ของของข้าแท้ๆ ท่านกลับบอกว่าจะยกให้ข้า ท่านคิดว่าข้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่"
หูหมิ่นรู้สึกได้ทันทีว่าน้ำหนักบนหลังเพิ่มขึ้น นางรีบละล่ำละลัก "ศิษย์น้อง ศิษย์พี่ผิดไปแล้ว ศิษย์พี่มีตาหามีแววไม่ ศิษย์พี่ขอโทษเจ้า ได้โปรดปล่อยศิษย์พี่ไปเถอะ"
ศิษย์พี่ผู้แสนเย็นชาหยิ่งยโส จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีมาอ่อนหวาน น้ำเสียงอ่อนละมุนขึ้นมาทันตาเห็น
ทว่ามือของนางกลับไม่ยอมอยู่นิ่ง นิ้วมือขยับเปลี่ยนท่าทางไปมา แอบร่ายวิชาอย่างเงียบเชียบ
"ศิษย์พี่ ท่านดูรองเท้าบูทคู่ของข้านี่สิ ใช้แต้มผลงานตั้ง 1,000 แต้มแลกมาเลยนะ" หลี่ชวนเก็บหญ้าเบญจธาตุ แล้วเหยียบเท้าลงบนมือเรียวยาวของหูหมิ่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขัดจังหวะการร่ายวิชาของนางลงในพริบตา
เดิมทีเขายังเหยียบเท้าทั้งสองข้างอยู่บนพื้น แต่ตอนนี้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนมือของหูหมิ่นแล้ว นั่นหมายความว่า น้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดของเขาถูกถ่ายเทลงไปที่หลังและมือของนาง
หูหมิ่นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง เกือบจะหลุดปากด่าทอออกมาตรงนั้นแล้ว
แต่เมื่อการลอบโจมตีถูกจับได้ หัวใจของนางก็ร่วงหล่นลงสู่ตาตุ่ม นางรู้สึกว่าตัวเองไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะดิ้นรนขัดขืนแล้ว
"ศิษย์น้อง ศิษย์พี่หายใจไม่ออกแล้ว เจ้าลุกออกไปจากตัวศิษย์พี่เถอะนะ ครั้งนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ ปล่อยให้ศิษย์พี่ลุกขึ้นก่อน แล้วเราค่อยๆ คุยกันดีไหม" ความอ่อนหวานที่แม้แต่โจวฮั่นเหอยังไม่เคยได้รับ หูหมิ่นกลับนำมาใช้กับหลี่ชวนจนหมดสิ้น
ทว่าหลี่ชวนกลับตอบไปเพียงประโยคเดียว "หายใจไม่ออก ก็กลั้นไว้สิ"
เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย ถอนหญ้าป่าขึ้นมาจากพื้นต้นหนึ่ง พินิจพิเคราะห์ดูชั่วครู่ แล้วหันไปมองหูหมิ่น
เมื่อหูหมิ่นเห็นเขามองมา ก็รีบทำหน้าตาน่าสงสารทันที
สภาพของนางในตอนนี้ก็ดูไม่ค่อยดีจริงๆ หลี่ชวนหนักอึ้งราวกับก้อนเหล็ก นั่งทับจนนางแทบขาดใจ แถมยังขยับยุกยิกไปมาอยู่บนหลังนางอีก
จู่ๆ หญ้าป่าต้นหนึ่งก็ถูกยื่นมาจ่อที่ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง
หูหมิ่นมองหลี่ชวนที่ยื่นหญ้าป่ามาให้ด้วยความงุนงง
"กินซะ" หลี่ชวนสั่ง
กินหญ้างั้นหรือ สีหน้าของหูหมิ่นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นางกำลังพยายามอย่างหนักที่จะอดกลั้นความโกรธเอาไว้
ให้กินหญ้าเนี่ยนะ!
ช่างเป็นการหยามเกียรติกันเกินไปแล้ว
"ศิษย์พี่ไม่ชอบหรือ" หลี่ชวนถามด้วยสีหน้าใสซื่อ
หูหมิ่นตอบ "ศิษย์น้อง นี่มันหญ้านะ ศิษย์พี่จะไปชอบได้ยังไง"
เพียะ
ฝ่ามือฟาดลงมาจากเบื้องบน ตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของหูหมิ่นอย่างจัง
รอยนิ้วมือสีแดงเถือกค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวเนียน หูหมิ่นรู้สึกหน้ามืดตาลายไปชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวดแสบร้อน
"ศิษย์พี่ไม่ชอบหรือ" คำพูดที่คุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง ทำเอาหูหมิ่นแทบจะคิดว่าเวลากำลังย้อนกลับไปเมื่อครู่นี้
เมื่อสบกับสายตาที่มองต่ำลงมาของหลี่ชวน นางก็รีบอ้าปาก งับหญ้าต้นนั้นเข้าปากไปทันที
ฟันซี่งามขบลงเบาๆ ใบหญ้าขาดสะบั้น ความขมปร่าแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก
พอนางกัดไปท่อนหนึ่ง มือของหลี่ชวนก็ขยับเข้ามาใกล้ ยื่นหญ้าอีกท่อนมาจ่อที่ปาก นางจำใจต้องอ้าปากกัดอีกครั้ง
"เป็นยังไงบ้างศิษย์พี่ อร่อยไหม" หลี่ชวนเอ่ยถาม
หูหมิ่นนึกไม่ออกว่าจะตอบอย่างไรดี ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง
"ขมนิดหน่อย"
"พูดแบบนี้แสดงว่าศิษย์พี่รู้สึกว่าไม่อร่อยสินะ ข้าว่าคงเป็นเพราะศิษย์พีกินน้อยไป กินเพิ่มอีกสักสองสามต้น พอชินกับรสชาติแล้ว เดี๋ยวก็รู้สึกว่าอร่อยเองแหละ"
หลี่ชวนยัดหญ้าที่เหลือทั้งหมดเข้าปากหูหมิ่น แล้วก็หันไปเด็ดมาอีกกำมือหนึ่ง
หูหมิ่นขมขื่นนัก ไม่ใช่แค่ขมปาก แต่ขมไปถึงขั้วหัวใจ รู้อย่างนี้นางบอกว่าอร่อยไปเสียก็สิ้นเรื่อง
"กินเร็วๆ เข้า" หลี่ชวนยื่นหญ้าต้นที่สองมาจ่อปากหูหมิ่น เมื่อถูกเร่งเร้า หูหมิ่นก็รีบเร่งจังหวะการเคี้ยวทันที
จะว่าไปแล้ว ท่าทางของหูหมิ่นตอนคาบหญ้าเคี้ยวตุ้ยๆ ก็น่าดูไปอีกแบบ
หูหมิ่นยังกินหญ้าต้นแรกไม่ทันหมด หลี่ชวนก็ยัดต้นที่สองเข้าปากนางแล้ว ทำเอานางเคี้ยวแทบไม่ทัน
มีเพียงคนที่ถูกนั่งทับแล้วป้อนหญ้าให้กินเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าการกินหญ้าในท่านี้มันทรมานแค่ไหน
"อร่อยไหม" เมื่อหลี่ชวนถามคำถามนี้อีกครั้ง หูหมิ่นตอบกลับไปแบบไม่ต้องคิดเลยว่า "อร่อย"
"อร่อยก็กินเยอะๆ หน่อยสิศิษย์พี่"
???
เมื่อเห็นหลี่ชวนยื่นหญ้ามาให้อีกต้น หูหมิ่นก็รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า
ตกลงว่าอร่อยหรือไม่อร่อยก็ต้องกินสินะ ทำเอานางนึกว่าเมื่อกี้ตอบผิดไปเสียอีก
"ศิษย์น้อง ข้า... โอ๊ย..."
หลังจากหลี่ชวนตบหน้าหูหมิ่นไปอีกฉาด เขาก็ถามขึ้น "ศิษย์พี่ข้าอะไรนะ"
"มะ ไม่มีอะไร..." หูหมิ่นอ้าปาก อมก้มหน้าอมหญ้าเข้าปากไปด้วยความคับแค้นใจ น้ำตาหยดใสไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
ในใจของนางตอนนี้ มีเพียงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ถ้ารู้แต่แรกว่าหลี่ชวนเก่งกาจขนาดนี้ นางคงไม่มาเหยียบที่นี่เด็ดขาด
แต่น่าเสียดาย ต่อให้มีเงินทองมากมายแค่ไหน ก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้อยู่ดี