- หน้าแรก
- บันทึกตำนานเซียนหญิงปริศนา
- บทที่ 55 ความโลภของยายเฒ่าหวัง
บทที่ 55 ความโลภของยายเฒ่าหวัง
บทที่ 55 ความโลภของยายเฒ่าหวัง
บทที่ 55 ความโลภของยายเฒ่าหวัง
ยายเฒ่าหวังเหลียวมองไปรอบๆ แล้วพบว่ามีเพียงพวกนางสี่คนเท่านั้น เมื่อครู่นังเด็กเหลือขอคนนี้บอกว่าคนเยอะแยะ นางยังนึกว่าตอนที่ตนไม่ทันสังเกตจะมีคนแห่กันมาจริงๆ เสียอีก
ในเมื่อมีแค่สี่คน แล้วจะไปกลัวอะไร?
ยายเฒ่าหวังแค่นยิ้มเย็น:
"ข่มขู่แกแล้วจะทำไม? ข้าจะบอกให้ พวกแกน่ะถ้าล่วงเกินข้าแล้ว ก็เตรียมตัวอย่าได้ริอ่านย่างกรายออกจากเมืองเซียนเสวียนหนานไปตลอดชีวิตเลย ลูกชายข้าเป็นถึงผู้ดูแลระดับสร้างรากฐาน เขาไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่"
"ต่อให้พวกเราไม่ก้าวออกจากค่ายกล ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องอยู่ไปตลอดชีวิตนี่นา ชีวิตของพวกเราเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ยายแก่หนังเหี่ยวอย่างแกน่ะขาข้างหนึ่งลงหลุมไปแล้ว อย่างมากก็คงอยู่ได้อีกแค่สองปี ซึ่งสองปีน่ะมันเพียงพอที่จะให้อาหญิงของข้าเข้าฝ่ายนอกได้แล้วละ แหม... ถ้าลูกชายระดับสร้างรากฐานของแกเก่งกาจขนาดนั้นจริง ก็เรียกเขามาสิ อุ๊ยตาย... คงไม่ใช่ว่ากุเรื่องขึ้นมาเองหรอกนะ?"
ยายเฒ่าหวังจ้องกู้จิ่วเย่วด้วยความโกรธแค้น ยามนี้นางมีเพียงความคิดเดียวคือ ต่อให้สุดท้ายกู้ชิงเฉินจะยอมแต่งเข้ามาหรือไม่ นางก็จะเอาชีวิตนังเด็กปากดีคนนี้ให้ได้
ยายเฒ่าหวังที่เดินมาอย่างพยศจองหอง กลับต้องเดินจากไปด้วยท่าทางขัดเคืองใจสุดขีด
มองตามหลังยายเฒ่าหวังไป กู้จิ่วเย่วก็ถ่มน้ำลายด่าไล่หลัง:
"ซวยชะมัด บำเพ็ญเพียรจนเป็นเซียนแล้วแท้ๆ ทำไมยังต้องมาเจอพวกมนุษย์ป้าจำพวกนี้อีกนะ ข้าไปทำกรรมอะไรไว้เนี่ย"
กู้ชีเย่วเอ่ยขึ้นอย่างเพลียใจ:
"ข้าว่าคนที่ซวยจริงๆ ไม่ใช่เจ้าหรอก แต่เป็นท่านอาหญิงต่างหากที่ถูกยายเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นหมายตาเอา ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ"
"ไม่ต้องมาเดาใจข้า ข้านี่แหละที่รู้สึกซวยเอง"
"เฮ้อ..."
กู้ชิงเฉินทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า:
"ตอนนี้พวกเราทั้งสามคนล่วงเกินยายเฒ่าหวังไปหนักมาก ช่วงนี้ยังพอว่าเพราะลูกชายแกบาดเจ็บสาหัสคงไม่มีเวลามาวุ่นวายกับพวกเรา แต่เกรงว่าพอแผลเขาหายดีเมื่อไหร่ เขาคงจะมาหาเรื่องพวกเราแน่"
พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของกู้จิ่วเย่วก็หรี่ลงทันที
หวังมู่บาดเจ็บสาหัสงั้นรึ? นั่นหมายความว่าตอนนี้โอกาสที่อีกฝ่ายจะโผล่มาที่เขตทุ่งนาวิญญาณแทบจะเป็นศูนย์
กู้จิ่วเย่วแค่นยิ้มเย็นในใจ:
ยายเฒ่าหวัง แกนี่มันหาเรื่องตายแท้ๆ กล้าดียังไงมาหมายหัวอาหญิงของข้า วันตายของแกอยู่ไม่ไกลแล้วละ
เช้าตรู่วันต่อมา กู้จิ่วเย่วจำแลงกายเป็นหวังมู่ ใช้ใช้วิชาเร้นกายปรับระดับพลังให้ดูเหมือนระดับสร้างรากฐานขั้นต้น จากนั้นก็เดินกร่างออกจากทิศทางของเมืองเซียนเสวียนหนานมุ่งหน้าไปยังเขตติง 41
ครั้งนี้นางมาอย่างเอิกเกริกยิ่งนัก เพียงไม่นานข่าวที่ว่าลูกชายของผู้ดูแลซึ่งเป็นผู้ดูแลสำนักไท่เสวียนมาเยือนเขตทุ่งนาวิญญาณก็แพร่สะพัดไปทั่วในหมู่เกษตรกรวิญญาณ
เมื่อกู้จิ่วเย่วหาตัวยายเฒ่าหวังพบ อีกฝ่ายกำลังด่าทอกู้ชิงเฉินอย่างเมามัน และเตรียมจะไปหาผู้บำเพ็ญหญิงอีกคนที่นางเล็งไว้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าลูกชายที่เพิ่งนอนซมอยู่บนเตียงเมื่อสองวันก่อน วันนี้จะมาปรากฏตัวต่อหน้าด้วยท่าทางดูดีปกติเช่นนี้
"มู่เอ๋อร์ แผลเจ้ายังไม่หายดีไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมาที่นี่ได้? ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรเจ้าก็น่าจะให้คนมาตามแม่ไปหาก็ได้ ไม่เห็นต้องมาเองเลย"
กู้จิ่วเย่วเอ่ยเสียงขรึม:
"เรื่องนี้สำคัญมาก ให้คนอื่นรู้ไม่ได้ ตามข้ามา"
ยายเฒ่าหวังกำลังจะก้าวตามไป แต่พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่า ลูกชายตอนนี้ใช้พลังวิญญาณไม่ได้ มีสภาพไม่ต่างจากคนธรรมดา แล้วเขาจะพานางไปไหน?
"มู่เอ๋อร์ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?"
กู้จิ่วเย่วตอบว่า:
"วันนั้นตอนที่ข้าไล่ตามนังผู้หญิงคนนั้น ข้าไปเจอวาสนาเข้าที่หนึ่ง ข้ากลัวว่าถ้าทิ้งไว้นานจะถูกคนอื่นชิงไปเสียก่อน เลยรีบมาหาเพื่อให้ไปเอาวาสนานั้นด้วยกัน"
พอได้ยินคำว่าวาสนา ยายเฒ่าหวังก็เริ่มระแวดระวังขึ้นมาทันที นางถามว่า:
"วาสนา? วาสนาอะไรกัน? ลูกเอ๋ย ตอนนี้เจ้าบาดเจ็บหนัก ต่อให้เป็นวาสนาก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตเจ้านะ ตอนนี้จุดตันเถียนเจ้าเสียหาย ใช้พลังวิญญาณไม่ได้ ส่วนข้าเองก็อยู่แค่ระดับหลอมลมปราณขั้นกลาง จะกล้าไปช่วงชิงวาสนาอะไรที่ไหน รอให้เจ้าหายดีก่อนแล้วเราค่อยไปกัน"
กู้จิ่วเย่วแสร้งทำเป็นโกรธ:
"รอให้หายดีอะไรกัน? วาสนาที่ว่านั่นแหละคือของดีที่จะรักษาแผลของข้าได้ ตกลงท่านเป็นแม่ข้าจริงหรือเปล่า ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่เต็มใจช่วย มันไม่ใช่ที่อันตรายอะไรเลย ตอนนี้ข้าใช้พลังวิญญาณไม่ได้ ถ้ามันอันตรายจริง ข้าจะพาตัวเองไปตายหรือไง?"
"วางใจเถอะ ท่านเป็นแม่แท้ๆ ของข้า ข้าไม่มีทางทำให้ท่านตกอยู่ในอันตรายแน่ อีกอย่างนี่ก็ตอนกลางวันแสกๆ ข้าเป็นถึงผู้ดูแลสำนักไท่เสวียน ใครจะกล้าลงมือกับข้า?"
ยายเฒ่าหวังคิดทบทวนดู นางยังรู้สึกว่ามันเสี่ยงไปหน่อย ปกตินางมักจะขู่คนอื่นไม่ให้ออกจากเขตทุ่งนาวิญญาณ เพราะในสายตาของนาง การออกไปข้างนอกที่เป็นป่ารกร้างสำหรับเกษตรกรวิญญาณคือเรื่องที่อันตรายที่สุด
"มู่เอ๋อร์ ให้ลุงหวงของเจ้าไปเป็นเพื่อนแทนไหม? ตั้งแต่พ่อเจ้าตายในป่า ข้าก็ไม่เคยย่างกรายออกไปข้างนอกนั่นอีกเลย ข้าไม่กล้าน่ะ"
กู้จิ่วเย่วแกล้งทำเป็นเสียดาย:
"จะไม่ไปจริงๆ หรือ? ในวาสนานั้นนอกจากจะมี 'ผลหยกวิญญาณ' ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวยาหลักของโอสถสร้างรากฐานแล้ว ข้างๆ กันยังมี 'หญ้าล้างไขกระดูก' อยู่อีกต้นหนึ่งด้วยนะ ถ้าได้กินหญ้าล้างไขกระดูกเข้าไปจนเปลี่ยนพรสวรรค์ได้ ท่านก็อาจจะทะลวงสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสูงได้เลย"
"ขอเพียงทะลวงถึงระดับหลอมลมปราณขั้นเจ็ดได้ ขั้นแปดและขั้นเก้าก็จะไม่มีคอขวดอีกต่อไป ทุกครั้งที่ทะลวงได้หนึ่งขั้น อายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียรก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายปี คำนวณดูแล้วถ้าท่านกินหญ้านั้นเข้าไป อย่างน้อยก็ต่ออายุได้อีกตั้งสิบปี"
"ท่านคิดว่าถ้าลุงหวงเห็นหญ้าล้างไขกระดูกนั่น เขาจะไม่หวั่นไหวหรือ? ตอนนี้ข้าใช้พลังวิญญาณไม่ได้นะ ถ้าลุงหวงคิดจะฮุบหญ้าล้างไขกระดูกไว้เอง ข้าก็ทำอะไรเขาไม่ได้"
วาสนาที่ว่ากลับกลายเป็นหญ้าล้างไขกระดูกและผลหยกวิญญาณ สมุนไพรวิญญาณระดับสองทั้งสองชนิดนี้มักจะขึ้นอยู่ด้วยกันในที่เดียวเสมือนพืชคู่บารมี และทั้งคู่ต่างก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผลหยกวิญญาณมีสรรพคุณในการบำรุงจุดตันเถียนและเส้นลมปราณ ต่อให้ไม่นำไปหลอมเป็นโอสถสร้างรากฐานแต่กินเข้าไปตรงๆ ก็ได้ผลดีมาก ส่วนหญ้าล้างไขกระดูกคือตัวยาหลักของโอสถล้างไขกระดูกระดับสอง
สรรพคุณของโอสถล้างไขกระดูกคือการขับพิษยาที่สะสมในร่างกายออกมา และมีโอกาสเล็กน้อยที่จะช่วยเพิ่มพรสวรรค์ให้สูงขึ้น หญ้าล้างไขกระดูกหากกินเข้าไปโดยตรงก็ได้ผลเช่นกัน แม้จะสู้แบบที่หลอมเป็นโอสถไม่ได้ก็ตาม
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่กินโอสถมากเกินไป พิษยาจะตกค้างและเกาะติดแน่นตามเส้นลมปราณ ส่งผลกระทบต่อความเร็วในการบำเพ็ญ และหากพิษยาอุดตันเส้นลมปราณเมื่อไหร่ ผู้บำเพ็ญก็จะไม่สามารถดูดซับพลังปราณได้จนกว่าจะขจัดพิษออกไป
พิษยานี้ก็เหมือนกับอุจจาระตกค้างในลำไส้จากชาติก่อนนั่นแหละ หากไม่จัดการมันก็จะยิ่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
ระดับพลังของยายเฒ่าหวังอยู่ที่ระดับหลอมลมปราณขั้นหกช่วงสูงสุด นางติดแหง็กอยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปีก็เพราะพิษยาที่สะสมในร่างกายจนไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้ หากได้กินหญ้าล้างไขกระดูกเข้าไป ไม่เพียงแต่จะล้างพิษที่สะสมมาหลายสิบปีได้ แต่ยังมีโอกาสเพิ่มพรสวรรค์ด้วย เช่นนี้โอกาสที่จะทะลวงสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสูงย่อมมีสูงมาก
และต่อให้พรสวรรค์จะไม่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิษยาถูกขจัดไป นางก็สามารถอาศัยโอสถช่วยในการบำเพ็ญต่อได้ ขอเพียงมีโอสถเพียงพอ ย่อมทะลวงสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสูงได้อย่างแน่นอน
พอนึกถึงเมื่อวานที่ถูกนังเด็กเมื่อวานซืนด่าว่าทั้งแก่ทั้งอัปลักษณ์ ยายเฒ่าหวังที่ไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเขตทุ่งนาวิญญาณมาหลายสิบปี ก็ตัดสินใจเลือกวาสนาแทนความรอบคอบอย่างเด็ดขาด
กู้จิ่วเย่วที่เดินนำหน้ามีสีหน้าเรียบเฉย นางกำลังพายายเฒ่าหวังเดินมุ่งหน้าไปยังป่ารกร้างภายนอก
เมื่อวานนี้นับตั้งแต่นางได้ยินยายเฒ่าหวังบอกกับกู้ชิงเฉินด้วยปากตัวเองว่าหวังมู่บาดเจ็บสาหัสต้องการคนดูแล นางก็เกิดเจตนาฆ่าขึ้นมาทันที
หากไม่รู้สถานการณ์ของหวังมู่ นางอาจจะยังลังเลเพราะเกรงใจอิทธิพลของเขา แต่ในเมื่ออีกฝ่ายถึงขั้นต้องมีคนคอยปรนนิบัติ คาดว่าคงไม่มีเวลามาคอยจับตาดูยายเฒ่าหวังตลอดเวลาแน่
และต่อให้จะจับตาดูอยู่ เขาก็คงนึกไม่ถึงว่ากู้จิ่วเย่วจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นหลอกพายายเฒ่าหวังออกไปฆ่าทิ้งกลางแดดจ้าที่มีผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้
จะว่าไปแล้ว การที่อาหญิงถูกหมายหัวก็เป็นเพราะยายเฒ่าหวังล้วนๆ ในเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็แค่จัดการคนที่สร้างปัญหาเสีย หากยายเฒ่าหวังตายไป ปัญหายุ่งยากในระยะสั้นย่อมคลี่คลายไปเอง
(จบตอน)