เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

65 - กลับบ้าน

65 - กลับบ้าน

65 - กลับบ้าน


65 - กลับบ้าน

"เป็นเพียงกลอุบายเล็กน้อยเท่านั้น ท่านปู่ทวดกล่าวเกินไปแล้ว" เหลียนเฉิงอวี้กล่าวอย่างไม่ยี่หระ

"ตามพิษของงูเหลือมเย็น และสรรพคุณของยาละลายโลหิต อีกประมาณสามถึงห้าวัน คนที่เคี่ยวกระดูกร้างเหล่านี้ก็น่าจะถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น คนในเผ่าจะโกรธแค้นอย่างยิ่ง ถึงตอนนั้นคงไม่ใช่แค่เอามูลวัวไปขว้างบ้านอี้อวิ๋นง่ายๆ แบบนี้แล้ว แต่น่าจะจุดไฟเผาบ้านอี้อวิ๋นทิ้งไปเลยมากกว่า"

เหลียนเฉิงอวี้กล่าวพลางจิบชา แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับมุมปากเบาๆ ท่าทางช่างสง่างามยิ่งนัก เขาเป็นคนเดียวในชนเผ่าเหลียนที่รักษามาดของผู้ดีอยู่ตลอดเวลา

เขาเกิดในแดนอวิ๋นหวง แม้นายน้อยในแดนรกร้างจะมีฐานะที่สูงส่งกว่าบ้าง ทว่าจะมีใครมาวางมาดผู้ดีกัน แต่เหลียนเฉิงอวี้กลับเป็นข้อยกเว้น เขาเรียนรู้มารยาทของผู้ดีมาจากเหยาหยวน และใช้มารยาทนี้เรียกร้องตนเองอยู่เสมอ

เพราะเขามั่นใจว่า สักวันหนึ่ง ตนเองจะต้องก้าวเข้าสู่สังคมชั้นสูง หรือแม้แต่กลายเป็นระดับสูงของอาณาจักรเทพ เข้าออกงานเลี้ยงชั้นสูงในเมืองหลวงของอาณาจักรเทพ

เขาไม่อยากให้ผู้คนในสังคมชั้นสูงเหล่านั้น ดูถูกตนเองว่าเป็นคนป่าจากแดนอวิ๋นหวง

เขาต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่า แม้เขาจะเกิดในแดนอวิ๋นหวง แต่เขาก็สามารถทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุดได้!

"น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว คือไม่ได้เห็นศพของอี้อวิ๋นกับตาตนเอง..."

เหลียนเฉิงอวี้กล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด

"ฮ่าฮ่า เฉิงอวี้ เจ้าก็ระวังตัวเกินไปแล้ว เจ้าคงไม่คิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะรอดชีวิตมาได้ในสถานการณ์เช่นนี้หรอกนะ มิต้องพูดถึงพิษงูเหลือมเย็นที่สามัญชนไม่มีทางรักษาได้เลย ต่อให้ตกลงมาจากหุบเขาสูงนับสิบจั้ง ร่างกายย่อมแหลกเหลวไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นน้ำในแม่น้ำทิศตะวันออกไหลเชี่ยวมาก ด้านล่างยังมีน้ำตก ต่อให้เป็นผู้ที่ว่ายน้ำเก่งที่สุด หากไม่ตกมาตายก็ต้องจมน้ำตายอยู่ดี"

ผู้เฒ่าหัวหน้าเผ่าไม่กังวลแม้แต่น้อย

เหลียนเฉิงอวี้ก็พยักหน้า "อืม... ท่านปู่ทวดกล่าวได้ถูกต้อง อี้อวิ๋นเพิ่งจะฝึกวรยุทธ์ ยังก้าวไม่ถึงขอบเขตนักรบเสียด้วยซ้ำ ย่อมไม่มีทางรอดพ้นไปได้แน่นอน"

เหลียนเฉิงอวี้วางถ้วยชาลง อี้อวิ๋นตายไปแล้ว แต่พี่สาวของเขายังอยู่ หลังจากผ่านพ้นเคราะห์กรรมเช่นนี้ บ้านถูกโบกด้วยมูลวัว และยังจะถูกเผาทิ้ง นางไม่เพียงแต่จะไร้ที่อยู่อาศัย แต่ยังจะถูกคนทั้งชนเผ่าเหลียนเกลียดชัง นอกจากตนเองแล้ว จะยังมีใครยอมรับเลี้ยงนางอีกเล่า

เมื่อคิดได้เช่นนี้ มุมปากของเหลียนเฉิงอวี้ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น

นังหนูคนนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องตกมาอยู่ในกำมือของตน เพื่อให้นางได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้าง ถึงเวลานั้นจะได้ขัดเกลานิสัยให้เชื่อฟังหน่อย เมื่อนั้นตนจะสั่งอะไร นางก็ต้องทำตามนั้นแล้ว

"อี้อวิ๋นเอย อี้อวิ๋น เจ้าทำข้าเสียหน้าต่อหน้าท่านเหลียน เช่นนั้นข้าทำให้เจ้าตาย แล้วเชยชมพี่สาวของเจ้าให้เต็มที่ ก็ถือว่ายุติธรรมแล้ว"

"เจ้าตายไป ข้าถือว่าได้ช่วยพี่สาวของเจ้าไว้ วันหน้าเมื่อนางยอมเชื่อฟังข้าแต่โดยดี แม้ข้าจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใด ข้าก็จะให้นางเป็นนางบำเรอหรืออะไรสักอย่าง จะไม่ทอดทิ้งนางแน่นอน เจ้าก็จงตายตาหลับเถอะ"

...

ในที่สุดฟ้าก็มืดมิดลงแล้ว ทว่าเด็กน้อยที่ "กล้าหาญ" เหล่านั้นกลับมุมานะอย่างยิ่ง แม้ฟ้าจะมืดก็ยังไม่จากไป พวกเขาพยายามขว้างมูลวัวกองใหญ่นั้นจนหมดสิ้น ไม่เพียงแต่จะโบกประตูและผนังบ้านของเจียงเสี่ยวโหรวเท่านั้น แต่แม้แต่ฐานรากของบ้านก็เกือบจะถูกฝังไปเกือบครึ่งค่อนแล้ว

"ทำได้ดีมาก!" เหลียนชุ่ยฮวาตบมือ เดิมทีนางอยากจะลูบหัวเด็กเหล่านี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ทว่าเมื่อคิดว่าสกปรก จึงหดมือกลับไป "พรุ่งนี้มาหาป้าชุ่ยฮวานะ ป้าจะให้ลูกอมกิน"

ลูกอมนี้ย่อมเป็นของที่เหลียนเฉิงอวี้ประทานลงมา ในชนเผ่าเหลียน นี่ถือเป็นของที่หายากยิ่ง

เด็กไม่กี่คนพอได้ยินว่าจะมีลูกอมกิน ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

"ดีเลย ดีเลย อย่างนั้นพรุ่งนี้พวกเราจะมาขว้างมูลวัวอีก จะมีลูกอมให้กินอีกใช่ไหม"

"มีสิ แน่นอนว่าต้องมี!" เหลียนชุ่ยฮวายิ้มจนหน้าบาน "อิอิ ไม่ใช่แค่ลูกอมนะ การที่พวกเจ้าขว้างมูลวัว คือการขับไล่สิ่งชั่วร้าย และได้ช่วยทุกคนไว้เชียวนะ!"

"ใช่ พวกเราช่วยทุกคนไว้!" เด็กที่โตหน่อยกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ

"พวกเราคือวีรบุรุษ!" มีเด็กคนอื่นกล่าวสมทบ เด็กในวัยนี้ล้วนมีความฝันอยากเป็นวีรบุรุษ พวกเขาต่างอยากเป็นจอมยุทธ์ที่เหาะเหินเดินอากาศได้ และมีอำนาจบารมีน่าเกรงขาม

ทว่าในขณะนี้ ท่ามกลางพงหญ้า กลับมีดวงตาสีดำสนิทคู่หนึ่ง กำลังจ้องมองเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่

นั่นคือดวงตาของอี้อวิ๋น!

เขาเพิ่งจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการสนทนาของเด็กเหล่านี้และชาวบ้านไม่กี่คน จากเรื่องนี้ อี้อวิ๋นก็ได้คาดเดาแผนการที่อาจจะเป็นไปได้ของเหลียนเฉิงอวี้ออกแล้ว

เขาอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น ในดวงตาฉายแววสังหารออกมาสายหนึ่ง!

การใช้โรคระบาดเป็นข้ออ้างเพื่อป้ายสีความผิด ช่างเป็นอุบายที่อำมหิตนัก! ด้วยสติปัญญาของชาวหมู่บ้านต้าฮวง พวกเขาไม่มีทางมองกลอุบายนี้ออกได้เลย!

พวกเขาจะไปเข้าใจเรื่องโอสถที่รีดเค้นพลังโลหิตได้อย่างไร? และพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่ากระดูกอสูรนั้นมีพิษ หากนำไปเคี่ยวกรำแล้วจะทำให้คนตาย?

ในหมู่พวกเขาหลายคน เพิ่งจะได้ยินชื่อ "กระดูกอสูร" เป็นครั้งแรกเมื่อสองเดือนก่อนนี้เอง

ผู้คนที่ยากไร้และทุกข์ระทม ชีวิตของพวกเขาถูกขับเคลื่อนด้วยความหิวโหยและเหน็บหนาวมาโดยตลอด นอกจากเรื่องอาหารแล้ว สมองของพวกเขาแทบจะไม่อาจบรรจุสิ่งใดได้อีก ต่อให้เจ้าจะอธิบายให้ฟังทีละคำ พวกเขาก็อาจจะไม่เข้าใจ

"สมควรตายนัก!"

ดวงตาของอี้อวิ๋นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง หากครั้งนี้เขาปรากฏตัวออกมา ก็เท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับเหลียนเฉิงอวี้โดยตรง!

อี้อวิ๋นประเมินไพ่ในมือของเขา ระดับการฝึกตนในตอนนี้ยังหยุดอยู่ที่ขั้นเส้นชีพจร แต่บรรลุถึงขั้นขัดเกลาร่างกายที่สมบูรณ์แบบแล้ว เข้าสู่ขอบเขต "ชีพจรดุจมังกร"

ส่วนเหลียนเฉิงอวี้นั้น เท้าข้างหนึ่งได้ก้าวข้ามธรณีประตูของขั้นโลหิตม่วงไปแล้ว ถือเป็นขั้นชักนำปราณระดับสูงสุด หากไม่ใช่เพราะตัวเขา ครั้งนี้เหลียนเฉิงอวี้คงอาศัยกระดูกอสูรทะลวงเข้าสู่ขั้นโลหิตม่วงได้อย่างแน่นอน

ขั้นเส้นชีพจรที่ขัดเกลาร่างกายสมบูรณ์แบบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหลียนเฉิงอวี้ที่มีระดับการฝึกตนใกล้เคียงขั้นโลหิตม่วง อี้อวิ๋นยังไม่มีความมั่นใจเต็มสิบส่วน

และในเผ่าเหลียน นอกจากเหลียนเฉิงอวี้แล้ว ยังมีท่านผู้อาวุโสประมุขเผ่า และครูฝึกเหยาหยวนอีกด้วย!

ทั้งสามคนล้วนอยู่ในขั้นชักนำปราณ ระดับห้าของขอบเขตโลหิตปถุชน เขาจะต้องรับมือหนึ่งต่อสาม!

ท่านประมุขเผ่านั้นอี้อวิ๋นไม่ได้กังวล แต่เหยาหยวนผู้นั้น...

อี้อวิ๋นไม่รู้ว่าเหยาหยวนมีความแข็งแกร่งระดับใด เขาเคยบรรลุถึงขั้นโลหิตม่วงมาก่อน เพียงแต่ตอนนี้ระดับตกลงมา

หากไม่นับเรื่องระดับการฝึกตน เพียงแค่ประสบการณ์การต่อสู้ เหยาหยวนย่อมโชกโชนอย่างแน่นอน

ส่วนอี้อวิ๋นนั้น นอกจากชุดวิชา "หมัดมังกรเอ็นพยัคฆ์กระดูก" แล้ว เขาก็ไม่ได้เรียนรู้วิชาการต่อสู้อื่นใดอีกเลย แม้แต่ท่าร่างก้าวเดินก็ไม่ได้เรียน

ในด้านทักษะการต่อสู้ อี้อวิ๋นยยังขาดการขัดเกลา วิถียุทธ์ของเขาถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

ดังนั้น อี้อวิ๋นต้องสงบสติอารมณ์และวางแผนให้รอบคอบ

"เหลียนเฉิงอวี้ ข้าต้องมีวิธีที่ทำให้เจ้าตายอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสแน่!"

อี้อวิ๋นกำหมัดแน่น เดิมทีเขาเป็นคนจากโลกมนุษย์ แม้จะทะลุมิติมายังโลกที่ความแข็งแกร่งเป็นใหญ่ แต่การจะให้เขาลงมือฆ่าคนโดยตรง เขายังรู้สึกทำใจลำใจ ทว่าในวันนี้ เขากลับเกิดจิตสังหารที่รุนแรงต่อเหลียนเฉิงอวี้ขึ้นมา!

ยามที่เหลียนเฉิงอวี้ลงมือลอบทำร้ายเขาถึงสองครั้ง อี้อวิ๋นยังไม่โกรธแค้นถึงเพียงนี้ แต่เหลียนเฉิงอวี้ไม่ควรเลย ไม่สมควรอย่างยิ่งที่กระทำเช่นนี้ต่อเจียงเสี่ยวโหรว

พี่สาวของเขาผู้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เด็กสาววัยสิบห้าปีเพียงลำพังต้องเผชิญหน้ากับการรุมประณามจากคนทั้งเผ่า!

และทันทีที่พวกแรงงานล้มป่วยและตายลง เหลียนเฉิงอวี้มิต้องลงมือทำอะไรเลย ก็สามารถโยนความรับผิดชอบทั้งหมดมาที่ตัวเขาได้ ถึงเวลานั้น พวกญาติของผู้ตายจะทำอย่างไรกับเจียงเสี่ยวโหรว? อี้อวิ๋นไม่กล้าแม้แต่จะคิด!

หากในเวลานี้เหลียนเฉิงอวี้ปรากฏตัวขึ้นและคิดจะทำอะไรกับเจียงเสี่ยวโหรว นางย่อมไร้กำลังที่จะขัดขืน!

………

จบบทที่ 65 - กลับบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว