- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 33 ทางลัดสู่แดนเบื้องใน
บทที่ 33 ทางลัดสู่แดนเบื้องใน
บทที่ 33 ทางลัดสู่แดนเบื้องใน
นักฆ่าชายสองคนดูอายุราวสี่สิบปี รูปร่างหน้าตาธรรมดา ทั้งคู่ฝึกฝนฝ่ามือทรายเหล็ก โครงกระดูกใหญ่โต โดยเฉพาะมือขวาที่โดดเด่นที่สุด หยาบกร้านและหนาเตอะราวกับอุ้งตีนหมี แต่ตอนนี้กลับถูกกระแทกจนปริแตกและมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด
ศาสตร์เก่าเห็นผลช้า พวกเขาฝึกฝนวิชาทางร่างกายมานานกว่าสามสิบปี จนถึงอายุเท่านี้ถึงจะถือว่าบรรลุผลสำเร็จขั้นสูง ทว่ากลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ ทำให้พวกเขารับไม่ได้อยู่บ้าง
ไม่ไกลออกไป นักฆ่าหญิงคนนั้นฟื้นคืนสติขึ้นมา รู้สึกปวดร้าวอย่างรุนแรงที่ใบหน้าและแขน ทว่าหวังเซวียนกลับเดินเข้าไปหา หิ้วคอเธอขึ้นมาแล้วจัดการกับแขนอีกข้างของเธอ เสียงกระดูกหักดังกรอบ แขนซ้ายของเธอหักสะบั้น ความเจ็บปวดทำให้เธอแทบจะกรีดร้องออกมา
หวังเซวียนรู้สึกว่าทั้งสามคนล้วนเป็นพวกเดนตาย เป็นนักฆ่าอาชีพ หากไม่หักแขนทิ้งให้หมด ก็ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะมีความคิดตุกติก อย่างเช่นจู่ๆ ก็ชักปืนออกมา หรือสาดผงยาสลบเข้าใส่
ท่าทีระแวดระวังของเขาเมื่อตกอยู่ในสายตาของทั้งสามคนกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย พวกเขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองได้พบกับสัตว์ประหลาดที่ตอแยไม่ได้และมองชีวิตคนเป็นผักปลา
"ฆ่าให้ตายตาหลับทีเถอะ" ชายที่ฝึกฝนฝ่ามือทรายเหล็กเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่า ร่างกายมีรอยกระดูกหักอยู่ทุกหนทุกแห่ง นอนกองอยู่ตรงนั้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
"พวกแกสังกัดองค์กรไหน?" หวังเซวียนถาม
"ฮุยเสวี่ย" เหนือความคาดหมาย คนที่นอนอยู่บนพื้นกลับบอกเขาอย่างว่าง่าย ไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของหวังเซวียนไม่เปลี่ยน แต่ในใจกลับประหลาดใจเล็กน้อย อีกฝ่ายกลับให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บอกที่มาที่ไปออกมาตรงๆ
อันที่จริง เป็นเพราะนักฆ่าบนพื้นรู้สึกขนหัวลุกมากกว่า เมื่อเห็นเขาหักแขนคนทิ้งอย่างหน้าตาเฉย แถมยังตบหน้านักฆ่าหญิงที่หน้าตาค่อนข้างดีจนดูไม่ได้ พวกเขาจึงคิดว่าหวังเซวียนน่าจะโหดเหี้ยมอำมหิตมาก กลัวว่าตัวเองจะต้องรับการทรมานแบบนั้นบ้าง สู้บอกไปตรงๆ เลยดีกว่า ยังไงเสียบนตัวพวกเขาก็ไม่มีความลับอะไรที่จะไปคุกคามองค์กรฮุยเสวี่ยได้อยู่แล้ว
จากนั้นทั้งสามคนก็ถามคำตอบคำ พวกเขาไม่ใช่นักรบเดนตายอะไร ก็แค่นักฆ่ามืออาชีพที่รับเงินมาทำงาน ไม่ได้จงรักภักดีต่อใครอย่างแท้จริง
ฐานที่มั่นขององค์กรฮุยเสวี่ยบนโลกเก่าถูกถอนรากถอนโคนไปอย่างต่อเนื่องในคืนนี้ เรียกได้ว่าสูญเสียอย่างหนัก แต่ก็ยังมีบางส่วนที่กบดานอยู่และไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งสามคนได้รับภารกิจ ให้ฉวยโอกาสในค่ำคืนอันวุ่นวายนี้มาสังหารหวังเซวียน ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เช้าวันพรุ่งนี้พวกเขาจะลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้อีกชั่วคราว
สีหน้าของหวังเซวียนเย็นชา การเชือดไก่ให้ลิงดูบนโลกเก่าได้ผล แต่นักฆ่าพวกนี้กลับยังบ้าบิ่นในคืนสุดท้าย กล้ามาลอบสังหารเขา ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว เห็นเสี่ยวหวังคนนี้เป็นลูกพลับนิ่มที่บีบเล่นได้ตามใจชอบหรือไง?
"มีคนเพิ่มค่าจ้างก้อนโตเพื่อสังหารแกจริงๆ แต่พวกเราไม่รู้ว่าเป็นใคร..."
หลังจากได้รับแจ้ง พวกเขาก็มีหน้าที่แค่ออกมาฆ่าคน ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังและเสนอค่าจ้างที่สูงลิ่ว ทั้งสามคนไม่มีทางรู้ได้เลย
ส่วนเรื่องสถานการณ์ของระดับสูงภายในองค์กรฮุยเสวี่ย พวกเขายิ่งเข้าไม่ถึง ภายในองค์กรมีมาตรการป้องกันและปกป้องตัวเองอย่างเข้มงวด ต่อให้นักฆ่าจำนวนมากถูกจับ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรฮุยเสวี่ย
การถูกพุ่งเป้าครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อให้เป็นพระอิฐพระปูนก็ยังมีน้ำโห นับประสาอะไรกับหวังเซวียน คนบงการเบื้องหลังจ้างองค์กรฮุยเสวี่ยมาฆ่าเขาถึงสองครั้งสองครา ทำให้เขาเหลืออดจริงๆ
เขามองดูทั้งสามคนที่นอนขยับตัวไม่ได้อยู่บนพื้น ยกมือขึ้นทำท่าจะลงมือสองสามครั้ง แต่ก็ไม่ได้ฟาดลงไป
เมื่อมองจากต้นตอ ทั้งสามคนนี้เป็นเพียงเครื่องมือฆ่าคน ห่างไกลจากตัวการใหญ่ตั้งแสนแปดพันลี้ ต่อให้ฆ่าพวกเขาทิ้งก็ไม่สะเทือนถึงคนบงการเบื้องหลัง ซ้ำยังไม่ทำให้องค์กรฮุยเสวี่ยระคายผิวเลยด้วยซ้ำ
ตอนที่ถูกลอบสังหารเมื่อครู่นี้ ในใจของหวังเซวียนเดือดดาลไปด้วยจิตสังหาร ทว่าตอนนี้เมื่อใจเย็นลงแล้ว การจะให้เขาทุบตีทั้งสามคนจนตายคาที่พักของตัวเอง เปลี่ยนให้ที่นี่กลายเป็นบ้านผีสิงที่เต็มไปด้วยเลือด เขาลงมือไม่ลงจริงๆ รู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง
"คนที่มาลอบสังหารฉันคราวก่อนอยู่ที่ไหนกันหมด?" หวังเซวียนถาม
"ถอนตัวไปหมดแล้ว หนึ่งในนั้นกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ส่วนอีกคนต้องเปลี่ยนไปใช้หัวใจเทียม ชาตินี้ถือว่าหมดอนาคตแล้ว" ขนาดชายวัยกลางคนที่ฝึกฝนฝ่ามือทรายเหล็กและเลือดเย็นมาตลอด เมื่อนึกถึงจุดจบของนักฆ่าสองคนในกลุ่มที่แล้ว เขาก็ยังรู้สึกขนลุก ชายหนุ่มตรงหน้านี้หากได้ลงมือเมื่อไหร่ ช่างทำให้ผู้คนหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจจริงๆ
หวังเซวียนประหลาดใจเล็กน้อย คราวก่อนก้อนหินที่เขาขว้างไปกระแทกกระดูกหน้าผากของนักฆ่าคนหนึ่งจนยุบ นึกไม่ถึงว่าจะไม่ตาย แต่กลับกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ส่วนอีกคนถูกท่อนเหล็กเสียบทะลุร่าง หัวใจฉีกขาด ก็ยังรอดชีวิตมาได้อีก
"โชคดีนะเนี่ย ที่เกิดมาฉันยังไม่เคยฆ่าใครเลย" หวังเซวียนทอดถอนใจ ทว่าเมื่อตกอยู่ในสายตาของนักฆ่าทั้งสาม มันกลับไม่ได้ดูมีเมตตาธรรมเลยสักนิด พวกเขากลับคิดว่าเขากำลังเยาะเย้ยตัวเองเสียด้วยซ้ำ
หวังเซวียนก้มลงมองพวกเขาแล้วเอ่ยว่า "เอาอย่างนี้ไหม พวกแกสามคนฆ่าตัวตายซะ หรือไม่ก็ช่วยสงเคราะห์ให้กันและกันหน่อย"
สีหน้าของนักฆ่าทั้งสามเปลี่ยนไป ขนหัวลุกซู่และแอบตื่นตระหนก ฟังดูสิ นี่มันภาษาคนงั้นหรือ? เขาไม่อยากลงมือเอง เลยสรรหาวิธีพลิกแพลงมาฆ่าคน หมอนี่ต้องเป็นฆาตกรโรคจิตแน่ๆ!
แน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจผิด ความตั้งใจเดิมของหวังเซวียนคือไม่อยากฆ่าคนจริงๆ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองจะใจอ่อนแบบผู้หญิงไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายมาเพื่อฆ่าเขา ก็ปล่อยไปไม่ได้เช่นกัน
นักฆ่าทั้งสามนอนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี หรือว่าพวกเขาต้องจัดการตัวเองจริงๆ? ทุกคนต่างรู้สึกหดหู่ใจ เพราะพวกเขามั่นใจมาตลอดว่า จอมโหดอย่างหวังเซวียนกำลังทรมานพวกเขาในรูปแบบที่ต่างออกไป และต้องมีลูกเล่นอื่นเตรียมไว้อีกแน่
"ช่างเถอะ ฉันทำใจไม่ได้จริงๆ" ในที่สุดหวังเซวียนก็ถอนหายใจแล้วส่ายหน้า เอ่ยว่า "ยังไงซะฉันก็ยังไม่เคยฆ่าใครเลย และตอนนี้ก็ยังไม่อยากทำลายสถิติด้วย"
เมื่อทั้งสามคนได้ยินเช่นนั้น ก็พลันรู้สึกราวกับว่าเมฆหมอกทะมึนบนท้องฟ้าแห่งชีวิตถูกฉีกทึ้งด้วยลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ สว่างไสวขึ้นมาในพริบตา พวกเขาต่างรู้สึกตื่นเต้น ชะตากรรมยังพลิกผันได้ขนาดนี้เชียวหรือ?
หวังเซวียนปรายตามองพวกเขาแล้วกล่าวว่า "พวกแกคิดอะไรอยู่? สองมือเปื้อนเลือดคนมาตั้งเท่าไหร่ ถ้าปล่อยพวกแกไป ก็เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า ฉันไม่เปิดโอกาสให้พวกแกไปฆ่าคนทำชั่วอีกหรอก มอบหน้าที่นี้ให้ผู้เชี่ยวชาญมาจัดการดีกว่า ให้พวกเขาส่งพวกแกเดินทางลงนรกก็แล้วกัน"
เขาติดต่อไปหาชิงมู่โดยตรงเพื่อให้มาช่วยจัดการเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นลำพังแค่การจัดการกับศพของทั้งสามคนก็เป็นเรื่องยุ่งยากแล้ว เขาเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมายมาโดยตลอดนะ
สามคนที่นอนอยู่บนพื้นเปลี่ยนจากความหวังในตอนแรกไปสู่ความสิ้นหวังอย่างรวดเร็ว อารมณ์ขึ้นลงอย่างหนักหน่วง ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส พวกเขาลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า หมอนี่มันคือปีศาจร้ายชัดๆ การมาปั่นประสาททรมานจิตใจพวกเขาแบบนี้ มันน่ากลัวยิ่งกว่าการฆ่าพวกเขาทิ้งตรงๆ เสียอีก ต้องเป็นพวกโรคจิตระดับไฮเอนด์แน่นอน
หวังเซวียนไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ได้คิดลึกขนาดนั้นด้วยซ้ำ เขายังคงรำพึงรำพันอยู่ตรงนั้น "ฉันนี่มันใจอ่อนจริงๆ!"
เมื่อสามคนบนพื้นได้ยิน ร่างกายก็ยิ่งแย่ลงไปอีกราวกับตกลงไปในขุมนรก ยิ่งรู้สึกว่า หมอนี่มันคือซาตานกลับชาติมาเกิด!
หลังจากได้รับข่าว ชิงมู่ก็รีบรุดมาด้วยตัวเอง เขาเองก็โกรธจัดเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะคุยโทรศัพท์กับหวังเซวียน บอกเขาว่าองค์กรฮุยเสวี่ยบนโลกเก่าถูกถอนรากถอนโคนไปแล้ว พรุ่งนี้ทุกฝ่ายคงต้องเก็บเนื้อเก็บตัว
แต่ผลลัพธ์คือ ในคืนสุดท้ายนี้ องค์กรฮุยเสวี่ยกลับมาลอบสังหารหวังเซวียนอีก นี่คือความบ้าคลั่งเฮือกสุดท้าย หรือว่ากำเริบเสิบสานจนเกินไปแล้ว?!
เมื่อชิงมู่เห็นสภาพภายในห้อง เขาก็ถึงกับสูดปาก เสี่ยวหวังลงมือได้โหดเหี้ยมจริงๆ หน้าตาของนักฆ่าหญิงคนนั้นถูกตบจนเละเทะกลายเป็นผีไปแล้ว!
"สภาพดูไม่ได้ขนาดนี้แล้ว นายยังไม่ซ้ำอีกสักฝ่ามือล่ะ? สงเคราะห์ให้พวกเขาไปสบายเถอะ"
"ผมยังไม่เคยฆ่าคนนะ!" หวังเซวียนปฏิเสธเสียงแข็ง!
ชิงมู่เดาะลิ้น เอ่ยว่า "ได้ เดี๋ยวฉันจะลงมือสอบสวนเอง แล้วค่อยจัดการทิ้ง" เขาโบกมือ ลูกน้องหลายคนก็เดินเข้ามาหามนักฆ่าทั้งสามคนออกไป แถมยังช่วยทำความสะอาดห้อง เช็ดคราบเลือดบนพื้นให้อีกต่างหาก มืออาชีพจริงๆ
หวังเซวียนถามเขาว่า คัมภีร์หนังสัตว์สีเงินที่ได้มาจากเขาชิงเฉิงคราวก่อนประเมินมูลค่าออกมาหรือยัง และจะมอบเงินชดเชยพิเศษให้เขาเมื่อไหร่
เพราะชิงมู่เคยบอกไว้ว่า คัมภีร์หนังสัตว์ม้วนนั้นน่าทึ่งมาก ต้องมีค่ามากกว่าของที่ได้จากการสำรวจทั่วไปอย่างแน่นอน ตามกฎขององค์กรแล้ว จะมีเงินชดเชยให้
"ยังเลย ตอนนี้กำลังถอดรหัสอยู่ ตัวหนังสือยึกยือพวกนั้นทำเอาทีมผู้เชี่ยวชาญถึงกับไปไม่เป็น ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เพราะอ่านไม่ออก ทำไมล่ะ ตอนนี้นายช็อตเงินเหรอ?" ชิงมู่ถามด้วยความประหลาดใจ
หวังเซวียนถอนหายใจ กล่าวว่า "เห็นไหมล่ะ เจ้าของบ้านบอกว่าโต๊ะหนังสือตัวนี้ทำจากไม้แดง ผมเป็นแค่นักศึกษาเพิ่งจบใหม่ ยังไม่ได้รับเงินเดือนสักเดือนเลย ไม่มีปัญญาชดใช้หรอกครับ"
ชิงมู่มองดูสีหน้าจริงจังของเขา แล้วหันไปมองนักฆ่าทั้งสามคนที่ถูกเขาซ้อมจนน่วมแล้วลากออกไป ก็ถึงกับพูดไม่ออก มองยังไงก็รู้สึกแปลกพิลึก
"เอาเถอะ เดี๋ยวฉันใช้เงินส่วนตัวให้ยืมก่อนละกัน" ชิงมู่ขอเลขบัญชีจากเขา แล้วหันกลับมาถามว่า "นายไม่ได้คิดวิธีอื่นเลยเหรอ นักฆ่าตั้งสามคนตกอยู่ในมือนาย ก็บังคับให้พวกมันโอนเงินมาสิ"
หวังเซวียนตอบ "ผมกลัวจะถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพ่งเล็งน่ะสิ ผมไม่เอาเงินสกปรกหรอก ต้องเป็นเงินที่ได้มาอย่างเปิดเผยและสุจริตเท่านั้น"
"เชื่อเขาเลย" ชิงมู่ตบไหล่เขาจนปัญญาจะพูดอะไรต่อ ก่อนจะหันหลังพาลูกน้องจากไป
ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หวังเซวียนจัดข้าวของให้เข้าที่ พึมพำกับตัวเองว่า "หวังว่าหินอวี่ฮว่าสองก้อนนี้จะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ"
เป็นเพราะช่วงนี้เขาฝึกวิชากายาทองคำสำเร็จจนมีพลังมากพอ เขาถึงไม่หวาดกลัวนักฆ่าทั้งสามและจัดการพวกมันลงได้อย่างราบรื่น
อนาคตจะเป็นอย่างไรเขาไม่อาจล่วงรู้ สิ่งที่ต้องทำคือผงาดขึ้นมาให้เร็วที่สุด เขาถึงจะรับมือกับทุกสิ่งได้อย่างใจเย็น เผชิญหน้ากับองค์กรฮุยเสวี่ยและศัตรูอื่นๆ ตราบใดที่เขาแข็งแกร่งพอและยืนอยู่สูงพอ ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องกระชากคอคนที่อยู่เบื้องหลังออกมาได้แน่
เมื่อเขาแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง จนทำให้องค์กรฮุยเสวี่ยรู้สึกหวาดกลัวและครั่นคร้าม ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะเป็นฝ่ายเสนอชื่อคนบงการ หรือถึงขั้นจับตัวส่งมาให้เขาเองเลยก็ได้
หวังเซวียนคิดว่า ไม่ว่าเมื่อไหร่ เขาควรจะรักษาระดับพลังที่แท้จริงให้สูงกว่าการประเมินของโลกภายนอกเสมอ เช่นนี้ถึงจะปกป้องตัวเองและรับมือกับศัตรูได้ดีกว่า
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา ในมือถือหินอวี่ฮว่าทั้งสองก้อนไว้ด้วยความคาดหวัง หวังว่าจะมีเซอร์ไพรส์รออยู่!
ภายในห้องเงียบสงัด ปัจจัยลี้ลับอันเข้มข้นไหลทะลักจากก้อนหินเข้าสู่ร่างกายของหวังเซวียน หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและชำระล้างเส้นเอ็นและกระดูกของเขา
จากนั้น เขาก็ได้เห็นมันอีกครั้งจริงๆ... ขอบเขตของแดนเบื้องใน มันเลือนรางและอยู่ไม่ไกลนัก เขาอยากจะเข้าไปใกล้
หินอวี่ฮว่าเป็นของวิเศษ วันนี้เขาไม่ได้กระตุ้นสภาวะสัมผัสเหนือธรรมชาติ ทว่าก็ยังคงมองเห็นดินแดนอันว่างเปล่าและเงียบสงัดแห่งนั้น!
หวังเซวียนปรารถนาอย่างแรงกล้า หากสามารถเข้าไปได้อีกครั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่จะต้องเป็นการเก็บเกี่ยวครั้งยิ่งใหญ่อีกครา
ทว่า ต่อให้พลังจิตของเขาจะเต็มเปี่ยม และกำลังเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาพื้นฐานของนักพรตยุคก่อนราชวงศ์ฉิน เขาก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้ดินแดนอันเลือนรางแห่งนั้นได้อยู่ดี
แม้จะมองเห็น ทว่าระหว่างเขากับที่แห่งนั้นก็ยังคงมีระยะห่างขวางกั้นอยู่เสมอ
"แกรก!"
หวังเซวียนไม่ลังเลเลย เขาบีบหินอวี่ฮว่าก้อนหนึ่งจนแตก ชั่วพริบตา เขาก็ถูกอาบย้อมไปด้วยสสารลี้ลับอันเข้มข้น ยิ่งไปกว่านั้น ระยะห่างก็ถูกร่นเข้ามาในพริบตา แดนเบื้องในอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
"แกรก!"
เขาใช้พลังกระแทกหินอวี่ฮว่าอีกก้อนจนแตกละเอียดอย่างไม่ลังเล ปัจจัยลี้ลับที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมเข้าปกคลุมร่างของหวังเซวียน
ชั่วขณะนั้น หวังเซวียนพบว่าตัวเองได้เข้ามาสู่แดนเบื้องในแล้ว นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำสำเร็จจริงๆ ทว่าวันนี้ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะแตกต่างไปจากแดนเบื้องในที่เขาเข้ามาเมื่อคราวก่อนอยู่บ้าง!
(จบบท)