- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 634 : บุกทะลวงขึ้นเขา
บทที่ 634 : บุกทะลวงขึ้นเขา
บทที่ 634 : บุกทะลวงขึ้นเขา
บทที่ 634 : บุกทะลวงขึ้นเขา
ณ ตำหนักจื่อหยาง
ค่ายกลสื่อสารเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะทั้งสามท่านล้วนถูกปลุกให้ตื่นจากการบำเพ็ญเพียร
ประกอบไปด้วย ปรมาจารย์เฒ่าแห่งตำหนักจื่อหยาง 'อวิ๋นฉิงเซียว', ผู้อาวุโสสูงสุด 'เฮ่อจือชิว' และผู้อาวุโสรับเชิญ 'ซือคงเซิ่ง'
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
อวิ๋นฉิงเซียวที่เดิมทีกำลังเก็บตัวฝึกวิชาเดินออกจากถ้ำพำนักด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก เขาเรียกตัวระดับสูงของสำนักมารวมตัวกันเพื่อสอบถามสถานการณ์ทันที
“ท่านอาจารย์” เฮ่อจือชิวรีบรายงาน
“เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือจากทางฝั่งคุนซูขอรับ พวกเขาแจ้งว่าพวกมนุษย์ธรรมดาจากตงเซิ่งเสินโจวได้ยกทัพมาบุกโจมตีเทียนสุ่ย จึงขอให้พวกเราเร่งส่งคนไปช่วยเหลือโดยด่วน”
“ตงเซิ่งเสินโจว...ถิ่นของไอ้เด็กเฉินซานซืองั้นรึ?”
อวิ๋นฉิงเซียวแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“ข้าเคยเตือนพวกมันไปตั้งนานแล้ว ว่าให้รีบกำจัดไอ้เด็กนี่ทิ้งซะตั้งแต่เนิ่นๆ แต่พวกมันก็ดื้อด้านไม่ยอมฟัง!
“ทีแรกก็มองข้ามตอนมันอยู่ระดับกลั่นปราณ พอขึ้นระดับสร้างรากฐานก็ยังชะล่าใจ ต่อมาถึงระดับแก่นทองคำก็ยังปล่อยปละละเลย พอถึงระดับวิญญาณแรกเริ่มกลับบอกว่าจะเก็บไว้ใช้ประโยชน์...เป็นอย่างไรล่ะทีนี้? เผลอแปบเดียวมันทะลวงขึ้นเปลี่ยนแปลงเทวะไปแล้ว นี่มันแกว่งเท้าหาเสี้ยน ยกหินทุ่มทับขาตัวเองชัดๆ!”
“ท่านอาจารย์ แท้จริงแล้วเรื่องนี้ก็ว่าพวกเขาทั้งหมดไม่ได้หรอกขอรับ” เฮ่อจือชิวพยายามอธิบาย
“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากฆ่าเฉินซานซือ แต่เป็นเพราะในตอนหลังมันมีพลังโชคชะตาของเผ่ามนุษย์คอยคุ้มครองอยู่ ซ้ำยังมีเหล่าเซียนจากเบื้องบนมาเอี่ยวด้วย...”
“เซียนงั้นรึ!” อวิ๋นฉิงเซียวกล่าวเสียงเย็นชา
“พวกเซียนเคยสนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือสนใจความเป็นตายของพวกเราด้วยหรือ? หากมัวแต่เชื่อฟังพวกมัน สู้ไปตายเสียยังจะดีกว่า”
“ใช่ขอรับๆ ท่านอาจารย์กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก” เฮ่อจือชิวรีบเออออตามน้ำ
“แต่ในเมื่อเรื่องมันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราก็จำต้องหาทางแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ ‘เมล็ดพันธุ์มาร’...”
อวิ๋นฉิงเซียวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะออกคำสั่ง
“เฮ่อจือชิว ซือคงเซิ่ง...พวกเจ้าสองคนนำศิษย์ครึ่งหนึ่งของสำนัก มุ่งหน้าไปช่วยเหลือคุนซูซะ”
“ข้ารึ?”
ซือคงเซิ่งที่นั่งเงียบมาตลอดรีบผุดลุกขึ้นทันที
“สหายเฒ่า ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าข้าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวอับเรื่องนี้เด็ดขาด!”
อวิ๋นฉิงเซียวตวัดสายตามอง
ซือคงเซิ่งจึงกล่าวต่ออย่างไม่ลดละ
“ข้ามันก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ที่มารับตำแหน่งผู้อาวุโสรับเชิญให้ตำหนักจื่อหยาง ก็เพื่อโควตาการใช้แท่นทะยานสวรรค์เท่านั้น
“ตอนแรกพวกเราตกลงกันไว้ดิบดีแล้วนี่ ว่าข้าจะยอมลงมือก็ต่อเมื่อมีสองกรณี คือหนึ่ง...มีเผ่าอสูรบุกรุก และสอง...ตำหนักจื่อหยางตกอยู่ในอันตราย แต่นี่เป็นการบุกโจมตีคุนซู แล้วมันไปกงการอะไรกับข้าด้วยเล่า?”
อวิ๋นฉิงเซียวลดเสียงต่ำลงแฝงนัยเจรจา
“ขอเพียงเจ้าไป ข้าจะยกสมุนไพรวิเศษในถ้ำของข้าให้...”
“ต่อให้เจ้ายกตำหนักจื่อหยางทั้งหลังให้ข้า ข้าก็ไม่ไป!” ซือคงเซิ่งปฏิเสธเสียงแข็ง
“หึหึ...” อวิ๋นฉิงเซียวได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
“ตกลง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็อยู่เฝ้าสำนักไปก็แล้วกัน ข้ากับศิษย์จะไปจัดการเอง
“อ้อ...แล้วส่งคนไปเรียกตัว ‘เซียวเจวี๋ยเฉิน’ มาด้วย บอกมันว่าถ้าไม่มา ก็เลิกคิดเรื่องโบยบินขึ้นสวรรค์ไปได้เลย ชาตินี้ก็จงหดหัวอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไปซะ”
สิ้นคำสั่ง ตำหนักจื่อหยางก็เข้าสู่สภาวะตื่นตัวทันที
เพียงครึ่งชั่วยามให้หลัง เหล่าศิษย์จำนวนมากก็รวมพลเสร็จสิ้น ภายใต้การนำทัพของผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะทั้งสอง พวกเขาเหาะทะยานแหวกอากาศ มุ่งหน้าสู่สมรภูมิที่อยู่ห่างออกไปนับหมื่นลี้ทันที
“ไอ้พวกโง่เขลาเอ๊ย”
ซือคงเซิ่งมองตามหลังพวกที่จากไปแล้วสบถด่า
“ไม่ลองนับนิ้วคำนวณดูบ้างเลยหรือไง ว่าไอ้เฉินซานซือนั่นอายุเพิ่งจะร้อยกว่าปีก็ทะลวงถึงระดับเปลี่ยนแปลงเทวะได้แล้ว
“คนในโลกมนุษย์คนล่าสุดที่มีความเร็วระดับนี้ ป่านนี้กลายเป็นยอดคนผู้กุมกฎเกณฑ์แห่งวิถีไปตั้งนานแล้ว! การไปต่อกรกับคนพรรค์นี้มันเสี่ยงเกินไป มีแต่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่ไปรนหาที่ตาย”
...
ณ ภูเขาเป้าผู่ ดินแดนเทียนสุ่ย
สถานที่แห่งนี้คือถ้ำพำนักของ ‘เซียวเจวี๋ยเฉิน’ ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะเพียงหนึ่งเดียวในโลกมนุษย์
เขามองดูข้อความที่ส่งมาจากยันต์สื่อสาร แล้วถอนหายใจยาวเหยียด
“หลบซ่อนตัวมาตั้งแปดร้อยกว่าปี ดูท่าสุดท้ายแล้ว ข้าก็คงหนีไม่พ้นต้องเอาชีวิตไปทิ้งสินะ!”
สามนิกายใหญ่เป็นผู้กุมอำนาจควบคุมแท่นทะยานสวรรค์เอาไว้ ผู้บำเพ็ญเพียรในใต้หล้าที่ปรารถนาจะโบยบินขึ้นสู่ดินแดนเบื้องบน ย่อมไม่มีทางหลีกหนีอิทธิพลนี้พ้น
ขณะที่เซียวเจวี๋ยเฉินลุกขึ้นยืนและกำลังจะเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปดูสถานการณ์ จู่ๆก็มีเสียงทุ้มต่ำดังแว่วเข้าหู
“สหายเต๋าเซียวไม่จำเป็นต้องไปหรอก หากเข้าร่วมกับพวกเรา ในวันข้างหน้าท่านก็จะได้โควตาแท่นทะยานสวรรค์เช่นเดียวกัน”
“หืม?”
เซียวเจวี๋ยเฉินเร่งพลังกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งพรวดออกจากถ้ำทันที เมื่อเพ่งสายตามองไปยังป่าทึบ เขาก็พบกับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ ‘จ้าวเจินอี’ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะคนที่สองแห่งสำนักสังหารเซียนนั่นเอง!
“ที่แท้ก็สหายเต๋าจ้าวนี่เอง” เซียวเจวี๋ยเฉินรักษาสีหน้าเรียบเฉย
“ท่านมาโดยไม่ได้รับเชิญเช่นนี้ คงอยากจะประลองฝีมือกับข้าสักตั้งกระมัง?”
จ้าวเจินอีฝืนยิ้มเย็นชา “ท่านยังมีทางเลือกที่สองนะ”
“ให้ข้าไปเกลือกกลั้วกับพวกเจ้างั้นรึ? ไสหัวไปซะ!” เซียวเจวี๋ยเฉินสบถด่า
“พวกเจ้าคิดจริงๆ รึว่าจะโค่นคุนซูลงได้ในคราวนี้? เลิกฝันกลางวันได้แล้ว! เหตุการณ์ทำนองนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นในเทียนสุ่ยเสียเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไรล่ะ?”
“คุนซูยังคงตั้งตระหง่านอยู่ยงคงกระพันมิใช่หรือ!”
“ยิ่งไปกว่านั้น ปรมาจารย์คุนซูยุคปัจจุบันนี้ หากเทียบกับบรรพชนรุ่นก่อนๆก็นับว่าแข็งแกร่งเป็นลำดับต้นๆ เลยเชียวนะ ลำพังแค่หลี่กวนฟู่ มีหรือจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้?”
“ข้าขอเตือนพวกเจ้าด้วยความหวังดี รีบกลับไปในรูที่พวกเจ้าจากมาซะ หนีให้ไว ซ่อนตัวให้มิด จะได้รักษาชีวิตรอดเอาไว้ได้”
“ในเมื่อเจรจากันไม่รู้เรื่อง เช่นนั้นก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลายอีกต่อไป!” จ้าวเจินอีตวาดลั่น
“สะกด!”
ระฆังทองแดงใบยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า เซียวเจวี๋ยเฉินรีบร่ายเวทป้องกันทันที พริบตานั้น ทั้งสองก็พุ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
...
เวลาเดียวกัน ณ หุบเขาแห่งหนึ่งที่ห่างออกไปนับหมื่นลี้
ที่นี่คือเส้นทางสายหลักที่ต้องผ่านหากจะมุ่งหน้าไปยังคุนซู ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะทั้งสองจากตำหนักจื่อหยางจำต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงพร้อมกัน
เบื้องหน้าของพวกเขา บนจุดสูงสุดของหน้าผา มีนักพรตผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกสานปีกกว้าง รูปลักษณ์ดูราวกับจอมยุทธ์พเนจรยืนตระหง่านขวางทางอยู่
“มู่หรงปู้ซู?” เฮ่อจือชิวจำคนผู้นี้ได้ทันที
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่? หรือว่าคุนซูเรียกเจ้ามาช่วยด้วยรึ?”
“เจ้าพูดกลับกันแล้ว” มู่หรงปู้ซูตอบกลับตรงไปตรงมา
“ข้ามาเพื่อขวางพวกเจ้าต่างหาก”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!?” เฮ่อจือชิวหน้าถอดสี
ส่วนอวิ๋นฉิงเซียวหรี่ตาแคบลง
“สหายเต๋ามู่หรง เจ้าคิดดีแล้วแน่รึ?”
“พูดไปก็เปล่าประโยชน์!”
มู่หรงปู้ซูสะบัดพู่กันโลหะที่เป็นสมบัติวิเศษในมือ ทันใดนั้น หมึกสีดำก็หยดหยาดกระเซ็นและลุกลามไปทั่วห้วงอากาศ เพียงชั่วพริบตา มันก็ครอบคลุมไปทั่วฟ้าดิน ดึงเอาศัตรูทั้งสองให้จมดิ่งลงสู่อาณาเขต ‘เจตจำนงเเห่งเทพ’ ของเขาทันที!
...
ทางฝั่งคุนซู
หลังจากเฉินซานซือเจรจากับซือถูถิงเสร็จสิ้น เขาก็พยักหน้าให้คนสนิทที่อยู่ด้านข้าง
ตงฟางจิ่งสิงรับคำสั่งทันที “ทำลายค่ายกล!”
สิ้นเสียงคำสั่งกลองรบก็รัวกระหน่ำ ธงทิวโบกสะบัด ภายใต้การหนุนเสริมจากพลังโชคชะตาของอาณาจักร เรือรบลำยักษ์เรียงรายหน้ากระดาน ราวกับมังกรที่กำลังพ่นลมหายใจ พวกมันยิงลำแสงทำลายล้างออกไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย!
ลำแสงเหล่านี้เกิดจากการควบแน่นพลังฟ้าดินผ่านค่ายกลระดับสี่ จึงมีอานุภาพการทำลายล้างที่รุนแรงเหลือคณา
“ตูม! ตูม! ตูม!”
ค่ายกลคุ้มครองเขาของคุนซูที่เคยถูกไท่ซานจวินทำลายรากฐานไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ยังคงไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างสมบูรณ์เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ทำให้ปัจจุบันความแข็งแกร่งของมันหลุดลุ่ยเหลือเพียงระดับสี่เท่านั้น
เมื่อปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้าง ม่านพลังก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทันที
“เชียนสวิน, ชิงเหนี่ยว, ไป๋อวี้!” เฉินซานซือตะโกนเรียกชื่อ
สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งสามกลายร่างเป็นมนุษย์ พุ่งเข้าไปอัดฉีดพลังวิญญาณเสริมให้กับค่ายกลโจมตีของเรือรบ
ในจังหวะสุดท้าย เฉินซานซือเหยียบยืนอยู่เหนือหมู่เมฆ ค่อยๆง้างคันธนู 'ร้อยมังกรไล่จันทร์'
พลังปราณฟ้าดินในรัศมีหลายร้อยลี้ถูกดูดกลืนมารวมกันจนก่อตัวเป็นพายุทอร์นาโดพลังวิญญาณขนาดยักษ์!
เมื่อพายุหมุนอัดแน่นจนถึงขีดสุด จู่ๆเปลวเพลิงก็ลุกพรึบขึ้น เผาไหม้พายุนั้นจนกลายเป็นมังกรเพลิงตัวมหึมา พุ่งทะยานเข้ากระแทกค่ายกลคุ้มครองเขาอย่างบ้าคลั่ง!
เมื่อเห็นว่าค่ายกลใกล้จะพังทลาย ซือถูถิงก็หมดความอดทน เขาทะยานร่างออกจากค่ายกล ซัดฝ่ามือออกไปอาศัยพลังเซียนอันมหาศาลบดขยี้มังกรเพลิงจนแหลกสลายกลางอากาศ
ทว่าสิ่งที่ตามมาคือลูกศรดอกที่สอง ดอกที่สาม...จนกระทั่งกลายเป็นห่าฝนดาวตกที่พุ่งทะลวงเข้าใส่อย่างมืดฟ้ามัวดิน!
ซือถูถิงจำต้องตั้งรับอย่างสุดกำลัง แต่เขาก็มีเพียงตัวคนเดียวไม่อาจแยกเงาได้ เมื่อเขาออกจากค่ายกล คนอื่นๆก็ไม่อาจประคองค่ายกลเอาไว้ได้อีกต่อไป
เพียงชั่วจิบชา ค่ายกลคุ้มครองเขาก็ถูกปืนใหญ่จากเรือรบยิงจนเกิดรอยโหว่ และพังทลายลงอย่างไม่อาจกอบกู้ได้ในที่สุด
“เหล่าทหารหาญ ถล่มคุนซูให้ราบเป็นหน้ากลอง!”
ฉีเฉิงชูอาวุธขึ้นฟ้าพร้อมตะโกนก้อง
“ค่ายกลสิบแปดวิญญาณมรณะอสนีบาตเหิน!!!”
พริบตาที่เขาสิ้นคำประทาศิต ท้องฟ้าก็ส่งเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง ตามมาด้วยฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับว่าพวกเขาคือกำลังควบคุมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ!
ทหารสวรรค์นับล้านนายตั้งค่ายกลท่ามกลางพายุฝน อสนีบาตฟาดผ่าลงมาใส่ร่างพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
แต่แทนที่จะทำอันตราย สายฟ้าเหล่านั้นกลับถูกดูดซับเข้าไปเคลือบแฝงอยู่บนอาวุธและชุดเกราะ กลายเป็นลวดลายอักขระสายฟ้าที่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง!
เสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เสียงสัตว์พาหนะคำราม และเสียงชุดเกราะเสียดสีดังกึกก้องผสานกัน กองทัพนับล้านถาโถมเข้าใส่นิกายศักดิ์สิทธิ์คุนซูราวกับคลื่นทะเลสีดำทมิฬ!
“ศิษย์แห่งคุนซูจงฟัง! สละชีพปกป้องประตูสำนัก สังหารพวกมารนอกรีตให้สิ้นซาก!” เจ้าสำนักชงซวีแผดเสียงคำรามสั่งการ
เหล่าศิษย์คุนซูตั้งค่ายกลเข้าปะทะกับกองทัพต้าฮั่นที่ถาโถมมาดั่งสึนามิ กองกำลังทั้งสองปะทะกันอย่างจังราวกับแม่น้ำสองสายที่พุ่งชนกัน สาดกระเซ็นคลื่นเลือดสีแดงฉานขึ้นสูงเสียดฟ้า กลายเป็นการต่อสู้ตะลุมบอนที่บ้าคลั่งและเหี้ยมโหด
ในขณะเดียวกัน ซือถูถิงได้ล็อกเป้าหมายไปที่ 'เฉินซานซือ' อย่างชัดเจน โดยหมายจะเด็ดหัวแม่ทัพเพื่อยุติศึก
“ท่านอาจารย์!” มู่ชิงหมิง ศิษย์เอกรีบเหาะตามมา
“หืม?” ซือถูถิงปรายตามอง “เจ้ามีเรื่องอันใด?”
“ท่านอาจารย์ ให้ข้าไปเจรจากับเฉินซานซืออีกสักครั้งเถิดขอรับ!” มู่ชิงหมิงอ้อนวอน
“บางที...เรื่องนี้อาจจะยังมีทางออกอื่นที่ดีกว่า”
“ศิษย์ทรยศ!” ซือถูถิงด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
“มู่ชูไท่สังหารศิษย์น้องของเจ้าไป แล้วไอ้เด็กนี่ก็คือลูกศิษย์ของมู่ชูไท่! ต่อให้ไม่มีเรื่องของเมล็ดพันธุ์มาร ข้าก็จะฆ่าล้างโคตรพวกมันให้หมดสิ้น!”
เขาสะบัดหน้าหนีไม่สนใจศิษย์อีกต่อไป
ร่างกายพลันเลือนหายไปกลางอากาศ และปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลังของเฉินซานซือ เขาคว้าสายฟ้าจากฟากฟ้ามาควบแน่นเป็นคมดาบ ฟาดฟันลงกลางกระหม่อมของศัตรูอย่างอำมหิต!
“เคร้ง!”
เฉินซานซือตวัดหอกยาวขึ้นรับการลอบโจมตีจากด้านหลัง พลังเซียนและพลังปราณแท้ในร่างผสานเป็นหนึ่งเดียวหลั่งไหลเข้าสู่คมหอก ก่อนจะหมุนตัวตวัดหอกสวนกลับไปอย่างรวดเร็ว
“ตูม!”
การปะทะกันอย่างรุนแรงทำให้ทั้งคู่ผละถอยหลังไปกว่าร้อยก้าว ก่อนจะยืนหยัดเผชิญหน้ากันอยู่เหนือเมฆทมิฬ
เฉินซานซือจุดประกายเพลิงเเห่งความกลาหลเพื่อชำระล้างสายฟ้าที่เกาะกุมอยู่บนใบหอก พลางประเมินฝีมือคู่ต่อสู้ในใจ
ซือถูถิงผู้นี้อยู่ในระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นกลาง แต่ตัวเราเอง แม้จะอยู่เพียงเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นต้น แต่ก็ผ่านทัณฑ์ประหารเซียนและได้รับการหนุนเสริมจากกฎเกณฑ์ฟ้าดิน
ไม่ว่าจะเป็นพลังเซียนหรือจิตวิญญาณดั้งเดิม ล้วนไม่ด้อยไปกว่าระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นกลางแม้แต่น้อย จากการปะทะเมื่อครู่ ช่องว่างระหว่างเราสองคนถือว่าแทบไม่มีเลย...
ประจวบเหมาะพอดี!
เราจะใช้โอกาสนี้ลองหาทางรู้แจ้งในขอบเขต ‘เจตจำนงเเห่งเทพ’ อีกสักครั้ง!
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะประลองกับเจียงซีเยว่หรือมู่หรงปู้ซู ล้วนเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ขาดแรงกระตุ้นที่แท้จริง!
“พรึบ!”
เพลิงเเห่งความกลาหลพวยพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ดของเฉินซานซือ ลุกลามห่อหุ้มไปทั่วทั้งร่างรวมถึงอาวุธคู่กายในพริบตา ราวกับเทพแห่งไฟจุติลงมา!
สายฝนที่ยังไม่ทันหยดถึงพื้นก็ถูกแผดเผาจนระเหยกลายเป็นไอ หมอกขาวโพลนปกคลุมไปทั่วทั้งฟากฟ้า
เฉินซานซือเป็นฝ่ายพุ่งเข้าจู่โจม มือซ้ายถือหอก มือขวาถือดาบ งัดเอาเเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์ออกมาใช้อย่างเต็มพิกัด การโจมตีพลิกแพลงไร้รูปแบบ!
ทางด้านซือถูถิงก็ถือดาบคู่ในมือ เล่มหนึ่งคือดาบอสนีบาตดำ อีกเล่มคือดาบชิงเฟิง ทุกท่วงท่าที่ตวัดออกล้วนดึงดูดสายฟ้าฟาดลงมาราวกับน้ำตก
แต่ถึงกระนั้น สีหน้าของเขากลับยิ่งดูเคร่งเครียดหนักขึ้นเรื่อยๆ
ไอ้เด็กนี่มีเเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์ที่แปลกประหลาดเหมือนกับมู่ชูไท่ไม่มีผิด!
แม้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วดั่งสายฟ้า แต่เมื่อต้องเจอการรุกคืบประชิดตัวอย่างต่อเนื่อง ก็ยากที่จะต้านทานได้นาน
“เก่งดีนี่ สมกับเป็นศิษย์อาจารย์กัน!”
ซือถูถิงไขว้ดาบคู่รับการโจมตีพร้อมกับดีดตัวถอยห่างเพื่อทิ้งระยะ
“ข้าล่ะอยากจะรู้นัก ว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งฝึกวิชามาได้แค่ร้อยกว่าปีอย่างเจ้า จะมีน้ำยาไปได้สักกี่น้ำ!”
“หมื่นดาบ...คืนสู่บรรพชน!!!”
“อะไรนะ!?” เฉินซานซือถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
“วิ้งงงงง!”
พริบตาที่คำว่า ‘หมื่นดาบคืนสู่บรรพชน’ หลุดออกจากปาก ดาบทุกเล่มในรัศมีหลายพันลี้ก็เกิดการสั่นพ้องส่งเสียงร้องระงม ราวกับได้ยินเสียงเพรียกจากผู้เป็นนาย!
ตงฟางจิ่งสิงพยายามควบคุมดาบโลหิตของตนอย่างสุดกำลัง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานไหว ต้องปล่อยให้มันหลุดลอยไปจากมือ
ผู้คนอื่นๆในสนามรบก็เผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน!
ดาบบินนับไม่ถ้วนพุ่งแหวกอากาศออกมาจากค่ายทหารของต้าฮั่น ไปรวมตัวกันอยู่บนท้องฟ้า ผสมผสานเข้ากับสายฟ้าจนกลายเป็นแม่น้ำดาบอสนีบาตสายมหึมา!
นี่มัน...วิชาของท่านอาจารย์ไม่ใช่รึ?
เฉินซานซือมองดูซือถูถิง สัมผัสได้ถึงพลังกฎเกณฑ์ของดาบบินที่เต็มท้องฟ้า แล้วจู่ๆ เขาก็คิดอะไรบางอย่างออก และหลุดหัวเราะเยาะออกมา
เมื่อเห็นดังนั้น แววตาของซือถูถิงก็ยิ่งทวีความอำมหิต “เจ้าหัวเราะบ้าอะไร!”
“ข้าก็หัวเราะเยาะเจ้าน่ะสิ ไอ้ผู้ฝึกดาบอันดับหนึ่งแห่งเทียนสุ่ยจอมปลอม! ที่แท้ก็เป็นแค่ตัวตลก!”
เฉินซานซือกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“ต้องรอให้อาจารย์ข้าตายไปก่อน ตัวเองถึงจะมีปัญญาควบคุมดาบบินในใต้หล้าได้! นี่มันตำนาน ‘ลิงเป็นใหญ่ในป่าที่ไร้เสือ’ ชัดๆ! ช่างน่าสมเพชเวทนาเสียจริง!”
“อาจารย์เจ้างั้นรึ!?” ซือถูถิงขบกรามแน่น สวนกลับด้วยความเคียดแค้น
“ถ้าเจ้าไม่ยกไอ้สวะนั่นขึ้นมา ข้าก็เกือบจะลืมบอกเจ้าไปแล้ว ว่าศพของมันน่ะแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี!
“มันถูกเผาจนกลายเป็นเถ้ากระดูก แล้วโดนเอาไปสะกดไว้ใต้คุกสวรรค์แล้วโว้ย! ไม่รู้ว่าลูกศิษย์อย่างเจ้า...จะรีบตามไปอยู่เป็นเพื่อนมันเมื่อไหร่ดีล่ะ!”
ศพแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี!
เฉินซานซือขมวดคิ้วแน่น แววตาเย็นเยียบ
“เถ้ากระดูกของเจ้า ข้าจะเอาไปโยนให้หมากิน”
“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดูสิ!”
ซือถูถิงเร่งร่ายเวทกระตุ้น ‘หมื่นดาบคืนสู่บรรพชน’ เรียกดาบบินให้มารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
“หึ่ง!”
ดาบไท่อาในมือของเฉินซานซือเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่า พลังกฎเกณฑ์นี้คือกฎเกณฑ์แห่งวิถีดาบของโลกมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นถึงผู้กุมวิถีสูงสุด
เพียงแต่เป็นผู้กุมวิถีเฉพาะในโลกมนุษย์เท่านั้น ซึ่งสามารถสั่งการดาบบินทุกเล่มบนโลกใบนี้ได้
“ไท่อา!!!”
เฉินซานซือตวาดลั่น
“ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ยอมรับในตัวข้า! แต่เจ้าคิดจะยอมก้มหัวรับคำสั่งจากไอ้สวะนี่จริงๆ รึ!?”
“มันไม่ใช่ผู้กุมวิถีดาบที่แท้จริงหรอก! มันก็แค่ไอ้ตัวน่าสมเพชที่มารับช่วงต่อกินของเหลือเดนเท่านั้นแหละ!”
“หากเจ้ายอมตกเป็นเครื่องมือของมันล่ะก็...แสดงว่าเจ้ามันก็เป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่า! ถ้าอย่างนั้นก็ไสหัวไปซะ!”
สิ้นคำ เฉินซานซือก็เลิกใช้พลังกดทับดาบบินในมือ
ทว่าดาบไท่อากลับไม่ได้พุ่งหนีไปไหน มันกลับเปล่งแสงสีทองอร่ามเรืองรอง สลัดหลุดจากการควบคุมของ ‘หมื่นดาบคืนสู่บรรพชน’ ด้วยพลังของมันเอง แล้วลอยกลับมาอยู่ในมือของเขาอย่างสงบ!
เฉินซานซือกำด้ามดาบแน่น สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของมัน ราวกับว่าเขาสามารถล่วงรู้ถึงความในใจของดาบไท่อาได้...
มันต้องการแก้แค้น!
มันต้องการเข่นฆ่าล้างบางคุนซู เพื่อแก้แค้นให้กับไท่ซานจวิน!
“เป็นไปได้อย่างไร!?” ซือถูถิงหน้าถอดสี
ไม่ว่าเขาจะพยายามเค้นพลังสักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจควบคุมดาบไท่อาได้อีกต่อไป
“ข้าบอกเจ้าไปแล้วไงล่ะ!” เฉินซานซือคำราม
“เจ้ามันก็แค่ไอ้สวะที่ถูกเชิดขึ้นมาสวมรอยตอนที่ตำแหน่งผู้กุมวิถีดาบว่างลงก็เท่านั้น!”
“หุบปากซะ! ไปตายซะ!”
ซือถูถิงโกรธจนฟิวส์ขาด เขาควบคุมฝูงดาบบินที่ปกคลุมเต็มท้องฟ้าให้พุ่งถาโถมเข้าใส่ หวังจะใช้คมดาบนับหมื่นนับแสนสับร่างอีกฝ่ายให้แหลกละเอียด!
……..